เเนวท้องได้

ชื่อตอน : รอยบาปที่5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.2k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ธ.ค. 2560 14:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รอยบาปที่5
แบบอักษร

แก*!เอาลูกฉันคืนมา!!เอาคืนมาแกมันเลว!!* พี่ชายแกมันก็เลวมันฆ่าฉัน กรี๊ดดดดดดด 

เสียงกรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราดทำให้ผมสะดุ้งเฮือกตื่นจากความฝัน ผมจับหัวใจตัวเองที่แทบจะเต้นจนหลุดออกมา ผมฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งร่างกายเต็มไปด้วยเลือดและกำลังด่าทอผมอย่างเครียดแค้นว่าให้ผมคืนลูกของเขาไป

หรือผู้หญิงคนนั้นจะเป็น…ผมค่อยๆเดินไปเปิดไฟในห้องนอนมองนาฬิกาที่ผนังบ่งบอกเวลาตี3 ผมเดินไปลูบหน้าในห้องน้ำเพื่อให้คลายความง่วง          

“คืนลูกให้งั้นเหรอ…น้ำผึ้ง…”

…………………………

ผมกุมขมับขณะนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง เวลาพักก็เเทบจะไม่มีนี่คือผลของจัดไปเที่ยวสิ้นเดือน งานทุกอย่างจึงเร่งอย่างมากส่วนคนที่เสนอความคิดนี้ตอนนี้กำลังนั่งหัวหมุนจนผมและคนอื่นๆสายหัวว่าไม่น่าเสนอให้งานหนักกว่าเดิมเลย ถึงจะสบายตอนสิ้นเดือนแต่ตอนนี้เหมือนสิ้นใจต้องทำให้เสร็จก่อนวันไปเที่ยว

“รักษ์….รักษ์” เสียงเรียกทำให้ผมหันไปมองเพื่อนร่วมงานสาวสวยที่ตอนนี้สภาพหัวยุ่งเหยิงเพราะทำงานหนัก ในมือถือกาแฟขณะยืนอยู่ตรงหน้าประตู

“มีอะไรนุช”

“ท่านรองประธานมาหา”

ผมขมวดคิ้วแล้วพยักหน้าก่อนจะเดินออกไปหาท่านรองประธานหรือก็คือไอ้รุจนั่นเอง มันอยู่ในตำแหน่งรองประธานบริษัทก็จริงแต่ก็อยู่แค่ในนามเท่านั้นเพราะบริหารไม่เป็นแต่เพราะพ่อรักมันมากเลยมอบตำแหน่งรองประธานแสนว่างให้

“มีอะไร” ผมกอดอกเอ่ยถามมันเมื่อเราสองคนยืนคุยกันในที่ลับตาคนพอสมควรซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่ามันจะมาแอบคุยอะไรกับผม

“เอ่อ….รักษ์….กูขอยืมเงินมึงหนึ่งแสนดิ”

ผมขมวดคิ้ว “อะไรนะ ยืมเงิน!”

“ชู่! เบาๆดิวะ” มันรีบหันซ้ายขวา

“เดี๋ยวนะ มึงเป็นรองประธานบริษัทนะเว้ย แล้วเงินเดือนก็มากกว่ากูแล้วมายืมเงินกูเนี่ยนะ” ผมรู้สึกเดือดมีที่ไหนมันได้เงินเดือนมากกว่าผมแต่มายืมเงินผมเนี่ยนะ เป็นรองประธานแม้จะไม่ได้ทำงานแต่พ่อก็จ่ายเงินให้มันเท่ากับตำแหน่งมันอยู่แล้ว

“มึงก็รู้ว่ากูต้องเลี้ยงลูกเมียนี่หว่า เงินเดือนไม่กี่หมื่นมันจะไปพออะไร”

“ไม่กี่หมื่นเหรอวะ พวกมึงเอาไปผลาญหมดล่ะสิ อย่าบอกนะว่าทั้งเมียทั้งมึงยังไม่เลิกเล่นพนันอีก”

“เฮ้ยอะไร ไม่เล่น ไม่ได้เล่นจริงๆ แต่แบบเงินไม่พอจริงๆ แม่งกูทำเพื่อบริษัทขนาดนี้แทนที่จะขึ้นเงินเดือนให้กู”

ผมเลิกคิ้ว “ทำเพื่อบริษัท?”

