#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๑๗ :: น้ำตาวาโย [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๑๗ :: น้ำตาวาโย [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.8k

ความคิดเห็น : 87

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2559 12:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๑๗ :: น้ำตาวาโย [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๑ ...

 

 

น้ำตาวาโย

 

 

 

“เจ็บไหมล่ะมึง สมน้ำหน้า อยากแส่ไปขวางทางรักคู่เขาดีนัก”

“โอ๊ย! คุณราชันย์ มันแสบนะ แอลกอฮอล์เขามีไว้ให้ทารอบแผล ไม่ใช่ทาบนแผลนะคุณ อาสาจะทำให้ผมแต่กับอีแค่การปฐมพยาบาลเบื้องต้นจะทำเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้”

ปั้นสิบบ่นอุบให้ผู้ชายตัวใหญ่ที่กำลังตีหน้ายักษ์ใส่ ถึงจะพูดจาดูถูกดูแคลนอีกฝ่ายไว้มาก แต่ก็ต้องขอบคุณราชันย์ที่โผล่เข้ามาฉุดตัวเขาออกจากสถานการณ์กระอักกระอ่วนถึงในโรงพยาบาล เขาที่เป็นคนกลางเลยไม่ต้องทนเห็นอี้เผิงทำตาขวางใส่ แต่แลกกับการไม่ต้องเผชิญเรื่องน่าอึดอัดพวกนั้น เขาต้องมานั่งแช่อยู่ในรถของคนใจร้ายแทน

“สงสัยไอ้อี้เผิงต้องโดนสั่งสอนสักหมัดสองหมัด จะมีเมียใหม่ก็มีไปสิวะ แต่มาทำกับเมียคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง”

“น้อยๆ หน่อย ผมไปเป็นเมียคุณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

“นี่ต้องให้กูบรรยายจริงๆ ใช่ไหมว่ามึงโดนกูเอามาแล้วกี่ท่า”

“หุบปากไปเลย!” ปั้นสิบตัดบทพร้อมทั้งเฉไฉเบือนหน้าไปทางอื่นด้วยไม่อยากสบสายตามีเลศนัยของราชันย์นานๆ “เหอะ มีหน้าไปว่าคนอื่นเขา แล้วทีคุณล่ะคุณราชันย์ สิ่งที่คุณกำลังทำมันร้ายแรงกว่าที่คุณอี้เผิงทำกับผมตั้งกี่สิบกี่ร้อยเท่า ไม่เห็นยักกะขอโทษหรือสำนึกเลยสักนิด เห็นว่าความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา แต่ความผิดของคุณมันเท่าเส้นผมหรือไงกัน พวกเจ้าพ่อมาเฟียเนี่ย บ้าอำนาจกันทุกคนเลยใช่มั้ย”

“พูดมากนัก งั้นพันแผลเองเลยมึง”

ราชันย์สบถด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ก่อนจะโยนผ้าก๊อซพันแผลใส่หน้าปั้นสิบ เพราะเห็นผิวเนื้อของคนข้างๆ เป็นรอยจ้ำช้ำแดงไปทั่วทุกจุดเลยอดจะโมโหให้เพื่อนสนิทคนเดียวไม่ได้ ถ้าบาดแผลตามเนื้อตัวของปั้นสิบเกิดขึ้นโดยฝีมือของเขาเอง เขาคงจะกระหยิ่มยิ้มย่องเหมือนพวกหมาป่าตอนได้ตะครุบเหยื่อ แต่เพราะนี่มันไม่ใช่ อาการฉุนเฉียวเลยพาลพาโลไปถึงคนเจ็บอย่างยับยั้งไว้ไม่อยู่

“โอย”

เสียงโอดครวญเบาๆ เรียกความสนใจจากราชันย์ที่กำลังเหม่อลอยมองไปนอกกระจกรถ สายตาคมเข้มทอดมองคุณหมอที่ยังนั่งพันแผลเก้ๆ กังๆ อยู่บนเบาะนั่งเบาะเดียวกับเขาด้วยสายตาที่อ่อนลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด  

“เจ็บตรงนี้เหรอ”

เสียงทุ้มถามพร้อมกับกดมือลงไปบนช่วงกระดูกซี่โครงเบาๆ ด้วยเป็นคนมือหนักตีนหนักมาแต่ไหนแต่ไร แม้จะออกแรงบีบเพียงน้อยนิด แต่ก็สามารถทำให้คนเจ็บร้องดังขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

“โอ๊ย! คุณราชันย์เจ็บๆ ผมเจ็บ”

“ไหนให้กูดูซิ”

“เฮ้ย อย่านะคุณ”

แควกกกกก

คำปรามของคนที่เป็นถึงหมอไม่เคยมีผลกับคนเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้งอย่างราชันย์เลยแม้สักครั้ง ฝ่ามือเย็นบีบลงบนเนื้อนวลขาวบริเวณขอบชายโครงที่บัดนี้ปรากฏรอยช้ำจางๆ ให้เห็น กดไปพลางก็พลอยถามไถ่ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงหยาบกระด้างทว่าเจือด้วยความเป็นห่วงไปพลาง

“เจ็บมากไหมปั้น”

