[END]
บทนำ
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
บทนำ

 

บทนำ

 

 

คุณเข้าใจความหมายของคำว่า “จน” ไหม หลายคนอาจจะบอกว่ามันก็คือคนที่ไม่มีเงิน หรือคนที่รายได้น้อยไม่พอประทังชีวิตหรือค่าใช้จ่าย ดีไม่ดีเป็นหนี้อีก ซึ่งที่หลายคนคิดมาก็อาจมีส่วนถูก แต่คำว่าจนในความคิดผม มันโหดร้ายมาก ถ้าได้เผชิญกับมัน ครอบครัวผมเป็นคนต่างจังหวัด อาจจะเรียกว่าบ้านนอกเลยก็ว่าได้ ในชีวิตผมตอนนี้เหลือแค่ยายกับน้องเท่านั้น พ่อแม่ผมตายหมดแล้ว เพราะเกิดอุบัติเหตุ ยายก็เลยรับพวกผมมาเลี้ยง ซึ่งยายผมก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร มีใช้ไปวันๆ เมื่อก่อนพ่อแม่ผมส่งค่าใช้จ่ายมาให้ยายเสมอ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่อยู่ ยายที่ไม่มีอาชีพอยู่แล้ว จึงต้องรับจ้างรีดผ้าได้วันๆหนึ่งไม่กี่ร้อย เพราะแกทำอย่างอื่นไม่ไหว ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้การกระทำอย่างอื่นช้าลงด้วย เมือมีผมและน้องเข้ามาอยู่ แน่นอนภาระทั้งหมดก็ต้องเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งยายก็ต้องหารายได้จากการรีดผ้ามากกว่าเดิม ผมที่ตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี ก็ถือว่าโตและเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมจึงหารายได้พิเศษจากการล้างจานและเป็นเด็กเสิร์ฟตามร้านอาหาร และน้องสาวผมก็มาทำด้วย เพื่อช่วยลดภาระและหารายได้เพิ่ม

 ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่เคย “พอ”

เพราะผมตอนนี้เรียนอยู่มอ.6 ส่วนน้องสาวผมเรียนอยู่มอ.4 ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนของผมกับน้องสองคน มากพอสมควร มากเกินกว่าพวกผมและน้องจะหารายได้จากการทำงานพิเศษ ซึ่งจะขอให้ยายช่วย ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะยายไม่มีเงินเก็บ ส่วนเงินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ ก็มีไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นค่าเทอมของพวกผมได้ ซึ่งถ้าผมเอาเงินส่วนนั้นมาเป็นค่าเล่าเรียน ทุกๆวันพวกผมจะไม่มีเงินซื้อกับข้าวกิน ผมปรึกษากับยายว่าจะพักการเรียนเทอมสุดท้ายไว้ก่อน ผมอาจจะเสียเวลาในการเรียนซ้ำอีกปีก็ไม่เป็นไร แต่ให้น้องของผมเรียนเหมือนเดิม ซึ่งยายก็ไม่คัดค้านอะไร เพราะแกช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากขอโทษพวกผมที่ทำให้ลำบาก และผมไม่เคยโกรธเคืองยายเลย ดีใจด้วยซ้ำที่แกเมตตารับเลี้ยงพวกผมเอาไว้

หลังจากนั้นผมก็ขอพักการเรียนเทอมสุดท้ายไว้ และเร่งทำงานพิเศษด้วยการเข้าไปในตัวเมือง โดยมีคนในหมู่บ้านแนะนำให้มา คือการมาเป็นพนักงานในร้านเหล้า ซึ่งรายได้มันมากกว่าผมล้างจานเป็นอาทิตย์ หน้าที่ผมมีแค่เสิร์ฟและคอยชงเหล้าให้กับลูกค้า ซึ่งหลายคนติดใจในการชงเหล้าของผม มันทำให้ผมได้ทิปเยอะ และแน่นอนไม่มีงานได้ที่ได้เงินเยอะแล้วจะไม่เหนื่อย ผมทำงานตั้งแต่สองทุ่มจนถึงตีสามทุกวัน ทำให้ผมไม่สามารถไปกลับที่บ้านได้ จึงอาศัยนอนที่ร้านแทน ซึ่งมันก็ประหยัดค่าใช้จ่ายได้พอสมควร แต่ทำงานทุกวัน ร่างการผมก็เริ่มไม่ไหว ผมขอลาหนึ่งวันในการพักและกลับบ้าน หลังจากทำงานได้เดือนกว่า ที่จริงผมหยุดทุกวันอาทิตอยู่แล้ว แต่ผมขอเขามาทำทุกวันเอง เหตุผลง่ายๆคือ ผมร้อนเงิน

