พลิกลิขิตฟ้า ท้าปฐพี
บทที่ 1 อยู่ๆ ก็กลายเป็นเยว่ปู๊ซิน(1)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
บทที่ 1 อยู่ๆ ก็กลายเป็นเยว่ปู๊ซิน(1)

บทที่ 1 อยู่ๆ ฉันก็กลายเป็นเยว่ปู๊ซิน(1) 

  

หิมะโปรยปราย สายลมในฤดูหนาวคมดุจใบมีดกรีดผ่านอากาศ 

ณ ภูเขาเล็กๆ ที่อยู่ข้างยอดเขาเฉาหยาง ลานกว้างที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและป้ายหลุมฝังศพ สถานที่แห่งนี้เป็นสุสานที่ใช้ฝังศพของบรรพบุรุษของสำนักหัวซาน ผู้นำห้ายอดเขา 

เยว่ปู๊ซินโค้งกายคำนับสุสานของอาจารย์สามครั้งด้วยความยากลำบากแต่เขากลับไม่ได้สนใจความเจ็บปวดของตนมากนัก 

เยว่ปู๊ซินเหม่อมองป้ายหลุมศพเบื้องหน้าอย่างใจลอย เกล็ดหิมะปลิวตกลงบนแพรขนตาทำให้เขาต้องยกมือขาวซีดขึ้นปัดมันออก เยว่ปู๊ซินมองเด็กหญิงที่นั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่ข้างเขา  

เด็กหญิงคนนี้มีนามว่า หนิงจงเซ่อ เป็นบุตรสาวของอาจารย์เขา อดีตเจ้าสำนักที่สิ้นไปแล้วของสำนักหัวซาน 

เยว่ปู๊ซินมองหิมะที่ตกหนักขึ้นเรื่องๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ศิษย์น้อง หิมะกำลังตกหนักขึ้นเรื่อยๆ แล้ว พวกเรากลับบ้านกันก่อนเถอะ” 

หนิงจงเซ่ออดทนต่อความเศร้าเสียใจก้มหน้าเช็ดน้ำตาแล้วพยายามโคลงเคลงยืนขึ้น มีสตรีที่ร่างกายแข็งแรงหลายคนช่วยพยุงเธอลุกขึ้น คนทั้งกลุ่มก็ล้อมรอบตัวเยว่ปู๊ซินกับหนิงจงเซ่อทั้งสองคนแล้วพาพวกเขาเดินกลับยอดเขากระจ่างไกล 

หลังจากที่ฝังศพของบิดาแล้วหนิงจงเซ่อในวัยสิบสามปีรู้ศึกเศร้าโศกและอ้างว้างในใจมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้นางกลายเป็นเด็กกำพร้าแล้ว และศิษย์พี่ก็เช่นกัน 

หนิงจงเซ่อเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อยและค่อยๆ ใช้มือขาวนวลเล็กๆ ของตนจับปลายแขนเสื้อของศิษย์พี่ที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้า ทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย 

ท้องฟ้ามัวๆ หิมะเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เกล็ดหิมะสีขาวสะอาดตาค่อยๆ ปกคลุมถนนหนามากขึ้น 

หนิงจงเซ่อรีบเอื้อมมือออกไปช่วยพยุงเยว่ปู๊ซินและพูดด้วยความเป็นห่วง “พี่ใหญ่ ระวัง อย่าให้กระทบบาดแผล” 

ใบหน้าของเยว่ปู๊ซินซีดขาว เขายกมือขึ้นสัมผัสบริเวณหน้าอกของตนเองพลางถอนหายใจและพูดว่า “ข้าไม่เป็นไร” 

ศิษย์สาวกที่เหลืออยู่บนภูเขาหัวซานหลายสิบคนต่างมองดูพวกเขาด้วยความเป็นห่วง ตอนนี้เยว่ปู๊ซินรับตำแหน่งเจ้าสำนักคนใหม่ที่เพิ่งจะลุกจากเตียงได้เป็นกระดูกสันหลังของฝ่ายหัวซานแล้ว หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา สำนักหัวซานก็จะจบสิ้นเช่นกัน 

ทั้งสองพยุงกันเดินไปกับกลุ่มศิษย์สาวกหัวซานเงียบๆ เดินบนหิมะนานกว่าครึ่งยามจึงกลับไปถึงยอดเขากระจ่างไกล 

เยว่ปู๊ซินนั่งบนเก้าอี้ที่รองเบาะนุ่มๆ ใบหน้ายังคงซีดขาว ความเจ็บปวดที่หน้าอกทำให้เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรง 

