ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 30 New Action_แผนการทวงเกาะคืน Part 1 (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 30 New Action_แผนการทวงเกาะคืน Part 1 (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.4k

ความคิดเห็น : 49

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2559 19:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 30 New Action_แผนการทวงเกาะคืน Part 1 (100%)
แบบอักษร

 

 

 

 

แผนการทวงเกาะคืน Part 1

 

 

 

 

                    คุณพจน์?” ทิวายกมือขึ้นไหว้อย่างงงๆ  ทำไมถึง?......”

 

                   “นั่นน่ะสิ....ทำไม? คงต้องอธิบายกันยาวเลยว่าไหม...... นายภีม!

 

                   พจน์คุยกับทิวาก็จริง แต่ประโยคสุดท้ายกลับหันไปถามคนตัวสูงที่เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ แต่สิ่งที่ทำให้ยิ่งทิวางงยิ่งกว่าคือคำเรียกที่ดูเหมือนจะสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

 

                   “พี่ชายพี่เอง

 

                   “เอ๋?”

 

                   ตากลมโตเบิกขึ้นอย่างแปลกใจ มองหน้าภีมสลับกับพจน์ไปมาอยู่ครู่เดียว ก่อนจะเปลี่ยนประกายวิบวับ พลางเหลียวมองไปรอบๆตัวอย่างมีความหวัง

 

                   แต่แล้วคนหน้าหวานก็จ๋อย เพราะมองทั่วแล้วมีแต่คนตัวใหญ่ๆกันทั้งนั้นเลย แถมยังแต่งตัวรัดกุมยังกะจะเตรียมออกรบกันยังไงอย่างงั้น และสีหน้าที่คนผมยาวแสดงออกก็ไม่ได้รอดพ้นสายตาจากคนที่สังเกตอยู่ตลอดเลยแม้แต่น้อย แต่พจน์กลับไม่พูดอะไร รอให้เจอกันเองคงจะดีกว่า พร้อมทั้งยกข้อมือขึ้นกะเวลาคร่าวๆ

 

                   เรือคงออกจากท่ามาได้ไกลพอสมควรแล้วตอนนี้ และก็คงอีกสักพักล่ะกว่าจะมาถึงที่นี่ ซึ่งมันผิดกับไอ้แมงปอลำที่เพิ่งมาส่งเมื่อครู่อย่างลิบลับ เรียกได้ว่ายังไม่ทันจะได้คิดอะไรในหัวเลยด้วยซ้ำมันก็ฉิวจนมาถึงจุดหมาย แถมพอก้มลงมองข้างล่างยังตกใจในวินาทีแรกเพราะเห็นคนทั้งคู่กำลังปล้ำอยู่กับตัวอะไรสักอย่าง แล้วก็โล่งใจไปเมื่อมันไม่ใช่จระเข้น้ำเค็มอย่างที่คิด แต่เป็นแค่ ตัวเหี้ยซึ่งอันตรายต่างกันเห็นๆ

 

                   พอมาคิดดูดีๆอย่างนายภีมก็คงไม่ลดตัวลงไปปล้ำกับจระเข้ให้เหนื่อยเล่นหรอก

 

                   “เป็นไงบ้าง?”

 

                   “ยุ่งนิดหน่อยภีมหันไปจับมือกับชีวิน

 

                   “ไง ไอ้น้อง มีอะไรดีๆอุบเงียบไว้เลยนะ มิน่าล่ะมันถึงกลิ่นแหม่งๆตั้งแต่มีคนไปบอกว่าเรือเสียแล้ว

 

                   “หวัดดีพี่หมอ

 

                   “ไม่บาดเจ็บตรงไหนนะ?”

 

                   ภีมส่ายหน้าปฏิเสธพลางยื่นกำปั้นไปชนกำปั้นกับหมอนิวิฐ จากนั้นเมื่อภีมแนะนำ ก็เล่นเอาทิวาถึงกับมึน เพราะพอมายืนรวมตัวกันอย่างนี้แล้วทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแคระไปโดยปริยาย

 

                   “เรือลูกพี่นี่สุดยอดไปเลย

 

                   “งั้นเหรอ? มาได้จังหวะกันดีจริงๆ

 

                   “ไหนลองบอกมาซิว่าเรื่องมันเป็นไงมาไง ทำไมถึงไม่ยอมเอาเรือกลับเข้าฝั่ง ฮึ! นายภีม?”

