365 วันสู่รักนิรันดร์
บทที่.1 ผู้หญิง..ท่านพ่อจะให้มาทำอะไรที่นี่?
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

บทที่.1 ผู้หญิง..ท่านพ่อจะให้มาทำอะไรที่นี่?

บทที่.1 ผู้หญิง..ท่านพ่อจะให้มาทำอะไรที่นี่?

หนึ่งร่างของหญิงสาวที่นอนเหยียดหลับยาวมาในชั้นโดยสารเฟิร์สคลาสกว่าสิบห้าชั่วโมงบนเครื่องแอร์บัสลำใหญ่ของสายการบินแห่งชาติอเมริกันแอร์ไลน์ที่ทำการบินตรงจากนิวยอร์กสู่จามิลา หรือ สาธารณรัฐจามิลา (Djemila Republic) ร่างโปร่งบางงดงามวัย 27 ปี ของแพทย์หญิงเรย์ณิกา ฟาห์อีส (เรย์) ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงประกาศจากพนักงานต้อนรับสาวสวยบนเครื่องได้บอกกล่าวแจ้งให้ผู้โดยสารปรับพนักนอนขึ้น ด้วยอีกสิบห้านาทีการเดินทางก็จะถึงจุดหมายปลายทางสนามบินจามิลาแล้ว หญิงสาวขยับกายงามให้ลุกขึ้นเพื่อไปจัดการกับธุระที่ต้องล้างหน้าและแปรงฟันในห้องน้ำของชั้นเฟิร์สคลาส ซึ่งก็มีผู้โดยสารอยู่ประปรายและไม่เต็มทุกที่นั่งด้วยราคาตั๋วที่สูงสุดโต่ง ที่ตัวเธอเองไม่มีความสามารถที่จะจ่ายมันหรอกนะ เพราะทุกอย่างในชีวิตตั้งแต่เธออายุ 10 ขวบ ก็เป็นการบริหารจัดการและดูแลจากผู้อุปการะของเธอทั้งสิ้น ยกเว้นเรื่องการเรียนเท่านั้นที่เป็นทางเลือกที่เธอเลือกเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง!

"ดีใจจังจะได้พบพี่รัณย์แล้ว" หญิงสาวเอ่ยพึมพำเบาๆ กับตัวเองถึงพี่ชายคนเดียวของตนเองที่ไม่ได้พบเจอกันหลายปีตั้งแต่ทั้งสองถูกผู้ปกครองที่หญิงสาวเองก็ไม่เคยเห็นหน้าได้จับแยกเด็กทั้งคู่ออกจากกัน เมื่อทั้งคู่สูญเสียบิดาและมารดาจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ตัวเธอถูกจับแยกให้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำและอาศัยอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่อายุสิบขวบ หลังจากสอบติดจากนั้นก็ได้ย้ายมาอยู่โรงเรียนแพทย์ด้วยใจรักในระดับช่วงชั้นมหาวิทยาลัยเรียนและฝึกงานในโรงพยาบาลของรัฐก่อนจะสอบจบเป็นแพทย์ออกมา แล้วเรียนต่อเป็นศัลยแพทย์เฉพาะทางด้วยความภาคภูมิ ในขณะที่พี่ชายอายุสิบห้าปี นั้นถูกจับแยกและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แผ่นดินเกิดของบิดา ที่ที่เครื่องบินลำนี้กำลังจะแลนด์ดิ้งลงนี่

"พี่รัณย์คงจะมารอรับน้องเรย์แล้วนะคะ" หญิงสาวคิดอย่างตื่นเต้นภายในใจ ซึ่งตัวของเธอมีโอกาส นานๆ ครั้งที่จะวิดีโอคอลหาพี่ชายคนเดียว ด้วยเวลาที่ไม่อำนวยและด้วยเวลาที่ต่างกันของสองประเทศสองทวีปและอีกหนึ่งสาเหตุก็เพราะด้วยการเรียนที่หนักของเธอเอง เรย์ณิกาทราบแค่เพียงว่า พี่ชายของเธอเป็นทหารองครักษ์ และเขาสบายดี แค่นี้คือสิ่งที่รับรู้จากผู้เป็นพี่ชายในแต่ละครั้งที่มีโอกาสเพียงน้อยนิดและได้เห็นใบหน้าของกันและกัน ส่วนรายละเอียดของผู้อุปการะนั้น ตัวเธอเองก็จินตนาการไม่ออกด้วยไม่ทราบข้อมูลของผู้อุปการะมากนัก!