ผมนำเงินที่ทำงานมาเดือนกว่าหอบกับบ้านด้วยความดีใจ อย่างน้อยส่วนหนึ่งผมก็ส่งน้องเรียนต่ออีกเทอมได้ และแบ่งเป็นค่าเทอมปีสุดท้ายของตัวเอง ส่วนที่เหลือก็เพียงพอในการใช้จ่ายในเดือนนี้ ซึ่งผมคิดว่าจะทำงานตรงนี้ไปจนกว่าจะเปิดเทอมใหม่ ซึ่งแน่นอนกว่าจะถึงวันนั้นก็อีกหลายเดือน ผมคงจะมีเงินเก็บหลายหมื่นเลยทีเดียว

จนในที่สุดวันเปิดเทอมใหม่ก็มาถึง ผมใช้เงินเก็บของตัวเองจ่ายค่าเรียนไป แต่ผมก็ยังไม่เลิกทำงานที่ร้านเหล้า ผมขอพี่เขาทำแค่วันเสาร์เท่านั้น เพราะผมจะทุ่มให้กับการเรียนมากกว่า ถ้าผมเรียนเก่ง จบมาผมก็ไม่ลำบาก  เพราะไม่มีอะไรลำบากไปมากกว่าที่ผมเป็นอยู่อีกแล้ว ดังนั้นผมจึงตั้งใจเรียนและพยายามสอบชิงทุนเรียนต่อมหาลัยให้ได้ ซึ่งผมก็ทำสำเร็จ มันเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิตผม แต่มันมักจะมาด้วยข่าวร้ายเสมอ มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง เหมือนผมจะได้บางอย่างแต่ต้องสุญเสียบางอย่างเพื่อแลกกัน ในวันที่ผมกำลังจะนำข่าวดีไปบอกที่บ้าน น้องสาวผมก็โทรมาบอกว่ายายล้มสลบไป หมอบอกว่ายายผมเป็นโรคหัวใจ ซึ่งต้องผ่าตัดด่วน ถ้าไม่ผ่าตัดคนไข้จะขาดเลือดและเสียชีวิต ซึ่งแน่นอนค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสูงมาก ผมไม่มีปัญญาหามาได้อย่างแน่นอน ตอนนั้นผมเครียดหนัก กอดคอกับน้องพากันร้องไห้ หมอบอกภายในหนึ่งอาทิตย์ต้องได้คำตอบ ผมแทบหมดแรงเมื่อได้ยิน ชีวิตยายผมขึ้นอยู่กับหนึ่งอาทิตย์ที่เหลือ แล้วผมจะไปหาเงินจากที่ไหน เมื่อคิดว่าสุดท้ายยังไงผมก็หาเงินไม่ได้อยู่ดี ผมกับน้องก็เริ่มทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงมันจะทำใจยากและรู้สึกผิดมากก็ตาม

 แต่แล้วความหวังของผมก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อมีผู้ใจดีคนหนึ่งหยิบยื่นความช่วยเหลือเข้ามา ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ในตอนนั้นผมขอแค่ชีวิตยายคืนมาก็เท่านั้นเอง และการผ่าตัดก็เป็นไปด้วยความราบรื่น ผมโล่งอกและใจชื้นมากกว่าเดิม รู้สึกอยากขอบคุณคนที่ช่วยเหลือยายผม จึงตัดสินใจเข้าไปถามข้อมูลกับคุณหมอถึงคนที่ช่วยเหลือยายผม ซึ่งคำตอบที่ได้มาคือ เขาไปแล้ว ซึ่งคุณหมอก็ไม่ได้บอกรายละเอียดมาก เพราะมันเป็นความลับ ทิ้งไว้แค่นามบัตรให้ผมเท่านั้น