 

                   พจน์เริ่มประโยคอย่างเป็นงานเป็นการ อีกทั้งยังทำหน้าตาจริงจังจนภีมอึ้งอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่คนน้องจะเริ่มต้นเล่าคร่าวๆและให้เข้าใจง่ายที่สุด

 

                   “ไอ้ประดิษฐ์!

 

                   “น่าจะไม่ผิดตัว?” ชีวินเสริมทันที

 

                   “หึๆ ถ้าเป็นตามที่ลุงคนนั้นเล่า อ้วนเหมือนหมูแต่หัวเราะเหมือนม้า คาบซิก้าตลอดเวลา ชอบถือแก้วไวน์แดงและมีลูกน้องตัวใหญ่ๆอย่างกับตึก คงไม่ต้องเดาแล้วละว่ามันเข้าไปบนเกาะได้ยังไง

 

                   “คราวก่อนมันมาเสนอราคา รู้ไหมว่ามันให้ข้าเท่าไหร่กับแค่ไปกล่อมเอ็งสองคนให้ขายเกาะให้?”

 

                   ชีวินเว้นวรรคและสังเกตสีหน้าคนที่นั่งฟังร่วม พจน์กับภีมส่ายหน้า นิวิฐไม่ออกความเห็น อีกทั้งลุงสังข์ ชิต โทน ก็นิ่งฟัง แม้แต่ทิวาเองก็เข้าไปนั่งอยู่ข้างหลังร่างสูงและรอฟังด้วยอย่างสนใจ

 

                   “สิบล้าน

 

                   “หือ??!!....”

 

                   “ใช่ แค่กล่อมให้เอ็งสองคนยอมขายเกาะให้ ข้าจะได้ทันทีสิบล้าน

 

                   “หึๆพจน์ยิ้มเยาะ และภีมก็มีอาการไม่ต่างกัน คือยิ้มหน้าเหี้ยม

 

                   “แต่ข้าก็ไม่ได้ตอบรับ หรือปฏิเสธ และก็รอดูว่ามันจะทำยังไงต่อ ที่ไม่ได้บอกพวกเอ็งเพราะคิดว่ายังไงข้าก็ไม่รับอยู่แล้ว นึกว่ามันตายห่าหรือมีใครเก็บมันไปลงนรกแล้วนะเนี่ย

 

                   “มันซื้อเกาะไม่ได้ แต่ก็แอบเข้ามาขโมยรังนก แถมยังหาคนมาช่วยได้ด้วยเนี่ยสิ

 

                   “เท่าที่ลุงแกเล่า ตอนแรกที่ยอมมารับจ้างคือเพื่อนมาชวน แล้วแกกับน้องก็มาจริงๆเพราะมันให้ค่าจ้างวันละหลายตังค์อยู่ เสียอยู่อย่างเดียวบังเอิญแกแอบไปได้ยินเรื่องที่พวกมันคุยกันเรื่องเกาะนี่ละ ไอ้เสียเลยกะเอาตายเพื่อไม่ให้ปากโป้งไปบอกคนอื่น

 

                   “ไอ้เลว!

 

                   “นอกจากคนงานที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แล้ว ไอ้ประดิษฐ์มันยังมีลูกน้องอีกกี่คนพจน์ถามคล้ายเปรย และราวกับว่าทุกคนกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองจนเกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ

 

                   ภีมกับพจน์เหลือบตามองกันอย่างรู้ใจ เพราะมาถึงขนาดนี้แล้วคงจะมีอีกวิธีเดียว คือขึ้นไปบอกพวกไอ้เสี่ยประดิษฐ์ให้ออกไปจากที่ของตน

 

                   แต่จะบอกวิธีไหน?

 

                   เดินโต้งๆเข้าไปตบไหล่มันแล้วบอกว่า เฮ้ย! มึงกำลังบุกรุกที่ส่วนตัวอยู่นะเว้ย กรุณาย้ายตูดใหญ่ๆของมึงออกไปจากเกาะของกูได้แล้ว แบบนั้นมันคงจะยอมเดินออกไปดีๆหรอก

 

                   ลมกำลังพัดเย็นสบาย แดดก็ไม่ร้อนมากเพราะเวลาที่เกือบจะบ่ายสามโมง อาทิตย์จึงเริ่มคล้อย ถ้าไม่มีเรื่องนี้มารบกวนจิตใจคงมีใครสักคนบนนี้ถอดเสื้อผ้าแล้วกระโดดลงน้ำสบายใจเฉิบไปแล้ว

 

                   หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบคลอบคลุมจนตาเกือบปิด ชีวินก็ดีดนิ้ว แป๊ะเสียงดังราวกับนึกอะไรได้ เรียกให้ตาทุกคู่หันไปมองคนที่กำลังกอดอกยิ้มเหมือนกับได้รางวัลโนเบลก็ไม่ปาน

 

                   “เราต้องส่งสปายเข้าไปสืบลาดเลาข้างบนนั้น

 

                   “หา?!”

