ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนจบ ริบบิ้นเหลือง

ชื่อตอน : ตอนจบ ริบบิ้นเหลือง

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ค. 2563 20:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนจบ ริบบิ้นเหลือง
แบบอักษร

....ริบบิ้นสีเหลือง....

เป็นเวลาเกือบ 3 ปี นับตั้งแต่ผมได้กลับมาบ้านเกิดอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของกายี ทุกวันนี้นอกจากภาษาไทยที่ผมยังต้องฝึกอีกมากแล้วก็แทบไม่มีเรื่องไหนที่ทำให้ผมลำบากใจแม้แต่น้อย

ครั้งแรกที่ผมเขียนอีเมล์ถึงแม่และแจ้งว่าจะเดินทางมาประเทศไทย แม่กับพี่ๆน้องๆรวมถึงญาติๆของแม่เดินทางมารับผมที่สนามบินกันเกือบหมด ทำให้ผมได้รู้ว่าครอบครัวของคนไทยนั้นอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ผมยังมีทั้งคุณตาคุณยาย คุณน้า ลูกพี่ลูกน้องอยู่อีกหลายคน และทุกคนก็ล้วนอยากทำความรู้จักกับผมด้วยกันทั้งนั้น

วินาทีที่ผมเข็ญกระเป๋าเดินทางออกมาจากด้านใน แม่ก็คว้าตัวผมเข้าไปกอดแล้วหอมแก้มไปมา จากนั้นผมก็ถูกเหวี่ยงใส่มือคุณยายและใครต่อใครอีกมากจนผมเวียนหัวไปหมด นับว่าเป็นการต้อนรับแบบค่อนข้างน่าตกใจอยู่ไม่น้อย

แล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า....พวกเขารู้ได้ยังไงว่าผมคือลูกหลานของเขา พอได้ถามจากพี่ชายคนโตที่ชื่อว่าพี่เบียร์ก็ได้ความว่า เพราะผมหน้าตาเหมือนกับฝาแฝดอีกคนราวกับแกะ แถมแฝดคนนั้นยังชื่อว่าแบมเหมือนกันอีก จนแม่พูดติดตลกว่า นี่อาจจะเป็นเพราะฝาแฝดมีใจสื่อถึงกันทำให้แม้จะอยู่ห่างกันหรือไม่เคยพบเจอหน้ากันก็ยังชอบอะไรคล้ายๆกัน ตอนนั้นผมได้แต่ยักไหล่เพราะคิดว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น

และเพราะทุกคนให้ความเป็นกันเองกับผมแบบนี้เอง ทำให้ผมที่เคยคิดว่ามันอาจจะกระอักกระอวลหากต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับพวกเขากลายเป็นว่าเบาใจไปได้เยอะ แม้ว่าผมจะยังพูดภาษาไทยไม่ได้มาก แต่พี่เบียร์พี่แบงค์และเบบี้น้องสาวพอจะพูดภาษาอังกฤษได้บ้างทำให้เราสื่อสารกันเข้าใจ

แม่เองก็พยายามสอนภาษาไทยให้ผมอย่างใจเย็น เธอเป็นผู้หญิงวัยกลางคนตัวเล็กรูปร่างอวบ แต่กลับเป็นคนอบอุ่นที่สุดในโลก ช่วงแรกๆผมถึงได้ติดแม่มาก เวลาแม่เดินไปไหนทีผมก็จะเดินตามไปด้วยทุกที่จนถูกพี่ๆล้อว่าเป็นเด็กวัยกลับ หาว่าผมกลับไปเป็นเด็กติดแม่อีกครั้งเหมือนชดเชยเวลาที่ห่างกันไปนาน

และเพราะผมคอยแต่เดินตามแม่ตลอดทำให้ผมได้เข้า ‘วัด’ กับแม่และคุณยายบ่อยๆ วัดคือสถานที่ที่คล้ายๆโบสถ์ของศาสนาคริสต์ มีพระที่เหมือนบาทหลวงที่คอยสอนศาสนา แต่กลับไม่มีห้องสารภาพบาปหรืออะไรเทือกนั้น กิจกรรมในวัดส่วนใหญ่ก็จะเป็นการทำบุญและฟังธรรม ซึ่งในช่วงแรกๆผมไม่เข้าใจความหมายหรือบทสวดของพุทธศาสนาแม้แต่น้อย รู้เพียงแต่ว่าภายในวัดร่มเย็น ฟังเสียดสวดผสมกับเสียงกระดิ่งที่ห้อยระย้าอยู่ข้างโบสถ์กังวานจนทำให้ผมง่วงนอนทุกครั้ง

จนกระทั่งช่วงหลังๆพอเรียนภาษาไทยเข้าใจบ้างแม่ก็จะคอยกลับมาอธิบายให้ผมฟังว่าหลักพุทธศาสนามุ่งเน้นการพ้นทุกข์

“แล้วทุกข์เกิดจากอะไรล่ะม๊า?” ผมเอียงคอถามแม่ที่นั่งอยู่ข้างๆ หลังจากทำบุญตักบาตรในเช้าวันนี้จบแม่ก็พาผมเดินลงมาที่ท่าน้ำริมคลองภายในวัด โปรยข้าวสุกที่เหลือติดก้นขันให้ปลา ซึ่งชาวพุทธเรียกว่าการให้ทาน

“ทุกข์ก็เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความอยากได้ใคร่มี ทุกข์เพราะยึดติด ทุกข์เพราะความรัก” แม่อธิบายให้ผมฟังอย่างใจเย็น

“ทำไมความรักถึงเป็นทุกข์ล่ะม๊า?”

“เพราะรักเป็นเพียงเหยื่อล่อให้คนวนเวียนอยู่ในมหาสมุทรแห่งทุกข์ พบทุกข์เสีย 99 ส่วน จึงพบสุขล่อใจสัก 1 ส่วน ยิ่งรักมากก็ทุกข์มาก ทุกข์กับการแบกรับความลำบากทั้งกายใจ ความหวาดระแวง ความคับแค้น ความคร่ำครวญ ความไม่ได้อย่างใจ การคาดหวังและความจำพรากจากสิ่งที่รัก” แม่ทอดสายตามองออกไปยังที่ไกลแสงไกลของคุ้งน้ำ นอกจากเรื่องที่แม่พูดจะสะกิดใจผมแล้ว คงสะกิดใจของแม่เองเช่นกัน เพราะช่วงเวลาที่แม่เสียพ่อไปคงจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของแม่แน่ๆ

“ข้อหลังนี่แหละสาหัสที่สุด...โหดร้ายที่สุด เพราะไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย สุดท้ายก็ต้องจากกัน” แม่เบือนหน้าหันกลับมามองผมแล้วกอดไว้

“พุทธศาสนาสอนเรื่องสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อเรื่องชาติภพว่าที่มนุษย์เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดก็จมอยู่ในห้วงทุกข์ก็เพราะกรรมเก่า ดังนั้นพุทธศาสนาจึงสอนให้เห็นถึงกฎแห่งกรรม คือการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สอนให้เดินทางสายกลาง ให้รู้จักโอนอ่อนผ่อนตาม ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป นอกจากนี้หลักธรรมยังสอนให้เราเข้าใจชีวิตและรู้จักปล่อยวาง ว่าพบก็เพื่อพรากจากก็เพื่อเจอ...สุขทุกข์ล้วนระคนกัน ไม่มีใครที่จะทุกข์ไปตลอดหรือสุขไม่ตลอดหรอกนะแบมแบม” แม่หันหน้ากลับมาคลี่ยิ้มแล้วลูบหัวผม

“แล้วตอนที่ป๊าจากม๊าไป ม๊าเป็นทุกข์หรือเปล่า?” แม่หลุบตาลงไปชั่วขณะก่อนจะเงยหน้าสบตากับผมด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข

“ทุกข์สิ! ก็ป๊าเป็นคนที่ม๊ารักมากที่สุดนี่นา แต่ถึงป๊าจะตายจากเราไปแล้วแต่ป๊าไม่เคยตายไปจากใจม๊าเลย ป๊ายังอยู่ในใจม๊าเสมอ” แม่มองผมแล้วใช้ปลายนิ้วเกี่ยวคางผมขึ้น

“แล้วป๊าก็ยังอยู่ในนี้...ในดวงตาของแบมแบม อยู่ในรอยยิ้มของเบบี้ อยู่ในนิสัยเจ้าระเบียบของพี่เบียร์ อยู่ในท่าเต้นแปลกๆของพี่แบงค์” แม่และผมหัวเราะไปพร้อมๆกันก่อนแม่จะจับความรู้สึกของผมได้ แม่วาดมือลงลูบหัวผมแล้วดึงผมไปกอดไหล่

“แบมแบมมีอะไรในใจบอกม๊าได้มั้ย? อะไรที่ทำให้ลูกของม๊าเป็นทุกข์ขนาดนี้?” ผมเงยหน้ามองแม่และนึกทึ่งในใจที่แม่จับความรู้สึกของผมได้ ดังนั้นจึงเล่าเรื่องของผมตั้งแต่ตอนอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าให้แม่ฟังจนถึงตอนที่พบกับกายีแล้วต้องจากกัน

ผมเองก็สงสัยว่าทำไม ถึงตอนนี้ผมก็ยังลืมเขาไม่ได้ แม้ว่ามันจะผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้วก็ตาม

“แบมแบมอยากพักดูมั้ย? ไปเที่ยว ไปพักผ่อนสมอง ไปเปิดหูเปิดตา ไปไหนก็ได้ที่แบมแบมอยากลองไปดู” แม่เอียงคอมองดูผมแล้วเลิ่กคิ้วเหมือนรอคำตอบจากผมอยู่ แต่ผมกลับนึกไม่ออกว่าตัวเองอยากไปที่ไหน อยากทำอะไรต่อจากนี้ เพราะทุกอย่างเท่าที่ผมนึกออกคือการมาพบกับแม่ พบกับครอบครัวของผมตามความต้องการของกายี โดยที่ผมลืมนึกถึงความต้องการของตัวเองไปซะสนิท

ใครๆก็เอาแต่บอกว่าผมสามารถกลับไปหาพวกเขาได้เสมอ พี่กับยูคยอมบอกให้ผมคิดซะว่าเกาหลีก็เป็นบ้านของผม คุณต้วนก็บอกว่าผมจะกลับไปอเมริกาได้ทุกเมื่อ เมืองไทยเองก็เป็นบ้านของผม แต่เอาเข้าจริงๆ ‘บ้าน’ ที่ผมจะกลับไปอยู่ได้กลับไม่มีอีกแล้ว

แล้วอยู่ๆผมก็นึกถึงคำพูดของกายีขึ้นมา

‘ที่เมืองจีนน่ะมีที่เที่ยวเยอะแยะไปหมดเลยนะ ทั้งปักกิ่งทั้งเซี่ยงไฮ้ มรดกโลกอย่างกำแพงเมืองจีนหรือพระราชวังต้องห้ามก็น่าไป ถึงคนจะเยอะหน่อยก็เถอะ แต่ถ้าจะไปจริงๆลองไปสวนอวี้หยวนหรือไปเที่ยวเขาหวงซานดูฉันว่านายน่าจะชอบ อันที่จริงแล้วนายชอบไปภูเขาหรือทะเลล่ะ? ถ้าเป็นทะเลนายต้องข้ามไปฝั่งฮ่องกงหรือไม่ก็เกาะเกาลูน ขึ้นวิตอเรียพีคไปดูวิวกลางคืนก็ดีเหมือนกัน’

ตอนนั้นกายีพูดจาหว่านล้อมผมก็เพื่อจะให้ผมไปอยู่กับท่านต้วนและคุณต้วน เขาถึงกับยกสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมาพูดล่อใจ ทำราวกับว่าผมเป็นเด็กที่ชอบเที่ยวเล่นไปทั่ว ทั้งที่จริงๆแล้วตอนนั้นผมกลับไปฝึกตนที่สำนักของท่านต้วนกลางป่าในอู่ไหล แทบจะไม่ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาในเมืองเลยด้วยซ้ำ ซึ่งพอคิดขึ้นมาแล้วก็ทำให้ผมอยากจะกลับไปเยี่ยมท่านต้วนกับอาห้าวและเพื่อนๆที่อู่ไหลขึ้นมา

“ม๊า! ผมมีที่ที่อยากจะไปอยู่”

“งั้นก็ดีสิ! แบมแบมอยากไปที่ไหนหรอ?” แม่เบิกตาแล้วตั้งใจฟังผมสาธยายว่าหลังจากนี้ผมอยากจะทำอะไรและไปที่ไหน

ผมวางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองจีน อยากไปเดินที่กำแพงเมืองจีน อยากแวะชมพระราชวังต้องห้ามที่กายีว่าคนยั้วเยี้ย อยากไปเกาะเกาลูน อยากชมวิวกลางคืนที่วิตอเรียพีค ยังมีอู่ไหลอีก หากไปที่นั่นผมคงต้องเตรียมอาหารแห้งและของกินไปเยอะๆ ต้องซื้อของฝากให้ท่านต้วนด้วย แล้วยังมีครอบครัวของพี่แทมมี่ที่อเมริกาอีก ป่านนี้ไคลลี่กับไลล่าจะโตแค่ไหนกันแล้ว ผมวางแผนการท่องเที่ยวไว้ในหัว เตรียมตัวซื้อข้าวของไปฝากคนโน้นคนนี้ โดยมีแม่คอยช่วยไปเดินเลือกซื้อข้าวของด้วยกัน แต่ก่อนอื่นผมคงต้องไปเกาหลีสักครั้ง หลายปีมานี้ผมติดต่อกับพวกพี่ทางโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมล์คุยกัน        อย่างน้อยๆก็ต้องไปเจอพี่กับยูคยอมอีกครั้งก่อนออกเดินทาง

เมื่อวางแผนได้ผมก็จัดตารางของตัวเองให้ตรงกับวันที่ต้องไปเป็นประธานเปิดประมูลของจากดารานักร้องของเกาหลีเพื่อการกุศลในโครงการ Save The Children องค์กรการกุศลที่กายีก่อตั้งโดยใช้ชื่อของผมเป็นประธาน ซึ่งตอนนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง แถมยังได้พ่อบุญธรรมของฝาแฝดผมมาช่วยโปรโมทให้ด้วย

ผมลาแม่กับพี่ๆน้องๆที่สนามบิน แล้วบินตรงมาลงสนามบินอินชอน ที่เกาหลีในเวลาเกือบ 3 ปี ยังแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ หลังจากลงจากเครื่องผมก็ติดต่อไปหาจูเนียร์ฮยองที่ตอนนี้ใช้ชื่อว่าจินยองและยังอาศัยอยู่กับสารวัตรอิมแจมบอม แต่พวกเขาย้ายมาอยู่คอนโดแถวอับกูจองเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงานและได้พื้นที่ใช้สอยเยอะขึ้นกว่าที่เดิม หลังจากคุยกันเรื่องสถานที่เรียบร้อย ผมก็จับแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังอับกูจอง

ขณะที่นั่งมองวิวสองข้างทาง บังเอิญว่ารถติดไฟแดงหน้าสี่แยกแห่งหนึ่ง ซึ่งข้างทางมีคนงานกำลังซ่อมถนนที่ด้านข้าง แม้ตรงนั้นจะมีที่กั้นเป็นรั้วสีเหลืองขาดดำ แต่สายตาผมก็ยังเหลือบไปเห็นคนคนหนึ่งที่ดูคุ้นตาจนต้องเพ่งมองให้ชัดๆว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไปจริงๆ ชายคนนั้นใส่ชุดของคนงานเก่าๆซอมซ่อ ใบหน้าและเนื้อตัวเบื้อนคราบเขม่าดำ เขาสวมหมวกและซ่อนใบหน้าไว้ภายใต้เงาของหมวกนั้น แต่ไม่อาจบดบังสายตาแน่วแน่ไปจากมโนสำนึกของผมได้ ชายคนนั้นสวมถุงมือคนงานเก่าๆแล้วเข็ญรถขนท่อเหล็กกองใหญ่มาแล้ววางไว้ข้างทางให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น