Hill Clakker” (ฮิล คาร์กเกอร์)

ผมอ่านอักษรที่อยู่ในบัตรเครือบอย่างดีด้วยความสงสัยสุดๆ ซึ่งคนที่ช่วยเหลือผมไม่น่าจะเป็นคนไทย ดูจากชื่อแล้วน่าจะเป็นคนต่างชาติไม่ก็ลูกครึ่ง แล้วเขามาช่วยผมทำไม ถามคุณหมอเขาก็ตอบเพียงว่า เขาจะติดต่อกลับมาเอง ซึ่งผมก็รอให้เขาติดต่อกับมา เพื่อที่จะขอบคุณเขา และตอบแทนที่ช่วยเหลือค่าผ่าตัดตลอดจนค่ารักษายายผมจนออกจากโรงพยาบาล แต่หลายเดือนเจ้าของนามบัตรก็ไม่มีวี่แววที่จะติดต่อกลับมาหาผมเลยซักครั้ง ผมเคยโทรไปตามหมายเลขที่ให้ไว้ในบัตร แต่กลับไม่สามารถติดต่ออะไรได้

 

จนกระทั่งผ่านไป 4 ปี ผมเรียนจบ และกำลังจะหางานทำ ก็ยังไร้วีแววของเจ้าของบัตรนั่น ผมเคยลองเอาชื่อเข้าไปเซิร์ทในอินเตอร์เน็ตดู พบเพียงแต่ว่าเป็นตระกูลดังตระกูลหนึ่ง  คาร์กเกอร์เป็นตระกูลเก่าแก่ ของชนชั้นสูงในเยอรมัน ส่วนรายละเอียดอื่นนั้นแทบหาข้อมูลไม่เจอ บ้างก็ว่าเป็นตระกูลสาบสูญ ไม่ก็ตระกูลต้องคำสาป ซึ่งผมมองว่าไร้สาระสิ้นดี เพราะมันอาจจะชื่อคล้ายๆกัน หรือไม่ก็แต่งเรื่องขึ้นมาก็ได้

“เฮ้ออ เมื่อไหร่จะติดต่อกลับมานะ”

ผมถอนหายใจและหยิบนามบัตรใบเล็กที่ตอนนี้สีซีดและยับ หลังจากผ่านมาหลายปีขึ้นมาดูและพลิกมันกลับไปกลับมา มันคือเจ้าของนามบัตรที่ช่วยชีวิตยายผม ซึ่งผมไม่เคยลืมบุญคุณเขาเลย ถ้าเขาติดต่อมาไม่ว่าอะไรผมจะตอบแทนเขาเท่าที่ผมมี  แต่ว่าเมื่อไหร่เขาจะติดต่อกับมานี่สิ

เฮ้ออออ

“พี่ดรีม กินข้าว มานั่งถอนหายใจเป็นคนแก่ไปได้ ยายรอกินข้าวแล้ว” เสียงใสเอ่ยขึ้นก่อนจะมายืนกอดอกมองผมอย่างหงุดหงิด ที่ผมไม่ยอมลงไปกินข้าวซักที ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนน้องสาวผมเอง

ชีส น้องสาวตัวดีของผม ซึ่งตอนนี้เธอเรียนอยู่ปี 2 คณะพยาบาลที่มหาลัยอยู่ในตัวเมือง ซึ่งไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ ทำให้สามารถไปกลับที่บ้านได้ ส่วนผมเรียนมนุษศาสตร์สายภาษา ผมเลือกเรียนสายนี้เพราะสมัยนี้หางานง่าย ต่างชาติเข้ามาเยอะ ผมพูดได้สองภาษาคือฝรั่งเศษและอังกฤษซึ่งหลายที่ก็มาติดต่อให้ผมไปร่วมทำงานด้วย ซึ่งผมว่าจะขอพักอยู่กับยายก่อนค่อยไปหางานทำ เพราะนานๆทีผมจะได้กลับบ้าน

