facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 เคล็ดวิชาเมฆม่วงขั้นต้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 เคล็ดวิชาเมฆม่วงขั้นต้น

คำค้น : พลิกลิขิตฟ้า ท้าปฐพี, ท้าปฐพี, เยว่ปู๊ซิน, พลิกลิขิตฟ้า,พลิกฟ้า

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 51

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.พ. 2565 15:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 เคล็ดวิชาเมฆม่วงขั้นต้น
แบบอักษร

ตอนที่ 4 เคล็ดวิชาเมฆม่วงขั้นต้น 

  

ภูเขาหัวซานปกคลุมไปด้วยเงิน(หมายถึงลักษณะยอดเขาที่คล้านเงินตำลึงหยวนเป่าของจีน)และราวกับดาบที่ปักลงมาจากฟ้า(หมายถึงลักษณะของภูเขาที่คล้ายดาบที่ถูกปักลงดิน ด้วยความสูงใหญ่ของภูเขาจึงเหมือนดาบที่ถูกปัดลงมาจากฟ้า) 

เคล็ดวิชาเมฆม่วงยึดแนวทางลิ้มรสข่มก่อนแล้วค่อยชิมหวาน ขั้นแรกคือการฝึกเส้นลมปราณหลักสิบสองเส้น แบ่งเป็นหกเส้นลมปราณหยางและหกเส้นลมปราณหยิน ซึ่งเส้นลมปราณหลักทั้งสิบสองเส้นนั้นเยว่ปู๊ซินฝึกฝนจนสำเร็จแล้ว ตอนนี้เขากำลังก้าวเข้าสู่การฝึกฝนเส้นลมปราณพิเศษทั้งแปด ซึ่งเส้นลมปราณทั้งแปดเส้นนี้มีความแตกต่างกัน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถฝึกฝนสำเร็จได้ เยว่ปู๊ซินคาดว่าตัวเขาน่าจะฝึกฝนเส้นลมปราณพิเศษทั้งแปดขั้นแรกสำเร็จได้ในเวลาหนึ่งปี ซึ่งถือว่าเร็วมากแล้วสำหรับผู้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเมฆม่วง 

ขั้นแรกของเคล็ดวิชาเมฆม่วงนั้นยากต่อการฝึกฝนมาก ส่วนการฝึกฝนเส้นลมปราณหยินหยางทั้งสิบสองเส้นไปสู่ขั้นที่สอนนั้นเยว่ปู๊ซินคาดว่าจะใช้เวลามากกว่าสองปีจึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะทำสำเร็จ 

แต่หลังจากที่เยว่ปู๊ซินฝึกฝนเส้นลมปราณพิเศษสำเร็จไปแล้วสี่เส้น วรยุทธ์ของเขาก็เทียบได้ปรมาจารย์ชั้นนภาแล้ว และด้วยทักษะวิชาดาบหัวซาน ก็ถือได้ว่าเขาเป็นปรมาจารย์ขั้นหนึ่งระดับกลางเลยทีเดียว 

เดิมทีเจ้าของร่างเดิมก็เป็นปรมาจารย์ชั้นธุลีแล้ว ดูจากวิธีการเดินลมปราณแล้วเข้าของร่างเดิมไม่ได้ฝึกเคล็ดวิชาเมฆม่วงอย่างแน่นอน หากเจ้าของร่างเดิมฝึกฝนเคล็ดวิชาเมฆม่วงตั้งแต่ต้น ตอนนี้ยังพอจะมั่นใจได้ว่าสามารถเอาชนะเจ้าสำนักซงซานคนปัจจุบันอย่างจั่วเหลยซานได้โดยไม่ต้องตามหาส่วนที่หายไปของคัมภีร์ทานตะวัน ไม่เช่นนั้นหากสู่กับจั่วเหลยซานขึ้นมาจริงๆ ไม่พิการก็คงจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ 

เยว่ปู๊ซินลุกจากฟูกที่นั่งสมาธิฝึกฝนลมปราณ เขาเริ่มขยับร่างกายด้วยกระบี่ท่าทั้งสิบของวิชาฝ่ามือสลายหยก 