ผมเปิดประตูรถลงไปจากตัวรถพลางตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายท่ามกลางความตระหนกของคนขับรถแท็กซี่

กายี**!! หวังกายี!!**” ผมยกมือป้องปากตะโกน มองเห็นว่าอีกฝ่ายหันมาตามเสียงเรียก แต่พอเห็นหน้าผมเขากลับใช้มือดึงหมวกลงมาปิดบังใบหน้ามากกว่าเดิม แล้วรีบหันไปทำงานของตัวเองต่อ

เป็นหวังกายีจริงๆ***! เป็นเขาจริงๆ!***

ขณะที่ผมกำลังตะลึงพรึงเพริด เสียงของคนขับแท็กซี่ก็ดังขึ้น

คุณ**!! ทำอะไรน่ะ! รีบขึ้นรถเร็ว!**” เขาตบหลังคารถพลางเรียกผมให้ขึ้นรถเพราะไฟเขียวแล้วแต่รถยังจอดอยู่ที่เดิม แถมรถคันหลังที่จอดต่อเราอยู่ก็บีบแตรเร่ง พอผมหันไปขอเวลาเขาสักหน่อยแล้วหันกลับมาก็พบว่ากายีหายไปจากตรงนั้นแล้ว

สุดท้ายผมต้องถอดใจยอมขึ้นรถกลับทั้งที่ยังคาใจอยู่ และแม้ว่าจะถึงคอนโดของพี่แล้วแต่ผมก็ยังเอาแต่คิดถึงเรื่องที่ผมเห็นกายี ยังไงผมก็ยืนยันว่าตัวเองตาไม่ได้ฝาดไปแน่ๆ แล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ที่เกาหลีได้?

เขายังไม่ตายจริงๆหรือว่าเป็นเพียงความฝังใจของผมกันแน่?

“แบมแบมอา~” จินยองฮยองเขย่าไหล่ผมเมื่อเห็นผมนิ่งไป

“ไม่อร่อยหรอ?” พี่อมตะเกียบตัวเองแล้วจ้องหน้าผมอย่างกังวล

“เปล่า! อร่อยดี” ผมพูดพลางหยิบเนื้อที่อยู่ในชามตัวเองมากิน

ผมมาถึงเกาหลีก็เย็นมากแล้ว พอถึงคอนโดของพี่ พี่ก็ช่วยจัดห้องนอนไว้ให้ผม แถมคืนนี้ยังตั้งเตาทำเนื้อย่างกินกันด้วย

“แล้วนี่เมื่อไหร่คยอมถึงจะมาสักทีล่ะเนี่ย?” ผมเปลี่ยนเรื่องคุย

“เห็นว่าเยรินไม่ค่อยสบาย เลยจะพาเยรินไปตรวจที่โรงพยาบาลก่อนค่อยมากันน่ะ” ผมพยักหน้ารับแล้วคีบเนื้อเข้าปากยังไม่ทันจะเคี้ยวหมดเสียงกริ่งที่ประตูก็ดัง

ยูคยอมเดินพยุงเยรินเข้ามาเข้ามาด้วยสีหน้าเบิกบาน ก่อนจะประกาศต่อหน้าทุกคนว่าวันนี้เขาพาเยรินไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้วพบว่าเยรินกำลังตั้งท้องได้ 2 เดือนกว่า แม้พวกเราจะประหลาดใจแต่ก็แสดงความยินดีกับยูคยอมและเยริน คืนนั้นพวกเราคุยกันว่าเราจะต้องเริ่มจัดงานแต่งงานให้ยูคยอมให้เป็นเรื่องเป็นราวซะที จินยองฮยองถูกขอให้เป็นเถ้าแก่เข้าไปสู่ขอเยรินกับพ่อแม่ของเยรินในเร็วๆนี้ ส่วนผมรับหน้าที่เรื่องจัดตกแต่งสถานที่งานแต่ง ผมนั่งดื่มพลางมองดูพี่ๆน้องๆพูดคุยเฮฮาเสียงดังลั่นแล้วเดินหลบออกมายืนรับลมที่ระเบียงด้านนอกคอนโด ครู่ต่อมาพี่จึงเดินตามผมออกมา

“เป็นอะไรหรอเรา? พี่เห็นนายเอาแต่เงียบไม่ยอมคุยด้วยเลย” จินยองฮยองตบไหล่ผมเบาๆแล้วเอนหลังพิงขอบระเบียง

“เมื่อตอนขามาคอนโดพี่ผมเห็นกายี” พี่นิ่งไปชั่วขณะแล้วหันหน้ากลับมามองผม สายตาของพี่ดูออกแทบจะทันทีว่ามีอะไรในใจ พี่จึงเรียกยูคยอมที่เดินมาพอดี

“ยูคยอมอา” ผมหันกลับไปที่ประตูระเบียง ยูคยอมเดินออกมาแล้วงับบานเลื่อนปิดไว้ราวกับจะกั้นเสียงจากภายนอกไม่ให้เข้าไปด้านใน

“พวกพี่มีเรื่องปิดบังผมอยู่ใช่มั้ย?” ผมมองหน้าพี่ทีหน้ายูคยอมที พวกเขาทั้งคู่เอาแต่หลบตาผม

เป็นเขาจริงๆสินะ**!!**” ผมรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้า ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมกำลังทำหน้ายังไงอยู่ ในความรู้สึกของผมตอนนี้มันปนเปไปด้วยความสับสน โกรธ โมโห และดีใจมั่วไปหมด

ช่วงเวลาเกือบ 3 ปีที่ผมคิดว่ากายีจากผมไปแล้ว จากโลกนี้ไปแล้ว กลับเพิ่งมาพบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่กลับไม่ยอมกลับมาหาผม

“เรื่องนี้เราตั้งใจจะบอกพี่ตลอด แต่เป็นเขาที่ไม่ยอมให้บอก เขาต้องการให้พี่มีชีวิตของตัวเอง....หวังเจียเอ๋อร์คนนั้นคิดว่าตัวเองผิดที่ลากพี่เข้ามา เขาพยายามจะคืนทุกอย่างให้กับพี่” ผมเซลงไปนั่งบนไม้นั่งตัวเล็กๆที่อยู่มุมด้านซ้ายแล้วฟังยูคยอมอธิบาย

“ที่นายเห็นคงเป็นเขาจริงๆ แต่ตอนนี้เขายังไม่ได้รับอิสระให้ออกมาพบนาย”

“ทำไม?” ผมเงยหน้ามองพี่

จากนั้นทั้งสองคนก็ช่วยพลัดกันเล่าเรื่องหลังจากที่กายีตกทะเลไปจนกระทั่งถูกช่วยไว้และถูกนำตัวกลับมารับโทษในเกาหลี จนถึงตอนนี้ยังเหลือเวลาอีก 8 เดือนก่อนที่กายีจะพ้นโทษออกมา ตอนที่ผมเห็นนั้นคงเป็นตอนที่กายีกำลังบำเพ็ญประโยชน์ก่อนพ้นโทษนั่นเอง

สิ่งที่ผมคิดหลังจากนั้นก็คือ...หลังจากกายีพ้นโทษออกมาเขาจะไปอยู่ที่ไหน? ตัวผมเองตอนนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง แม้เงินทองชื่อเสียงที่ได้มาแต่เดิมล้วนเป็นของที่กายีทิ้งไว้ให้เกือบทั้งหมด ผมมีที่ดิน มีอสังหาริมทรัพย์อยู่หลายแห่ง ผมอยู่ได้ทั้งที่ไทย ที่เกาหลีและอเมริกา แต่กลับหา ‘บ้าน’ ให้กายีกลับมาไม่ได้