ความอ่อนโยนที่นานๆ ทีจะมีให้เห็นของราชันย์ทำเอาใจดวงน้อยทั้งดวงสั่นไหว แก้วตาคู่สวยสองข้างของปั้นสิบสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัดและไม่สามารถละมันออกจากผู้ชายตรงหน้าได้สักเพียงเสี้ยววินาที จากที่คิดว่าต้องบังคับตัวเองไม่ให้รู้สึกอะไรกับอีกฝ่ายไปมากกว่านี้ จู่ๆ เขื่อนกำแพงกั้นซึ่งสู้อุตส่าห์ก่อร่างสร้างไว้เป็นอย่างดีกับถูกทำให้พังทลายลงไม่เป็นท่า ความสับสนแล่นวาบตรงเข้ากัดกินจิตใจจนปั้นสิบไม่รู้ว่าควรจะใช้วิธีไหนรับมือกับผู้ชายคนนี้ดี ในเมื่อแม้แต่การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่าย ยังคงมีอิทธิพลต่อการเต้นของหัวใจเขาเสมอ

“พอเถอะครับ ไม่ต้องทำดีกับผมมากขนาดนี้ก็ได้ เพราะถึงอย่างไรผมก็ยังยืนยันคำเดิม ว่าผมไม่มีทางใช่คุณวาโย”

“ปั้น คือเรื่องนั้นกู...”

            ♫♪~

เสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ของราชันย์ มาเฟียหนุ่มส่งเสียงฟึดฟัดไม่พอใจแต่สุดท้ายก็ยอมถอยทัพกลับไปนั่งพิงเบาะฝั่งของตัวเอง พอเห็นดังนั้นเจ้าของโทรศัพท์อย่างคุณหมอปั้นสิบเลยได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นว่าคนเอาแต่ใจยอมอนุญาตแล้ว จึงหยิบเครื่องมือสื่อสารที่ยังดังไม่หยุดขึ้นมารับสาย

“ฮัลโหล อืม ว่าไงครับคุณนที อ่อ ใช่ๆ อีกสามสัปดาห์ผมจะออกเดินทางไปยังหมู่บ้านภูสอยดาว” ปั้นสิบพยายามหรี่เสียงสถานที่ตั้งในท้ายประโยคให้เบาลง เมื่อรู้สึกว่ามีสายตาของผู้ชายข้างๆ คอยจับจ้องมองเขาอยู่

“ครับๆ ได้สิครับ ถ้าคุณนทีจะขอติดตามผมไปเพราะอยากเรียนรู้งานละก็ผมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว อย่างนั้นให้ผมเคลียร์เคสคนไข้ที่ค้างอยู่ทั้งหมดให้เสร็จก่อน แล้วค่อยออกเดินทางพร้อมกันนะครับ หรือคุณจะไปรอผมอยู่ที่นั่นก่อนก็ได้ถ้าไม่กลัวหลงทาง อ๋อ ครับ โอเคครับ ตกลงตามนั้น”

ปั้นสิบยกยิ้มบางด้วยความชอบใจก่อนจะตัดสายโทรศัพท์ไป นที กุสุมานนท์คือคุณหมอหนุ่มไฟแรงและเป็นอินเทิร์นเลือดใหม่ที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของเขา ตั้งแต่ทำงานร่วมกันมาปั้นสิบก็รับรู้ได้ทันทีว่าคุณหมอคนนี้นี่แหละที่สามารถเข้ามาสานต่อเจตนารมณ์ของเขาได้อย่างแท้จริง แม้ภาพจำของอีกฝ่ายจะดูขี้เล่นเกินกว่าจะมองปราดเดียวแล้วรู้ว่ามีหน้าที่การงานเป็นถึงหมอ แต่ต้องยอมรับเลยว่าเวลาอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเรื่องที่มีคนไข้เด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำงานของนทีจะเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือราวกับเป็นคนละคน

“ยิ้มอะไรนักหนา มีความสุขมากนักหรือไง”

            “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกเหรอคุณราชันย์ เมื่อกี้ยังพูดดีกับผมอยู่แท้ๆ”

            “ก็แล้วอะไรของมึงล่ะ ทำหน้าทำตามีความสุขตอนคุยกับคนอื่นต่อหน้ากูได้ยังไง”

            คำพูดชวนคิดมากของราชันย์เรียกเลือดลมร้อนให้เห่อไปทั่วปรางขาว คุณหมอหนุ่มกัดปากแน่นด้วยไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่คนข้างๆ กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ตามภาษาชาวบ้านเรียกกันสั้นๆ ว่า หึงถึงปกติคนอย่างราชันย์คงจะแสดงออกผ่านการกระทำป่าเถื่อน รุนแรง และไม่ใช่ในแบบที่มนุษย์เขาทำกัน แต่ไม่รู้ทำไม นับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นที่พูดจาทำร้ายจิตใจเขาเสียจนมีน้ำตา อีกฝ่ายถึงได้ดูอ่อนลงและทำอะไรดูจะคิดหน้าคิดหลังไปเสียทุกเรื่อง

“มึงนัดกับใคร จะพากันไปไหน แล้วคิดจริงๆ เหรอว่ากูจะใจดีถึงขั้นยอมปล่อยให้มึงไปไหนก็ได้โดยที่ไม่มีกู”

“คุณจะยอมหรือไม่ ถึงยังไงผมก็จะไป”

“เดี๋ยวนี้กล้าขัดคำสั่งกูเหรอ ยังไงกูก็ไม่ให้มึงไป ได้ยินไหมปั้น”

“คุณนี่มัน...”