วิชาฝ่ามือสลายหยกเป็นวิชาผสานระหว่างวิชาฝ่ามือกับหมัดมวยพื้นฐานของหัวซาน โดยอาการการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยกำลังไม่มากไม่น้อย แต่การฝึกฝนไปในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก 

เยว่ปู๊ซินกล้าฝึกเคล็ดวิชาเมฆม่วงอย่างรวดเร็วเพราะเส้นลมปราณของเขาไม่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งการฝึกฝนลมปราณภายในร่างยังทำให้อาการบาดเจ็บฟื้นตัวได้เร็วกว่าปกติอีกด้วย 

นอกจากนี้เยว่ปู๊ซินยังพบว่าร่างกายใหม่ของเขามีบางอย่างแตกต่าง ดูเหมือนว่าเพราะร่างนี้ได้รับวิญญาณใหม่เข้ามา ทำให้การรวบรวมลมปราณและดึงดูดพลังงานจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายทำได้ง่ายขึ้น ยิ่งทำให้สมรรถภาพร่างกายของร่างเดิมมีการพัฒนาการดีขึ้น แม้การฝึกฝนลมปราณจะทำให้เขารู้สึกอ่อนล้า แต่ก็ทำให้เยว่ปู๊ซินฝึกฝนลมปราณได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน 

ยิ่งไปกว่านั้น ในบริเวณรอบๆ สำนักหัวซานนี้ เยว่ปู๊ซินรู้สึกถึงบางสิ่งที่คุ้นเคย เหมือนกับบริเวณนี้ได้แยกออกจากโลกนี้และในขณะเดียวกันบริเวณนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้เช่นกัน คล้ายๆ กับตัวเขาที่เป็นคนของโลกนี้ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่คนของโลกนี้ด้วยเช่นกัน แต่ความรู้สึกนี้จืดจางมากจนเยว่ปู๊ซินไม่แน่ใจ และตอนนี้เขาเองก็ไม่มีอะไรจะไปหาคำตอบจากมันด้วย 

แต่ในความรู้สึกที่คลุมเครือของเยว่ปู๊ซิน เขาสังหรณ์ว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาและสำนักหัวซาน 

หนิงจงเซ่อและคนอื่นๆ ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางยอดเขา พวกเขารู้ว่าท่านเจ้าสำนักฝึกวิชาเสร็จแล้ว พวกเขาจึงพากันเดินขึ้นไปหาเยว่ปู๊ซิน  

เมื่อเห็นว่าเยว่ปู๊ซินฝึกวิชาเสร็จแล้ว หนิงจงเซ่อที่เตรียมผ้าเช็ดเหงื่อให้ศิษย์พี่ใหญ่ “ศิษย์พี่ใหญ่ พี่ฝึกวิชาเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีใช่หรือไม่?” 

“ดีมาก ทุกอย่างเรียบร้อยดี!” เยว่ปู๊ซินรับผ้าขนหนูอุ่นที่บิดมาดๆ มาเช็ดเหงื่อให้ตัวเอง จากใบหน้า ลำคอและเช็ดมือทั้งสองข้าง 

“ต่อจากนี้ไปข้าจะมาที่นี่เพื่อฝึกวิชาทุกเช้า น้องสาว เจ้าจะล้าช้าไม่ได้แล้ว พยายามฝึกเคล็ดหัวใจแห่งหัวซานขั้นที่หกให้สำเร็จ จะได้เริ่มฝึกเคล็ดวิชาฮุยหยวน จากนี้เจ้าไม่ต้องตามข้าขึ้นมาบนเขาแล้ว” 

“ข้าสามารถฝึกวิชาที่นี่ได้!” 