มันถึงเวลาแล้วที่ผมจะมีบ้านไว้รอให้กายีกลับ

“พี่แน่ใจแล้วหรอว่าจะปักหลักอยู่ที่หังโจวจริงๆ ที่หังโจวมีอะไรดี?” ยูคยอมก็ถามผมขณะที่ผมกำลังจัดปกเสื้อและติดดอกไม้ช่อเล็กๆที่อกข้างซ้ายให้ยูคยอม

อันที่จริงแล้วผมรู้จักเมืองจีนน้อยมาก ยิ่งหังโจวผมแทบไม่รู้จักด้วยซ้ำ แต่กายีเคยพูดไว้ประโยคหนึ่งว่า

‘ช่วงชีวิตบั้นปลายในใจของฉันขอแค่มีชาสักถ้วย สุนัขสองสามตัวกับจูงมือเมียเฒ่าเดินเล่นรอบทะเลสาบซีหูคงจะดีไม่น้อย’

ที่ทะเลสาบซีหูนี้ยังมีนิทานปรัมปราเรื่องนางพญางูขาวซึ่งเหมือนกับชื่อผมด้วย และหากผมอยากทำความฝันกายีให้เป็นจริง มีแต่ต้องปลูกบ้านอยู่ในหังโจวเท่านั้น

“พี่คอยหมอนั่นตั้งสามปี สามปีที่พี่ต้องอยู่คนเดียวมาตลอด พี่ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?” ผมหันไปมองหน้ายูคยอม

“ถ้านายรักและผูกพันกับใครสักคน นายจะไม่ปล่อยให้ตัวเองมองหาคนที่ดีกว่าและไม่มีทางที่นายจะเลิกพยายามหรอก เพราะเมื่อได้เจอใครสักคนที่ใช่ นายไม่มีมีทางยอมแพ้” ผมตบอกเสื้อยูคยอมแล้วถอยออกมายืนมองดูเขาในสุดสูทสีเทา

“ไม่นึกว่าจะได้เห็นนายมีวันนี้กับเขา”

งานแต่งของยูคยอมถูกจัดขึ้นก่อนที่ผมจะย้ายไปอยู่ฮ่องกง หลังจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมต้องสะสาง อันดับแรกคือเรื่องของยูคยอม

“ไปเถอะ....ได้เวลาแล้ว” ผมเดินกอดคอยูคยอมออกมาด้านนอก

งานแต่งของยูคยอมจัดกันที่โบสถ์แบบเงียบๆ มีเพียงครอบครัวของทั้งฝ่าย ญาติผู้ใหญ่ของฝั่งเจ้าสาวและเพื่อนๆคนสนิทของทั้งคู่ ส่วนตอนเย็นเป็นปาร์ตี้เล็กๆที่จัดในโรงแรมเพื่อฉลองงานแต่งให้แก่บ่าวสาวทั้งสอง

หลังงานแต่งผ่านพ้นก็เป็นช่วงเวลาของผมที่ต้องบอกลาทุกคน หลังออกจากเกาหลีผมใช้เงินก้อนหนึ่งในการซื้อบ้านหลังเล็กๆแถบชานเมืองในฮ่องกง ปลูกต้นโอ๊คต้นใหญ่ไว้หน้าบ้าน

1 สัปดาห์ต่อมาผมก็ได้รับจดหมายของกายีที่เขียนส่งถึงผมเป็นฉบับแรกหลังจากที่เขาหายตัวไปนานถึง 3 ปี เนื้อความในจดหมายกล่าวขอโทษที่เขาปิดบังเรื่องที่ยังมีชีวิตอยู่กับผม หากบอกว่าผมไม่โกรธเขาเลยก็ดูจะฟังเกินจริงไปนิด ผมแค่รู้สึกผิดหวังที่เขาไม่คิดปรึกษาผมในเรื่องนั้นมากกว่า แต่การที่เขาทำผิดกฎหมายและยอมรับผลที่จะเกิดแม้จะหมายถึงต้องติดคุกนั่นทำให้ผมนับถือเขา

กายีเขียนจดหมายห้อยท้ายข้อความไว้ว่าเขาใกล้จะพ้นโทษออกมาแล้ว เขารู้ว่าระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมานี้ผมต้องอยู่มาด้วยความรู้สึกแบบไหน สิ่งเดียวที่เขาต้องการจะรู้คือ ความรู้สึกของผมยังเหมือนเดิมอยู่หรือไม่ หากผมยังต้องการเขาอยู่ เขาขอให้ผมผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้ที่หน้าบ้าน หากเขาผ่านมาแล้วไม่เห็นริบบิ้น เขาก็จะผ่านไปและไม่กลับเข้ามาในชีวิตผมอีก

ผมอ่านจดหมายจบก็ทอดสายตามองออกไปข้างนอก แม้แต่ตอนนี้กายีก็ไม่เคยเชื่อใจผมเลยสักครั้ง เขาอยู่และเติบโตมาบนโลกที่มีแต่หลอกลวงและปราศจากความเชื่อใจ เขาจึงมักจะทดสอบคนที่เขารักแบบนี้เสมอ...ผมควรแก้ไขนิสัยนี้ของกายียังไงดี

เสียงออดดังขึ้นขณะที่ชายหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่เขาสวมวันที่ถูกควบคุมตัวไว้เสร็จพอดี พัศดีเดินมาไขกุญแจมือเขาแล้วเดินนำไปด้านนอกเพื่อรับของ

ที่หน้าห้องรับของ กายีเซ็นเอกสารตรงหน้าเสร็จ เจ้าหน้าที่ด้านในก็เดินเข้าไปหยิบตะกร้ามาวางไว้ตรงหน้าเขา บนตะกร้ามีของใช้ที่ถูกยึดไปตอนที่ถูกควบคุมตัว ทั้งกระเป๋าเงิน บัตรต่างๆและนาฬิกาข้อมืออยู่ในนั้น เมื่อตรวจรับของเสร็จกายีก็ถูกพาตัวเข้าไปนั่งอบรมในห้องของทัณฑสถานร่วมกับคนอื่นๆอีก 9 คน ที่ออกจากคุกพร้อมๆกับเขาในวันนี้ หลังจากอบรมเสร็จก็เป็นเวลาบ่ายโมงพอดี คนบางส่วนที่มีญาติมารอรับด้านหน้า บางคนที่ไม่มีญาติมาก็เดินกลับกันเองพร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ที่ติดตัวมา

กายีเดินออกไปยืนนอกรั้วเหล็กท่ามกลางแสงตะวันเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี วันนี้เขาเป็นอิสระแล้วก็จริง แต่กลับไม่รู้สึกว่าตัวเองได้รับอิสรภาพจริงๆเลยแม้แต่น้อย เขายังคงถูกจองจำไว้ในกรงเหล็กซึ่งมีเสี่ยวซือถือกุญแจยืนอยู่อีกฝั่ง เขาทำผิดต่อเสี่ยวซือมามากและรู้ดีว่าการขอให้เสี่ยวซืออภัยเป็นเรื่องยาก เขาละทิ้งเสี่ยวซือก็เพื่อมอบอนาคตที่ดีให้กับเสี่ยวซือก็จริง แต่เขาไม่เคยถามความยินยอมหรือสมัครใจของเสี่ยวซือเลยสักครั้ง หากเสี่ยวซือจะโกรธจะเกลียดเขาและไม่รอเขาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขายอมรับได้ แต่เขาจะทนได้หรอ ทนเห็นคนที่รักไปกับคนอื่นได้จริงๆหรอ

กายีพรูลมหายใจออกมาช้าๆแล้วมองเห็นชายสองคนเดินตรงมายังเขา ชายสองคนนั้นคือพี่ชายและน้องชายของเสี่ยวซือ เขาก้มหัวทักทายทั้งสองคนอย่างสุภาพ

“นี่แผนที่บ้านของแบมแบม” จินยองส่งกระดาษที่วาดแผนที่ให้อีกฝ่าย

“หังโจว?” ชายหนุ่มเลิ่กคิ้ว คล้ายกับว่าเขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเสี่ยวซือจะตัดสินใจอยู่ที่เมืองจีน บ้านที่เสี่ยวซือจะกลับไปได้มีทั้งเกาหลี อเมริกา และไทย แต่เสี่ยวซือ กลับเลือกหังโจว...เพราะอะไร?

“เราเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพี่ถึงได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบนั้น ภาษาพี่ก็ใช่ว่าจะดี” ยูคยอมบ่นกระปอดกระแปด

“คุณรีบไปเถอะ เราจองตั๋วเครื่องบินไว้ให้คุณแล้ว กว่าจะถึงก็คงค่ำๆ” จินยองส่งตั๋วเครื่องบินให้อีกฝ่ายแล้วเร่งให้ชายหนุ่มรีบออกเดินทาง

“ผมไม่รู้จะขอบคุณพวกคุณยังไงดี” กายีรับเอกสารมาถือไว้

“สบายใจเถอะ ที่เราทำนี่ก็ไม่ได้ทำเพื่อนาย แต่เพื่อพี่น้องของเรา” ยูคยอมตั้งท่าไม่ลดราวาศอกกับอีกฝ่าย

“แค่อย่าทิ้งน้องชายเราอีกก็พอ” คราวนี้แม้แต่จินยองเองก็เหมือนจะแผ่รังสีน่ากลัวออกมาด้วย

“ผมสัญญา! ผมจะดูแลเขาเป็นอย่างดี” จินยองพยักหน้าแล้วเร่งให้กายีออกเดินทาง

กายีใช้เวลาสองชั่วโมงในการเดินทางจากเกาหลีไปลงที่สนามบินที่หังโจว แม้จะมีอาหารบนเครื่องแต่ลิ้นเขากลับไม่รู้รสมากนัก หลังจากลงเครื่องเขาก็นั่งรถประจำทางต่อเพื่อไปลงที่เพนท์เฮาส์สุดหรูในเมืองตามที่อยู่ที่ได้มา กายีนั่งไม่ติดที่คอยแต่จะมองออกไปนอกกระจก พยายามมองหาริบบิ้นสีเหลือง พอไม่เห็นก็จะหันไปถามกับคนขับรถว่าใกล้ถึงเพนท์เฮาส์ที่ว่าหรือยัง ยิ่งเมื่อถามบ่อยๆเข้าคนรอบข้างก็พลอยสนใจไปด้วย อย่างเช่นคุณยายที่นั่งข้างๆ หรือจะเป็นคู่หนุ่มสาวที่อยู่ด้านหลัง คุณป้าที่ถือของมาเต็มมือที่นั่งอยู่เยื้องๆกัน

“นั่งลงไปก่อนเถอะคุณ! อย่าก่อกวนคนอื่นเค้านักเลย!” คนขับรถพยายามพูดกับเขาอย่างข่มอารมณ์ที่สุดแล้ว

“ผมขอโทษถ้ารบกวนพวกคุณ แต่ผมเองก็เครียดจนจะบ้าตายอยู่แล้ว วันนี้ผมเพิ่งออกจากคุก ผมติดอยู่ 3 ปี ในต่างประเทศ! และวันนี้ผมเพิ่งจะกลับบ้าน...บ้านซึ่งผมไม่รู้เลยว่ามันยังเป็นของผมอยู่หรือเปล่า” กายีทิ้งตัวลงบนเบาะ เสียงถอนหายใจของเขาทำเอาใครหลายๆคนเริ่มสนใจมอง

“ผมขอให้เขาผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้ที่หน้าบ้าน หากว่าเขายังรักและให้อภัยคนเลวๆอย่างผมที่ทิ้งเขาไว้คนเดียวถึง 3 ปี ในทางกลับกันหากผมผ่านมาแล้วไม่เห็นริบบิ้น ผมก็จะเข้าใจและไม่กลับเข้าไปในชีวิตเขาอีก”

“เพนท์เฮาส์ที่อยู่ริมถนนเลขที่เท่าไหร่นะพ่อหนุ่ม?” คุณยายที่นั่งมาข้างๆหันมาถามเขาอย่างอ่อนโยน กายีหยิบกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆที่ได้มาจากพี่ชายเสี่ยวซือที่ตอนนี้ถูกขยำจนยับยู่ไปหมด

“เลขที่25/97ครับ” กายีดูกระดาษแล้วตอบหญิงชรา

“ถ้าเลขที่นั้นก็ใกล้ถึงแล้วน่ะสิ....อยู่ซ้ายมือนี่ใช่มั้ย?” คู่รักหนุ่มสาวย้ายที่นั่งจากด้านหลังขึ้นมานั่งข้างหน้าด้านซ้ายมือแล้วเอี้ยวคอมองทางให้

“ถ้างั้นผมจะขับชิดเลนซ้ายให้แล้วกัน คอยมองกันดีๆล่ะ” แม้แต่คนขับรถเองก็ตบเข้าไหล่ทางแล้วค่อยๆเคลื่อนรถไปอย่างช้าๆ

กายีหลับตาปี๋ วินาทีที่เข้าใกล้บ้านเขายิ่งไม่กล้ามองข้างทาง เขาก้มหน้าซุกตัวลงไปด้านล่าง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง หลังผ่านช่วงเวลาระทึก รถประจำทางก็เคลื่อนมาถึงเขตพิพากษา ทันใดนั้นเองเสียงของใครคนหนึ่งในรถก็ร้องขึ้น

“ใช่นั่นหรือเปล่า?”

นั่นริบบิ้นนี่**!!**” เสียงร้องด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นอีกเสียงก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงเฮดังลั่นรถ

“พ่อหนุ่มดูนั่นสิ**! ริบบิ้นสีเหลืองของพ่อหนุ่มไง!****”**

ตอนที่คุณยายที่นั่งมาข้างๆเขย่าตัวเขาอย่างแรงกายีก็ยังไม่เชื่อนัก เพราะกว่าเขาจะรับกระเป๋าแล้วออกจากสนามบินมาต่อรถประจำทางได้ฟ้าก็เริ่มโรยตัวแล้ว ความมืดปกคลุมจนแทบจะมองไม่เห็น แล้วทำไมคนทั้งคันรถถึงได้มั่นใจว่า....

“แฟนพ่อหนุ่มคงจะกลัวมองไม่เห็น อุตส่าห์ผูกริบบิ้นเหลืองซะเต็มต้นไม้นั่นเลย”

หญิงชราชี้ปลายนิ้วไปที่กระจกรถประจำทาง กายีพุ่งปราดไปเกาะกระจกรถก่อนจะคว้ากระเป๋าของตัวเองวิ่งไปที่ประตูทางลง

กายีก้าวลงจากรถช้าๆ เขากอดกระเป๋าเสื้อผ้าตัวเองไว้กับอกแล้วเงยหน้ามองต้นไม้อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะตรงนั้นมีต้นไม้แก่ๆต้นหนึ่งที่มีแต่กิ่งก้านปราศจากใบ แต่กลับมีริบบิ้นสีเหลืองนับร้อยทอประกายเหลืองอร่ามต้อนรับสายตาอยู่ คำตอบที่หนักแน่นออกมาจากหัวใจของเสี่ยวซือ ใส่ลงไปในทุกเส้นสายของริบบิ้น ริบบิ้นทุกๆเส้นที่ถูกผูกกับกิ่งก้านแห้งๆของต้นไม้แต่เปี่ยมไปด้วยความรักและซื่อสัตย์ทั้งหมดของเสี่ยวซือ

“โชคดีนะพ่อหนุ่ม!”

“เขาให้อภัยแล้วก็รีบๆกลับตัวเป็นคนดีนะพี่ชาย!”