“จ้าๆบ่นจังวุ้ย” ผมว่าก่อนจะลุกขึ้นยืน และไปกอดคอน้องสาวเพื่อลงไปข้างล่าง

“ทำอะไรอยู่เจ้าดรีม” พอมาถึงโต๊ะปุ้ป ยายถามขึ้นทันที 

“ดรีมคิดเรื่องคนที่ช่วยยายไงจ๊ะ” ผมตอบ

“เจ้าของบัตรนั้นหรอพี่ดรีม” ชีสหันมาถามผม

“อืม ปานนี้ยังไม่ติดต่อมาเลย” ผมพูดอย่างเซ็งๆก่อนจะตักอาหารเข้าปากไปบ่นไป               

“ดีแล้ว ที่เอ็งไม่ลืมบุญคุณเขา เอ็งต้องตอบแทนเขานะ”ยายว่า

“แน่นอนยาย ดรีมไม่เคยลืม ซักวันดรีมจะตอบแทนเขาแน่นอน” ผมตอบอย่างมั่นใจ  ก่อนจะตัดบทสนทนาด้วยการก้มหน้าก้มตากินอย่างรวดเร็ว

 

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์กับการที่ผมกลับมาอยู่บ้านแล้วคอยช่วยเหลือดูแลยาย ยายก็บ่นว่าผมไม่ไปหางานทำ มานอนนั่งอยู่บ้านให้เปลืองไฟทำไม ซึ่งผมก็บอกเหตุผลกับยายว่า ผมพักอยู่ จริงๆแล้วผมอยากกลับมาดูแลยายเท่านั้นเอง ซึ่งยายก็ได้แต่ส่ายหัวระอาให้กับผม แต่ก็ไม่เคยว่าอะไร เพราะยายตามใจผมกับชีสมาก ทำให้ชีสติดเป็นเด็กนิสัยเอาแต่ใจไปเลย ตอนนี้เราไม่ได้ลำบากมากเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะมี แค่พออยู่พอใช้เท่านั้นเอง ระหว่างที่ผมกำลังนั่งอ่านการ์ตูนอยู่โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ที่ไม่คุ้น 

Rrrrrr

[ไม่มีชื่อ] 

เมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็พบว่ามันเป็นเบอร์ที่ไม่มีตัวเลขแสดง ขึ้นแค่ว่า  ไม่มีชื่อ ซึ่งผมว่ามันแปลกมาก ผมคิดในใจ แล้วชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจรับสาย

ติ้ด

“สวัสดีครับ” ผมกรอกเสียงตามสายไป

“คุณธนากร รึเปล่าค่ะ”

“ใช่ครับ จากไหนครับ”

“บริษัท T Internation ค่ะ คุณธนากรได้สมัครตำแหน่งผู้ช่วยการสื่อสารระหว่างประเทศ ทางเราได้นัดสัมภาษณ์คุณวันพรุ่งนี้ จะสะดวกมั้ยค่ะ” ปรายสายตอบมา ซึ่งทำให้ผมงงหนักมาก

ห๊ะ T Internation  ผมไปสมัครบริษัทใหญ่แบบนั้นตอนไหนว่ะ

ไหนจะตำแหน่งผู้ช่วยนั่นอีก

“เอ่อ ขอโทษนะครับ ผมไม่เคยไปสมัครตำแหน่งที่ว่านั่นเลย คงมีการเข้าใจผิดอะไรซักอย่าง” ผมตอบตามความจริง บริษัทที่ว่านั่น ผมไม่กล้าแม้แต่จะไปสมัคร เพราะคนที่เข้าที่นั้นได้ จะต้องเก่งมากๆ ไม่งั้นหรอเส้นใหญ่สุดๆ ถึงจะมีสิทธิทำงานที่นั่น ซึ่งผมไม่สามารถขนาดนั้น

“ไม่ค่ะ ทางเราได้มีหลักฐานการกรอกใบสมัครของคุณ”

ห๊ะ ใบสมัคร

“คือผมไม่ได้ไปสมัครจริงๆนะครับ แล้วเอกสารนั่นคงไม่ใช่ของผมแน่นอน คงมีการเข้าใจผิดกัน หรือเอกสารผิดพลาดอย่างแน่นอนครับ” ผมพยายามแย้ง

“เอกสารที่ทางเราได้มา มีส่งมาจากคนของคาร์กเกอร์ค่ะ อาจจะผิดพลาดจริงๆ ทางเราต้องขอโทษด้วยนะค่ะ” เมื่อเห็นผมปฏิเสธแบบนั้น ปลายสายคงคิดว่าเอกสารผิดพลาดแน่นอน จึงกล่าวขอโทษผม ซึ่งผมกำลังคิดว่าจะจบสายเพียงเท่านี้ กับต้องสะดุดกับคำว่า

คาร์กเกอร์!!