“กู ไม่ ให้ ไป”

“แต่ผมคิดถึงพวกเด็กๆ”

“...”

“ผมสัญญาว่าจะไปเยี่ยมพวกเขาทุกปี ไม่สิ ความตั้งใจแรกของผมคือเข้าไปที่นั่นทุกๆ หกเดือนต่างหาก แต่ก็อย่างที่รู้ว่าช่วงครึ่งปีแรกผมยุ่งมากเพราะมีเคสด่วนเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน แล้วไหนจะมาชุลมุนกับเรื่องรับตำแหน่งภายในพรรคอีก พอเข้าช่วงครึ่งปีหลังผมเลยต้องรีบเคลียร์คิวงานทั้งหมด เพื่อที่จะได้กลับไปเยี่ยมที่นั่นอีกครั้ง” ปั้นสิบกล่าวเสียงเรียบพลางเสมองวิวนอกหน้าต่างรถยนต์ซึ่งยังคงแล่นไปเรื่อยๆ โดยไร้ซึ่งจุดหมาย ขณะที่ในหัวก็พลอยคิดถึงภาพบรรยากาศเก่าๆ เสียงหัวเราะสนุกสนาน รอยยิ้มไร้เดียงสาที่แสนคิดถึง และคำขอบคุณจากแววตาบริสุทธิ์ใสซื่อของพวกเด็กๆ ยามจ้องมองมายังเขา “ฉะนั้นถึงแม้ว่าคุณราชันย์จะไม่ยอมอนุญาต แต่อย่างไรซะผมก็ต้องทำตามคำสัญญาของผมที่มีให้กับพวกเด็กๆ อยู่ดี”

“ถ้ายังดื้ออยากจะไปนัก งั้นมึงก็ต้องให้กูไปด้วย”

“อย่าดีกว่าครับ ที่นั่นไม่มีไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้ให้เจ้าพ่อมาเฟียอย่างคุณหรอกนะ”

“ก็ช่างหัวไฟฟ้ากับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสิ”

เจ้าของเสียงทุ้มติดจะรั้นกับทุกสิ่งว่าพลางแสร้งวางมือลงบนหลังมือของคุณหมอตัวขาว จงใจทำแบบนั้นตอนรถเบรกกะทันหันเพราะต้องการให้อีกคนคิดว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องเดียวที่คนมากทิฐิอย่างราชันย์ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น

สัมผัสอุ่นวาบทำเอาคุณหมอปั้นสิบสะดุ้งเล็กน้อย แต่พอตั้งสติได้ก็พยายามชักมือตัวเองให้หลุดรอดจากการกอบกุมนั้น แต่ถึงจะไม่ยินยอมเพียงไร ก็ยังไม่อาจต้านทานเรี่ยวแรงมหาศาลของราชันย์ได้ สุดท้ายคนแพ้ก็ต้องยอมให้คนใจร้ายจับมือตัวเองไว้อย่างนั้น และทำได้มากที่สุดเพียงชั่งใจดูว่าควรจะบริภาษด่าทอให้สาสมกับการกระทำที่วกกลับมาเป็นแบบเดิมของอีกฝ่ายดีหรือเปล่า ทว่าพอได้ยินเสียงพึมพำเอ่ยออกมาจากปากของราชันย์ ก็เป็นปั้นสิบเสียเองที่ต้องนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อ เพราะจู่ๆ ใจเจ้ากรรมก็อ่อนยวบลงโดยที่แม้แต่เจ้าของเองก็ยังไม่ล่วงรู้ถึงสาเหตุ   

“จะให้คนอย่างกูเหลือแต่ตัวก็ยังได้ แต่ขอแค่มีมึงอยู่ข้างๆ กูตลอดไปก็พอ”

 

 

 

 

การ์ดเชิญสีแดงสดมีรอยปั๊มนูนรูปดอกกุหลาบอยู่ทั่วทุกจุดถูกส่งต่อจากมือของโยธามาจนถึงมือของวาโยตั้งแต่ตะวันยังไม่ทันขึ้นจากขอบฟ้าดี วินาทีแรกที่ได้เห็น หัวใจซึ่งเต้นตุบอย่างอ่อนล้าของคนทรยศถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ยิ่งได้กวาดสายตาอ่านประโยคจ่าหน้าซองแสนหวานในวันที่ครบกำหนดคลอดลูกพอดิบพอดี วาโยก็คิดได้แต่เพียงว่า นี่ช่างเป็นของรับขวัญน้องหนาวจากพ่อบังเกิดเกล้าที่แสนโหดร้ายยิ่งกว่าของขวัญชิ้นใด