“สู้ๆนะ!” เสียงโห่เฮดังมาจากรถประจำทาง กายีรีบหันไปก้มหัวขอบคุณคนบนรถที่ส่งเสียงเชียร์ รอบข้างเริ่มมีคนมุมดูและเริ่มถ่ายคลิปของเขา บ้างก็เอาโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายรูป(ต้นริบบิ้น)

ใครจะเชื่อว่าใจกลางเมืองหลวงของหังโจวที่มีแต่ตึกสูงๆจะยังมีต้นไม้ที่เต็มไปด้วยริบบิ้นสีเหลืองผูกอยู่

กายีเก็บงำความดีใจลิงโลดของตัวเองไว้ จากนั้นก็หิ้วกระเป๋าเดินเข้าไปในตึก หลังจากติดต่อกับพนักงานที่เฝ้าอยู่ด้านล่างเรียบร้อย เขาก็ได้รับคีย์การ์ดมาหนึ่งใบ ห้องของเสี่ยวซืออยู่บนชั้น 7 ของเพนท์เฮาส์ ห้องด้านในแต่ละห้องล้วนตกแต่งอย่างหรูหราน่าอยู่ เดินเข้ามาด้านซ้ายเป็นบาร์เล็กๆ ด้านในสุดของห้องติดกระจกใสบานใหญ่ จากชั้น 7 สามารถมองเห็นวิวกลางคืน มันทำให้เขานึกถึงห้องในโรงแรมแถวคังนัมที่เขาเคยอาศัยอยู่กับเสี่ยวซือในระยะเวลาสั้น ราวกับว่าการตกแต่งภายในนั้นยกมาจากห้องนั้นเลยทีเดียว

“....เสี่ยวซือ....” กายีวางกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเองลงบนโซฟา จากนั้นก็เดินมองหาเสี่ยวซือจากทุกห้อง ทั้งห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือแม้แต่ห้องน้ำ กลับไม่พบแม้แต่เงาของเสี่ยวซือ ทั้งๆที่เขาคิดว่าพอมาถึงจะขอกอดเสี่ยวซือให้หายคิดถึงเสียหน่อย

กายีเดินเข้าไปในครัว มองเห็นถาดไม้ที่ใส่กาน้ำชาดินเผาและถ้วยชาที่มีน้ำชาสีเข้มส่งควันกรุ่นอยู่ เขาก้มลงหยิบถ้วยชาที่ยังร้อนขึ้นมาจรดจมูกสูดกลิ่นหอมของชาก่อนจะจิบผ่านลำคอ

รสชาติเข้มข้นและกลิ่นแรงของชาเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของชาผู่เอ๋อร์ ว่ากันว่าชาผู่เอ๋อร์มีชื่อเสียงและมาแรงมากในปัจจุบันเนื่องจากกรรมวิธีในการทำชาผู่เอ๋อร์นั้นมีวิธีการซับซ้อนทั้งต้องนำใบชามาตากแห้งและผ่านการบ่มให้ได้เวลาเหมาะทั้งยังต้องชงชาผ่านชุดชงชาโบราณที่ปั้นด้วยดินเผาที่ทนความร้อน ถึงขนาดเปรียบกันว่าเป็นชาที่มีราคาแพงกว่าทองคำเลยทีเดียว ขณะที่กายีกำลังละเลียดลิ้มรสชาติแห่งความสุขอยู่นั้นก็ผลันเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตเล็กๆที่ใช้ถาดชงชาทับไว้ออกมาอ่าน บนกระดาษเขียนด้วยลายมือหวัดๆของเสี่ยวซือความว่า....

ถึงกายี

จำได้มั้ยครั้งหนึ่งคุณเคยพูดว่า ‘ช่วงชีวิตบั้นปลายในใจของคุณขอแค่มีชาสักถ้วย สุนัขสองสามตัวกับจูงมือเมียเฒ่าเดินเล่นรอบทะเลสาบซีหูคงจะดีไม่น้อย’ ผมนั่งคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอดระยะเวลา 3 ปี

3 ปีที่ผมอยู่มาอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะคิดว่าคุณได้จากผมไปตลอดกาล ทันทีที่ได้รู้ว่าคุณยังมีชีวิตอยู่ผมก็นึกถึงคำพูดนี้ของคุณขึ้นมา กลัวว่าคุณจะไม่มีที่ให้กลับถึงได้ซื้อบ้านหลังนี้ที่ติดกับทะเลสาบซีหูไว้รอคุณ

แต่กายี....ขณะที่ผมชงชาถ้วยนี้และนั่งรอคุณ ผมกลับคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมผมถึงได้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ผมผูกติดอยู่กับชีวิตของคุณเกินไปจนลืมว่าแท้จริงแล้วชีวิตของผมต้องการอะไรกันแน่ เป็นครั้งแรกที่ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าการที่ผมอยู่กับคุณทำให้ผมสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองแต่เดิมไป

ความรักที่ยิมยอมรอคอยด้วยความซื่อสัตย์ยังมีอยู่จริง เพียงแต่ว่า...ผมทรมานกับการรอคอยมานานมากจริงๆ มากจนผมไม่อาจจะทนรับความทรมานนี้ได้อีกต่อไปแม้แต่เพียงวินาทีเดียว ผมจึงตัดสินใจจะเริ่มออกเดินทาง

หวังกายีคุณถามผมมาในจดหมายว่าผมยังต้องการคุณอยู่หรือเปล่า คุณคงจะเห็นคำตอบของผมที่หน้าบ้านแล้ว แล้วคุณล่ะยังต้องการผมอยู่หรือเปล่า? หากคุณยังต้องการผมก็ดื่มชานั่นซะแล้วออกตามหาผม หากคุณยังหวังจะได้จูงมือเมียเฒ่าเดินเล่นรอบทะเลสาบซีหูอยู่

แต่ถ้าหากไม่...คุณก็แค่ขยำจดหมายฉบับนี้ทิ้งซะแล้วเริ่มต้นใหม่กับใครสักคน สมบัติของคุณที่ผมรับฝากไว้ผมให้เป็นหน้าที่ของทนายจะช่วยสะสางให้ผมเขียนเบอร์ติดต่อของเขาพร้อมกับเงินสดของคุณไว้มี่โต๊ะข้างเตียงนอน

งูน้อยของคุณ

ทันทีที่กายีอ่านจดหมายจบ สิ่งแรกที่เขาทำคือวิ่งไปที่โต๊ะข้างเตียงนอนชั้นบน กวาดเอาเงินสดแล้ววิ่งไปที่ห้างที่ใกล้ที่สุดเพื่อซื้อมือถือติดต่อไปยังพี่ๆน้องๆของเสี่ยวซือ ซึ่งพอเขาเล่าเรื่องที่อยู่ๆเสี่ยวซือก็หายตัวไป ดูเหมือนพวกเขาจะไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน

“คุณคิดไม่ออกหรอว่ามีที่ไหนที่แบมแบมจะไปได้บ้าง?” จินยองถามกลับมา

“ไม่ใช่ว่าหนีกลับเมืองไทยไปแล้วหรอกนะ? จะว่าไปก็สมควรอยู่หรอกนะเพราะว่าคุณทิ้งพี่เอาไว้ตั้ง 3 ปี” เสียงของยูคยอมแทรกกลับมาเนื่องจากพวกเขาใช้ประชุมสาย ทำให้สามารถคุยได้พร้อมๆกันหลายคนจากต่างที่

“ที่เมืองไทย...หมายถึงที่บ้านเกิดของเสี่ยวซืองั้นหรอ?” กายีถาม

“แต่ผมว่าไม่น่าจะใช่นะ เพราะแบมแบมเพิ่งบินมาจากไทย เอ๊ะ!แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน คุณยังพอจำที่อยู่ของแบมแบมได้หรือเปล่าล่ะ? เพราะพวกเราสองคนยังไม่เคยไปพบครอบครัวของแบมแบมที่โน่นเลยสักครั้ง” จินยองตอบ

“พี่ก็พูดแปลกๆ ให้หมอนี่ไปพบแม่ของพี่ได้ยังไงกัน? แล้วจะไปบอกกับแม่เขาว่ายังไงที่ตัวเองทำลูกชายเขาหายไปทั้งคน” ยูคยอมพูดออกมาทำเอาปลายสายทั้งสองฝั่งเงียบไปชั่วขณะ

“งั้นทำไมพวกเราไม่ลองไปกันดูสักครั้ง ไปกันทั้งสามคนเลย” กายีเสนอความคิด

“ห๊ะ!!”