ฝั่งผู้โดยสารขาออก

"ดูแลตัวเองนะฟาติมา" เสียงทุ้มห้าวของ ซามิล อัลซาส บิน ซาฟา ชีคหนุ่มวัย 29 พระชันษาเจ้าชายลำดับที่สองของสุลต่านผู้ปกครองสาธารณรัฐจามิลาแห่งนี้ เอ่ยขึ้นกับแฟนสาวของเขาที่คบหากันมาได้สามปีแล้ว ด้วยอีกฝ่ายกำลังจะเดินทางไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่อเมริกาเอ่ยขึ้น

"พี่ซามิลก็เช่นกัน ดูแลตัวเองด้วยนะคะ" เสียงหวานใสของฟาติมาสาวคนรักเอ่ยตอบ ก่อนจะยกมือโบกลาแล้วเดินตามพี่เลี้ยงที่ยืนรออยู่ก่อนจะหันมามองอีกครั้ง แล้วเดินเข้าเกตไป

"เครื่องน้องสาวนายน่าจะใกล้แลนด์แล้วใช่มั้ยรัณย์?" ชีคหนุ่มเอ่ยถามด้วยตนเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูที่แจ้งเป็นเวลาสามทุ่มสิบห้านาที

"พะ..ย่ะค่ะ" รัณย์ณภัทรกำลังจะเอ่ยคำด้วยคุ้นชิน

"อะ อะ" เสียงของชีคหนุ่มเอ่ยร้องห้ามเพื่อนรัก เพื่อนเล่นของตนออกมา ด้วยวันนี้ตนเองออกมาเป็นการส่วนตัว และไม่ชอบที่จะให้อีกฝ่ายใช้คำราชาศัพท์ด้วย อาจจะเพราะอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงอายุห่างกันแค่สามปี มีมารดาเป็นคนไทยเหมือนกัน เล่นกีฬาด้วยกัน เรียนสถานศึกษาเดียวกันมาตั้งแต่วัยรุ่น ซึ่งอีกฝ่ายมีอายุเท่ากับพี่ชายคนละแม่ของตน คามิล อัลซาส บิน ซาฟา หรือองค์รัชทายาทแห่งจามิลาผู้มีสายเลือดอาหรับแท้ๆผู้นั้น!

"ใช่ครับ" เสียงนุ่มทุ้มของชายหนุ่มร่างสูง วัย 32 ปี รัณย์ณภัทร ฟาห์อีส หนุ่มลูกครึ่งซึ่งบิดาเป็นชาวจามิลาผู้มีมารดาเป็นชาวไทยเช่นเดียวกับอีกฝ่ายเอ่ยขึ้น

"งั้นเราขึ้นข้างบนกัน ขาเข้าอยู่ชั้นบน" เจ้าชายหนุ่มเอ่ยชวน

"เพิ่งจะแลนด์ดิ้งครับ" รัณย์ณภัทรเอ่ยขานพร้อมดวงตาคมที่จับจ้องอยู่บนบอร์ดใหญ่ที่มีจุดไฟกระพริบแสดงอยู่ ก่อนจะหันหมุนร่างสูงแล้วเดินตามชีคหนุ่มที่ออกเดินนำไปก่อนแล้ว ด้วยตัวเขาเองติดภารกิจแต่วันนี้ได้รับราชานุญาตให้ลาได้และเขารู้ว่าอีกฝ่ายจะมาส่งแฟนสาวด้วยตัวเอง ตนเลยอาสาเป็นพลขับให้ ด้วยเพราะเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับเวลารับน้องสาวคนเดียวของตนผู้เพิ่งเรียนจบแพทย์เฉพาะทางและเป็นครั้งแรกของน้องสาวด้วยที่จะมาเยือนแผ่นดินเกิดของบิดาอีกเช่นกัน!

