ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 20 ....หนทางของอสรพิษ....

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 ....หนทางของอสรพิษ....

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2559 17:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 ....หนทางของอสรพิษ....
แบบอักษร

....หนทางของอสรพิษ....

 

นับตั้งแต่ต้วนอี๋เอินกลับมาดูแลแบมแบมคราวนี้ ทำให้ความกังวลใจของเหล่าพี่ๆน้องๆลดลงไปมาก แบมแบมทานได้มากขึ้น ไม่ดื้อดึงและอาละวาดเหมือนเมื่อก่อน ยอมให้พยาบาลเปลี่ยนผ้าผันแปลและใส่ยาอย่างว่าง่าย ทำให้ยูคยอมและจูเนียร์เบาใจไปได้เยอะ

 

แต่กับต้วนอี๋เอินกลับมองว่า เสี่ยวซือยอมให้ความร่วมมือไปอย่างนั้นเอง แม้จะยอมทานข้าวและยอมดื่มน้ำแกงที่เขาอุตส่าห์ออกไปหาซื้อจากภัตตาคารชื่อดังจนหมดเกลี้ยง แต่จิตใจของเสี่ยวซือนั้นยังไม่ปกตินัก เสี่ยวซือยังมีอาการเหม่อลอย และบางครั้งก็ดูเหมือนว่าเอาแต่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา

 

เขานำเรื่องนี้ไปปรึกษากับยูคยอมและจูเนียร์ เพื่อขอให้เขาได้นำตัวเสี่ยวซือกลับไปรักษาต่อที่อเมริกา หลังจากที่อาการบาดเจ็บเบื้องต้นของเสี่ยวซือดีขึ้น

 

“เล็บที่ถูกถอดก็เริ่มขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องพันแผลไว้ตลอดเวลา แผลตามหลังตามตัวก็เริ่มแห้งตกสะเก็ดหมดแล้ว จะเหลือก็แต่รักษาแผลเป็นให้หาย แต่แม้ว่าสภาพร่างกายภายนอกเขาจะดีขึ้น แต่จิตใจยังน่าเป็นห่วง ที่อเมริกาเองก็มีแพทย์ที่ฟื้นฟูสภาพจิตใจคนเก่งอยู่หลายคน” จูเนียร์และยูคยอมได้ยินชายหนุ่มพูดปูทางก่อนเข้าเรื่องก็แสดงสีหน้าเครียด

 

“นั่นสิ...จะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ไปตลอดก็ไม่ได้ พวกเราเองก็ควรกลับเกาหลีได้แล้วเหมือนกัน แพทย์ทางอเมริกาท่าจะมีเครื่องมือทันสมัย แต่ถ้าต้องไกลกันผมว่า....” หันไปมองยูคยอมอย่างขอความเห็น

 

“จะไปหรือไม่ก็ควรบอกให้เจ้าตัวเค้าตัดสินใจ หากคุณเกลียกกล่อมพี่ให้ไปด้วยได้เราก็ไม่มีอะไรจะคัดค้าน” คำตอบของยูคยอมทำให้จูเนียร์ถึงกลับตะลึง เพราะไม่คิดว่ายูคยอมที่เอาแต่ดื้อดึงให้พี่น้องอยู่พร้อมหน้าจะตัดสินใจเช่นนี้

 

“งั้นเป็นอันตกลงตามนี้” ต้วนอี๋เอินตัดบทแล้วเดินกลับไปหาเสี่ยวซือที่ห้องผู้ป่วย

 

“แน่ใจแล้วหรอว่าจะยอมปล่อยแบมแบมไป” ยูคยอมหันควับมองหน้าพี่ชายอีกคน

 

“ผมไม่ได้ปล่อยพี่ไป แต่หลังจากเรื่องบ้าๆนี่ทำให้ผมคิดอะไรได้หลายๆอย่าง คนเราขอเพียงปลงได้ตก..ในโลกนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไรคู่ควรให้ปวดร้าวและกลัดกลุ้มอีก

 

“ว้า~คิดได้อย่างนี้แสดงว่านายปลงได้ตกแล้วสินะ ยูคยอมของเราโตขึ้นแล้วจริงๆนะเนี่ย” ท่าทางกวนประสาทของพี่ชายทำให้ยูคยอมหน้างอ

 

“แต่ใช่ว่าผมจะยอมรับได้ทุกเรื่องหรอกนะ! อย่างเรื่องสารวัตรกับฮยองเองก็เหมือนกัน! จินยอง จินยองอยู่ได้! ฟังแล้วน่ารำคาญชะมัด! ถามจริงๆเถอะ พี่ชอบชื่อนั้นมากเลยหรือไงห๊ะ?”

 

จินยองจับความรู้สึกได้ว่าน้องชายไม่ได้โกรธเขาจริงๆ แต่เหมือนเปลี่ยนเรื่องเพื่อจะเลี่ยงอะไรบางอย่าง แต่ความรู้สึกนั้นมีเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไปเมื่อถูกไล่ต้อนเรื่องชื่อเรียกที่เขากับคุณแจบอมเรียกกันจนติดปากว่าจินยอง แทนที่จะเป็นจูเนียร์เหมือนอย่างที่ผ่านมา ซึ่งอันที่จริงเรียกว่าจินยองเขายังจะสบายใจซะกว่า เดี๋ยวนี้พอถูกยูคยอมรียกว่าจูเนียร์ต่อหน้าคนเยอะๆเขาก็มักจะเห็นสายตาของคนรอบข้างที่มองแปลกๆอยู่เสมอ 

 

“แต่ดีจริงๆนะที่นายคิดได้แบบนี้ เพราะการที่ครอบครัวของเรามีคนที่รักเข้ามาในชีวิต นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะสูญเสียคนในครอบครัวไป แต่หมายความว่าเรากำลังมีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นต่างหาก” จินยองพูดจบก็พาดแขนลงบนไหล่ยูคยอม