หนิงจงเซ่อยังไม่ค่อยวางใจเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของศิษย์พี่ใหญ่มากนัก นางต้อองดูแลเขาอย่างใกล้ชิดเพื่อความสบายใจ 

“ไม่ได้ บนยอดเขาหมอกลงจัดทั้งยังอากาศหนาวเย็น การอยู่ที่นี่เป็นเวลานานๆ ไม่ดีต่อร่างกายของเด็กสาว” เยว่ปู๊ซินไม่เห็นด้วย 

“ข้าจะให้คนสร้างศาลาเล็กๆ ใช้ฉากบังลมและแขวนผ้าม่าน เท่านี้ก็ไม่หนาวแล้ว” 

หนิงจงเซ่อหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าตอนนี้นางจะมีอายุเพียงสิบสามปี แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทำให้นางเติบโตอย่างรวดเร็ว และหนิงจงเซ่อยังนับเป็นหนึ่งในแกนหลักที่ช่วยป้าจางจัดการและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ภายในหัวซาน ซึ่งนางยังทำได้ดีอีกด้วย 

สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการเพิ่มความแข็งแกร่งของศิลปะการต่อสู้ของศิษย์พี่ใหญ่โดยเร็วที่สุด เพื่อปกป้องหัวซานจากลมและฝน เรื่องนี้หนิงจงเซ่อเองก็เข้าใจดี 

............... 

ตั้งแต่นั้นมาเยว่ปู๊ซินจะขึ้นเขาตั้งแต่ต้นยามเหมาและลงจากเขาปลายยามเฉินทุกวัน 

ยิ่งเขาฝึกเคล็ดวิชาเมฆม่วงมากเท่าไหร่เยว่ปู๊ซินก็ยิ่งตระหนักถึงความพิเศษของเคล็ดวิชาเมฆม่วงมากขึ้นเท่านั้น 

ในที่สุดเยว่ปู๊ซินก็สามารถเลื่อนระดับเป็นปรมาจารย์ชั้นปฐพีสำเร็จ และหลังจากนั้นเขาก็ไม่มีความก้าวหน้าใดๆ แม้ว่าเขาจะยังฝึกฝนอย่างหนักต่อไปก็ตาม 

หลังจากเริ่มฝึกเคล็ดวิชาเมฆม่วงเยว่ปู๊ซินรู้สึกว่าพลังภายในของเขาเริ่มก้าวหน้าได้ช้าลงเรื่อยๆ สมกับชื่อเสียงยอดยุทธ์หัวซานเคล็ดเมฆม่วงเป็นที่หนึ่งจริงๆ 

ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนแล้วอาการบาดเจ็บต่างๆ ของเยว่ปู๊ซินก็หายสนิท และเขาก็เริ่มฝึกฝนการใช้ดาบแบบใหม่ 

วิชาดาบที่ล้ำลึกที่สุดทั้งห้าวิชาในหัวซานทั้งหมดอยู่ในมือของเยว่ปู๊ซิน 

เพลงกระบี่นางแอ่นหวนกลับนั้นงดงามและเรียบง่าย มีทั้งป้องกันและโจมตี 

เพลงกระบี่ซียี่ผันแปรอย่างป้องกัน 

วิชากระบี่เฉาหยางนั้นดุร้ายทรงพลังแม้แต่ลมก็ไม่อาจผ่านได้ 

เพลงกระบี่ลมคลั่งเป็นดุจสายลมดั่งละอองฝน เป็นเหมือนอาภรณ์ที่ไร้ตะเข็บ 

ส่วนเพลงกระบี่มังกรท่องทะยานนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วและกระบี่นั้นแข็งแกร่งทรงพลัง 

หลังจากทบทวนอยู่สองครั้ง เยว่ปู๊ซินเลือกเพลงกระบี่เฉาหยางเป็นวิชาหลักของเขา 

อย่างไรก็ตามเขารู้สึกว่าลักษณะของเพลงกระบี่เฉาหยางเหมาะบุคลิกของเขามากกว่า การโจมตีรุนแรงและทรงพลัง การป้องกันก็แข็งแกร่งยากทำลาย 