“ปะ..เปล่า ไม่มีอะไรเอาเป็นว่ายืมเงินนะเดี๋ยวคืนให้แน่นอนไม่เกิน3เดือนจะคืนให้”

ผมถอนหายใจแล้วพยักหน้า “ก็ได้เห็นแกดาด้าหลานกู เดี๋ยวเย็นนี้จะเซ็นเช็คให้”

“ขอบใจมึงมากเลยรักษ์ ขอบใจมึงจริงๆ” มันตบบ่าผมก่อนมันจะไปผมเรียกมันไว้ก่อนเพราะอยากถามให้แน่ใจ

“……ไม่มีใครจ้องทำร้ายมึงใช่ไหม”

มันถอนหายใจ “ไม่มี กูว่ามึงหลอนหรือระแวงมากกว่าใครมันจะมาทำร้ายกูวะ” มันพูดแล้วเดินจากไป มันลืมไปแล้วหรือไงว่ามันเคยเกือบตายเพราะความแค้นของคนคนนั้น ตั้งแต่เมื่อ1ปีก่อนที่ผมถูกจับไปพี่เดียวก็หายไปเหมือนกับว่าลืมความแค้นทุกอย่างไปหมดสิ้นแล้ว

“พี่อยู่ที่ไหน…..ผมต้องการบอกความจริงว่าน้ำผึ้งอยู่กับผม….แม้ว่าการที่เราเจอกันอีกครั้งผมอาจจะเจ็บปวดก็ตาม”

…………………………….

 [เที่ยวให้สนุกลืมเรื่องงานให้หมดนะ] แม่พูดผ่านโทรศัพท์ เมื่อผมบอกว่าตอนนี้มาถึงทะเลทางใต้แล้ว ผมสะพายกระเป๋าพลางกวาดสายตาไปทั่วผืนทรายที่อยู่ห่างเพียงไม่กี่เมตรด้านหน้า ตอนนี้ผมมาเที่ยวกับบริษัทในช่วงสิ้นเดือนแล้ว ตอนแรกไม่คิดว่างานจะเสร็จทันด้วยซ้ำแต่เพราะทุกคนร่วมใจไม่หลับไม่นอนทำโอทีกันตลอดจึงได้วันหยุดพักสามวัน

ผมยืนมองทะเลสีครามแล้วสูดอากาศเข้าปอด พอได้ยินเสียงเรียกของเพื่อนร่วมงานว่าให้ขึ้นรถสองแถวไปที่พักผมก็ขอวางสายจากแม่ แต่ก่อนจะวางสายได้ยินเสียงกรีดร้องของน้ำผึ้งมายังปลายสายด้วย คงจะอาละวาดเหมือนเดิม

“เฮ้อ ฉันนึกว่าจะไม่ได้มาเที่ยวล่ะ”

“ผมก็เหมือนกัน” ทุกคนในแผนกที่นั่งอยู่ในรถคันเดียวกับผมต่างพูดคุยถึงความเหน็ดเหนื่อยก่อนจะสลัดความเหนื่อยที่ผ่านมาทิ้งแล้วพูดคุยเรื่องอื่น ขับมาได้ไม่นานก็มาถึงที่พักซึ่งเป็นรีสอร์ท ทุกคนต่างยิ้มเพราะที่นี่สวยอยู่ติดชายทะเลทั้งยังปลูกต้นไม้ล้อมรอบให้ความรู้สึกสดชื่น หากมองตรงชายหาดและทอดสายตาไปจะเจอสะพานและเรือประมงหลายลำจอดเทียบท่าอยู่

“รักษ์เข้ามาเร็ว” ผมเดินเข้าไปในรีสอร์ทพอก้าวเข้ามาได้ไม่นานก็ถูกกระชากแขนจากด้านหลังผมแทบจะตะโกนด้วยความตกใจแต่พอเห็นใบหน้าคนที่กระชากแขนผมก็พ่นลมหายใจ

“ไอ้ตี๋”

ไอ้ตี๋ยิ้มตาตี่ทันที มันเกือบทำผมหัวใจวายตายแล้วเพราะผมนึกว่าจะเป็น…..พี่เดียว

“ไม่เจอกันนานเลยคิดถึงว่ะ” มันกอดผมแล้วตบบ่า เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆก็มองเป็นตาเดียวผมจึงแนะนำให้ทุกคนรู้จักว่านี่คือตี๋เพื่อนสมัยมหา’ลัยของผมและเป็นเจ้าของรีสอร์ทแห่งนี้

“มึงนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ หน้าถูกสตาฟไว้หรือไง” ไอ้ตี๋มันพูดขณะที่พาผมมาเลี้ยงอาหารที่รีสอร์ทของมัน ผมมองหน้าตาของมันก็ไม่ได้แก่อะไรแต่แอบขัดใจเคราแพะมันนิดๆ

“สงสัยหนังหน้ากูดีมั้ง”

“ว่าแต่มึงดูภูมิฐานขึ้นเยอะนะเมื่อเทียบกับสมัยมหา’ลัยตอนนั้นแม่งเด็กใจแตก ฮ่าๆๆ” มันเริ่มรื้อฟื้นความหลังของผม ช่วงนั้นผมเที่ยวเล่นเกือบทุกคืนแต่ตอนนี้ผมอายุมากแล้วและมีหน้าที่การงานที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ

“กาลเวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยนสิวะ”

“โห พูดดีมาๆชนๆ” มันพูดแล้วยกเบียร์ขึ้นชนแก้วกับผม พอมาถึงก็ชวนดื่มทันทีมันนิสัยเหมือนเดิมจริงๆ ผมดื่มกันไปได้สักพักไอ้ตี๋มันก็เริ่มพูดเรื่องที่มันเคยบอกผมไว้ว่าที่นี่มีคนที่ทำให้ผมดีใจอยู่ ผมเลิกคิ้วจะดื่มเบียร์แต่พอชื่อที่หลุดออกจากปากของไอ้ตี๋ก็ทำให้ผมแทบจะพ่นเบียร์ออกมา

“แค่ก..ก..ก ตะ..ตี๋มึงว่าไงนะ พะ…พี่เดียวอยู่ที่นี่เหรอ”

“เออ เขาทำงานประมงน่ะ”  ผมกระพริบตาปริบๆพี่เดียวอยู่ที่นี่ทำงานประมงเหรอ

“แต่พี่เขาดูเท่ขึ้นว่ะขนาดกูไม่ได้ชอบผู้ชายยังชอบพี่เขาเลย…เอ่อหมายถึงชอบแบบเขาเท่ดี” มันรีบเปลี่ยนคำพูดเมื่อมองหน้าผม

“ร่างกายก็กำยำขึ้นกล้ามเป็นมัดๆให้อารมณ์ผู้ชายดิบเถื่อน ตอนที่กูเห็นนะกูอึ้งมากสาวๆนี่อ่อยกันใหญ่ เพราะพี่เดียวสาวๆเลยเปลี่ยนสเป็คจากหนุ่มตี๋อย่างกูไปชอบหนุ่มเถื่อนกันหมด” มันพูดแล้วทำหน้าหงอย

ผมนั่งอึ้งจนไอ้ตี๋มันต้องเรียกคืนสติ “รักษ์…ดีใจจนอึ้งเลยหรือไงวะ” ผมมองหน้าเพื่อนแล้วเบือนสายตามองกระจกใสด้านข้างทอดสายตาไปยังน้ำทะเลสีครามแล้วเอ่ยตอบเสียงเศร้า

“กู…..ไม่ได้รักพี่เขาแล้ว”

ไอ้ตี๋เบิกตากว้าง “อะไรนะ!...นี่มึงตัดใจจากพี่เดียวแล้วเหรอวะ ทั้งที่มึงรักมากขนาดนั้น…”

ผมหันมามองหน้ามันที่ตอนนี้เบิกตากว้างจนตลก 

“มึงจำเรื่องพี่ชายกูไม่ได้เหรอ” พอผมพูดเรื่องในอดีตไอ้ตี๋มันก็หยุดนิ่งเหมือนนึกออกก่อนจะเอ่ยขอโทษผม

“ขอโทษว่ะกูลืมไปเลย มันผ่านมาหลายปีจนกูลืมว่ามึงกับพี่เดียว….”

“ช่างมันเหอะ” ผมเลิกสนใจเบียร์ตรงหน้าแล้วลงมือกินอาหารขึ้นชื่อของที่นี่

“มึงเลิกรักพี่เดียวจริงเหรอวะ แต่ทำไมกูรู้สึกว่ามันแค่คำพูดวะที่มึงเลิกรักเขา…แต่หัวใจมึงน่ะเหมือนเดิมใช่ไหม” ผมหยุดตะเกียบที่กำลังจะคีบอาหารเข้าปาก

“มึงหลอกคนอื่นได้แต่หลอกตัวเองไม่ได้หรอกนะเว้ย….เพราะหัวใจมึงเลือกพี่เดียวมาตั้งนานแล้วจนถึงตอนนี้…..”