 

ยูคยอมพยักหน้าแล้วกอดเอวพี่ชายตอบ เขาได้แต่หวังอยู่ลึกๆว่าพี่จะผ่านช่วงเวลาที่น่าอึดอัดนี้ไปได้จนกว่าความจริงจะเปิดเผย

 

-------------------------------------------------------

 

 

1 สัปดาห์ให้หลัง ต้วนอี๋เอินเตรียมขนของของเสี่ยวซือแพ๊กลงกระเป๋าเดินทาง ส่วนข้าวของที่เซี่ยงไฮ้ที่แพ๊คใส่กล่องไว้เรียบร้อยแล้วจะส่งตามไปทีหลังเมื่อถึงอเมริกา ขณะที่เสี่ยวซือนั่งรอเขาเงียบๆบนเก้าอี้ในสนามบิน ต้วนอี๋เอินก็กำลังสาละวนกับการทำเรื่องส่งเจ้าหวงหลงโหลดลงใต้เครื่องบิน หวงหลงที่อยู่ในกรงมีท่าทางกระวนกระวายเขาจึงต้องยื่นมือเข้าไปลูบหัวเกาท้องให้มันคลายกังวล เจ้าหน้าที่สนามบินเข้ามาเช็คหวงหลงพร้อมกับสัตวแพทย์เพื่อฉีดยาคลายเครียดให้หวงหลงตามระยะเวลาบนเครื่องบินเพื่อให้มันสงบลง

 

จากนั้นเมื่อเห็นว่ากรงของหวงหลงผ่านไปตามสายพานเรียบร้อยแล้วเขาจึงเดินกลับมาที่เสี่ยวซือนั่งรออยู่

 

“ไปกันเถอะ” ต้วนอี๋เอินช่วยอีกฝ่ายหิ้วกระเป๋าแล้วเดินไปที่เกต

 

พวกเขาออกเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกเสียงเรียกของพี่ชายและน้องชายของเสี่ยวซือเรียกไว้ พวกเขาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพลางพูด

 

“นึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว!” จินยองก้มหน้าลงหอบหายใจหนักๆ

 

“ก็พี่นั่นแหละที่ช้า! เกือบมาไม่ทันแล้วเห็นมั้ยล่ะ” ยูคยอมหันไปคำรามใส่พี่ชาย

 

“ก็พี่ต้องจัดกระเป๋าเตรียมตัวกลับเกาหลีเหมือนกันนี่นา”

 

“จัดกระเป๋าตั้งแต่ตอนนี้เนี่ยนะ! ยังไงกว่าเราจะขึ้นก็ยังมีเวลาอีกตั้ง 3 วัน แต่พี่รอไม่ได้นะ”

 

ยูคยอมเบือนหน้าหันกลับมามองแบมแบมที่เอาแต่เงียบมาตลอดทางจนกระทั่งบัดนี้แล้วรู้สึกหนักใจพิกล เพราะดูยังไงก็เหมือนพี่ถูกสถานการณ์บังคับให้ไปกับต้วนอี๋เอินเสียมากกว่า เครื่องที่จะออกไปเกาหลียังมาไม่ถึงต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 2 วัน ทำให้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจ ส่วนเครื่องที่จะบินไปอเมริกาของพี่นั้นออกวันนี้และนี่ก็เกือบจะได้เวลาแล้วด้วย แต่พี่กลับทำตัวเหมือนสติยังไม่เข้าร่างอยู่แบบนี้จะไม่ให้เขากังวลได้ยังไง

 

“เดินทางปลอดภัยนะ...ถ้ามีอะไรก็ติดต่อพี่มา นายรู้นี่ว่าพวกฉันอยู่ที่ไหน ใช่มั้ย?” จินยองเดินเข้าไปประคองใบหน้าของน้องชายไว้แล้วสวมกอด 

 

“พี่จะกลับมาเกาหลีเมื่อไหร่ก็ได้ ขอแค่อย่าลืมว่าที่เกาหลีก็เป็นบ้านของพี่เหมือนกัน...ตกลงมั้ย?” ยูคยอมแตะไหล่อีกฝ่ายที่เอาแต่ก้มหน้านิ่ง จินยองเดินเข้าไปกอดคอยูคยอมแล้วโน้มแขนดึงแบมแบมเข้ามากอดเป็นวงกลม

 

“ไม่ว่าเส้นทางในอนาคตของพวกจะเลือกทางไหน ความเป็นพี่น้องของเราจะคงอยู่ตลอดไป” จินยองเอามือขยี้ผมน้องชายทั้งสองคนแล้วผละออก ใช้หลังมือซับน้ำตาที่รื้อขึ้นมาที่หัวตา

 

ยูคยอมและจินยองยืนมองส่งแบมแบมที่เดินขึ้นบันไดเลื่อนตามหลังต้วนอี๋เอินเพื่อเดินเข้าไปยังเกตด้านใน

 

“ฮยองว่าพี่จะเลือกไปกับหมอนั่นจริงๆหรอ?”