ไลลา อี้เผิง คือลายอักษรนูนต่ำบนกระดาษกลิ่นหอมชั้นดี มันสามารถตอกย้ำความเป็นจริงว่าสิ่งที่วาโยกำลังเผชิญในตอนนี้ไม่ใช่เพียงภาพความฝัน เรื่องเลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรได้นอกเสียจากร้องไห้ออกมาเงียบๆ เพื่อใช้น้ำตาปลอบโยนหัวใจที่แหลกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าของตัวเอง ทั้งที่คิดว่านานจนป่านนี้แล้วก็สมควรจะหยุดรักหยุดอาลัยอาวรณ์อี้เผิงได้ แต่พอเจอความจริงที่เขาไปมีคนใหม่ตอกหน้าเข้าให้หน่อย นอกจากจะทำให้วาโยจุกจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว ก็ยิ่งย้ำความรู้สึกที่สู้อุตส่าห์เก็บซ่อนมันไว้ตลอดให้ยิ่งเห็นเด่นชัด

ตึก ตึก ตึก

วาโยฝืนกลืนก้อนสะอื้นลงคอพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ ให้ตัวเองด้วยความเร่งรีบ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวถึกถักตรงเข้ามาใกล้ พอประตูแง้มออก ก็พบว่าเป็นปั้นสิบนั่นเองที่เข้ามาในห้องพักส่วนตัวของเขาตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้

“คุณวาโย นั่น...คุณเห็นมันแล้วใช่มั้ย”

“...”

คนถูกถามไม่ตอบอะไร แต่ทำเพียงพยักหน้ารับนิ่งๆ และวางการ์ดเชิญงานแต่งงานระหว่างอี้เผิงและไลลาลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง แม้ตลอดระยะเวลาที่ต้องห่างกับอี้เผิง วาโยจะทำตัวเพิกเฉยได้มากเพียงไร แต่สุดท้ายน้ำแข็งที่ว่าเย็นชาก็ยังละลายเสียจนหมดสิ้นเพียงเพราะโดนเผาไหม้จากฤทธิ์ของถ่านไฟเก่า

“ฝีมือไอ้โยธาลูกพี่ลูกน้องของผมอีกแล้วใช่มั้ย ไอ้สารเลวนี่มันจะกัดไม่ปล่อยเลยหรือไงกัน”

“พอเถอะครับหมอปั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะเลิกโทษว่าเป็นความผิดของคนอื่น แล้วหันมาส่องกระจกชะโงกดูเงาของตัวเอง”

“แต่ทุกสิ่งที่คุณวาโยทำ มันเป็นเพราะความสะเพร่าของผม...”

“มันไม่มีประโยชน์หรอกครับ”

วาโยดักคอคุณหมอประจำตัวก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวยืนขึ้น ฝ่ามือขาวที่ดูมีน้ำมีนวลลูบท้องโย้อย่างแสนรัก แม้ในอกจะเจ็บเจียนตาย แต่ก็ยังตีหน้าชื่นแกล้งขืนยิ้มออกมาราวกับคนไม่รู้สึกรู้สาอะไร “ถึงเวลายอมรับความจริงกันเสียที...ความจริงที่ว่าตอนนี้หัวใจของคุณอี้เผิงไม่มีที่ว่างให้ผมอีกต่อไปแล้ว”

“...”

“และก็เลิกโทษตัวเองได้แล้วนะครับ เพราะทั้งหมดนี่เกิดจากตัวผมเอง เป็นผมเองที่เลือกครอบครัวก่อนความรัก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร ถ้าหากวันหนึ่งความรักจะเป็นฝ่ายทิ้งผมไป”

เสียงเศร้ากล่าวขึ้นอย่างราบเรียบประกอบบรรยากาศอึมครึมให้ชวนอึดอัดยิ่งกว่าเดิม ถ้านี่เป็นแค่เพียงฝันร้าย วาโยก็อยากจะตะโกนขอร้องให้ใครก็ตามที่ผ่านมาเห็นช่วยเอื้อมมือมาปลุกให้เขาตื่นกลางคันเสียตอนนี้ แต่เพราะความจริงมันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่วาโยทำได้ก็คือการยิ้มแสดงความยินดีกับรักครั้งใหม่ของอี้เผิง

ยินดี ถึงแม้ว่าลึกๆ ข้างในใจยังอยากให้คนที่ยืนเคียงข้างอี้เผิงในวันนี้...เป็นตัวเขามากกว่าก็ตาม

“ถ้าคุณวาโยคิดดีแล้วอย่างนั้นเราไปกันเถอะครับ มีเวลาอีกเกือบหกชั่วโมงให้เราได้ไปเตรียมตัวที่โรงพยาบาลกัน วันนี้น้องหนาวจะลืมตาดูโลกแล้ว เพราะฉะนั้นคุณวาโยจะต้องเข้มแข็งมากๆ ให้สมกับผู้ชายที่กำลังจะได้เป็นแม่คนนะครับ”