………………………….

วันนี้ท่าทางทุกคนจะเริ่มปรับตัวให้เข้ากับการมาเที่ยวได้เพราะเมื่อวานดูหลายคนอิดโรยเพราะเพิ่งผ่านการทำงานแบบคาบเส้นและต้องเดินทางหลายชั่วโมงจึงยังดูไม่สนุกเมื่อเทียบกับวันนี้

“วันนี้ไปตลาดประมงกันเถอะ”  พิงค์เอ่ยชวนทุกคนอย่างกระตือรือร้น

“จะรีบซื้อไปทำไมซื้อวันกลับดีกวา” หนึ่งในเพื่อนร่วม งานชายเอ่ยตอบพลางใส่แว่นตาดำคงจะเตรียมไปหลีสาวชัวร์

“ก็ไปเที่ยวไง อยากอัพรูปจะตายแล้ว ไปไหมๆ” ทุกคนทำหน้าระอาใครจะอยากไปเที่ยวในตลาดกันถึงจะอยากอัพรูปโชว์ทุกคนในโซเชียลก็เถอะแต่ไปทะเลสวยๆคงจะดีกว่า

พิงค์เริ่มส่งสายตาให้ทุกคนจนมาหยุดที่ผม

“เดี๋ยวฉันไปด้วยก็ได้” พอผมพูดจบทุกคนก็หันมามองเป็นตาเดียว พิงค์ก็ยิ้มกว้าง

“ฮันแน่! รักษ์คิดอะไรกับพี่พิงค์ป่ะเนี่ย” ทุกคนเริ่มแซวกันใหญ่

ผมไม่ได้ตอบอะไรเพราะผมไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้วเพราะผมชอบผู้ชายแต่พิงค์กลับหน้าแดง

“ไปเลยไหมพิงค์” พิงค์ยิ้มนิดๆแล้วพยักหน้า

“วิ้วววว เที่ยวให้สนุกนะทั้งสองคน” ทุกคนโบกไม้โบกมือให้ ผมกับพิงค์เดินไปตามท้องถนนก่อนจะเช่ารถจักรยานขี่กันไป ผมขี่พิงค์ซ้อนให้บรรยากาศมาเที่ยวดี พวกผมไม่รู้ว่าตลาดประมงอยู่ที่ไหนก็ถามชาวบ้านไปเรื่อยๆ ไกลพอสมควรกว่าจะถึง

ผมมาตลาดประมงไม่ใช่ว่ามาเป็นเพื่อนพิงค์เเต่ในใจลึกๆของผมหวังว่าจะเจอเขา….แค่อยากเจอเพื่อบอกความจริงเท่านั้น….เท่านั้นจริงๆ

“โห” พอมาถึงพิงค์ก็ร้องอย่างแปลกใจก่อนจะกดถ่ายรูปอย่างตื่นเต้น ตลาดประมงแยกเป็นสองโซน โซนแรกขายเฉพาะของสดจากทะเลซึ่งจะเห็นคนแบกปลาและสัตว์ทะเลต่างๆออกมาจากเรือ ส่วนอีกโซนเป็นตลาดค้าขายทั่วไปมีของกินของใช้ขาย ซึ่งพิงค์ก็เลือกที่จะไปตลาดโซนแรกที่มีของสดจากทะเลจำนวนมาก ทั้งยังมีการประมูลกันอย่างเคร่งเครียดด้วย

พิงค์ก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ส่วนผมเดินแยกจากเธอ สายตากวาดหาใครคนนั้นหวังว่าเขาจะมาที่นี่….แต่ถ้าผมเจอเขาผมจะทำยังไง….