"น้องเรย์" ทันทีที่เห็นใบหน้าสวยหวาน ที่เดินเข็นกระเป๋าสัมภาระออกมาในชุดสูทเดินทางสีขาว ที่ส่วนเหนือดวงตากลมโตหวานซึ้งคู่นั้นมีเรียวคิ้วเข้มเรียงสวยงาม ริมฝีปากอวบอิ่ม จมูกเชิดรั้นเล็กๆ ถูกเส้นผมดำยาวสลวยคลอเคลียอยู่ข้างแก้มฝั่งขวาที่ถูกรวบเบี่ยงไว้ผู้นั้นจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้

"ทางนี้" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอีกพร้อมกับยกมือขึ้นโบกไหวๆ ก่อนรอยยิ้มกว้างจะปรากฏเมื่อคนร่างโปร่งบางหันมาเห็นแล้วรอยยิ้มงดงามก็ยิ้มตอบรับออกมาในทันที

"พี่รัณย์" เสียงหวานใสสั่นสะท้านเมื่อวิ่งเข้ามาสวมกอดผู้เป็นพี่ชาย ก่อนหยาดน้ำตาจะรวยรินออกมาจากดวงตาคู่งามด้วยเป็นเวลา 17 ปีเต็มๆ แล้วที่สองพี่น้องเพิ่งจะได้พบปะเจอะเจอตัวเป็นๆ ของกันและกัน!

"ไม่ร้องนะเด็กดี ไม่ร้อง พี่อยู่นี่แล้ว" เสียงทุ้มเอ่ยปลอบขวัญผู้ร่วมสายเลือดคนเดียวของตนบนโลกใบนี้ออกมา พร้อมกับอกแกร่งที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาของคนเป็นน้อง ก่อนมือแกร่งจะยกขึ้นลูบศีรษะทุยๆ ของน้องสาวอย่างปลอบโยน

"อ่ะแฮ่ม" เสียงกระแอมไอดังขึ้นเมื่อเวลาปลอบขวัญกันได้ผ่านไปได้สักครู่

"น้องเรย์ นี่ชีคซามิล เจ้าชายลำดับที่สองขององค์สุลต่านเหนือหัวของเรา"

"สวัสดีสาวน้อย ถ้าพวกเราอยู่ด้วยกันเองแบบนี้เรียกพี่ว่าพี่ซามิลก็พอนะครับ ใช้คำพูดธรรมดาได้" ชีคหนุ่มเอ่ยคำกล่าวอนุญาตเป็นภาษาไทยพร้อมกับลอบพิศมองใบหน้าสวยหวานงดงามนั้นอย่างนึกเอ็นดู ก่อนรอยยิ้มพรายจะปรากฏออกมาอย่างเป็นมิตรและรู้สึกถูกชะตากับน้องสาวของเพื่อนรัก

"ถวาย..สวัสดี ขะ ขะ ค่ะ พี่ซามิล" หญิงสาวตะกุกตะกักเรียกขานก่อนจะยกมือขึ้นทำความเคารพชายหนุ่มรูปร่างสูง รูปงาม หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ที่อายุอานามน่าจะไล่เลี่ยกันกับเธอหรืออาจจะเป็นพี่เธอไม่น่าจะเกินสามปี หญิงสาวคิด

"เราพาน้องเรย์กลับกันเถอะ ท่านพ่อคงจะกำลังรอพบเธออยู่" องค์ซามิลเอ่ยขึ้นพร้อมร่างสูงที่ขยับ

"ทะ ทำไมองค์ท่านต้องรอน้องเรย์ล่ะคะ?" หญิงสาวรู้สึกตกใจในสิ่งที่ตนได้ยิน ชีวิตของหล่อนจะมีบุญวาสนาสำคัญขนาดจะได้เข้าพบหรือผู้ปกครองของประเทศนั่งเฝ้ารออยู่กระนั้นเลยหรือ!!!