กายีลงทุนเดินทางจากเมืองจีนไปเกาหลีเพื่ออ้อนวอนขอให้คุณจินยองกับยูคยอมเดินทางไปเมืองไทยด้วยกัน หลังจากทนอ้อนวอนอยู่ 2 สัปดาห์เต็ม สุดท้ายพวกเขาสามคนก็พ่วงสารวัตรอิมอีกคนเดินทางไปเมืองไทยเพื่อพบแม่แท้ๆของเสี่ยวซือ

คุณแม่ดูจะประหลาดใจมากที่อยู่ๆครอบครัวทางเกาหลีของแบมแบมก็บุกไปหาถึงบ้าน ทั้งยังมีคนหน้าด้านกล้าเอ่ยปากขอลูกชายคนเล็กอย่างไม่อายปากอีกด้วย หลังจากหายตกอกตกใจแล้วพวกเขายังแจ้งให้ทางคุณแม่ทราบเรื่องที่อยู่ๆเสี่ยวซือก็หายตัวไป ทั้งยังขอให้คุณแม่ช่วยติดต่อเสี่ยวซือแล้วหลอกเอาที่อยู่ของเสี่ยวซือมา

ทว่าเสี่ยวซือกลับไม่ติดกับง่ายๆ ซ้ำยังบอกใบ้เป็นนัยๆว่าเมืองจีนกับที่ที่เขาอยู่ตอนนี้ใกล้กันจะตายกลับหาไม่พบ ยังกล้ามารบกวนแม่ของเขาที่เมืองไทยอีก

พอได้ฟังอย่างนั้นกายีก็มีความคิดหนึ่งพุ่งวาบเข้ามาในสมอง เขาขอร้องให้คุณจินยองกับยูคยอมช่วยตามเขาไปไทเป เพราะคิดว่าเสี่ยวซือน่าจะกลับไปหาท่านต้วนที่อู่ไหลในสำนักฝึกของท่านต้วนบนเขา แต่ทั้งสองปฏิเสธเนื่องจากสารวัตรอิมต้องเข้าเวร จินยองมีตารางต้องกลับไปสอนเด็กๆที่โรงเรียนไม่สามารถลาเพิ่มได้ ส่วนคิมยูคยอมเองก็มีเมียที่ท้องแก่ใกล้คลอดต้องดูแล ทั้งยังเห็นว่านี่คือปัญหาที่กายีควรจัดการเอง

ดังนั้นกายีจึงป่ายหน้าเดินทางต่อไปยังอู่ไหล่ เข้าไปยังสำนักฝึกในป่าเพียงเพื่อจะพบว่าเสี่ยวซือได้จากที่นี่ไปแล้ว ทั้งยังได้ฝากให้พี่ๆน้องๆร่วมสำนักช่วยฝึกหฤโหดกับกายีอยู่นานร่วม 2 เดือนอีกด้วย กว่าคนพวกนั้นจะเห็นความตั้งใจจริงของกายีและยอมปล่อยเขาไปก็เป็นเวลาเดียวกับที่กายีได้รับรูปถ่ายของท่านต้วนที่ถ่ายกับหลานสาวและเสี่ยวซือร่วมโต๊ะอาหารกันในอเมริกา

กายีจับเที่ยวบินที่เร็วที่สุดเพื่อตามหาเสี่ยวซือให้เจอ ปรากฏว่าเสี่ยวซือได้เดินทางออกจากLAในวันเดียวกับที่เขาเดินทางมาถึงพอดี หลังจากที่สอบถามท่านต้วนก็ได้ความว่าเสี่ยวซือเดินทางมาเยี่ยมท่านต้วนและหลานๆของเสี่ยวเอินเพราะเคยอาศัยอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลาสั้นๆ ทั้งยังมาเพื่อสอบถามถึงหลุมศพของพ่อแม่ของเขาด้วย

“เสี่ยวซือเสียใจที่นายไม่เคยพาเขาไปเยี่ยมครอบครัวเลยสักครั้ง” ท่านต้วนกล่าวเช่นนั้นก่อนที่เขาจะจากมา

หลายเดือนมานี้เขาเที่ยวตามหาเสี่ยวซือราวกับคนบ้า ซึ่งเขาพอจะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายแล้วว่าการที่ต้องรอกว่าจะได้พบหน้ากันสักครั้งมันทรมานเพียงไหน คราวนี้เสี่ยวซือสอนบทเรียนราคาแพงให้แก่เขา ว่าไม่ควรปล่อยมือจากอะไรง่ายๆอีก

โชคดีที่วันนั้นกายีสามารถหาเที่ยวบินที่เร็วที่สุดได้ในตอนตี 3 ทำให้เขามารถย่นระยะเวลาในการเดินทางไปได้มาก อีกทั้งเขารู้จักเส้นทางที่ตั้งหลุมศพของพ่อแม่ของเขาเป็นอย่างดี ทำให้อีกหนึ่งวันให้หลังเขาก็เดินทางมาถึงหลุมศพของพ่อกับแม่ในตอนรุ่งเช้าพอดี

ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางถูกขจัดไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อเขาทอดสายตามองออกไปยังทิวเขาและมองเห็นร่างโปร่งบางของคนคนหนึ่งที่อยู่ในชุดเสื้อโค้ดสีเทายืนสงบนิ่งอยู่หน้าหลุมศพของพ่อแม่เขาบนเนินเขาเล็กๆ

กายีค่อยๆสาวเท้าก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างกับอีกฝ่าย เสี่ยวซือก้มลงวางช่อดอกไม้ช่อใหญ่ในมือลงบนแท่นหินสลัก

“ผมเสียเวลาตามหาพ่อแม่คุณซะนาน” กายีหันไปมองอีกฝ่าย เสี่ยวซือสวมเสื้อคอเต่าสีดำตัวในพรางลำคอที่เรียวยาว แต่กลับขับเน้นผิวสีน้ำผึ้งของอีกฝ่ายให้ดูมีเสน่ห์น่าค้นหา กายีจ้องมองปลายคางที่โผล่พ้นผ้า มองปลายจมูกเรื่อยมาจนถึงไฝใต้ตาคู่นั้น กระทั่งมองเห็นดวงตาแวววาวของอีกฝ่ายที่มองกลับมา

“แต่ฉันเสียเวลาตามหานายนายยิ่งกว่า” กายีหันกลับไปจับมือของเสี่ยวซือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จากนั้นก็ค่อยๆคุกเขาลงแล้วมองหน้าอีกฝ่าย

“ฉันผิดไปแล้วเสี่ยวซือ ฉันเข้าใจความรู้สึกของนายแล้วว่าการต้องรอคอยมันทรมานมากแค่ไหน ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทิ้งนายไปไหนอีกแล้ว และเพื่อการนั้น ฉันขอประกาศต่อหน้าพ่อแม่เพื่อเป็นพยาน...