คำพูดให้กำลังใจของคุณหมอสูติ ถึงแม้จะฟังดูทะแม่งแปร่งแปลก แต่ก็เรียกรอยยิ้มจากคนฟังได้ไม่ยาก รอยริ้วจากความตึงเครียดคลายลงเพราะเจ้าของรู้สึกเบาใจไปเปลาะหนึ่ง เมื่อเห็นว่าวาโยหลุดยิ้มให้เรื่องตลกที่ฟังดูยังไงก็ไม่น่าจะขำ ปั้นสิบในฐานะหมอเจ้าของไข้เลยรีบกรูเข้าไปประคองร่างของอีกฝ่ายไว้อีกแรง น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นสูงเนื่องจากลูกในครรภ์ทำให้คนไข้พิเศษของเขาไม่ผอมกะหร่องเหมือนคราวแรกที่ได้พบกัน เห็นแล้วก็อดจะอมยิ้มตามไม่ได้ ด้วยไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะได้รับสิทธิ์พิเศษดูแลเคสการตั้งครรภ์ของวาโยมาได้จนถึงตอนสำคัญที่สุดอย่างเช่นเวลานี้

“เอ่อ หมอปั้นครับ ผมมีอีกเรื่องที่อยากจะขอร้อง หมอจะช่วยทำเพื่อผมได้หรือเปล่า ถือซะว่าเป็นของรับขวัญหลานที่กำลังจะลืมตาดูโลกก็แล้วกันนะครับ” วาโยบีบข้อมือของคนที่ช่วยประคองร่างเขาไว้เบาๆ พลางส่งสายตาอ้อนวอนให้ปั้นสิบอย่างที่ไม่ได้ทำมันให้ใครเห็นบ่อยเท่าไรนัก “หมอช่วยพาผมไปโรงแรมที่จัดงานแต่งของคุณอี้เผิงกับคุณไลลาก่อนได้หรือเปล่า”

“นี่...ยังจะไปให้เขาเห็นหน้าอีกเหรอครับ คุณวาโยเสียสติไปแล้วหรือไง”

“เปล่านะครับ ผมไม่ได้เสียสติ เพียงแต่นี่มันเป็นครั้งสุดท้าย...”

“...”

“ขอให้ผมได้มีโอกาสเห็นหน้าของคุณอี้เผิงเป็นครั้งสุดท้าย เพียงแค่นี้...คนทรยศอย่างผมคงไม่ขอมากไปหรอกใช่ไหม”

 

 

 

 

วาโยเลื่อนเก้าอี้วีลแชร์มาจนถึงมุมอับหลังม่านใกล้บริเวณหน้าเวทีของโรงแรมดังเพื่อซ่อนตัวจากผู้คน สถานที่จัดงานแต่งงานของอี้เผิงกับผู้หญิงคนใหม่นั้นดูหรูหราและโออ่ามากพอๆ กับตอนที่อี้เผิงแต่งงานกับเขา ภายในงานมีบรรดาแขกเหรื่อซึ่งหลายๆ คนวาโยเองก็คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี บางคนก็คือผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการออกสิทธิ์ออกเสียงภายในพรรคมังกรดำ ส่วนบางคนก็เป็นบอดี้การ์ดซึ่งคอยประกบติดอารักขาเจ้านายเหมือนหมาที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ

เสียงเพลงแนวบัลลาร์ดที่เปิดคลออยู่ตลอดงาน ฟังดูยังไงก็ไม่เข้ากับบุคลิกของอี้เผิงสักเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะเจ้าสาวของงานนี้ชอบมันกระมัง อี้เผิงถึงได้ยินยอมให้นักดนตรีบรรเลงเพลงแนวนี้ประกอบพิธีที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และสำคัญ

“คุณวาโย ผมบอกแล้วไงครับว่าถ้าจะไปไหนให้บอกผมก่อน ทำแบบนี้มันอันตรายมากรู้ไหมครับ”

ปั้นสิบเอ็ดตะโรด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกก่อนจะคว้าเอาที่จับของวีลแชร์และเข็นพาวาโยเข้าไปในที่ที่รู้สึกว่าปลอดภัย ขณะดุผู้ชายที่ทำตัวดื้อเหมือนเด็กๆ สายตาก็พลอยเหลือบมองไปยังบริเวณรอบๆ ว่ามีใครจ้องมองมายังจุดที่เขายืนอยู่หรือเปล่า เพราะถึงหัวหน้าพรรคมังกรดำจะเอ่ยปากเองว่าให้วาโยหลุดออกจากสถานะโดนไล่ล่าแล้ว แต่คนละเอียดรอบคอบอย่างปั้นสิบก็ยังคงไม่นิ่งนอนใจกับสัญญาปากเปล่า

คุณหมอหนุ่มนึกถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามมา จึงเบาใจที่จะให้วาโยอยู่รำลึกความหลังตามลำพัง หากแต่ยังไม่ทันไร ผู้ชายที่เดินสวนเข้ามาด้านหลังเวทีก็ทำเอาปั้นสิบมีสีหน้าปั้นยาก เพราะเป็นคนกลาง จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก สุดท้ายเลยทำได้แค่ออกไปด้านนอกเพื่อหลีกทางให้คนที่ดูจะมีเรื่องค้างคาในใจไม่น้อยได้เปิดปากคุยกัน

“ขอโทษครับ นี่ผมคงทำอะไรตามอำเภอใจอีกแล้วใช่มั้ย”

“ใช่ คนอย่างนายมันประเภทชอบทำอะไรตามใจตัวเองไปเสียทุกเรื่อง”

!!!