"องค์สุลต่านคือผู้อุปการะเราสองพี่น้องไงล่ะ นี่คือคำถามที่น้องเรย์ถามพี่ชายมาตลอดไงครับ" รัณย์ณภัทรเอ่ยขานไขให้น้องสาวได้กระจ่างแจ้ง ด้วยตนไม่ได้รับราชานุญาตให้บอกเรื่องนี้ ด้วยองค์สุลต่านไม่ต้องการที่จะบีบคั้นให้น้องสาวคร่ำเคร่งในการเล่าเรียนจนเกิดอาการเกร็งเพราะใช้จ่ายทุนขององค์ท่าน ซึ่งพระประสงค์นั้นต้องการให้เด็กสาวใช้ชีวิตปรกติและเลือกเรียนในสิ่งที่รักและอยากเป็น ซึ่งน้องสาวของตนก็สร้างความภาคภูมิใจมาให้เสมอด้วยผลการเรียนที่ดีเยี่ยม ไม่เคยนอกลู่นอกทางสักครั้ง ซึ่งเป็นรายงานจากราชองครักษ์หลวงอีกสองนายที่มีหน้าที่เฝ้าดูแลอยู่ห่างๆ ที่องค์ท่านส่งไปดูแลเธอที่อเมริกาโดยที่น้องสาวไม่รู้และตัวเขาเองก็เพิ่งจะรู้ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า!

"สวยจังเลยค่ะ" เสียงกังวานใสเอ่ยขึ้นเมื่อแอสตันมาร์ตินสีเงินคันงามขับผ่านเส้นทางต่างๆ ตั้งแต่ออกจากสนามบินมา ซึ่งหญิงสาวก็อยู่และใช้ชีวิตอยู่เมืองใหญ่เฉกเช่นมหานครนิวยอร์กที่ตนจากมา ไม่น่าเชื่อว่าบ้านเกิดเมืองนอนของบิดาจะเจริญรุ่งเรืองชวนให้ตื่นตาตื่นใจได้เช่นนี้ ซึ่งตัวของเรย์ณิกาเองคิดไปต่างๆ นานา กับข้อมูลของสาธารณรัฐจามิลาซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งทะเลทรายอีกแห่งของโลก ที่มีก๊าซธรรมชาติสำรองมากเป็นอันดับที่ 3 เป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันรายใหญ่ และมีน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับที่ 6 ของโลกเลยที่เดียว!

ส่วนเมืองที่มีความสำคัญนอกจากกรุงจามิลาที่เป็นเมืองหลวงของประเทศนั้น ก็ยังมีเมืองอิราห์เมืองชายฝั่งแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมและแหล่งขุดเจาะน้ำมันขนาดใหญ่อีกหนึ่งแห่งของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาของจามิลาอีกด้วย ส่วนอีกเมืองสำคัญคือเมืองคอนสแตนติน่าซึ่งจะเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนังฟอกต่างๆที่ส่งออกจำหน่ายไปทั่วโลกรองจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ดินแดนแห่งนี้สามารถเรียกได้ว่ามีทุกอย่างของความครบครัน สำหรับผู้ที่แสวงหาท้องทะเลแสนงามสีครามสดใส และ การขี่อูฐบนผืนทรายอันแผดร้อน เพราะตอนบนของประเทศนั้นอุดมไปด้วยทิวทัศน์อันสวยงามของชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ตั้งขนานไปกับเทือกเขาแอตลาส ซึ่งทอดตัวเป็นแนวยาวพาดผ่านตอนเหนือของทวีป ถัดลงมาทางตอนใต้จะเป็นเขตทะเลทรายซาฮาราที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ระดับโลกและเนินทรายที่สูงที่สุดในโลกอันเป็นที่สุดแห่งทะเลทรายซาฮาร่าก็ที่จามิลาแห่งนี้แหละ!