เมื่อดาบเฉาหยางถูกใช้งาน แสงคมดาบวูบวาบไปมา ทิ้งแสงดาบพร่างพรายไว้รอบกาย ทั้งตัดตรงทั้งตัดขวาง 

เพลงกระบี่เฉาหยางสมกับชื่อของมัน ยอดเขาเฉาหยางเป็นยอดเขาหลักของสำนักหัวซาน และสำนักกระบี่หัวซานเป็นผู้นำของพันธมิตรห้ายอดสำนักแห่งขุนเขา 

เพลงกระบี่เฉาหยางมีทั้งหมดสิบแปดกระบวนท่า การป้องกันสามกระบวนท่า กระบวนท่าเคลื่อนไหวสอง และการโจมตีมีสิบสามกระบ่วนท่า ทั้งหมดเชื่อมโยงและสามารถเรียงร้อยกันเป็นการเปลี่ยนแปลงไม่มีที่สิ้นสุด สามารถใช้ร่วมกับเคล็ดวิชาหัวใจแห่งหัวซาน เคล็ดวิชาฮุนหยวน และเคล็ดวิชาเมฆม่วง(ทั้งสามเคล็ดวิชาเป็นวิชาฝึกฝนปราณกำลังภายใน) แน่นอนจะเป็นการดีที่สุดที่จะใช้ร่วมกับเคล็ดวิชาหัวใจแห่งหัวซานซึ่งสามารถเพิ่มพลังของเพลงกระบี่อีกเท่าตัว 

กระบวนท่าแรกนั้นง่าย ปลายดาบห้อยลงมาทางซ้ายเฉียงๆ เผยให้เห็นกระบี่ทั้งเล่ม 

นี่คือความหมายที่แท้จริงของนักดาบ เป็นการแสดงถึงมารยาทและเถรตรง 

ซึ่งท่ากระบวนนี้สามารถป้องกันได้เก้ารูปแบบและพร้อมที่จะตอบโต้การโจมตีของฝ่ายตรงข้ามได้ตลอดเวลาและท่านี้ยังสามารถทำการโจมตีได้เจ็ดรูปแบบ 

สิ่งที่เยว่ปู๊ซินต้องทำตอนนี้คือโคจรกำลังภายในทั้งสิบหกเส้นลมปราณให้การโคจรพลังทั้งหมดสอดคล้องกัน ท่าดาบนั้นง่ายต่อการฝึกฝน แต่เพียงเคลื่อนไหวตามจังหวะแล้ววาดกระบวนท่าให้ถูกต้องแม่นยำผสานกับการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ตาม วิชากระบี่ที่ลึกล้ำสูงส่งก็สะท้อนให้เห็นถึงสมรรถภาพของกำลังภายในของเคล็ดวิชาหัวใจแห่งหัวซาน 

ดาบยาวของคนธรรมดาเป็นเพียงส่วนเสริมของแขนของเขา ด้วยแรงเพียงยี่สิบชั่ง แม้จะสามารถแทงทะลุเนื้อหนังได้ 

อย่างไรก็ตาม วิชากระบี่ที่มีพลังภายในจะเพิ่มความเร็วและความแข็งแกร่งที่มากกว่า มิฉะนั้นจะสามารถตัดเหล็กได้อย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้ได้อย่างไร 

เหมันต์ผ่านพ้นคิมหันต์ย่างกราย หนึ่งปีสี่ฤดูไม่มีหยุด 

เยว่ปู๊ซินฝึกฝนเคล็ดวิชาเมฆม่วงและเพลงกระบี่เฉาหยางโดยไม่หยุดพักแม้แต่วันเดียว 

นอกจากฝึกวิชาแล้วเขายังอ่านหนังสือต้นฉบับที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการต่อสู้และแบบฝึกหัดในหอคัมภีร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน และจัดหมวดหมู่คร่าวๆ ของแบบฝึกหัดเหล่านี้ร่วมกับจ้าวปู๊เซิง ซึ่งจะใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการจัดการหอคัมภีร์และการว่างแบบแผนในการฝึกฝนวิชาของศิษย์สาวกในขั้นต้น 