 

“แบมแบมเลือกแต่แรกแล้วนี่ว่าจะอยู่ข้างๆหวังเจียเอ๋อร์ พี่ไม่เชื่อว่าสุดท้ายแบมแบมจะยอมตามคุณต้วนไปจริงๆ”

 

“งั้นเราไปหาที่นั่งรอแถวนี้ก่อนแล้วกัน” ยูคยอมตัดบท จากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็มองหาที่นั่งดื่มกาแฟฆ่าเวลา

 

 

ทางด้านเสี่ยวซือที่เอาแต่เดินติดตามคุณต้วนมาตลอดทางเข้าเกตอย่างไม่มีปากเสียง จวบจนกระทั่งเขามองออกไปนอกกระจกบานใหญ่ที่เห็นเครื่องบินลำใหญ่ที่จอดเรียงรายบนรันเวย์ก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาทีละนิด

 

“เสี่ยวซือ....ไปกันเถอะ” ต้วนอี๋เอินผินหน้าหันกลับไปมองเด็กหนุ่มร่างบางที่ผละมือจากกระจกบานใหญ่เดินมาหาเขาช้าๆ

 

เสียงประกาศเรียกลูกเรือให้เดินขึ้นเครื่องบินที่จะมุ่งหน้าไปยังอเมริกาดังขึ้น ภาพของผู้คนที่กำลังนั่งรออยู่ที่เลาจน์ลุกขึ้นเดินทยอยไปยังทางขึ้นเครื่อง พนักงานท่าอากาศยานตรวจเช็คตั๋วเที่ยวบินทยอยเปิดทางให้ผู้คนเดินไหลไปตามอุโมงค์ขนาดใหญ่ สุดท้ายเสี่ยวซือก็ทำให้สิ่งที่ต้วนอี๋เอินไม่อยากให้เกิดมากที่สุด

 

เด็กหนุ่มเดินมาหยุดต่อหน้าเขาแล้วทรุดตัวลงคุกเข่า สองมือยันพื้นโขกศีรษะให้เขาสามครั้งก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

 

ชีวิตนี้ที่ได้คุณช่วยไว้ ชาตินี้ผมไม่อาจชดใช้ให้คุณได้ ผมขอชดใช้ทั้งหมดให้คุณในชาติหน้า” ต้วนอี๋เอินรีบคุกเข่าลงดึงแขนอีกฝ่ายขึ้นจากพื้น

 

เสี่ยวซือลุกขึ้น!” เสี่ยวซือดึงแขนตัวเองกลับแล้วโขกหัวให้เขาอีกครั้งจนต้วนอี๋เอินต้องคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ดึงไหล่อีกฝ่ายไว้ให้มองหน้าเขา

 

“เป็นฉันไม่ได้หรอ?” เสี่ยวซือจ้องหน้าเขากลับเนินนาน แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ

 

 ช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาที่เขาเกลียดมากที่สุด เกลียดความหวั่นไหวในใจตัวเอง ที่สุดท้ายก็ยังไม่อาจทำใจปล่อยให้เสี่ยวซือจากไปได้อยู่ดี กลับกัน ขณะที่เขากำลังมองอีกฝ่ายอย่างทรมาน เสี่ยวซือกลับทอดสายตาอ่อนมองเขาราวกับกำลังมองดูเด็กเล็กๆคนหนึ่ง

 

 

 

คุณไม่เข้าใจหรอครับ? เราไม่ได้เลือกว่าใครที่เราจะรัก ความรักเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และสิ่งนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณก็เท่านั้น” คำตอบของเสี่ยวซือแม้จะคำพูดง่ายๆแต่กลับนำความเจ็บปวดมาให้เขาสุดประมาณ

 

มันทำให้เขาคิดว่าอะไรที่เสี่ยวเจียมีแล้วเขาขาด? หากเขามีสิ่งนั้นจะสามารถทดแทนได้หรือไม่? จะทำให้เสี่ยวซือหันกลับมามองเขาได้หรือไม่?

 

“ทำไม? เพราะอะไร?” ต้วนอี๋เอินทอดตาลงต่ำ คำพูดคล้ายรำพึงรำพันกับตัวเอง

 

“ผมเองก็บอกคุณไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่ใช่คุณ แต่บางที....ความรักเองก็ไม่ต้องการเหตุผลหรอกครับ”

 

“ฉันไม่ดีพอสำหรับนายตรงไหนบอกฉันสิ? ฉันจะได้พยายามปรับปรุงตัว” ต้วนอี๋เอินดึงไหล่ทั้งสองข้างของเสี่ยวซือไว้แล้วเขย่าถาม เขาไม่เคยแสดงอาการร้อนรนและขาดสติใส่เสี่ยวซือแบบนี้มาก่อน นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาระเบิดอารมณ์ใส่ใครสักคน แต่นอกจากเสี่ยวซือจะไม่สะบัดตัวหนีแล้วยังมองเขาด้วยใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตา

 

รักใครสักคนไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายาม ผมหวังว่าสักวันคุณจะเจอคนคนนั้นเอง...อย่างไม่ต้องพยายามหา....หรือพยายามทำให้เขารัก” เสี่ยวซือขยับตัวเพียงนิดเดียวก็ขยับหลุดออกจากวงแขนเขาได้ อีกฝ่ายค่อยๆลุกขึ้นจากพื้นช้าๆแล้วหันหลังให้เขาอย่างเงียบเชียบ

 

ความรักไม่ใช่การแย่งชิงหรือยึดครอง กายีพิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่าเขาคู่ควรกับความรักของผม รักของเขาคือการเสียสละและให้อิสระกับผม เขารักโดยไร้เงื่อนไข ไร้ความคาดหวัง รักของเขาจึงมีค่าต่อผม และไม่มีวันที่ผมจะทรยศต่อความรู้สึกต่อเขา” เสี่ยวซือค่อยๆเดินจากไปอย่างมั่นคง

 

เมื่อเสี่ยวซือหลุดมือ ขาของต้วนอี๋เอินก็ทรุดลงพื้น เขาต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะค่อยๆยันกายลุกขึ้นจากพื้นได้ ตั๋วเครื่องบินในมือถูกกำจนยับยู่ขณะที่เขาส่งมันให้กับพนักงานในท่าอากาศยาน

 

ต้วนอี๋เอินพาร่างเดินไปตามทางอุโมงค์ที่ทอดยาวจนกระทั่งเดินเข้าไปในบนเก้าอี้ชั้นบิสซิเนสคราสได้ ทว่าเมื่อทอดสายตามองเก้าอี้ที่ว่างเปล่าข้างกายก็ทำให้เขานึกได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขปลายทาง ทันทีที่มีคนรับสาย ต้วนอี๋เอินก็กรอกเสียงลงไป

 

เขาเลือกนาย....ต่อให้นายตายไปแล้วเขาก็ยังเลือกนาย...” แม้ปลายสายไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่เป็นอันรู้กันเพราะเขากับเสี่ยวเจียเคยทำข้อตกลงลับๆ หากว่าเสี่ยวซือยังเลือกเสี่ยวเจีย...เขาจะกลับมาเพื่อพาอสรพิษน้อยกลับไป....