และอีกหนึ่งสิ่งที่หญิงสาวค้นเจอข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตที่ตนค้นพบอย่างแพร่หลาย กับชื่อเสียงของหน่วยจู่โจมพิเศษหรือหน่วยซีลของจามิลาที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่ว กับปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันที่เป็นนายกรัฐมนตรีและคณะ 6 คนของประเทศเยเนสใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรของประเทศจามิลาที่ถูกผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินและจับตัวไปทั้งคณะขณะเดินทางกลับจากประชุมที่เยเนสเหนือแล้วขอลงจอดฉุกเฉินเพื่อเติมน้ำมันและด้วยความฉลาดของนักบินที่แอบเผาผลาญน้ำมันทิ้ง เพื่อให้เกิดเรื่องและขอลงจอดฉุกเฉินได้เมื่อสี่ปีมาแล้วที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก

ซึ่งนั่นเป็นข้อมูลที่หญิงสาวค้นเสิร์ชหาข้อมูลก่อนเข้าพิธีรับประกาศนียบัตรของตนเมื่อเรียนจบเฉพาะทางศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือดมา แล้วคำสั่งให้ตนกลับมาที่นี่ตามที่ผู้อุปการะบอกกล่าวมาในจดหมายอีเมลฉบับนั้น ซึ่งหญิงสาวเองก็ไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลยว่าผู้อุปถัมภ์ของตนเป็นถึงสุลต่านผู้ปกครองมหานครใหญ่แห่งนี้!

..........

เขตพระราชวัง

"โอ้ว้าวว" เป็นคำอุทานที่ออกมาจากเรียวปากอวบสวยของผู้เพิ่งมาถึง ผู้ที่ยังยืนตะลึงอ้าปากค้างกับความสวยงามและความยิ่งใหญ่มโหฬารกับสิ่งประติมากรรมที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นตรงหน้าที่เด่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้าตนซึ่งส่วนนี้เป็นเขตพระราชฐานส่วนในแล้ว

"เราเข้าเฝ้าท่านพ่อกันเถอะ ประเดี๋ยวจะดึกเกินไป" เสียงของเจ้าชายซามิลเอ่ยขึ้น พร้อมร่างสูงที่ออกเดินนำ ขณะที่องครักษ์รักษาการณ์ต่างพากันทำความเคารพเมื่อเห็นผู้ที่เดินนำหน้าเข้ามา

"มากันแล้วเหรอ" พระสุรเสียงเอ่ยทักทายเป็นภาษาอังกฤษเอ่ยขึ้นด้วยสำเนียงที่ชัดเจนนี้เป็นของ สุลต่าน ฟาฮัด อัลซาส บิน ซาฟา ผู้ปกครองมหานครแห่งนี้ ในวัย 63 พระชันษา ก่อนดวงตาคมสีเทาของเลนส์ตาจะมองสำรวจไปยังร่างโปร่งบางงดงามของผู้อยู่ในชุดสูทเดินทางสีขาว แล้วรอยยิ้มมุมปากก็ยกขึ้นอย่างพึงพอพระราชหฤทัย!

"ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ทรงยังไม่เข้าแท่นบรรทมจริงๆด้วย" เจ้าชายซามิลเอ่ยทักทายยามดึกกับพระราชบิดาผู้นั่งจิบน้ำชารออยู่ขนาบข้างด้วยหนึ่งราชองครักษ์ร่างสูงใหญ่ที่ก้มศีรษะทำความเคารพผู้ที่เพิ่งจะเดินร่างสูงเข้ามา

"ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ" เสียงของรัณย์ณภัทรราชองครักษ์ส่วนพระองค์เอ่ยขึ้นพร้อมกับกายสูงที่น้อมคำนับผู้เป็นเจ้าเหนือหัว