ประโยคโต้ตอบที่ได้ฟังทำเอาวาโยถึงกับหน้าถอดสี เพราะรู้ดีว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวเองตอนนี้คงไม่ใช่คุณหมอปั้นสิบคนเดิมอีกต่อไป น้ำเสียงที่แสนคิดถึง ทำไมเวลานี้กลับทำให้อึดอัดเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่บริเวณลำคอ วาโยกะพริบตาปริบพยายามขับไล่น้ำตาที่จู่ๆ ก็เอ่อล้นขึ้นมาบดบังแก้วตาใส

“ไม่เคยจะถามความเห็นของคนอื่น ไม่เคยจะไว้ใจฉันที่เป็นถึงสามี ฝีมือของฉันมันไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอ นายถึงต้องลงทุนทำอะไรด้วยตัวคนเดียว”

“...”

“ตอนที่ฉันร้องเรียกหานายจะเป็นจะตายทำไมไม่ยักกะมา แล้วทำไมทีตอนนี้ที่ฉันไม่ต้องการ นายถึงได้กล้าเสนอหน้าเข้ามาหาฉันถึงที่ล่ะ”

อี้เผิงถามเสียงเย็นพร้อมกับเดินเข้ามาดักหน้าคนที่ยังเอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบ มาเฟียหนุ่มจ้องมองคนที่ครั้งหนึ่งเคยรักจนหมดหัวใจแต่ตอนนี้ไม่มั่นใจว่ายังรักอยู่ไหมด้วยสายตายากจะอ่าน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าและเชยคางของวาโยเพื่อให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นสบตาตัวเอง

“ยังใส่แหวนแต่งงานของฉันไว้ทำไม”

“...”

“ถ้าไม่รักกันแล้วก็ควรถอดมันทิ้งไปไม่ใช่เหรอ”

คำถามของอี้เผิง เป็นคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ

วาโยนิ่งงันและพยายามสุดชีวิตที่จะห้ามไม่ให้ไหล่ของตัวเองสั่นไปมากกว่าที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ ริมฝีปากบางขบเม้มเข้าหากันแน่นด้วยไม่รู้จะโต้ตอบอะไรกลับไปดี เพราะคำพูดของอี้เผิงมันได้อธิบายแทนความรู้สึกข้างในของเขาหมดแล้ว ก็อย่างที่อีกฝ่ายว่าเอาไว้ ถ้าไม่รักกันก็ต้องถอดแหวนแต่งงานทิ้งไป แต่ที่เขายังสวมมันเอาไว้อยู่ก็คงไม่มีอะไรให้ต้องเดา เพราะคำตอบของมันนั้นช่างง่ายแสนง่าย

....ว่าจนถึงป่านนี้ข้างในก็ยังมีความรู้สึก

“เหอะ ถ้ายังไม่มีอะไรจะอธิบาย งั้นก็จงก้มหน้าก้มตายอมรับอย่างภาคภูมิซะ เพราะนี่คือผลจากการกระทำที่นายก่อเอาไว้”

อี้เผิงตัดพ้อด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง มาเฟียหนุ่มผุดตัวลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งปัดฝุ่นที่ติดยังบริเวณหัวเข่าตรงกางเกงออกก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะกลับเข้าไปร่วมพิธีในงานต่อ หากแต่เสียงเบาหวิวที่ปลิวล่องมาในอากาศ ก็ทำให้คนที่พยายามทำตัวใจเย็นมาตลอดถึงกับชะงักฝีเท้าลงกลางคัน

“อย่า...”

“...”

“อย่าไป”

หัวคิ้วเข้มขมวดเป็นปมมุ่นด้วยความไม่พอใจ มาเฟียหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่และหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผู้ร้ายปากแข็งอีกครั้ง ก่อนจะเค้นถามเอาความจริงที่ตัวเขาเองก็เพิ่งรู้มันจากปากของเพื่อนสนิทอย่างราชันย์เมื่อไม่กี่วันก่อน

“อะไรกัน มีแค่นี้เองเหรอ?” พอเห็นว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบจึงเลิกเสียงสูงถามอย่างเป็นต่อ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีจะกลับมาอมพะนำเก็บงำทุกอย่างไว้กับตัวอีกครั้ง อี้เผิงจึงแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์พร้อมทั้งตวาดซ้ำด้วยคำถามเดิม “คำอ้อนวอนขอร้องของนาย มันดีได้ที่สุดแค่นี้จริงๆ งั้นเหรอลม”

“เออ มึงช่วยยั่วโมโหมันให้กูดูเป็นบุญตาหน่อยเถอะ เพราะกูเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันทำหน้าอย่างอื่นนอกจากหน้าเหยียดหัวชาวบ้านเป็นหรือเปล่า”

จู่ๆ แขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างโยธาก็โผล่พรวดเข้ามาหลังม่านเวทีเพิ่มอีกราย พร้อมๆ กับที่กระบอกปืนจุดสามแปดในมือของมันถูกตั้งลำและเตรียมเหนี่ยวไกเต็มที่ ถึงแม้อี้เผิงจะมีท่าทีตกใจเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณที่ไวกว่าก็ทำให้เขาเอาตัวเองไปบังร่างของวาโยเอาไว้ กำแพงมนุษย์ที่ใช้ป้องกันยามฉุกเฉินทำให้หัวใจที่เป็นแผลเหวอะหวะของวาโยมีความอุ่นชื้นขึ้นมาบ้าง