 

เป็นความจริงที่เสี่ยวเจียยังไม่ตาย หวังเจียเอ๋อร์ที่ใครๆคิดว่าตกทะเลตายถูกช่วยไว้ขณะที่อาการปางตายจากริมทะเลด้วยฝีมือเขาและลูกน้องอีกสองคน หลังจากนั้นก็ได้รับการรักษาตัวลับๆจากหมอที่เขาจ้างมาจนกระทั่งผ่าตัดเอากระสุนออกจากอกได้ เสี่ยวเจียต้องการมอบตัว เขาจึงไปพบอัยการที่ชื่อยองแจซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของผู้กองคิมยูคยอม พวกเขาตกลงกันว่าจะพาเสี่ยวเจียไปรักษาตัวต่อในเกาหลีต่อ และให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงานก่อนเริ่มดำเนินการพิจารณาคดีต่อเงียบๆเพราะคดีความของเสี่ยวเจียยังไม่ยุติ และเพื่อให้คงรูปคดีไว้เจ้าหน้าที่ตำรวจล้วนเห็นด้วยกับการปิดข่าวของเสี่ยวเจียแล้วดำเนินเรื่องต่อเงียบๆรอจนกว่าร่างกายเขาจะฟื้นตัวจึงจะเริ่มต้นพิจารณาคดี

 

แต่ข้อตกลงระหว่างเขากับเสี่ยวเจียคือ หากในระหว่างนี้เมื่อเสี่ยวซือรู้ข่าวการตายของเสี่ยวเจียแล้วและต้องการจากไปเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเขา เสี่ยวเจียจะไม่สอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเสี่ยวซืออีก และจะจากเสี่ยวซือไปตลอดกาลเหมือนว่าเขาได้ตายไปแล้วจริงๆ แต่ถ้าหากมีแม้เพียงเศษเสี้ยวของความลังเลใจที่เสี่ยวซือจะตามเขาไปอเมริกา เขาจะต้องปล่อยเสี่ยวซือไปเช่นกัน

 

ต้วนอี๋เอินหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะกดโทรศัพท์หาใครอีกคนเป็นครั้งสุดท้าย

 

“เสี่ยวซือกำลังกลับไปหาพวกคุณ ฝากพวกคุณเอาเอกสารที่เจียเอ๋อร์ฝากไว้ให้เสี่ยวซือด้วย...อย่างน้อยๆเสี่ยวซือจะได้กลับไปพบครอบครัวที่แท้จริงของเขาที่ประเทศไทย” ต้วนอี๋เอินพูดจบก็ถอดแบ๊ตมือถือแล้วโยนมันไปที่เบาะข้างๆ

 

ชายหนุ่มพิงหลังกับเบาะเหมือนคนหมดแรง นอกจากเสี่ยวซือจะปฏิเสธเขาอย่างชัดเจน ยังฝากคำพูดแทงใจเขาไว้ด้วย

 

รักใครสักคนไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายาม ผมหวังว่าสักวันคุณจะเจอคนคนนั้นเอง

...อย่างไม่ต้องพยายามหา.......หรือพยายามทำให้เขารัก...

 

ชาติก่อนเขาคงเคยติดค้างเสี่ยวซือไว้มาก ชาตินี้จึงต้องมาเพื่อชดใช้หนี้ที่ทำไว้ให้เสี่ยวซือ....มีวาสนาได้อยู่ใกล้ แต่ไร้วาสนาได้เคียงคู่….

 

ตอนนี้เขาเบื่อหน่ายกับการพบแล้วพรากเต็มทีแล้ว ดังนั้นหลังจากถึงอเมริกา ต้วนอี๋เอินก็ต่อเครื่องไปลงที่เกาะเล็กๆของหมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่งที่ห่างไกลผู้คน ซ่อนตัวเองจากโลกภายนอก อยู่ที่นั่นเขาหวังเพียงว่าจะใช้วันเวลาที่เหลืออยู่อย่างเงียบสงบเพื่อลืมเรื่องราวทั้งหมดของเสี่ยวซือ ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก ทำให้เขาได้พบกับอสรพิษอีกหนึ่ง

 

...ได้พบ...อย่างไม่ต้องพยายามหา...

....ถูกรัก...อย่างไม่ต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายรัก....

 

จวบจนกระทั่งบัดนี้ เขาเพิ่งพบว่าการรักคนผู้หนึ่งเป็นเรื่องปวดร้าวใจปานใด การถูกรักกลับมีความสุขปานนั้น

 

ซึ่งเรื่องนั้นนั้นเกิดขึ้นหลังจากนี้อีกไม่นาน

 

 

-----------------------------------------------------------

 