"สวัสดีเรย์ณิกา ทำตัวตามสบายนะ ถ้าไม่ถนัดคำราชาศัพท์ก็ไม่ต้องใช้" พระสุรเสียงทุ้มเปล่งดังออกมาขององค์ฟาฮัดอย่างเสียงของคนผู้มีอำนาจเอ่ยขึ้นเป็นภาษาอังกฤษอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มและแววตาคมกริบที่ฉายส่องแววของผู้มีพระเมตตากรุณาที่ปรากฏส่งออกมา

"ถวายบังคมเพคะ" หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับกายงามที่ย่อถวายความเคารพอย่างอ่อนน้อม

"เราเป็นคนไม่อ้อมค้อม คืนนี้ให้เจ้าพักผ่อนที่นี่เสีย แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อ เราจะส่งเจ้าไปประจำการที่อิราห์เป็นเวลาหนึ่งปี ทหารหาญที่นั่นต้องการแพทย์ที่มีอยู่ไม่เพียงพอและที่นั่นขาดแคลนแพทย์ที่มากฝีมือ เพื่อเราเจ้าจะสามารถกระทำได้หรือไม่?" องค์ฟาฮัดเอ่ยถามด้วยใบหน้าฉายแววแห่งความคาดหวังในบางอย่าง!

"เสด็จพ่อหมายความว่าจะส่งเธอไปทำงานที่นั่นหรือพ่ะย่ะค่ะ?" เจ้าชายหนุ่มซามิลเอ่ยถามผู้เป็นพระบิดาออกมาด้วยสีหน้าตกใจพร้อมแววตากังวลที่ปรากฏออกมาอย่างไม่พยายามปิดบังไว้

"ไม่ผิด" พระสุรเสียงตอบรับสั้นๆ

"แต่ว่าที่นั่น ขณะนี้เป็นพื้นที่ที่เสี่ยงและอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ" องค์ซามิลยังมิวายที่จะกล่าวคำกึ่งประท้วงนิดๆออกมาด้วยสองพี่น้องยังไม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเลย เพิ่งจะพบหน้ากันแล้วก็ต้องจากกันอีกแล้วกระนั้นหรือ!

"พี่ชายของเจ้าก็อยู่ที่นั่น เจ้าหวาดเกรงสิ่งใด?" พระสุรเสียงราบเรียบเอ่ยถามบุตรชายคนรองของตนออกมา

"ลูก..เอ่อ..ลูก"

"เจ้าเต็มใจที่จะไปเป็นแพทย์ประจำการที่อิราห์เพื่อดูแลรักษาผู้คนบาดเจ็บ ป่วยไข้ เป็นหูเป็นตาแทนเราสักหนึ่งปีจะได้หรือไม่เรย์ณิกา?" องค์ฟาฮัดหันพระพักตร์มาเอ่ยถามหญิงสาวผู้ที่ตนตั้งใจหวังและเจตนาให้หญิงสาวอยู่ในร่องรอยที่ตนประสงค์อยากจะให้เป็นเอ่ยถามหยั่งเชิงความสมัครใจของหญิงสาวออกมาอีก

"หม่อมฉันขอน้อมรับพระประสงค์ด้วยเกล้าเพคะ" หญิงสาวผู้เพิ่งมาใหม่เอ่ยขานรับ อย่างน้อยองค์ท่านก็เป็นผู้มีพระเมตตา ทรงเป็นผู้อุปการะตนสองพี่น้อง เหตุใดเธอจะปฏิเสธล่ะ และที่สำคัญการศึกษาและภูมิความรู้ของเธอที่ร่ำเรียนมาน่าจะตอบโจทย์พระประสงค์และปัญหาขององค์ท่าน การตอบแทนบุญคุณเป็นสิ่งที่เธอสมควรจะกระทำไม่ใช่หรือ หญิงสาวคิด

"น้องเรย์" เป็นเสียงเรียกของรัณย์ณภัทรที่เอ่ยขานเรียกน้องสาวขึ้นมาในใจ ด้วยตัวเขาเองก็ไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่าองค์ท่านคิดสิ่งใดไว้ 

"รัณย์ณภัทร" พระสุรเสียงเอ่ยขานเรียกชื่อเต็มของราชองครักษ์ส่วนพระองค์ผู้เป็นบุตรชายของเพื่อนสนิทเพื่อนตายคนเดียวของตนผู้จากไปก่อนวัยอันควรพร้อมกับภรรยาชาวไทย โดยมีเพียงแค่สองชีวิตชายหญิงตรงหน้าที่ทิ้งไว้ให้ตนคำนึงระลึกถึง!