“ถามจริงๆ เถอะอี้เผิง นี่มึงเอาตัวเหี้ยอะไรมาทำพันธุ์วะ ผู้ชายท้องได้ แค่ได้ยินว่ามีตัวแบบนี้แย่งอากาศกูหายใจอยู่บนโลก กูก็สะอิดสะเอียนจนแทบอ้วกแล้วว่ะ”

“หุบปากเน่าๆ ของมึงไปเลยโยธา ต่อให้มึงจะใหญ่ค้ำฟ้ามาจากไหน ถึงยังไงมึงก็ไม่มีสิทธิ์มาดูถูกคนของกู”

สิ้นเสียงบริภาษอย่างโกรธจัดของอี้เผิง ทั้งราชันย์และปั้นสิบก็วิ่งเข้ามาสมทบตามหลัง อาการกระหืดกระหอบของทั้งสองคนทำให้เดาได้ไม่ยากว่าคงพยายามห้ามเพื่อไม่ให้โยธาได้เข้ามาก้าวก่ายภายในงานอย่างเต็มที่แล้ว เพียงแต่หมาลอบกัดถึงอย่างไรก็ยังเป็นหมาลอบกัด สุดท้ายแล้วไม่ว่าต้องใช้วิธีสกปรกเพียงใด มันก็พาตัวเองเข้ามาเหยียบถึงภายในงานจนได้

“มึงต้องการอะไรกันแน่ ลงทุนปั่นหัวพวกกูเพียงเพราะตำแหน่งบ้าๆ ของมึงหรือไงกัน”

“อย่าคิดว่าตัวเองสำคัญขนาดนั้นสิวะ กูเองก็แค่จะมาทวงสัญญาที่เคยให้ไว้กับวาโย ว่าไงล่ะเมียรัก มึงยังจำได้ไหม ว่าถ้ามึงกลับมาหาไอ้อี้เผิงอีกมึงต้องชดใช้อะไรให้กูบ้าง”

วาโยหน้าซีดเผือดเมื่อใบหน้ายียวนกวนประสาทของโยธาเอี้ยวมาทางเขา ครั้นพอจะลุกขึ้นเพื่อเดินกลับไปทำตามสัญญาที่โดนถามถึง อี้เผิงก็เป็นฝ่ายยกแขนขึ้นเพื่อกันตัวเขาเอาไว้ก่อน

“คิดเหรอว่าเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วมึงจะมีปัญญาทำอะไรได้ ถ้ามึงแตะต้องลมแม้แต่ปลายเล็บละก็ กูจะตามฆ่าพวกตระกูลระยำของมึงให้หมดทุกตัว”          

“พูดมาได้ไม่อายปากเลยนะโว้ย คิดว่าหมาอย่างมึงทำได้ขนาดนั้นเลยหรือไงวะอี้เผิง ฮ่าๆ กูถามหน่อยเถอะ มาเฟียกากๆ ที่แค่อ้าปากก็เห็นไปถึงลิ้นไก่ จะเอาปัญญาที่ไหนไปปกป้องคุ้มครองคนรักวะ”

“หยุดนะครับคุณโยธา คุณต้องตาสว่างแล้วก็เลิกทำตัวบ้าๆ สักที ถ้าอยากได้ตำแหน่งหัวหน้าพรรคจันทร์ทรงกลดนักก็เอาไป คุณเองก็รู้ว่าแต่ไหนแต่ไรผมไม่เคยต้องการมันอยู่แล้ว”

“โทษทีว่ะปั้นสิบ มาพูดเอาตอนนี้มันก็สายเกินไปแล้วล่ะ เพราะตอนนี้สิ่งเดียวที่กูอยากได้ ก็คือการได้เห็นไอ้อี้เผิงล่มจมต่อหน้ากูเท่านั้น”

ปัง!

เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นหลังจากจบประโยคปฏิเสธของโยธา เสียงเพลงภายในงานแต่งงานที่เปิดเสียดังลั่นไม่สามารถกลบเกลื่อนชนวนเหตุระทึกขวัญลงได้ ผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต่างแตกตื่นพากันวิ่งวุ่นหาทางออก โชคดีที่ราชันย์และปั้นสิบสั่งให้ลูกน้องในงานเคลียร์ทางไว้ก่อนแล้ว คนที่มีความเสี่ยงว่าจะเจ็บตัวเลยไม่เพิ่มจำนวนไปมากกว่านี้

“หึ! มีของดีหรือไงกันวะ แต่นัดนั้นน่ะกูแค่ขู่นะ นัดนี้สิไม่พลาดแน่”

“แม่งยืนพล่ามอะไรอยู่ได้วะ มึงทำร้ายเพื่อนกู แล้วคิดว่ากูจะยืนดูเฉยๆ หรือไง ไอ้สวะ!

            ปัง! ปัง!