“โทษนะครับ เดียวครับๆ เอ่อ ที่ว่าคนของคาร์กเกอร์ นี่ใครหรอครับ” ผมรีบรัวใส่ส่ายจนคนฟังแทบจะจับใจความคำพูดผมไม่ได้

“หนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญของเรา มีอะไรรึเปล่าค่ะ” ปลายสายถามอย่างสงสัย

“เอ่อ คือ ผมรู้จักกับคนในตระกูลนี้ครับ คุณพอจะทราบคนที่ชื่อ ฮิล คาร์กเกอร์มั้ยครับ”

“ทางเราไม่สามรถบอกข้อมูลได้ ขอโทษด้วยนะค่ะ”ปลายสายเงียบไปนิด ก่อนจะปฏิเสธผมทันที

“ไม่เป็นไรครับ คือผมคิดว่า เอกสารอาจจะใช่ของผมก็ได้ ผมขอสัมภาษณ์อีกสองวันได้มั้ยครับ” ผมจึงรีบตอบตกลง โดยไม่คิดอะไร ผมว่านี่อาจจะเป็นการติดต่อของนามบัตรคนนั้นก็ได้ ตอนนี้ความคิดพุ่งไปที่เจ้าของบัตรนั่นแล้ว

“ได้ค่ะ”

“แล้วให้ผมไปสัมภาษณ์ที่ไหนครับ” 

“ที่บริษัทเลยค่ะ มาถึงแล้วให้แจ้งคุณณอร์น เขาจะพาคุณไปที่ห้องสัมภาษณ์” ปลายสายอธิบายให้ผมฟังละเอียดยิบ และการเดินทางไปที่นั่น ตลอดจนพนักงานที่จะพาผมไปสัมภาษณ์

ขอบคุณมากครับ”

เมื่อวางสายไปแล้ว โทรศัพท์ผมยังแนบติดอยู่กับที่หู เหมือนเรื่องเมื่อกี้ทำผมสติหลุดไปเลย ไหนจะเรื่องการสมัครงานโดยที่เขาไม่เคยแม้แต่จะไปสมัคร และเจ้าของนามบัตรที่เขารอติดต่อกลับมาเป็นเวลาหลายปี จู่ๆก็มาปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน จนเขาไม่ได้ตั้งตัว ไหนจะให้เขาไปเป็นผู้ช่วยนั่นอีก

นี่ มันบ้าอะไรกันว่ะเนี้ย

“ยายๆๆ” ผมร้องตะโกนลั่นบ้าน ก่อนจะวิ่งตาตื่นไปหายายหลังสวน จนแกผงะตกใจ ตบไหล่ผมดังป้าบไปที ข้อหาส่งเสียงดัง

“จะตะโกนเสียงดังทำไม เจ้าดรีม นี่รีบไปไหน เกิดล้มหัวฟาดพื้นทำไง” ยายบ่นใส่เป็นชุด จนผมต้องยกมือห้ามแก ไม่ให้ตีผมเยอะไปมากกว่านี้

“โอ้ย ยาย อย่าเพิ่งตีๆ ดรีมได้งานแล้วยาย”

“งานอะไรของเอ็ง ทำไมต้องวิ่งหน้าตั้งขนาดนั้น”

“งานผู้ช่วยยาย ของบริษัทดังด้วย” ผมเล่าอย่างตื่นเต้น

“ไม่ดีรึไง แล้วทำไมเอ็งต้องดีใจขนาดนั้นด้วย” ยายผมเอ่ยถามอย่างสงสัย กับอาการของผม

“ก็เจ้าของนามบัตรนั่นติดต่อมาแล้ว และเขาคือคนที่ให้ผมได้ทำงานเป็นผู้ช่วยอีกด้วยอ่ะยาย” ผมเล่าไปแล้วกระโดดเกาะแขนยายด้วยความดีใจ 