ในตอนที่ผมเดินย้อนกลับมาและพบจินยองฮยองกับยูคยอมที่หน้าประตูทางเข้าเกตก็รู้สึกได้ถึงความเรียบเฉยบนใบหน้าของคนทั้งคู่ ราวกับว่าพวกเขาไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อยที่เห็นผมวกกลับมา เท่านั้นยังไม่พอ พวกพี่ยื่นเอกสารให้ผมซองหนึ่งและบอกว่ามันมาจากกายี ผมทิ้งตัวนั่งอ่านเอกสารในซองสีน้ำตาลแล้วหวนนึกถึงคืนที่ผมยังอยู่ที่ สำนักฝึกตระกูลต้วนที่อู่ไหล คืนนั้นฝนตกหนักแต่กายียังยืนรอผมเงียบๆท่ามกลางความมืดและกระแสฝนที่เย็นเฉียบ ที่ตอนนั้นกายีไม่ยอมไปไหนจนกว่าจะเจอผมก็เพื่อนำเอกสารซองนี้มาให้ผม เอกสารระบุตัวตนและชาติกำเนิดที่แท้จริงของผม

 

ผมกวาดสายตาไล่อ่านไปตามตัวหนังสือและพบว่าครอบครัวของผมนั้นแต่เดิมมาจากประเทศไทย พวกเขามีกันทั้งหมด 7 คน พ่อ แม่ พี่ชายสองคน ผมกับฝาแฝด  และน้องสาวซึ่งตอนนั้นอยู่ในท้องของแม่ พวกเขาเดินทางมาเกาหลีเป็นเวลา 10 วัน เพื่อท่องเที่ยว แต่ระหว่างทางได้หยุดพักทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำสาธารณะแห่งหนึ่งแถวฮงแด

 

แม่ของผมในตอนนั้นกำลังตั้งท้องน้องสาวคนเล็กพาผมและน้องชายฝาแฝดไปเข้าห้องน้ำหญิง ส่วนพ่อของผมรับหน้าที่ดูแลพี่ชายสองคนให้เข้าห้องน้ำชาย

 

ซึ่งไปอีกทาง ระหว่างที่แม่จัดการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้น้องชายฝาแฝดของผมเสร็จก็วางน้องให้ยืนรอตรงอ่างล้างมือในห้องน้ำ แต่ทันทีที่จัดการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ผมเสร็จกลับไม่พบตัวน้องฝาแฝดของผมแล้ว แม่ในตอนนั้นตกใจลนลานมือหนึ่งอุ้มผมที่ตอนนั้นอายุได้ 2 ขวบ อีกมือผลักประตูห้องน้ำทุกห้องเพื่อหาน้องชายทั้งที่ตอนนั้นก็ท้องแก่ใกล้คลอดเต็มทน

 

ขณะที่กำลังอุ้มผมมองหาน้องและพยายามสื่อสารกับชาวเกาหลีในห้องน้ำเพื่อขอความช่วยเหลือให้ช่วยตามหาตัวเด็ก ก็มีอาจุมม่าคนหนึ่งอาสามาช่วยอุ้มผมไว้ จากนั้นแม่ก็เดินออกไปหาน้องชายด้านนอกแต่ไม่พบ จึงตั้งใจจะเดินกลับมาหาผมก็บังเอิญเจอพ่อกับพี่ชายที่หน้าทางเข้าห้องน้ำพอดีจึงบอกพ่อให้ช่วยกันตามหาน้องชาย ส่วนแม่เองก็กลับเข้ามาหาผมที่ห้องน้ำหญิง แต่อาจุมม่าคนนั้นได้หายตัวไปซะแล้ว

 

แม่ตกใจรีบวิ่งออกมาร้องเรียกหาพ่อ จากนั้นทั้งสองคนก็รีบแจ้งตำรวจที่อยู่แถวนั้น มีการประกาศเสียงตามสายและออกตามหาตัวผมและน้องรอบฮงแดแต่ไม่มีใครพบ กว่าจะรู้ว่าอาจุมม่าคนนั้นเป็นหนึ่งในแก๊งลักเด็กของเมืองจีนที่ลอบเข้ามาขโมยเด็กก็หลังจากนั้นไม่นาน ทริปท่องเที่ยว 10 วันในเกาหลีถูกเปลี่ยนเป็นการตามหาตัวลูกๆในเกาหลี มีการแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ทั้งยังขอความช่วยเหลือไปยังสถานทูตไทยในเกาหลี ตำรวจเริ่มต้นการค้นหาจนทั่วฮงแด ขณะที่พ่อกับแม่เองก็เขียนป้ายขอความช่วยเหลือจากผู้พบเห็นตระเวนเดินทั่วฮงแดอย่างไม่อาย

 

จากเวลา 10 วันกลายเป็น 3 เดือนที่ไร้ร่องรอยของเด็กๆ ในตอนนั้นเงินของพ่อแม่ค่อยๆร่อยเหรอลงเรื่อยๆ พ่อของผมเริ่มล้มเจ็บจากความเครียดและป่วยเรื้อรัง แม่เองก็ท้องแก่ใกล้คลอดเต็มทน ทว่ากลับยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องของเด็กๆ ในตอนนั้นเองที่ข่าวการตามหาตัวเด็กแฝดของของครอบครัวผมเริ่มเป็นที่สนใจ ทางสถานทูตที่ให้ความช่วยเหลือครอบครัวมาตลอดอยากให้พ่อกับแม่กลับประเทศไทยไปก่อนเพื่อรักษาตัว โดยรับปากกว่าจะดำเนินการตามหาให้ถึงที่สุด

 

หลังจากกลับมาเมืองไทยได้เป็นสัปดาห์ที่ 2 อาการของพ่อทรุดหนักจนต้องแอดมิตที่โรงพยาบาลทันที ในวันที่แม่ผ่าคลอดน้องสาว เป็นวันที่ครอบครัวเราสูญเสียเสาหลักไปอย่างไม่มีวันกลับ พ่อมองหน้าของน้องบนเตียงคนไข้ที่แม่ผ่าตัดคลอดก่อนกำหนดเพื่อให้พ่อได้ดูหน้าและอุ้มน้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นลม

 