 

                   ทุกคนที่นั่งร่วมวงอยู่ทำหน้าแบบเดียวกันคือ งงก่อนที่หมอนิวิฐจะออกความเห็นหลังจากที่ได้แต่อึ้งกับความคิดสุดบรรเจิดของเพื่อน

 

                   “ให้ไปเป็นสปายในป่าแบบนั้นน่ะนะ ใครจะยอมบุกป่าเข้าไปให้เอ็งวะ?”

 

                   “มีก็แล้วกัน! แล้วข้าก็ยังเห็นว่าเขามีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวที่จะสามารถเล็ดลอดเข้าไปสืบความลับให้เราโดยที่พวกนั้นจะไม่สงสัยเลยแม้แต่นิดเดียว

 

                   “คนที่เอ็งว่าเป็นใครข้าชักอยากเห็น ถ้ากล้าเข้าไปต้องมีแปลกตาบ้างละ นี่บนเกาะนะเว้ยไม่ใช่ในเมืองที่จะเข้านอกออกในได้สบายๆ

 

                   “นั่นแหละ ถึงได้บอกว่าเขามีคุณสมบัติครบถ้วนยังไงล่ะ

 

                   “เอาล่ะ ไม่ต้องโยกโย้ บอกมาคำเดียวว่าเป็นใคร?”

 

               “ไม่ต้องเลือกหรอก ข้าจะไปเอง”  ดูเหมือนพจน์ชักจะทนความขี้เล่นของเพื่อนไม่ไหว เพราะถ้าจะให้ใครสักคนบนเรือลำนี้ขึ้นไปบนเกาะก็คงจะต้องเป็นตนนี่แหละเหมาะสมที่สุด

 

                   “ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ต้องไอ้เกลอ เองไม่ต้องเสนอตัว เพราะยังไงก็ไม่ใช่เอ็งอยู่แล้ว ตัวใหญ่อย่างกับตึก เดินเข้าไปพวกนั้นได้เห็นหมด ข้ามีตัวเลือกที่เจ๋งกว่านั้น

 

                   “เฮ้อ...พจน์เหลือบตามองชีวิน และเป็นสายตาที่บอกให้ไอ้คุณเพื่อนก็รู้ด้วยว่า  ชักจะเริ่มรำคาญ และชีวินก็เหมือนกับนกรู้ชี้มือไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

 

                “และนั่นคือสปายของพวกเรา!

 

                   ขวับ

 

                   ช่างพร้อมเพรียงราวกับนัดกันไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน เพราะทั้งหน้าสายตาทุกคู่หันพรึ๊บไปมองตามมือของชีวินที่ชี้ไปที่   เจ้าขนุน’   ที่กำลังนั่งแทะแอปเปิ้ลลูกเท่าบ้านเพราะทิวาเพิ่งหยิบให้ ทำเอามันถึงกับหันมามองตอบจนลืมเคี้ยว และถ้ามันถามได้คงจะถามออกมาแล้ว

 

                   “ไอ้หอก ดูหนังมากไปละเอ็ง ลิงเนี่ยนะ? แล้วถ้ามันเข้าไปได้จริงมันจะกลับออกมาบอกเอ็งได้ยังไง หา?” หมอนิวิฐที่นั่งฟังเงียบอยู่นานแทบจะลุกขึ้นเหยียบคนคิดแผน

 

                   “ก็ใครบอกว่าจะให้มันออกมา เพราะข้ามีวิธีที่ดีกว่านั้น

 

                   “เลิกยึกยักซักที

 

                   “โอเค โอเค

 

                   คนบอกโอเคลากเป้ที่ตัวเองทะนุถนอมอย่างดีมาค้นอะไรกุกกักเพราะไม่อยากเสี่ยงกับเท้าหลายคู่ที่ดูเหมือนจะเริ่มทนไม่ไหว ก่อนจะยกของในมือขึ้นโชว์

 

                  “นี่คือ กล้อง

 

                   “เออ ไม่บอกไม่รู้เลยว่าเป็นกล้อง”

 

                   ชีวินไม่สนใจเสียงแซวเล็กๆซ้ำยังทำหน้าเจ้าเล่ห์ แล้วทำมือส่องไปที่เจ้าขนุนคล้ายมองผ่านเลนส์ จากนั้นก็หยิบทั้งกรรไกร พลาสติก ขดลวด แล้วอะไรอีกจิปาถะออกมาวางแล้วประกอบของบางอย่างขึ้นโดยที่กะขนาดจากข้อมือของตัวเองคร่าวๆ

 

                   ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ในที่สุดกล้องขนาดเล็กก็พร้อมใช้งาน ขาดอยู่เพียงอย่างเดียว

 

                   “ลูกพี่ทำอย่างในหนังเป็นด้วยเหรอครับโทนขอกล้องไปมองใกล้ๆแล้วมองไปยังเจ้าขนุนที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง

 

                   “ของกล้วยๆ

 

                   “โม้

 

                   “ไม่ได้โม้นะเว้ย ทำได้จริงๆ

 

                   "คุยกับลิงให้มันยอมให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยมาคุย

 

                   ดูเหมือนคนเจ้าแผนการจะชินกับเสียงตอดเล็กตอดน้อยของเพื่อนพอสมควร ซ้ำยังยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วคลานแยกตัวออกไปนั่งโดดเดี่ยวคนเดียวอย่างจงใจที่สุด จุดประสงค์เพื่อจะได้ให้เจ้าจ๋อมันเห็นตนได้ชัดๆ แล้วก็เริ่มดำเนินการบางอย่างที่คิดไว้ในหัวทันที

 

                   เสียงฉีกถุงดัง    กว๊ากก!’   เรียกสายตาของเจ้าจ๋อได้มากพอดู มากถึงกับขนาดที่มันยอมหันหลังให้แอปเปิ้ลสีแดงสดราคาแพงที่กำลังแทะ มานั่งเอามือประสานกันเอียงคอมองชีวินเคี้ยวขนมก่วมๆตาไม่กระพริบ

 

                   มันฝรั่งทอดกรอบยี้ห้อดังที่หยิบใส่เป้มาเริ่มมีประโยชน์มากกว่าที่จะเอาไว้กระแทกปากเฉยๆจนชีวินแอบยิ้มในใจ

 

                   เท่านั้นยังไม่พอ

 

                   มือหนายังล้วงเข้าไปในเป้ แล้วหยิบประป๋องน้ำอัดลมออกมาเปิดดัง 'แป๊ก' ก่อนจะยกขึ้นดื่มอึ๊กๆพร้อมกับทำเสียง อ่า! อย่างตั้งใจจะบอกว่ามันอร่อยสุดในสามโลก หลังจากนั้นก็หยิบแผ่นมันฝรั่งใส่ปากและบรรจงเคี้ยวให้ดังจนคนรอบข้างที่แอบมองถึงกับอึ้งเมื่อเจ้าขนุนที่นั่งอยู่ซะห่างแต่แรก ค่อยๆขยับเข้ามาเรื่อยๆ คลานมาสองสามก้าวแล้วก็นั่งเอียงคอมอง คลานมาอีกนิดแล้วก็หยุดเหมือนจะชั่งใจตัวเองว่าจะเข้าไปดีหรือไม่เข้าไปดีอยู่พักใหญ่

 

                   สองหนุ่มที่ทึ่งในความสามารถแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนถึงกับลงไปนอนชักกับพื้นเพราะแอบลุ้นจนตัวโก่ง จนในที่สุดเจ้าขนุนมันก็มานั่งเกาะขาชีวินแล้วแหงนมองหน้าหล่อๆราวกับจะขอเอี่ยวด้วย

 

                  “สุดยอด!...

 

                   เสียงใครบางคนรำพึงเบาๆเมื่อเห็นว่าตากับหน้ากลมๆของมันมองตามมือใหญ่ที่ล้วงถุงขนมจนกระทั่งยกขึ้นใส่ปากตาเป็นมัน

 

                   “อะไร? อยากกินไอ้นี่เหรอ?”

 

                   คนที่กำลังเล่นละครหลอกลิงก้มลงถามออกไปทั้งๆที่รู้ว่ามันโต้ตอบกลับมาไม่ได้ ก่อนจะหยิบขนมแผ่นใหญ่ส่งให้มือเล็กๆที่เต็มไปด้วยขน ที่รีบรับไปกัดกั๊บๆแล้วก็หมดภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

                   เสียงครางหงืดๆของมันคล้ายกับไม่พอ จะขออีก จนครั้งที่สองและสาม พอหลายชิ้นเข้าคนตัวสูงจึงยื่นถุงขนมให้

 

                   “เอ้า...

 

                   เจ้าจ๋อรีบคว้ามาแล้วทำการล้วงกินเองใหญ่ สร้างความแปลกใจจนคนรอบข้างที่นั่งมองเริ่มคุยกันเซ็งแซ่ แล้วยิ่งทึ่งหนักเข้าเมื่อเห็นชีวินช้อนตัวเจ้าจ๋อขึ้นนั่งตัก

 

                   “ชาติก่อนเคยเป็นลิงหรือไงหมอนิวิฐถึงกับขยับเข้ามาถามราวกับไม่เชื่อตา

 

                  “ลืมไปแล้วเหรอ ตาชีพก็เลี้ยงลิง?”

 

                   ชีวินถามกลับพลางลูบหัวเจ้าลิงน้อยที่ดูเหมือนจะใจง่ายกว่าที่คิด

 

                   ตาชีพที่ว่าก็คือพ่อของเจ้านี่แหละ และไอ้เจ้าวินมันก็ชอบเรียกชื่อพ่อของตัวเองตามหลานๆ

 

                   นานแล้วละ ตั้งแต่สมัยเรียน และเคยไปเที่ยวสวนของไอ้เจ้าวิน พ่อมันมีสวนมะพร้าวหลายร้อยไร่ จะจ้างคนขึ้นก็หายาก จะขึ้นเองลูกก็ไม่ให้ทำเพราะมันอันตราย ตาชีพเลยฝึกลิงเอาไว้ขึ้นต้นมะพร้าวแทน

 

                   แล้วหมอนิวิฐที่เพิ่งนึกออก เมื่อเห็นคนที่คุยโวโม้เอาไว้เอากล้องตัวเล็กที่เพิ่งแฮนด์เมดขึ้นมาเมื่อครู่ ลักษณะกลมๆคล้ายจี้สอดเข้าคล้องคอเจ้าจ๋อแล้วเสียบสลักด้านหลังคอของมันเสียงดัง กริ๊กก็เป็นอันเสร็จพิธีโดยที่เจ้าจ๋อมันแค่แหงนหน้าขึ้นมองชีวินแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะรู้สึกว่าทั้งขนมทั้งน้ำอัดลมที่ได้มาน่าสนใจกว่าเป็นไหนๆ

 

                   เมื่อได้เห็นคนที่ทำหน้ายิ้มภูมิใจในความสามารถของตน

 

                  “ของกล้วยๆเห็นไหม?”

 

                  “เออ เอ็งเก่ง

 

                   “รู้ไหมว่าลิงพวกนี้ จะยอมทำอะไรเล็กๆน้อยๆให้ง่ายๆถ้ามีค่าจ้าง ซึ่งไม่ใช่เงินทองแต่เป็นของกิน เน๊อะ ไอ้ตัวเล็ก อะไรกันหมดแล้ว? กินเก่งแท้วะ!

 

                   คนที่นั่งฟังหัวเราะกันครืน เมื่อเห็นคนตัวใหญ่ๆนั่งคุยกับลิงตัวเล็กเป็นตุเป็นตะเหมือนกับรู้เรื่อง และปัญหาใหม่ของชีวินคือต้องหาขนมมาตุนเป็นค่าจ้างลิงในการเป็นสปายในครั้งนี้

 

                   บรรยากาศบนเรือยอร์ชดูเหมือนจะผ่อนคลายไปได้หน่อยหนึ่ง ลุงสังข์ ชิตกับโทนยังนั่งขัดสมาธิคุยกันอยู่ที่พื้นเพราะยังไม่มีอะไรให้ทำ

 

                   ส่วนภีมกับพจน์ยืนคุยกันจนเมื่อหมอนิวิฐเข้าไปร่วมวงจากนั้นก็เป็นชีวิน ที่พอเซ็ตคอมพิวเตอร์ให้ลิ้งค์กับมือถือแล้วก็กล้องที่ห้อยคอของเจ้าขนุนได้เรียบร้อยก็เดินเข้าไปสมทบพร้อมกับบอกแผนการบางอย่างที่น่าจะทำกันก่อนวันพรุ่งนี้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นคืนนี้ได้ยิ่งดี

 

                   ทิวายืนฟังอยู่พักหนึ่งจึงค่อยๆเลี่ยงออกมายืนห่างๆเพราะตนไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำจึงไม่ออกความเห็นไดๆ

 

                   คนตัวเล็กยืนนิ่งเกาะเหล็กกั้นมองน้ำคิดอะไรเงียบๆอยู่พักใหญ่ และไกลออกไปอย่างไร้จุดหมาย จุดอะไรบางอย่างตรงของน้ำที่อยู่ลิบๆ

 

                  “นั่น...คงไม่ใช่?...

 

                   เสียงรำพึงเหมือนไม่ได้เจาะจงถามใครของทิวาทำให้ทั้งสี่หนุ่มหันมามองแล้วก็หันไปตามสายตาที่คนผมยาวมองบ้าง 

 

                  “มาซักทีเสียงเปรยเบาๆนั้นทำให้ใครบางคนหันมาแซวอย่างคันปาก

 

                   “แหม แหม แหม อยู่ห่างไม่ได้เลยเหรอเอ็ง ความรู้สึกมันเป็นยังไงวะถามหน่อยเถอะ? มันใจจะขาด? หรือกินข้าวไม่อร่อย?....หรือ.....

 

                  “ชัดอัพ!..

 

                   หมอนิวิฐกับภีมหัวเราะหึๆ แต่ที่ทำให้ทิวาไม่เข้าใจถึงขนาดขมวดคิ้วเมื่อพจน์กัดฟันพูดกับชีวินนี่ต่างหาก

 

                   “ขอให้เอ็งเจอเข้ากับตัวเองแล้วเป็นหนักมากๆ และเป็นให้หนักกว่าข้า ถึงขนาดที่ไม่เห็นหน้าเขาแล้วเอ็งกินข้าวไม่ได้ ข้าจะหัวเราะให้ฟันหัก

 

                   “คงยากว่ะ เพราะอย่างข้าไม่อ่อนขนาดนั้น

 

                  “เออ ขอให้จริง

 

                   ทิวาขมวดคิ้วฉับ คุณพจน์คุยกับคุณชีวิน แต่ตากลับจ้องนิ่งไปที่จุดขาวๆตรงขอบน้ำไกลลิบที่ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างชัดขึ้น และถ้ามองไม่ผิดคงต้องเป็นเรือยอร์ชอีกลำ ที่กำลังมุ่งหน้าตรงมาทางนี้ด้วยสิ

 

                   หรือจะเป็น?

 

                  ใช่ตะวันหรือเปล่า?

 

                   ต้องใช่ตะวันแน่ๆ

 

                   คนผมยาวคิดในใจอย่างตื่นเต้น และความตื่นเต้นยินดีนั้นมันก็ได้แสดงออกมาทั้งตาที่ระยิบระยับกับปากอิ่มที่พยายามหุบไว้อย่างสุดความสามารถ ทั้งกัดก็แล้วทั้งเม้มก็แล้วเพื่อไม่ให้มันฉีกยิ้มกว้าง แต่พอรู้ว่าจะได้เจอตะวันเท่านั้น ทิวาก็ไม่อาจห้ามยิ้มหวานที่ฉีกออกมาอย่างเต็มที่ของตัวเองได้เลย และเพื่อไม่ให้ตัวเองตื่นเต้นเก้อจึงหันไปถามพจน์เพราะอยากให้แน่ใจจริงๆ

 

                   “ตะวันใช่ไหมครับ! ตะวันกำลังจะมาที่นี่ใช่ไหมครับคุณพจน์?”

 

                   เจ้าของชื่อต้องผินทั้งหน้าหันทั้งตัวมามองเพราะมือขาวๆจับต้อนแขนคนตัวสูงเขย่าอย่างอยากรู้ แต่พจน์ก็ทำหน้านิ่ง ทั้งๆที่ในใจอยากจะบินไปลากไอ้เรือลำนั้นมาให้ไวกว่านี้สักร้อยเท่าพันเท่า

 

                  “แล้วคิดว่าไง?”