RrrrRRR เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมกดรับ

“มีอะไรพ่อ” ผมรีบเดินไปที่ปลอดคนเพื่อลดเสียงที่วุ่นวายในตอนนี้

[บริษัท One กำลังจะฟ้องร้องบริษัทฉันว่าแกขโมยข้อมูลมา!] คำพูดของพ่อทำให้ผมเบิกตากว้าง หยุดนิ่งทุกอย่างแล้วตั้งใจฟัง ร่างทั้งร่างแข็งทื่อเมื่อได้ยินคำพูดของพ่อ

“ฟ้องร้อง!” บริษัทOne ที่ว่าคือบริษัทที่ผมถูกไล่ออก

“อะไรนะพ่อ ขโมยข้อมูลอะไร”

[ข้อมูลรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ไง น่าขายหน้าแกคิดว่าบริษัทฉันมันจนปัญญาขนาดต้องขโมยไอเดียเลยหรือไง!!] พ่อตะคอกลั่น

“ผมไม่ได้ขโมย! อย่ามาใส่ร้ายกันนะพ่อ แล้วผมจะขโมยได้ยังไงในเมื่อผมออกมาจากที่นั่นเป็นปีแล้ว”

[ไม่ใช่แกแล้วมันจะเป็นใครที่จะมีเส้นสายที่นั่นได้และทางบริษัทOne บอกว่าตอนนี้จับคนภายในที่ติดต่อกับแกได้แล้ว…] ผมกัดฟันกรอดนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

“ติดต่อกับผม! เหอะ! บ้าชัดๆ!"

[แกรีบกลับมาที่บริษัทเดี๋ยวนี้!] พ่อพูดจบก็กดวางสายผมไปทันที

ผมยืนนิ่งอึ้งเรื่องบ้าอะไรกันจู่ๆผมก็ถูกโยนบาปมาทับเต็มๆทั้งที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย

“โถ่เว้ย!” ผมกุมหัวตัวเอง เป็นไปไม่ได้เกิดอะไรขึ้นทำไมผมถึงต้องกลายเป็นคนขโมยข้อมูลไปได้ ผมพ่นลมหายใจผมคงต้องกลับไปจัดการเรื่องบ้าๆที่ผมไม่ได้ทำให้เร็วที่สุด

“รักษ์! ช่วยด้วย!” เสียงร้องให้ช่วยทำให้ผมรีบหันไปมองและวิ่งตามหาเสียงของพิงค์ทันที เธอร้องให้ช่วยเสียงดังจนทำให้ผมหาตัวเธอเจอ พอไปถึงก็เห็นเธอกำลังถูกลุงๆป้าๆหลายคนกำลังต่อว่าและตะคอกใส่อย่างไม่พอใจ

“เกิดอะไรขึ้น” ผมรีบเดินไปหาเธอและเอาตัวบังเธอจากป้าและลุงไว้

“ระ...รักษ์ช่วยด้วยป้าและลุงพวกนี้หาว่าฉันมาถ่ายรูปเพื่อเอาไปบอกพ่อค้าแม่ค้าจากที่อื่นน่ะ” พิงค์พูดเสียงสั่น

“ก็เอ็งจะถ่ายรูปไปใช่หรือไง” สำเนียงใต้เอ่ยไม่ค่อยพอใจ

“ใจเย็นๆนะครับเพื่อนผมเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น เขาถ่ายรูปเพราะสนใจครับ…คือพวกเรามาเที่ยวที่นี่ครับ” พิงค์รีบพยักหน้าตามที่ผมบอก

“ใครจะเชื่อพวกเอ็ง ครั้งที่แล้วก็มีคนพูดแบบนี้สุดท้ายก็โดนแย่งของดีๆไปหมด เอาโทรศัพท์มา” ลุงเอ่ยจบก็ยื่นมือมาทางพวกผม

พิงค์รีบส่ายหน้า“จะเอาไปทำอะไรรูปฉันลบหมดแล้วนะ”

“เอามา” น้ำเสียงเริ่มกดดันมากขึ้น

“ถ้าไม่ให้พวกฉันไม่ปล่อยไปแน่!” ป้าพูดแล้วชี้หน้าว่า ผมกับพิงค์มองหน้ากันไม่คิดว่าจะมาเที่ยวในช่วงที่ชาวบ้านระแวงคนแปลกหน้า

ผมถอยหลังจนติดกับพิงค์แล้วยื่นโทรศัพท์ของตัวเองส่งจากด้านหลังให้ พิงค์ก็ทำหน้างงๆ ผมจึงพยักหน้าให้ พิงค์จึงพอเข้าใจและรับโทรศัพท์ของผมก่อนจะยื่นให้พวกป้าและลุง

“เเค่นี้แหละ พวกเอ็งไปได้”

เราสองคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วรีบเดินออกมาจากตลาดประมง