แต่ท่ามกลางข่าวร้าย ในที่สุดครอบครัวของผมก็ได้รับข่าวดีบ้างว่าการค้นหาฝาแฝดทำให้เขาตามหาตัวชายคนหนึ่งที่พบเด็กหลงทางและนำไปเลี้ยงดูเข้าคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อชายคนนั้นทราบว่าเด็กยังมีครอบครัวอยู่จึงติดต่อมาเพื่อให้เด็กได้กลับมาอยู่กับครอบครัว

 

ดังนั้นหลังจากเสร็จเรื่องงานศพของพ่อ แม่และคุณน้าได้เดินทางกลับมาเกาหลีอีกครั้งเพื่อรับตัวลูกกลับ แต่ช่วงเวลาเกือบ 5 เดือนที่ผ่านมาทำให้หนึ่งในฝาแฝดนั้นติดชายหนุ่มที่เลี้ยงมาเสียแล้ว ทั้งยังเรียกชายคนนั้นว่าพ่อทุกคำ และชายคนนั้นเองก็รักเด็กแฝดประหนึ่งลูกจึงได้ติดต่อขอรับเลี้ยงเด็กในฐานะลูกบุญธรรม โดยเขาจะส่งเสียเด็กให้เรียนที่เกาหลีจนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะ และไม่ปิดกั้นหากแม่และครอบครัวจะมาเยี่ยมหรือพักอยู่ด้วยได้ตลอดเวลา

 

ในตอนนั้นแม่เองก็กำลังลำบากเรื่องสภาพครอบครัวที่ขาดผู้นำ ดังนั้นจึงตกลงยกหนึ่งในลูกแฝดที่ตามหาตัวจนเจอให้เป็นลูกบุญธรรมของชายคนนั้นไป ซึ่งในตอนนั้นชายคนนั้นกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะโปรดิวเซอร์เพลงชื่อดัง เพื่อให้ลูกได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับการศึกษาที่ดี ทั้งยังได้รับความรักจากแม่และพ่อบุญธรรมด้วย

 

โดยที่แม่ไม่รู้เลยว่าผมนั้นกลับมีชีวิตที่ต่างออกไป

 

ผมคนถูกลักพาตัวไปโดยแก๊งลักเด็กเพื่อนำไปขายต่อในตลาดมืดและเตรียมส่งต่อไปยังประเทศเพื่อบ้าน ซึ่งบางรายหากหน้าตาน่ารักก็จะถูกรับเลี้ยงไว้เหมือนลูก แต่เด็กบางคนถูกฆ่าเพียงเพื่อใช้ร่างกายเป็นสัมภาระในการขนยาเสพติด บางคนถูกขายในซ่อง แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่ เมื่อผมในตอนนั้นกำลังจะถูกขายต่อและส่งต่อไปยังประเทศอื่นได้ถูกช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทางภาครัฐ

 

เด็กๆทั้งหมดที่ถูกช่วยเหลือถูกกระจายส่งต่อไปยังต่างจังหวัด สุดท้ายผมก็ถูกส่งไปยังจินเฮ สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ห่างไกล นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมใครต่อใครจึงตามหาตัวผมไม่พบ

 

ผมอ่านรายงานมาจนกระทั่งถึงบรรทัดนี้ก็พรูลมหายใจออกมาช้าๆ ผมคิดมาตลอดว่าที่ต้องไปอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก็เพราะผมเป็นเด็กถูกแม่ทิ้ง ใครต่อใครก็เอาแต่ชี้นิ้วใส่ผมว่าเป็นมารหัวขนและไม่มีใครต้องการ ดังนั้นจึงถูกทิ้งในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวเองว่าพ่อแม่เป็นใครมาจากที่ไหน 

 

ทว่าเมื่อรู้ความจริงข้อนี้แล้วผมกลับไม่คิดโกรธเคืองแม่หรือครอบครัวแต่อย่างใด ไม่ใช่ว่าพวกท่านไม่ต้องการผม แต่โชคชะตาต่างหากที่เล่นตลกกับผมทำให้ต้องพลัดพรากจากครอบครัวที่แท้จริงไป

 

ผมหวนนึกถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในจินเฮ ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันลำบากมากจริงๆ การใช้ชีวิตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั้นไม่ต่างอะไรจากคุกของเด็ก นอกจากถูกข่มขู่จากพวกเด็กที่โตกว่าแล้ว ยังถูกคุกคามจากผู้ใหญ่อีกด้วย หากเป็นคนเหยาะแหยะไม่สู้คนคงผ่านมาไม่ได้ สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ผมเป็นคนเข้มแข็งและหยาบกระด้างในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อได้พบหวังกายี ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

 

กายีไม่เหมือนมาเฟียคนไหนๆที่ผมรู้จัก เขาไม่ได้โหดร้ายเหมือนภาพลักษณ์ภายนอก เขาเด็ดขาดเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ รู้จักผ่อนปรนและยืดหยุ่นให้กับคนอื่น เขาอาจจะเป็นคนปากร้ายแต่ก็เป็นคนมีน้ำใจคนหนึ่ง ไม่แปลกเลยที่รอบตัวเขามีแต่คนชื่นชม

 

พอกายีรู้ว่าผมเกลียดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาก็เข้ามาช่วยทำให้สถานที่เลวร้ายในความทรงจำของผมดีขึ้น เขาตั้งองค์กรการกุศลเพื่อเด็กๆในนามของผม องค์กรที่ก่อตั้งเพื่อเยี่ยวยาและดูแลเด็กๆจริงๆไม่ใช่เพียงฉากหน้าที่สวยหรู พอเขารู้ว่าเรื่องครอบครัวเป็นสิ่งเดียวที่ติดอยู่ในใจผมมาตลอด เขาก็ส่งครอบครัวที่แท้จริงกลับมาคืนผม

 

สำหรับคนอื่นกายีอาจเป็นมาเฟียที่ชั่วร้าย แต่สำหรับผม กายีเป็นคนที่ ให้ผมมาตลอด เขาเสียสละทุกอย่างของตัวเองเพื่อผม และวันนี้มีเมื่อโอกาสผมเองก็อยากพบครอบครัวของผมเช่นกัน

 

อยากรู้ว่าพวกเขามีนิสัยใจคอยังไงและเป็นคนยังไง

อยากไปเห็นกับตาตัวเอง...ครอบครัวที่กายีมอบให้ผมเป็นครั้งสุดท้าย...