            เสียงปืนนัดที่สองดังออกมาจากปากกระบอกปลายปืนสองลำ ลำแรกเป็นปืนที่ถืออยู่ในมือของโยธา ส่วนอีกลำเป็นปืนที่เพิ่งถูกควักออกมาจากเสื้อสูทตัวในของราชันย์

“คุณราชันย์ นั่นคุณ...คุณถูกยิง”

            เพราะเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ปั้นสิบเลยรู้สึกได้ว่าเสียงของตัวเองสั่นตอนถลาเข้าไปช่วยพยุงร่างของราชันย์ไว้ ถึงแม้กระสุนจะถากเฉียดจุดสำคัญไปเพียงนิดเดียวและมีเลือดซึมออกมาไม่น้อย หากแต่มาเฟียที่ผ่านความเป็นความตายมานักต่อนักก็ยังเก่งที่สามารถประคองสติของตัวเองเอาไว้ได้ ราชันย์กระตุกยิ้มเย็นเยียบอย่างคนไม่เกรงกลัวต่อความตาย ก่อนจะกอดปั้นสิบตอบและเล็งปืนไปยังหมาลอบกัดที่ทำให้เขาต้องบาดเจ็บด้วยสายตาอาฆาตแค้น

            “หึ ไอ้เหี้ยนี่ใช่มั้ยที่ทำให้กูพลาดตำแหน่งหัวหน้าพรรค งั้นเชิญมึงสองตัวไปพลอดรักกันต่อในนรกเถอะ”

            “มึงสิที่ต้องไปนรก ไอ้ชาติชั่ว”

          ปัง!

            กระสุนแลกกันคนละนัดหากแต่ยังไม่มีใครได้รับบาดเจ็บนอกเสียจากราชันย์ เมื่อโยธาเห็นท่าไม่ดีเพราะไก่อ่อนอย่างอี้เผิงเริ่มสั่งการให้ลูกน้องอย่างหานตงและหานโจวเข้ามาร่วมสมทบ คนที่ไม่เลือกวิธีชนะอย่างโยธาจึงเอาตัวรอดด้วยการหันปลายกระบอกปืนไปยังอีกฝั่งฟากของคนที่เพิ่งลุกขึ้นยืนจากวีลแชร์เตรียมจะเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดอีกแรง โดยไม่สนใจว่า ณ จุดหมายใหม่ให้ปลิดชีพตรงนั้นจะมีอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ รอถือกำเนิดอยู่

            ปัง!

“ลม!!!

            เพียงหมาลอบกัดลงทุนเหนี่ยวไกอีกครั้ง เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายก็ยิ่งกลายเป็นอลหม่าน อี้เผิงถลึงตาโตเมื่อเห็นวาโยจับเสื้อคลุมท้องของตัวเองและแบมันออก ใจของเขากระตุกวูบเพราะตอนนี้ฝ่ามือขาวของอีกฝ่ายเปียกชุ่มไปด้วยหยดเลือดคาวคลุ้งสีแดงสดซึ่งยังคงไหลทะลักออกมาจากช่องท้องเรื่อยๆ เห็นดังนั้น แม้สมองจะไม่ทันสั่งการทว่าสองเท้าของอี้เผิงก็เร่งตรงเข้าไปโอบประคองร่างของคนที่อยู่ห่างเพียงไม่กี่คืบ 

            “ไอ้เหี้ยโยธา อย่าอยู่ไปให้รกโลกเลยมึง”

            ปัง!

            กระสุนปืนสาดใส่ตามหลังศัตรูตัวฉกาจโดยฝีมือของเพื่อนพระเอกอย่างราชันย์ หากแต่ไม่รู้ว่าโยธามีของดีอะไร มันถึงได้ทำตัวหายเข้ากลีบเมฆได้ราวกับไม่เคยปรากฏตัวที่นี่มาก่อน ทิ้งไว้เพียงแค่ร่องรอยของความโหดร้ายที่เป็นบาดแผลลึกให้คนสี่คนเท่านั้น

“ฮึกกก ลูก”

“ลม ลม...ทำใจดีๆ ไว้นะลม”

            “คุณอี้เผิง ช่วย...ช่วยลูกด้วย อย่าให้เขาเป็นอะไร”

            เสียงตะโกนเรียกชื่อและคำวิงวอนว่าห้ามหลับไม่สามารถยื้อหนังตาอันหนักอึ้งของวาโยเอาไว้ได้ อ้อมกอดของอี้เผิงนั้นยังคงอบอุ่นอยู่เสมอ หากแต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลย ที่วาโยจะรู้สึกว่ามันชวนหดหูและดูน่าหวาดกลัวเท่าครั้งนี้

            “ช่วย...ช่วยลูก รับปากกับผม”

            “ลม...”

            “เลือกน้องหนาว อึก ผมรัก...น้องหนาว รักลูก อึก ลูกต้องปลอดภัย”

            วาโยวิงวอนด้วยน้ำเสียงสั่นระริก เมื่อรู้สึกว่าตัวเองหน้ามืดจวนจะหลับลง จึงเปล่งคำขอร้องสุดท้ายต่ออี้เผิง ก่อนที่สติสัมปชัญญะที่สู้อุตส่าห์ประคองเอาไว้จะวูบดับไป...

 

            “ให้ลูกมีชีวิต ให้ลูกอยู่ต่อไป ฮึก รัก...รักลูก...”

 

 

 ๑๐๐%

#วาโยอี้เผิง

 

 

ความคิดเห็น