“คนที่นี่น่ากลัวจัง” พิงค์เอ่ยเสียงสั่นเกือบจะร้องไห้

“คงเพราะพวกเขาเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เลยกังวลเป็นธรรมดา”

“ขอโทษนะรักษ์ที่ทำให้เดือดร้อน กลับไปฉันจะซื้อโทรศัพท์คืนให้นะ”

“ไม่เป็นไร พิงค์กลับไปก่อนเถอะ ฉันว่าจะอยู่ต่อรองเรื่องโทรศัพท์”

“เอ๊ะ พะ…พวกนั้นจะยอมคืนเหรอ”

“ฉันจะหาวิธี พิงค์กลับไปก่อน....”

“ไม่! ฉันจะอยู่ด้วย…ฉันเป็นคนทำให้เกิดเรื่องแบบนี้”

“พวกเขาไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เดี๋ยวฉันตามไป”

“แต่…”

“ไปเถอะ เดี๋ยวจักรยานจะหมดเวลาเช่านะ” ผมพูดติดตลก 

พิงค์ทำหน้าเศร้าจะเอ่ยต่อแต่เพราะผมยิ้มให้ พิงค์จึงคลี่ยิ้มบางๆ “แล้วรีบตามมานะ” พิงค์พูดแล้วค่อยๆขี่จักรยานจากไป

ผมถอนหายใจแล้วกลับเข้าไปที่ตลาดประมงอีกครั้งเพื่อต่อรองเรื่องโทรศัพท์แต่พอเดินเข้าไปอีกครั้งขาผมก็ต้องหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง มือเย็นเฉียบฉับพลัน เมื่อมองคนคนหนึ่งที่กำลังแบกของลงจากเรืออย่างขะมักเขม้น เป็นอย่างที่ตี๋บอกพี่เดียวดูดีขึ้น ผมที่เคยยาวรุงรังเมื่อครั้งที่เคยเจอตอนนี้ถูกตัดสั้นและไถด้านข้าง หนวดเคราน้อยลงกว่าเดิม ทุกอย่างผิดกับเมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

“พี่เดียว……” ผมเอ่ยเรียกด้วยเสียงที่แหบพร่าผมจะเดินไปหาแต่ก็ต้องถอยหลังกลับตอนนี้ผมควรทำยังไง….จะเข้าไปหาด้วยสีหน้าแบบไหนแล้วจะเอ่ยพูดประโยคแรกว่าอย่างไร

แต่เมื่อผมตัดสินใจจะเดินเข้าไปหากลับถูกผู้คนที่เร่งรีบชนจนล้มลง ใบหน้าผมแทบจะแนบชิดกับพื้นปูนได้ยินเสียงหัวเราะจากเด็กๆแถวนั้น ผมรีบลุกแม้จะแสบๆเข่าก็ตามแต่เมื่อลุกยืนมองพี่เดียวก็คลาดสายตาไปแล้ว

“พี่เดียว พี่เดียว!” ผมตะโกนเรียกและเดินไปตรงที่เขาอยู่เมื่อกี้นี้แต่ไม่มีพี่เดียวไม่อยู่ตรงนี้แล้ว ผมกำลังจะเดินไปหาที่อื่นกลับถูกเสียงเรียกขัดไว้

“พี่ๆ มาหาพี่เดียวเหรอ” ผมหันไปมอง ปรากฏเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุน่าจะประมาณ18แต่สำเนียงไม่น่าจะใช่คนในท้องถิ่นแต่คงจะทำงานแถวนี้เพราะผิวที่คล้ำแดด

“อะ..อืม”

“ผมทำงานบนเรือลำเดียวกับพี่เดียว”

ผมเบิกตากว้าง “จริงเหรอ”

“จริงดิ เราไปคุยในที่ที่ปลอดคนกว่านี้เถอะ” เด็กหนุ่มพูดแล้วเดินนำผมไปที่ที่ลับตาคนพอสมควร

“พี่อยากคุยกับพี่เดียวเหรอ” เด็กหนุ่มยิ้มแสยะ “ผมรู้ใครๆก็ชอบพี่เดียวไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายสวยๆ ผมเจอบ่อยถ้าพี่อยากใกล้ชิดพี่เดียวผมช่วยได้แต่ขอค่าเสียเวลาหน่อยล่ะกัน” เด็กหนุ่มพูดแล้วตบกระเป๋ากางเกงตัวเอง