 

ผมออกเดินทางไปยังประเทศไทยทันทีที่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้ โดยที่ผมไม่รู้เลยว่าอะไรจะรออยู่เบื้องหน้า ทั้งภาษาที่เราพูดก็ต่างกัน และการพบหน้าครอบครัวเป็นครั้งแรกหลังจากที่ผ่านไปเกือบ 20 ปี เรื่องพวกนี้กลายเป็นจุดความตื่นเต้นให้ผมอยู่ในใจ พวกเราจะเข้ากันได้มั้ย พวกเขาจะรักผมหรือเปล่าคือเรื่องที่ผมอยากรู้

 

--------------------------------------------------------------

 

 

หลังจากที่ยูคยอมและจินยองส่งแบมแบมขึ้นเครื่องไปยังบ้านเกิดได้ไม่กี่ชั่วโมง อยู่ๆยองแจก็โทรมาเรียกยูคยอมให้ไปหาเขาที่บ้านพัก ที่นั่นนอกจากยองแจแล้วยูคยอมยังพบสารวัตรอิมด้วยอีกคน ยองแจให้พวกเขาสัญญาว่าจะไม่วู่วามก่อนจะเข้าไปในห้อง นั่นยิ่งทำให้ทั้งยูคยอมและจินยองไม่ยอมรับปากเขา

 

ทันทีที่ยูคยอมผลักยองแจออกไปให้พ้นทางเพื่อเข้าไปด้านใน เขาก็พบว่าหวังเจียเอ๋อร์อยู่ที่นั่น ยองแจเล่าให้ยูคยอมฟังว่าหวังเจียเอ๋อร์ ถูกช่วยไว้จากคนของต้วนอี๋เอินและพาตัวมาพักฟื้นที่บ้านพักของยองแจเป็นการชั่วคราว ยองแจจึงรีบติดต่อไปยังสารวัตรอิมให้ทราบเรื่องแล้วจึงโทรบอกยูคยอมเนื่องจากอีกฝ่ายไม่คิดหนีและต้องการมอบตัวแต่แรกเรื่องเดียวที่อีกฝ่ายต้องการคือเก็บเรื่องที่เขายังไม่ตายไว้เป็นความลับ

 

การพบตัวของหวังเจียเอ๋อร์ทำให้ยูคยอมและสารวัตรอิมต้องเลื่อนเวลาออกเดินทางกลับเกาหลีไปอีก อย่างน้อยก็รอจนกว่าจะสามารถเคลื่อนย้ายหวังเจียเอ๋อร์กลับไปรักษาตัวต่อที่เกาหลีจนกว่าจะหายจึงค่อยมีการพิจารณาโทษในเกาหลีตามสนธิสัญญาที่ตกลงกันไว้แต่แรก โดยในระหว่างนี้จินยองและยองแจได้เดินทางกลับไปเกาหลีก่อน

 

ในไม่ช้าพวกเขาก็พาหวังเจียเอ๋อร์มารักษาตัวต่อในเกาหลี โดยให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงานก่อนจะเริ่มดำเนินการพิจารณาคดีต่อเงียบๆเพราะคดีความของเขายังไม่ยุติ แม้ทางเกาหลีจะมาสามารถปิดคดีมาเฟียจีนได้แต่ แต่ก็ใช่ว่าความผิดทั้งหมดที่ผ่านมาของหวังเจียเอ๋อร์ที่กระทำในเกาหลีนั้นจะยุติลงด้วย และเพื่อให้คงรูปคดีไว้เจ้าหน้าที่ตำรวจล้วนเห็นด้วยกับการปิดข่าวของเขาไว้ก่อน

 

เหตุผลที่พวกเขาตัดสินใจพาหวังเจียเอ๋อร์กลับไปตัดสินโทษในเกาหลีก็เพื่อจะหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรงในฮ่องกงที่หวังเจียเอ๋อร์ถือสัญชาติอยู่ แม้ยูคยอมรู้ว่าการทำเรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อมารับโทษในต่างประเทศเพราะเห็นแก่พี่น้องเป็นเรื่องที่ผิดจรรยาบรรณ แต่ทุกคนกลับเห็นว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

 

เพราะอย่างน้อยหวังเจียเอ๋อร์ก็ไม่ได้คิดหนี สอง..เขายอมมอบตัวต่อตำรวจแต่โดยดี สาม...แม้ว่าเขามีโอกาสมี่จะหนีในสถานการณ์นั้นแต่เขาก็ไม่ทำ สี่...เขาให้ความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างดีในการช่วยขยายผลในการจับตายมาเฟียจีน และข้อนี้เองที่ทำให้เขาอาจได้ลดหย่อนโทษมากยิ่งขึ้นในอนาคต

 

ซึ่งพนักงานอัยการในครั้งนั้นก็คือยองแจ วันที่หวังเจียเอ๋อร์ถูกคุมตัวไปขึ้นศาลคือวันเดียวกับที่มีการรายงานข่าวใหญ่โตเรื่องการจับตัวมาเฟียฮ่องกงได้ โชคยังดีที่ตอนนั้นแบมแบมอยู่ที่ประเทศไทยทำให้ไม่ทราบข่าว ไม่อย่างนั้นการขึ้นศาลในวันนี้คงลำบากหากแบมแบมรู้ความจริงว่าหวังเจียเอ๋อร์ยังไม่ตาย แถมพวกพี่ชายของเขายังปิดเขาเป็นความลับแล้วยังนำตัวหวังเจียเอ๋อร์กลับมารับโทษที่เกาหลีอีกด้วย