ทุกบ่าวเยว่ปู๊ซินจัดให้ปรมาจารย์สี่คนมาฝึกกับเขา เพื่อทำความเข้าใจลักษณะของวิชาการต่อสู้ ลักษณะนิสัยความเคยชิน และแนวคิดของแต่ละคนเพื่อปรับปรุงวิธีฝึกฝนและเลือกวิชาสำหรับฝึกฝนของพวกเขา 

จากปรมาจารย์หลายสิบคนที่ยินดีจะอยู่ในหัวซานต่อ ส่วนใหญ่แล้วคนเหล่านี้เป็นปรมาจารย์ชั้นธุลี และมีเพียงไม่กี่คนที่เป็นศิษย์รุ่นปู๊ แต่พวกเขาทั้งหมดมีประสบการณ์มากมายในการต่อสู้ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสบการณ์ในการต่อสู้ให้กับเยว่ปู๊ซินด้วย 

ไม่เพียงแต่ความแข็งแกร่งของเยว่ปู๊ซินเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น แต่เหล่าสาวกฝ่ายนอกเหล่านี้ที่อยู่ในหัวซานก็รู้สึกว่าทักษะของพวกเขาพัฒนาขึ้นในระหว่างการประลองกับเจ้าสำนักเช่นกัน 

เยว่ปู๊ซินพบว่าสาวกเหล่านี้ยังคงมีศักยภาพที่จะก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น  

แต่เขาไม่รู้ว่าพลังงานลึกลับนั้นแม้ว่าจะมีปริมาณน้อยมาก แต่ก็ค่อยๆ กระจายไปภายในและภายนอกหัวซานโดยไม่รู้ตัว และค่อยๆ เปลี่ยนคุณภาพทางกายภาพของหัวซานทั้งหมด รวมถึงผู้คนที่อาศัยอยู่บนเขาด้วยเช่นกัน 

ตามความสามารถและลักษณะเฉพาะของแต่ละคน เยว่ปู๊ซินเลือกวิชาต่อสู้และเคล็ดวิชาฝึกปราณที่เหมาะสมจากหอคัมภีร์และมอบให้สาวกเหล่านี้ที่จงรักภักดีต่อหัวซานทีละคน โดยสัญญาว่าหากพวกเขาไปถึงระดับปรมาจารย์ชั้นปฐพี พวกเขาจะได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นศิษย์ฝ่ายในของหัวซาน 

เยว่ปู๊ซินเริ่มทำการจดบันทึกข้อมูลของส่วนตัวของแต่ละคน โดยใช้โอกาสนี้เริ่มปรับปรุงระบบการจัดการบุคลากรของหัวซานใหม่ 

ด้วยการกระทำดังกล่าว หัวซานที่แห้งเหี่ยวเพราะความสูญเสียก็ราวกับได้รับน้ำฝน และเสียงหัวเราะและความมีชีวิตชีวาเริ่มปรากฏให้เห็นในหัวซาน ทำให้บรรยากาศบนภูเขามีความคึกคัก 

จากความพยายามไม่ลดละ จากฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน ศิษย์น้องหญิงอย่างหนิงจงเซ่อและศิษย์น้องชายอย่างจ้าวปู๊เซิงต่างก็ทะลายระดับขั้นหัวใจแห่งหัวซานขั้นที่หกได้สำเร็จ เยว่ปู๊ซินให้คำแนะนำวิชาและการฝึกฝนให้ทั้งสองอย่างใกล้ชิด ทั้งสองคนก็แสดงศักยภาพในการเรียนรู้ที่สูงมาก การฝึกฝนของพวกเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  

จากการคาดคะเน เชื่อว่าภายในสองปีหัวซานจะเพิ่มปรมาจารย์ชั้นปฐพีได้อีกสองคน 

ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี เยว่ปู๊ซินสามารถดึงหัวซานที่กำลังจะตายให้กลับมาจากประตูนรกและอัดพลังแห่งความหวังเข้าสู่หัวใจของผู้คนในหัวซาน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว