ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
โฉมงามกับความสุข

“นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ 14 หรือ 15 ครั้ง แต่ถ้านับรวมครั้งล่าสุดด้วยก็เป็น 16 ครั้ง” 

หญิงสาวในชุดนักศึกษาผู้มีดวงตาโฉบเฉี่ยว ผมยาวตรงสีดำแซมด้วยสีน้ำตาลเข้มๆเป็นเงาสวยเกือบถึงกลางหลัง บริเวณช่วงเกือบถึงปลายผมหยักศกเป็นลอนเล็กน้อย  

เธอกำลังครุ่นคิดเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ 

“เท่ากับว่านี่เป็นการรับน้องใหม่ครั้งที่ 16 ของเราแล้ว บ้าบอชัดๆ เป็นสาวอายุ 18 แท้ๆ” 

“ให้มันได้แบบนี้สิ นี่เราต้องวนอยู่ในลูปแบบนี้ไปอีกกี่ครั้งกันแน่” 

“ต้องทำยังไงถึงจะหลุดออกไปจากห้วงเวลานี้ได้ นี่เราต้องวนเวียนอยู่กับเรื่องแบบนี้ไปตลอดกาลเลยงั้นเหรอ” 

“ไม่ยอมหรอก ต้องหาทางออกไปให้ได้ ไม่ว่าจะต้องพยายามอีกกี่ครั้ง หรือต้องเริ่มใหม่อีกกี่หน เราก็ไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด” 

“เพื่อชีวิตอันสงบสุขของเรา” 

 

  “สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวกันก่อน ฉันชื่อ “เฟม” “นางสาว พราวพิลาศ วิทยาดำรงค์”   

ชื่อเล่น เฟม มาจาก Famous แม่ตั้งให้ เพราะอยากให้ลูกสาวตัวเองมีชื่อเสียงโด่งดัง คนรู้จักกันทั้งประเทศ

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับชื่อที่แม่ตั้งให้รึเปล่า แต่ตัวชั้นก็จัดอยู่ในกลุ่ม “โด่งดัง” มาตั้งแต่เด็ก

อาจจะไม่ถึงขนาดเซเลป ซุปตาร์หรือดารานางแบบ แต่ถ้าให้พูดตรงๆแบบไม่ถ่อมตัวแล้วละก็

ฉันเป็นคน “สวย”  

ที่พูดนี่ไม่ได้อวยตัวเองนะคะ แต่ตั้งแต่จำความได้ ประถม ยัน มัธยมยาวมาจนถึงเข้ามหาลัย

ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าตัวฉันเองเป็นคนสวยจริงๆ

ถึงจะไม่ได้สวยขนาดนางฟ้านางสวรรค์จากไหนแต่ก็ขอบอกแบบไม่อายเลยว่า

หน้าตารูปร่างสามารถเป็นนางเอกละครได้สบายๆ

ตั้งแต่เด็กๆแล้วไม่ว่าจะเป็นการประกวดเทศกาลต่างๆทั้ง นางสงกรานต์ นางนพมาศ

หรือเป็นดรัมเมเยอร์ เชียร์ลีดเดอร์ ยาวไปจนถึงการถือพานไหว้ครู ล้วนเป็นหน้าที่ของฉันทั้งนั้น

จนเมื่อเข้าช่วงวัยประถมหก อันเป็นช่วงที่มนุษย์เพศหญิงจะเริ่มเข้าสู่วัยที่เริ่มความเป็นสาว

ฉันเองก็เริ่มค่อนข้างมั่นใจว่าเราเป็นคนสวยจริงๆ สิ่งยืนยันความคิดของชั้นก็คือเมื่อเข้าช่วงวัยมัธยม

นอกจากจะเหมาตำแหน่งงานกิจกรรมต่างๆทุกอย่างที่มักจะอ้างอิงกับรูปร่างหน้าตาแล้ว

ตลอดช่วงชีวิตในวัยมัธยมยังมีผู้ชายเข้ามาจีบมากมายจนนับแทบไม่ไหว ไม่ว่าจะรุ่นเพื่อน รุ่นน้อง หรือรุ่นพี่ ไม่ว่าจะในโรงเรียนหรือต่างโรงเรียน

จะบอกว่าเป็นหนึ่งในคนที่ป๊อปที่สุดในโรงเรียนก็ไม่ถือว่าผิดจากความจริงเลย

แต่ตลอดเวลาในวัยเรียนของฉันก็ไม่เคยได้ตกลงคบหากับใครเป็นแฟนให้เป็นเรื่องเป็นราว

ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนเลือกเยอะ หรือ เป็นพวกสวยเริ่ดเชิดหยิ่งอะไรแบบนั้นหรอก

ก็แค่ไม่ได้รู้สึกว่าชอบหรือสนใจผู้ชายคนไหนที่วนเวียนผ่านสายตามาเลย หมายถึง"ชอบ" ในแบบที่มันลึกซึ้งกว่าเวลาเราชอบดารานักร้อง ลึกซึ้งกว่าความเป็นเพื่อน 

ที่จริงแล้วนอกจากพ่อตัวเองกับลุงคนขายอาหารตามสั่งตรงหน้าหมู่บ้านแล้ว

ตัวฉันพูดคุยกับผู้ชายคนอื่นน้อยมากจนแทบจะนับหัวได้เลย เรียกได้ว่า ไม่ค่อยคุยเล่นกับผู้ชายคนไหนเลยจะดีกว่า นอกจากจะคุยกันตามมารยาทปกติ หรือคุยเล่นกับเพื่อนร่วมห้องเรียนในเรื่องทั่วๆไป

 

ก่อนที่ทุกคนจะคิดกันว่า ฉันเป็นผู้หญิงประเภท สาวบลอนด์สมองกลวงตามหนังฝรั่งเกรด B หรือเป็นพวกสวยใสไร้สมองเหมือนพวกนางร้ายในละครไทยแล้วละก็ขอบอกว่าให้เบรกความคิดนั้นไปก่อน

เพราะนอกจากความสวยที่พ่อกับแม่ให้มาแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องเรียน หรือ กีฬา ชั้นก็จัดอยู่ในกลุ่ม “ผู้ชนะ” มาตลอด

ผลการเรียนดีระดับติด Top 3 ของชั้นปีมาตลอด ไม่มีวิชาในที่ไม่ถนัด แถมยังเคยสอบติดค่ายโอลิมปิกวิชาการด้วย

เรื่องเรียนนี่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์รึเปล่า

เพราะพ่อกับแม่ก็ทำงานที่อยู่ในประเภทที่ว่าต้องเป็นคนหัวดีในระดับนึงทั้งคู่

และฉันเองก็เป็นคนชอบการเรียนมาตั้งแต่เด็กๆอยู่แล้ว

เพราะรู้สึกชอบเวลาที่ตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วผลมันออกมาดีสมกับที่เราตั้งใจ

เช่น การที่เราตั้งใจอ่านหนังสือ แล้วคะแนนสอบออกมาดี

ความรู้สึกตอนที่ได้เห็นผลลัพธ์ของความพยายามแล้วมันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

ตัวเองเลยไม่ได้รู้สึกว่าการเรียนมันน่าเบื่อเหมือนคนส่วนใหญ่เค้าคิดกัน

ส่วนเรื่องกีฬาแม้ว่าจะไม่ได้เอาจริงเอาจังทางด้านนี้

แต่ก็มั่นใจว่า ศักยภาพด้านร่างกายของตัวเองดีพอจะเป็นนักกีฬาอาชีพได้แน่ๆ

อีกอย่างตัวฉันก็ไม่ได้ไม่เกลียดกีฬาด้วย ออกจะชอบการออกกำลังกายเสียด้วยซ้ำ

ตั้งแต่สมัยเด็กๆ วิ่งแข่งงานกีฬาสีกี่ครั้งก็ได้เหรียญทองตลอด

ชั้นวางถ้วยรางวัลที่บ้านก็เต็มไปด้วยถ้วยรางวัลกับเหรียญทองที่เคยได้มาทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นแบดมินตัน ว่ายน้ำ หรือกีฬาประเภททีมอย่างบาสเก็ตบอล ชั้นก็ทำได้ดีทีเดียว

ไม่รวมพวกรางวัลทางวิชาการต่างๆ ที่แทบจะล้นออกมานอกบ้านอยู่แล้ว

สาเหตุที่ไม่ได้คิดจะเอาจริงเอาจังทางด้านกีฬาทั้งที่มั่นใจว่าตัวเองทำได้ ก็เพราะว่าอยากจะมุ่งเป้าไปที่การเรียนมากกว่า

รู้สึกมันเป็นเรื่องที่ถูกจริตตัวเอง หรือจะบอกว่ารักที่จะทำก็คงได้

 

ถึงจะบอกว่าชอบเรียน แต่ก็ไม่ได้เป็นพวกเด็กเนิร์ดแว่นหนาเตอะขลุกอยู่แต่กับหนังสือเรียนหรอกนะ

เพราะฉันเองก็มีเวลาว่างทำอะไรที่ชอบเหมือนกันก็เหมือนคนอื่นๆทั่วไป

เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ชอปปิ้ง ดูอนิเมะ อ่านมังงะ ดูละคร ดูซีรี่ย์ หรือกิจกรรมทั่วไปที่วัยรุ่นปกติเค้าทำกัน

กลับกันซะอีก ในช่วงมัธยมชั้นรู้สึกว่าตัวเองให้เวลากับการเรียนน้อยกว่าวัยรุ่นคนอื่นส่วนใหญ่ซะด้วยซ้ำ

เพราะตั้งแต่เล็กจนเข้ามหาลัย ยังไม่เคยจะไปเรียนพิเศษกับใครเค้าเลย

ไม่ใช่ว่าฐานะทางบ้านไม่ดีหรืออะไรหรอก แต่เพราะผลการเรียนดีมาตลอดก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันจำเป็นอะไร

และก็ไม่ได้รู้สึกอย่างจะเข้าสังคมอะไรขนาดนั้นด้วย

ชีวิตในรั้วโรงเรียนชั้นก็เป็นเหมือนปกติทั่วๆไป เรียน สอบ ทำกิจกรรม มีออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนบ้าง

แม้ว่าจะไม่ได้มีเพื่อนสนิทมากมายอะไร แต่ก็เข้ากับเพื่อนในชั้นคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี

และถึงจะบอกว่าไม่ค่อยคุยกับผู้ชาย แต่ถ้าเป็นการพูดคุยหรือถามเรื่องอะไรที่มันไม่เกี่ยวกับความรักในวัยว้าวุ่น

ฉันก็พร้อมจะพูดด้วยตามวิสัยของเพื่อนปกติ

ที่สาธยายมาทั้งหมดจะบอกว่าตัวฉันไม่เคยเข้าใจความทุกข์ของคนในวัยเดียวกันเลยก็ว่าได้

เพราะ ไม่ว่าจะเป็น อกหัก สอบตก อยากสวย อยากหุ่นดี อยากมีคนมาจีบ เรื่องพวกนี้ไม่เคยผ่านมาในหัวเลย

ชีวิตก่อนจะเข้าเป็นนักศึกษาที่ผ่านมา อาจจะดูโดดเด่น เลิศหรูในสายตาคนอื่นแต่สำหรับตัวเองแล้วมันดูราบเรียบมาก

เพราะแค่พยายามในส่วนของตัวเองไปเรื่อยๆก็พอ

ฐานะการเงินทางบ้านก็ดีพอจะไปเที่ยวยุโรปกันทั้งบ้านได้ปีละครั้งสองครั้งแบบสบายๆ

เป็นชีวิตที่ดูสวยงามสดใสเต็มไปด้วยความสุข และโดยส่วนตัวฉันก็พอใจกับชีวิตแบบนี้มากๆ

จนกระทั่งช่วงเวลานั้นมาถึง

 

ช่วงเวลาที่ชีวิตอันแสนสงบสุขได้พังทลายลง

ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น