 

หลังจากนั้นการพิจารณาดคีของหวังเจียเอ๋อร์ก็เริ่มต้นขึ้น หวังเจียเอ๋อร์ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี แต่ได้รับการลดหย่อนโทษเหลือ 3 ปี ฐานฟอกเงินโดยไม่รอลงอาญา และมีผลตั้งแต่วันที่พิจารณาคดีเสร็จสิ้น

 

ยูคยอมที่ร่วมฟังการพิจารณาคดีด้วยไม่แปลกใจแม้แต่น้อยที่ศาลหาความผิดของหวังเจียเอ๋อร์ได้เพียงเรื่องเดียว หวังเจียเอ๋อร์เป็นคนรอบคอบ แม้จะดูหุนหันแต่กลับมีแผนในใจอยู่ตลอดเวลา เขาถ่ายโอนทรัพย์สินที่เป็นเงินสดไว้ให้แบมแบมทั้งหมด รวมถึงที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่เขาลงทุนไว้ แถมยังก่อตั้งองค์กรการกุศลโดยใช้ชื่อของแบมแบมทำให้พี่กลายมาเป็นนักสังคมที่คนเริ่มจับตาในความใจบุญ

 

ในขณะที่เขาผลักดันพี่ให้ออกสู่สังคมมีคนนับหน้าถือตา เป็นคนของสาธารณะแต่ตัวเขาเองกลับยอมจมไปเพียงลำพัง การที่ยูคยอมต้องมาเห็นเจียเอ๋อร์ถูกจับใส่ตรวนที่ขา เปลี่ยนเสื้อเป็นชุดนักโทษ กล้อนผมและถูกจับขึ้นรถไปต่อหน้ายังทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย หลังจากนั้นยูคยอมได้ไปเยี่ยมเขาในคุกหลังจากนั้น แต่เจียเอ๋อร์ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากถามว่าพี่ของเขาสบายดีหรือเปล่า ยูคยอมจึงเล่าให้อีกฝ่ายฟังว่าพี่เขายอมกลับไปพบแม่ที่ประเทศไทย และยังไม่มีกำหนดกลับ เจียเอ๋อร์ดูค่อนข้างจะโล่งใจที่ได้ยินอย่างนั้น เจียเอ๋อร์ไม่ได้เรียกร้องให้ยูคยอมบอกความจริงกับพี่ว่าเขายังไม่ตาย เขาไม่ได้ขอร้องให้ยูคยอมบอกพี่ให้มาเยี่ยมเขา ทั้งหมดที่เขาทำคือแค่ลุกขึ้นแล้วเดินจะกลับเข้าห้องขังไป ก่อนที่จะหมดเวลาเยี่ยมยูคยอมได้ถามเขาคำหนึ่ง

 

“คุณรักพี่ผมจริงๆหรือเปล่า?” หวังเจียเอ๋อร์หันกลับมาแล้วมองเขาทีหนึ่ง

 

“หลังจากเรื่องทั้งหมดนายยังต้องถามอีกหรอ?”

 

เสี่ยวซือสอนให้ฉันเข้าใจว่าความรักไม่ใช่การแย่งชิงหรือยึดครอง แต่รักคือการเสียสละและให้อิสระต่อกัน...รักนั้นจึงจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่า

 

ก่อนหวังเจียเอ๋อร์จะหมุนตัวเดินกลับไป ยูคยอมก็รีบพูดเสียงดัง

 

“เผื่อคุณยังไม่รู้...พี่ไปประเทศไทยคนเดียว เขาปฏิเสธคุณต้วนแล้วไปประเทศไทยคนเดียว” หวังเจียเอ๋อร์หันมายิ้มมุมปากให้ผมทีหนึ่ง

 

“ฉันรู้....เสี่ยวซือใจคอหนักแน่นที่สุด”

 

“คุณจะไม่บอกพี่จริงๆหรอว่าคุณยังมีชีวิตอยู่” หวังเจียเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก

 

“หวังเจียเอ๋อร์ได้ตายไปแล้ว มาเฟียคนนั้นได้ตายไปตั้งแต่ตอนที่ตกเรือครั้งนั้น บอกเสี่ยวซือว่าไม่ต้องรออีกแล้ว เขาจะมีคนรักใหม่ก็ได้ เพราะ 3 ปี หลังจากนี้ฉันจะกลับไปแย่งเขากลับมาเอง” อีกฝ่ายหยุดพูดไปชั่วขณะแล้วพูดต่อจนจบประโยค

 

“แต่ก็อย่างที่บอก...เสี่ยวซือนอกจากหนักแน่นแล้วยังซือสัตย์อีกด้วย ยังไงก็คงไม่ตัดใจจากฉันแน่นอน” หวังเจียเอ๋อร์เดินกลับห้องขังไปพร้อมกับทิ้งเสียงหัวเราะเริงร่าจนน่าหมั่นไส้ เพราะหมอนั่นเป็นแบบนี้ไงยูคยอมถึงได้ไม่ชอบขี้หน้านัก

 

เพียงแต่ว่า....หลังจากที่พี่ถูกหลอกมาตลอด 3 ปีแล้วจะยังยอมกลับมาคืนดีง่ายๆหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

------------------------------------------

To Be Con

ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ

วันนี้กลับมาต่อให้แล้ว

ตอนหน้าจบแล้วนะคะ

นามิได้วางพล็อตภาคต่อให้กับคุณต้วนไว้แล้วด้วย

ยังไงรอติดตามตอนจบและภาคต่อด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

นามิ ^_^

 

 

ความคิดเห็น