ผมลังเลแต่ก็หยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา เด็กหนุ่มมองเงินในกระเป๋าผมตาโต ผมจะหยิบเงินยื่นให้แต่เพราะผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีจึงเก็บเงินใส่กระเป๋าตามเดิม สีหน้าของเด็กหนุ่มเมื่อเห็นผมไม่ยอมให้เงินก็นิ่วหน้าอย่างไม่พอใจ

“ไม่ดีกว่า เดี๋ยวพี่จะหาทางคุยกับพี่เดียวเอง…”ผมกำลังจะเดินไปที่อื่นแต่จู่ๆความเจ็บตรงต้นคอก็ทำให้ตัวผมค่อยๆทรุดลงและดับวูบไป

ผมฝันอีกแล้วแต่ครั้งนี้คนที่ต่อว่าผมกลับเป็นป้ามาลัย….ป้าทั้งเสียใจและโกรธแค้นผม ผมนี่ทำบาปไว้เยอะจริงๆนะทำให้ทั้งคนเป็นเเละคนตายเสียใจ......

ผมสะดุ้งตื่นแต่ก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ รู้สึกหนักหัวจนผงกไม่ขึ้นผมรู้สึกว่าตัวเองถูกกระสอบห่อหุ้มอยู่ทั้งยังรู้สึกว่าบริเวณรอบๆกำลังโคลงเคลงจนอยากจะอาเจียนออกมา กลิ่นเหม็นคาวและกลิ่นเกลือโชยเข้าจมูก ผมอยากลืมตาแต่มองไม่เห็นเพราะถูกปิดเช่นเดียวกับปากที่ถูกปิดเอาไว้ ส่วนมือก็ถูกมัดไพล่หลัง

เกิดอะไรขึ้น!! จำได้ว่าคุยกับเด็กคนนั้นแล้วพอจะเดินกลับก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย….แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ในสภาพนี้!

“ใคร” เสียงทุ้มห้วนที่แม้จะไม่ได้ยินเสียงมานานแต่ผมก็จำได้

พี่เดียว!

“อ๋อ ก็พวกคนเลวๆตามเคยน่ะพี่มีคนจ้างผมให้พามาฆ่าถ่วงทะเล เพราะเอ่อ…ไอ้หมอนี่มัน….มันข่มขืนเด็กน่ะพี่แล้วมันรอดคดีเพราะเงิน” ผมอึ้งค้าง   ไอ้เด็กบ้ามันกำลังใส่ร้ายผมอยู่! แล้วมันใส่ร้ายผมทำไม ทำไมตอนนี้มีแต่คนชอบใส่ร้ายผม ทั้งที่ผมไม่ได้ทำอะไรผิดเลย….

พี่เดียวอย่าไปเชื่อมันนะ  “อื้อๆๆๆ” ผมพยายามร้องท้วง

“ไม่ต้องฆ่ามัน” คำพูดของพี่เดียวทำให้ผมหยุดร้องแล้วยิ้มแทนรู้สึกใจชื้นขึ้นมา

“พามันไปเกาะด้วยให้ผู้ชายบนเกาะข่มขืนมัน มันจะได้เจ็บปวดยิ่งกว่าถูกฆ่า” ตัวผมชาวาบ

ข่มขืน!

“เอ่อ แต่ว่า…”

“ทำไม….หรือมึงโกหกอะไร”

“ปะ..เปล่าพี่..”

ไอ้เด็กบ้านี่มันคงขโมยกระเป๋าเงินผมไปแล้วแน่ๆและกะฆ่าผมเพื่อปิดปาก…..

“เฮ้ย” เสียงของพี่เดียวดังอยู่ใกล้กว่าเดิมคาดว่าพี่เดียวคงย่อตัวคุยกับผม

“มึงรู้ไหมกูน่ะเกลียดพวกคนรวยมาก และยิ่งพวกชั่วๆยิ่งเกลียด ไปถึงเกาะมึงเตรียมเป็นเมียคนทั้งเกาะได้เลย”

“อื้อๆๆ” ผมพยายามร้องท้วงว่าผมไม่ได้ทำแต่ก็ไร้ผล ความหวังตอนนี้มีเพียงแค่ว่าถ้าพี่เดียวรู้ว่าเป็นผมและยังเชื่อใจ ผมก็จะได้รับอิสระและจะได้บอกความจริงทั้งหมดเสียที

ความคิดเห็น