“จริงรึ ดีแล้วๆ สงสัยเขาจะให้เอ็งทำงานให้เขาละมั้ง เอ็งต้องตั้งใจทำงานนะ อย่าขี้เกียจ อย่าลืมบุญคุณที่เขาเคยช่วยเรา เข้าใจมั้ย” ยายย้ำผม

“ครับ ดรีมจะจำไว้ อีกสองวันดรีมจะเข้ากรุงเทพ เพื่อไปสัมภาษณ์งานนะยาย พรุ่งนี้ดรีมจะไปจองตั๋วนะ”  ผมสวมกอดยายไว้แน่น ความห่วงลึกๆตามมา เมื่อรู้ว่าจะต้องไกลกันอีกแล้ว 

“อืมๆ ป่ะ วันนี้ยายจะทำน้ำยาหนมจีนน้ำเงี้ยวของโปรดให้” ผมหูตั้งทันทีเมื่อยายบอกจะทำน้ำยาหนมจีนของโปรดของผม 

“เย้ ขอบคุณครับยาย ฟอด” ผมก้มหอมแก้มยายสองข้าง จนแกหัวเราะร่วน ก่อนจะผละออกจากผม แล้วรีบไปเตรียมทำน้ำเงี้ยวอาหารโปรดของผม

  

วันต่อมา

“ยาย ดรีมไปก่อนนะ ชีสดูแลยายด้วย” ผมกับชับยัยชีสไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง เมื่อตอนนี้เราอยู่ที่ขนส่งโดยสาร โดยมียายและยัยชีสมาส่ง เพราะผมจะต้องเดินทางไปสัมภาษณ์งานพรุ่งนี้เลยต้องรีบกลับไปก่อน

          “ค่ะ พี่ดรีมไม่ต้องห่วงหรอก ห่วงตัวเองนู้น กินข้าวกินปลาบ้าง ผอมจะแย่” ยัยชีสบ่นให้ผม ไม่วายแอบห่วงผมไปด้วย

          “รู้แล้วครับๆ” ผมตอบ

          “ดูแลตัวเองดีๆนะลูก ถึงแล้วโทรมาหายายด้วย” ยายบอกพร้อมลูบหัวผมไปมา จนผมรีบเข้าไปสวมกอดยายแน่น เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

          “ครับยาย ดรีมจะดูแลตัวเอง ยายไม่ต้องห่วงดรีมนะ” ผมพูดพร้อมกับยิ้มให้ มันจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งเมื่อไหร่ที่ผมจะจากบ้าน ยายมักจะมาส่งผมเสมอ เพราะนานๆทีผมได้กลับ และจะอยู่ที่บ้านได้ไม่กี่วัน ผมก็ต้องจากมาอีกแล้ว

          “บุญรักษานะลูก” ยายอวยพร

          “ครับยาย ดรีมขึ้นรถก่อนนะ ยายก็กลับบ้านได้แล้ว” ผมผละออก เมื่อรถโดยสารเรียกขึ้นรถ ก่อนจะเตรียมตัวขึ้นรถ

          “จ๊ะๆ” 

ยายตบไหล่ผมทีก่อนจะเดินแยกออกมาแล้วโบกมือให้ผม หลังจากนั้นผมก็ขึ้นรถ นั่งประจำที่ ที่นั่งผมดีหน่อยติดกับหน้าต่างทำให้ผมมองเห็นว่ายายไปขึ้นรถแล้วหรือยัง ไม่วายหันมาโบกมือให้ผมอีกครั้ง จนผมอดขำไม่ได้ จึงต้องโบกมือตอบกลับไป จนกระทั่งรถผมเคลื่อนออกจากชานศาลา จนยายกับชีสก็หายไปจากสายตาผม ในใจผมรู้สึกวูบโหวงๆแปลกๆ  เหมือนกับว่าผมจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก แต่ผมก็สลัดความคิดนั้นไป ผมคงคิดมากและฟุ้งซ่านไปเอง 

ซึ่งถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง วันนั้นผมจะไม่ตัดสินใจก้าวออกจากบ้านเลย

 

 

ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น