"พ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มขานรับพร้อมกับน้อมก้มกายสูงลงเพื่อน้อมรับพระบัญชา

"คืนนี้ให้เธอพักผ่อนที่ตำหนักดวงทิวาของเจ้า"

"พ่ะย่ะค่ะ"

"ส่วนเจ้าซามิล พรุ่งนี้เช้าให้เป็นธุระส่งเธอไปยังอิราห์"

"พ่ะย่ะค่ะ" ชีครูปงามขานรับพระบัญชาของผู้เป็นพระบิดาก่อนร่างสูงจะน้อมก้มคำนับศีรษะลง

"เราจะพักผ่อนแล้ว" เป็นประโยคคำสุดท้ายที่ทรงตรัสออกมา พร้อมกับทั้งสามที่น้อมทำความเคารพแล้วพากันถอยร่างออก!

.......

@ เมืองอิราห์เมืองสำคัญทางตอนเหนือของดินแดนจามิลา ณ .ตำหนักที่ประทับ!

ร่างสูงใหญ่สง่างามขององค์รัชทายาทหนุ่มผู้อยู่ในวัย 32 พระชันษา คามิล อัลซาส บิน ซาฟา ที่ยืนนิ่งๆอยู่บนระเบียงกว้าง ภายใต้คิ้วเข้มที่เรียงสวย มีดวงตาคมหวานซึ้งที่แพขนตายาวงอนหนาตามแบบชาติพันธุ์ของชายชาวอาหรับ จมูกโด่งเป็นสันสวยงาม ที่เหมาะเจาะลงตัวรับกับริมฝีปากหยักสวยได้รูป รอบๆใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายชนิดหาตัวจับยากนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหนวดเคราที่ถูกตัดแต่งสั้นไว้ให้เป็นรูปทรงอยู่อย่างสวยงาม แววตาสวยส่งแววครุ่นคิดออกมาเมื่อนึกถึงพระราชสาส์นที่ตนเพิ่งจะได้รับเมื่อช่วงสายของวันนี้

"พ่อหวังว่าเธอจะเป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างลูกในทุกๆพื้นที่พร้อมกับหน่วยจู่โจมพิเศษ และพ่อหวังว่าลูกจะใช้ 365 วันนี้ตักตวงและใช้วันเวลาเพื่อประโยชน์อย่างสูงสุดสำหรับตัวของลูกเอง"

เป็นพระราชสาส์นสั้นๆจากพระราชบิดา แล้วเรียวคิ้วสวยที่ขมวดมุนอยู่ก็สร้างคำถามขึ้นมาในใจ

"เธองั้นเหรอ?" เสียงพึมพำในลำคอแกร่งเอ่ยถามกับตัวเอง เมื่อนึกถึงข้อความในราชสาส์นที่บ่งบอกว่าผู้กำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้นั้นเป็นสตรี!

"ผู้หญิง..ท่านพ่อจะให้มาทำอะไรที่นี่?" คำถามยังคงดำเนินต่อไปอย่างค้นคว้าหาคำตอบ ด้วยตนเองพร้อมหน่วยรบจู่โจมพิเศษที่ลงมายังพื้นที่แห่งนี้เพื่อกวาดล้างกลุ่มกองกำลังผู้ก่อการร้ายเอซีสที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ด้วยตัวเขาผู้ดำรงอยู่ในฐานะองค์รัชทายาทและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระโหมผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทุกเหล่าทัพของประเทศ ที่ได้ย้ายตัวเองขึ้นมาประจำการอยู่ที่นี่ชั่วคราวพร้อมหน่วยรบจู่โจมพิเศษของตนเพียงหกสิบนายชายล้วนที่จะเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆที่มีปัญหา