แม้ว่าประตูและหน้าต่างในห้องจะหนาแน่นปิดกั้นลมหนาวจากภายนอกได้ แต่เยว่ปู๊ซินยังคงรู้สึกหนาวเย็นเฉียบกระดูก สติของเขาค่อยๆ เลือนราง  ก่อนสติสุดท้ายเขาได้ยินศิษย์น้องเล็กตะโกนอย่างเรือนร่างว่า “ป้าจาง นำเตาอุ่นมือเข้ามา อย่าลืมเคี่ยวน้ำแกงโสม...” แล้วเขาก็หมดสติไป 

เมื่อเยว่ปู๊ซินตื่นขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว เขาสวมชุดชั้นในที่แห้งและสะอาด มีผ้าห่มให้ความอบอุ่นมากจนเขาไม่อยากลืมตาตื่น 

แต่อาการเจ็บแปลบตในอกค่อยรบกวนการนอนของอยู่เป็นครั้งคราว 

“ฉันกลับไปไม่ได้แล้ว ฉันกลายเป้นเยว่ปู๊ซินไปแล้ว” 

เยว่ปู๊ซินคนนี้ไม่ใช่เยว่ปู๊ซินคนเดิมอีกต่อไป  

เดิมทีเขาเป็นคนจากยุคปัจจุบัน ที่ชื่นชอบการแทะเมล็ดแตงนั่งดูละครในเวลาว่างมากที่สุด หรือไม่ก็ออกไม่เที่ยวกับสาวๆ ในวันนี้ขณะที่เขากำลังอ่านนิยายพีเรียดสุดคลาสสิกอยู่ สติเขาก็เริ่มเลื่อนล่อย กึ่งจริงกึ่งฝัน 

ราวกับวิญญาณที่แท้จริงของเขาล่องลอยไปในห้วงเวลาอันว่างเปล่า หากแต่อบอุ่นและมีสีสันเจิดจ้าจนมองอะไรไม่เห็น เหมือนว่าโลกทั้งใบมีเขาคนเดียวและขณะเดียวกันก็เหมือนกับเขาไม่มีตัวตนในโลกใบนี้ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ เสียงลมหายใจแผ่วเบาๆ คล้ายมีคล้ายไม่มี หากแต่ทั้งเสียงเต้นของหัวใจและเสียงลมหายใจนั้นกับมีจังหวะเดียวกันกับตัวเขา มันดึงดูดเขาให้เข้าใกล้ จนกระทั่งตัวเขาถูกกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นไว้ ไม่สามารถไปต่อได้  

ในเวลานั้นเขายังคงไม่เข้าใจเท่าไรนัก แต่อยู่ๆ กำแพงที่ขวางตัวเขาก็หายไป ราวกับเขื่อนที่พังทลาย แม่น้ำไหลทะลักเข้าท่วมตัวเขา  

ทันทีที่กำแพงกั้นหายไปเขาก็แรงดึงดูดมหาศาลอัดกระแทก 

  

แสงดาบสว่างวาบ คมดาบฟันจากไหล่ซ้ายไปที่หน้าอกขวา มันไม่เพียงทำลายพลังของร่างกายนี้ แต่ได้เอาจิตวิญญาณของความเศร้าโศกและความโกรธเกรี้ยวของเจ้าของเดิมไป  

ทันที่ที่ผู้มาเยือนลืมตาขึ้น สิ่งที่เขารับรู้คือความเจ็บปวดสุดทน กับฉากประวัติศาสตร์ของสำนักหัวซาน 

............ 

แสงดาบกวัดแกร่ว! 

ทั่วทั้งยอดเขากระจ่างไกล จากหอกระบี่ถึงโถงพักผ่อน จากหอคัมภีร์ไปจนถึงลานฝึกศิลปะ 

การต่อสู้จากหอพักของสาวกนิยายดาบฉีและหอพักของสาวกสายเจียงซง(สายฝึกกำลังภายใน) เสียงโลหะคำรามของดาบปะทะดาบ เสียงดาบที่แทงเข้าหน้าอกของพี่น้อง อาจารย์ลุงอาจารย์อาที่มีความสามารถลึกล้ำได้ใช้ดาบผ่าร่างของหลานศิษย์ออกเป็นสองส่วน 

เสียงคร่ำครวญของดาบหัก และเสียงครวญครางของศิษย์หัวซานดังก้องภูเขา เหนือท้องฟ้าหัวซานตลอดทั้งคืน... 

หนึ่งค่ำคืออันแสนสั้นและยาวนาน! 

จนแสงแรกแห่งวันมาเยือน ความเงียบสงบอันเยือกเย็นปกคลุม หัวซานทั้งหมดเงียบงัน 

เสียงเร่งรีบเข้าชั้นเรียนตอนเช้าเหล่า? 

เสียงตะโกนอื้ออึงของสาวกหนุ่มล่ะ? 

เสียงตำหนิของเหล่าอาจายร์ลุงอาจารย์อาล่ะ? 