ฉัน หวังแจ็คสัน จะขอรับคุณ แบมแบม กันต์พิมุก ภูวกุล เป็นภรรยาของฉัน ฉันสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ต่อคุณทั้งในยามสุขหรือทุกข์ ยามเจ็บไข้หรือสบายดี จะรักและให้เกียรติคุณตลอดชั่วชีวิตของฉัน....แต่งงานกันนะ....” กายีหยิบกล่องแหวนที่เขาเตรียมมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในสนามบินออกมาสวมให้เสี่ยวซือ

“นายผอมลงหรือเปล่า? ปกตินายน่าจะใส่ไซท์นี้ได้สิ! ไม่เป็นไรนะ ไว้เดี๋ยวฉันจะเอาไปแก้ให้” กายีรีบแก้ตัวพัลวันที่เห็นว่าแหวนของเสี่ยวซือหลวมกว่าที่ซื้อมาไปนิด

“ไม่เป็นไร ผมชอบ” เสี่ยวซือที่ใบหน้ารื้นน้ำตาหยิบแหวนวงที่ใหญ่กว่ามาสวมให้ผม เสี่ยวซือช่วยดึงมือเขาลุกขึ้นจากพื้น ทันใดนั้นกายีก็สวมกอดอีกฝ่าย

เสี่ยวซือที่จากไปนานถึงสามปีผอมจนเขาสามารถโอบกอดอีกฝ่ายไว้รอบตัวได้ แถมยังไม่กล้ากอดแรงๆให้หายคิดถึงเพราะกลัวว่ากระดูกอีกฝ่ายจะหักไป กายีแอบก้มลงสูดกลิ่นหอมจากตัวอีกฝ่ายที่ยังคงทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ทุกครั้ง

“ผมจองโรงแรมใกล้ๆนี่ไว้” เสี่ยวซือกระซิบที่ข้างหู

“งั้นจะรออะไรล่ะ?”

เพราะพวกเขาห่างเหินกันมานานกว่า 3 ปี ก็จริง ทว่าบทรักที่แสนร้อนแรงนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น

“...รักนะ....ฉันรักนาย...” เสียงหอบที่ทุ้มต่ำของกายีกระซิบที่ข้างหูเสี่ยวซือ

“ผมก็รักคุณ”

“เสี่ยวซือที่รัก...ไว้เราค่อยต่อกันอีกยกหลังจากที่ฉันตื่นนะ” กายีพูดจบก็ล้มทับตัวเสี่ยวซือไปทั้งอย่างนั้น เพียงครู่เดียวเสี่ยวซือก็ได้ยินเสียงกรนออกมาจากอีกฝ่าย

“กากา! มันหนักนะ” เสี่ยวซือพยายามดันไหล่อีกฝ่ายออกให้พลิกตัวลงไปนอนข้างๆแทน แม้จะรู้สึกไม่สบายตัวจนอยากจะลุกขึ้นไปชำระร่างกาย แต่เสี่ยวซือเลือกที่จะหันไปกอดแผ่นอกหนาๆของกายีไว้กับตัว

คนคนนี้คงจะเหนื่อยกับการเล่นไล่จับของเขามานานสินะ เสี่ยวซือได้ยินจากพี่ๆว่ากายีตกใจมากที่ติดต่อเขาไม่ได้ ถึงกับหน้าด้านเดินทางไปถามจากแม่เขาถึงเมืองไทย ที่ไร้ยางอายที่สุดก็คือ กล้าไปสู่ขอเขากับแม่ที่เมืองไทยอย่างไม่อาย แต่ก็สาสมแล้วกับการที่ถูกจับฝึกโหดในสำนักของท่านต้วนที่อู่ไหลอยู่เกือบ 2 เดือน แต่พออีกฝ่ายได้ยินว่าเขาอยู่ที่อเมริกาก็ดั้นด้นมาหา แถมยังรีบเดินทางต่อมายังฮ่องกงทันทีที่เพื่อที่จะไม่คลาดกับเขาอีก

พอได้เจอเขา ทั้งความเครียด ความกังวลและเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจึงปะทุ แต่ไหนแต่ไรมากายีมักจะไม่แสดงออกว่าตัวเองกำลังเหน็ดเหนื่อยให้ใครเห็นง่ายๆ แต่เมื่อได้พบกันกายีคงผ่อนคลาย แต่แค่ครั้งเดียวนกกระจอกยังไม่ทันจะกินน้ำกลับทิ้งเขาค้างเติ่งไว้อย่างนี้มันใช้ได้ซะที่ไหน!!

“หวังกายี....นายลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งจะต้องนึกเสียดายฉันมากๆแน่ ฉันเป็นถึงอสรพิษกล้ามาหลับต่อหน้าฉันแบบนี้ถือว่าหยามกันมาก หากไม่คิดบัญชีทบต้นทบดอกอย่ามาเรียกฉันว่างูน้อยอีกเลย” เสี่ยวซือใช้มือท้าวศีรษะตัวเองเอียงคอมองอีกฝ่าย อดไม่ได้ที่จะบีบจมูกแกล้งให้คนนอนกรนหายใจไม่ออกจนต้องขยับจมูกฟุ๊ตฟิ๊ต

“แต่จะให้โอกาสนายได้นอนกอดฉันต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกัน...เพราะฉันเองก็คิดถึงนายมากเหมือนกัน”

เสี่ยวซือเปลี่ยนใจในที่สุด เขาล้มตัวลงนอนกอดกายีที่นอนเป็นปลาตายอยู่ข้างๆ ได้ใช้แขนอีกฝ่ายหนุนต่างหมอนก็ไม่เลวเลยจริงๆ ไว้ใกล้เช้าเมื่อไหร่เขาค่อยๆแอบลุกหนีไปก่อนที่กายีจะตื่น

หลังจากนี้เขามีแผนจะกลับไปรับหวงหลงที่อยู่กับคุณต้วน ได้ข่าวจากสารวัตรอิมว่าคุณต้วนหลบไปอยู่ในสถานที่ที่เป็นความลับมากๆในฐานะเจ้าของโครงการคุ้มครองพยานของทางราชการ แถมคราวนี้เขาจะได้เจอน้องชายฝาแฝดของตัวเองด้วย เรื่องน่าสนุกแบบนี้เขาจะพลาดไปได้ยังไง

...เท่านี้อนาคตของกายีก็จะมีทั้งสุนัขทั้งเมียเฒ่าไว้คอยจูงมือเดินเล่นแล้ว...

END

จบแล้วค่ะ!! เป็นไงกันบ้างคะ? ถือว่าจบอย่างแฮปปี้เนอะ

สุดท้ายแล้วเสี่ยวซือของเราก็ยังคงทำเพื่อกากาที่รักอยู่ดี

กากากลับมาคราวนี้สลัดคราบมาเฟียกลายมาเป็นคนธรรมดา

เที่ยวตามหางูน้อย แถมคราวนี้ยังทิ้งปมว่าเสี่ยวซือจะไปเจอฝาแฝดด้วย

ยังไงต้องรอติดตามภาค2 อสรพิษที่รักนะคะ จะมีคู่นี้เข้าไปป่วนนิดๆหน่อยๆ

สำหรับเรืองริบบิ้นเหลือง นามิได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงเก่าที่ชื่อ

Tie a yellow Ribbon Around the Old Oak Tree

เนื้อหาของเพลงกล่าวคนชายหนุ่มที่ติดคุกแล้วได้ออกจากคุก

ดังนั้นจึงเขียนจดหมายบอกแฟนว่า ถ้ายังต้องการเขาอยู่

ขอให้ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้ที่ต้นโอ๊คหน้าบ้าน หากเขาไม่เห็นริบบิ้น

ก็จะเดินทางต่อไม่ขอกลับเข้าไปในชีวิตของแฟนอีก

นามิเห็นว่าเนื้อเพลงและเรื่องราวคล้ายกันจึงหยิบเอามาเป็นฉากหนึ่งในซีรี่ย์นี้ค่ะ

คราวนี้ถือเป็นการTalkที่ยาวนานมากจริงๆ

แต่ที่แน่ๆคือเรื่องใหม่ อสรพิษที่รัก นามิวางปมเรื่องไว้แล้ว

คราวนี้จะเป็นคู่มาร์คแบม แนวเรื่องจะเป็นใสๆฮาๆ

ไม่เข้มข้นเหมือนอสรพิษเล่ห์รักแล้วนะคะ

ยังไงรอติดตามกันด้วยหากชอบ MarkBam

ขอบคุณที่ติดตาม

ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์

นามิ

ความคิดเห็น