และพื้นที่ปัญหาในขณะนี้ก็เพิ่งจะถูกตีแตกกระจายสลายลงเมื่อสามวันก่อนหน้ามานี้เอง ซึ่งก็ยังไม่ถือว่าสงบลงเลยเสียทีเดียว ด้วยยังมีกลุ่มเล็กที่หนีรอดออกไปได้และเขายังประจำดูอยู่ที่นี่เพื่อให้มั่นใจว่ากองกำลังเล็กๆที่รอดไปนั้นจะไม่ย้อนกลับมาปักหลักที่นี่อีก ซึ่งตัวเขาคิดว่าสตรีนั้นเป็นตัวถ่วงและไม่สะดวกใจที่จะให้มาอยู่ที่นี่หรือร่วมเดินทางไปทุกที่กับทีมของตนซึ่งมีแต่ผู้ชายทั้งหมดเช่นนี้!

"แล้วทำไมต้อง 365 วัน?" คำถามยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดคำนึงหาคำตอบของคามิล องค์รัชทายาทหนุ่มรูปงาม ด้วยรู้สึกไม่พอใจกับข้อมูลนี้ที่ช่างชวนให้ตนเกิดความอึดอัดจนเกินจะกล่าว!

"เธอคงจะไม่ใช่สตรีชาวไทยหรอกนะ?" เป็นคำถามที่ยิงส่งออกมาถามด้วยตัวเขาเองนั้นทราบดีว่าพระบิดาของตนนั้นพระองค์ทรงโปรดปรานคนไทยมากเพียงใด โดยเฉพาะสตรีซึ่งมีมากมายในฮาเร็มของพระบิดาที่ทรงชุปเลี้ยงไว้

หรือแม้แต่ชายารองที่เป็นรองจากพระมารดาของตนนั้นก็เป็นหนึ่งสตรีชาวไทยเช่นกัน ตัวเขาเองไม่ได้รังเกียจอะไรชาวไทยหรอกนะ แค่แปลกใจว่าทำไมพระบิดาถึงทรงโปรดปรานชาวไทยเป็นพิเศษ!

และความสัมพันธ์ของเขากับน้องชายน้องสาวต่างมารดาทั้งสองคนนั่นก็ค่อนข้างจะดีมากเสียด้วยซ้ำ ส่วนกับชายารองของพระบิดานั้น เท่าที่เขาเคยพบเจอพูดคุยกับเธอ เธอก็ค่อนข้างจะเป็นผู้หญิงที่มีความนุ่มนวล สุภาพอ่อนหวานและอ่อนโยน

ซึ่งแตกต่างจากพระมารดาของเขาที่เป็นคนเข้มแข็งค่อนข้างห้วนและห้าวหาญเสียด้วยซ้ำ!

"ช่างเถอะ พรุ่งนี้เช้าก็คงได้พบเจอเธอแล้ว เธอมายังไง เขาจะทำให้เธอกลับไปอย่างนั้นภายในหนึ่งสัปดาห์เลย คอยดู" คามิลเกริ่นบอกกับตัวเองอย่างขุ่นมัวในอารมณ์ ก่อนจะหันร่างสูงใหญ่สง่างามของตนแล้วไปนอนราบร่างสูงอยู่บนเตียงนอนใหญ่ ที่อุ่นนุ่มด้วยอุณหภูมิอากาศยามค่ำคืนที่ดิ่งต่ำลง!

สวัสดีค่ะคุณรี้ดที่น่ารัก, ไม่เจอกันสามวันคิดถึงไรท์กันบ้างมั้ยคะ? ไรท์คิดถึงคุณรี้ดค่ะเลยอดไม่ได้ที่จะเปิดเรื่องใหม่นี้ เช่นเคยนะคะอ่านและเชียร์พระนางไปด้วยกัน ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่ซับพอตร์ค่ะ
แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น