แล้วเสียงหัวเราะเยาะเย้นและการดุว่าของพี่สาวน้องสาวล่ะ? 

ไม่มีอีกแล้ว... 

มีเพียงเสียงความเงียบแห่งมรณะในหัวซาน 

เจ้าสำนักหัวซานลากร่างกายที่แข็งทื่อของเขาเรียกรวมสาวกหัวซาน ก่อนตรวจสอบศิษย์สาวกแต่ละคน เขาช่วยรักษาบาดแผลของเยว่ปู๊ซิน ก่อนจะรักษาศิษย์รุ่นชิงสามคนและศิษย์รุ่นปู๊อีกห้าคน 

ศิษย์รุ่นชิงคนหนึ่งเป็นสาวกเจียงซง มือขวาหักและถูกแทงที่หน้าท้องสุดท้ายไม่อาจรอดชีวิต 

ศิษย์รุ่นชิงคนที่สองเหม่อมองยอดเขาหัวซาน ก่อนจะตะโกนอย่างบ้าคลั่ง “หัวซาน! หัวซาน!” แล้วกระโดดลงจากหน้าผา 

ศิษย์รุ่นชิงอีกคนบ่นพึมพำ “คนบาป คนบาป!” แล้วใช้ดาบปาดคอตัวเอง 

ส่วนสาวกนิกายกระบี่สี่คนคร่ำครวญกับฟ้าร่ำไห้กับดินน้ำตาน้ำมูกเลอะใบหน้าและพากันเดินโซเซลงจากภูเขาไป 

เจ้าสำนักหนิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ใบหน้าซีดขาวไร้ความรู้สึกทำให้ผู้คนหวาดกลัว เขาสั่งให้สาวกที่จัดการงานทั่วไปของสำนักเก็บศพผู้ตายทุกคน 

เจ้าสำนักหนิงตกอยู่ในสภาวะอารมณ์แปลกๆ บางครั้งก็เงียบขรึมบางครั้งก็โกรธเกรี้ยว 

เขาจัดให้สาวกที่เหลือติดต่อกับแต่ละฝ่ายเพื่อแจ้งข่าวโรคระบาดในหัวซาน และส่งธงคำสั่งของผู้นำห้าขุนเขาไปยังสำนักซงซานที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยมอบหมายให้หัวหน้าสำนักซงซานทำหน้าที่เป็นผู้นำของพันธมิตรห้าขุนเขา และประกาศข่าวหัวซานปิดเขาเป็นเวลาห้าปีเนื่องจากโรคระบาด 

นับจากนั้นเจ้าสำนักหนิงจะมานั่งข้างเตียงของเยว่ปู๊ซินทุกวัน สอนเรื่องภายในต่างๆ ของสำนัก อธิบายความลับในยุทธภพให้เขาฟัง และเล่าความลับของสำนักหัวซานในคราวเดียวกัน 

ตลอดเวลาเยว่ปู๊ซินมีอาการพร่าเลือนล่องลอย คล้ายหลับแต่ไม่หลับ คล้ายตื่นแต่ไม่ตื่น 

จู่ๆ ในวันหนึ่งของเดือนสาม เจ้าสำนักหนิงเรียกร่วมทุกคนที่โถงหลัก และประกาศว่าผู้นำคนต่อไปของสำนักหัวซานคือเยว่ปู๊ซิน 

จ้าวปู๊เซิงสาวกนิกายดาบฉีเป็นอีกคนที่รอดชีวิต เขาขังตัวเองอยู่ในห้องทั้งวันโดยไม่สนใจผู้คน 

สำนักหัวซานผู้นำของพันธมิตรห้าขุนเขาที่ต่อสู้กับพรรคสุริยันจันทรามาเป็นเวลาร้อยปี จนมีชื่อเสียงดังก้องไปทั่วยุทธภพ จนได้รับการกล่าวขานคู่กับเส้าหลินว่า “หมัดออกจากเส้าหลิน ดาบคืนสู่หัวซาน” 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาฝ่ายหัวซานมีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อยๆ และมีปรมาจารย์ชั้นหนึ่งมากกว่ายี่สิบคน จำนวนปรมาจารย์ทั้งหมดในพันธมิตรห้าขุนเขาเกินกึ่งหนึ่งอยู่ที่หัวซาน 

แต่ในชั่วข้ามคืน...ทุกอย่างสลายสิ้น 

เมื่อสามวันที่แล้วปรมาจารย์รุ่นชิงคนของท้ายของฝ่ายหัวซาน เจ้าสำนักหนิงชิงหลิน สิ้นลมหลังจากยกลูกสาวหนิงจงเซ่อให้เยว่ปู๊ซิน 

ในขณะที่ฝ่ายหัวซานดูเหมือนกำลังจะแตกสลายเช่นกันกับการตายของเจ้าสำนัก 

........... 

ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น