 

                   จะให้คิดว่าไงล่ะ!   ทิวาก็ร้อง เย้เสียงดังลั่น แต่หลังจากนั้นไม่มีใครตกใจจนตาเหลือกเท่ากับภีมที่เห็นคนตัวบางกระโดดกอดพจน์อย่างดีใจ

 

                  หมับ!

 

                  “เฮ้ย!

 

                   ความหวงที่มีอยู่ก่อนแล้วเต็มเปี่ยมทำให้ร่างสูงของภีมพุ่งเข้ารวบคนตัวเล็กถอยหลังออกมากอดไว้แน่นอย่างลืมตัว ได้ยินเสียงหัวเราะขำจากคนรอบข้าง กับอมยิ้มล้อเลียนของพจน์มากกว่าจะจริงจังเมื่อเห็นน้องชายทำแบบนั้น

 

                   ส่วนทิวาแทนที่จะหงอกลับทำตรงกันข้ามเล่นเอาคนหน้าบึ้งถึงกับเหวอเมื่อเจอยิ้มหวานพิฆาตคู่ต่อสู้เข้า

 

                  “ตะวันจะมาละพี่ภีม ถ้าอย่างงั้นพี่ภีมต้องรู้จักแล้วน่ะสิ?”

 

                   “ยังไม่เห็น แน่ใจได้ยังไงว่าเขาจะมา?”

 

                  “แน่ใจสิ!

 

                  “ทำไมมั่นใจขนาดนั้น?”

 

                  “คุณพจน์คงไม่ปล่อยตะวันอยู่คนเดียวใช่ไหมครับ?” 

 

                   ทิวาหันไปถามพจน์อีกครั้ง และก็เห็นแต่ปากหยักยกยิ้มไม่รับและไม่ปฏิเสธ เท่านั้นแหละคนหน้าหวานก็ยิ้มกว้างแล้วก็สรุปเอาแบบเข้าข้างความคิดตัวเองแบบสุดๆ

 

                  “เห็นไหม คุณพจน์ไม่ปฏิเสธ”

 

                   ภีมนึกอยากจะดึงจมูกรั้นๆที่เชิดขึ้นนั้นให้ขาดติดมือออกมาจริงๆให้ตาย พลางจ้องตาคนหน้าขาวที่ทำเมินตนแล้วหันไปยืนเกาะเหล็กกั้นมองไปข้างหน้าอย่างใจจดใจจ่อ

 

                   ครึ่งชั่วโมงผ่านไป

 

                   จากจุดเล็กๆขาวๆเมื่อครู่จึงเริ่มมีขนาดใหญ่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ทำให้ทิวาแน่ใจที่สุดคือกล้องส่องทางไกลในมือที่เอามาส่องให้เห็นกับตาตัวเองจริงๆว่าคนผมสั้นๆที่ยืนอยู่บนเรือหันหน้ามาทางนี้นั่นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก

 

                   “ตะวัน ยู้ฮู  ตะวัน! ตรงนี้ ตรงนี้ เห็นเราไหม?” คนผมยาวกระโดดเหยงๆพลางโบกมือไปให้เรืออีกลำจนผมเอียงตัวเอียง

 

                   “โดดเด่นขนาดนี้คงจะเห็นแล้วละ แต่จากตรงนี้คงยังไม่ได้ยินเสียงหรอก”

 

                   ภีมไม่ได้ไปไหนไกลเพราะกลัวว่าคนที่มัวตื่นเต้นจะลืมตัวไปว่าข้างหน้าคือน้ำมากมายไม่ใช่พื้นดินที่ออกวิ่งไปหากันได้ทันที

 

                   จนในที่สุดเวลาที่ทิวารอคอยก็มาถึง

 

                   “ทิ ทิวา”

 

                   “ตะวัน มาจริงๆด้วย!

 

                   หมับ!

 

                  คนหน้าหวานสองคนโผเข้าจับมือกันแน่นปานคนรักที่ไม่ได้เจอกันมาสักสิบปี เรียกสายตาเอ็นดูจากคนรอบข้างได้มากพอดู โดยเฉพาะคนตัวสูงสองคนที่แต่แรกก็ซึ้งด้วยอยู่หรอก

 

                   แต่ผ่านไปได้แค่พักเดียว

 

                   ตาของสองพี่น้องชักเริ่มมีแววเคือง เมื่อคนตัวขาวทั้งสองติดกันยังกะตังเม เอ็งไปไหนข้าไปด้วย จูงมือตามตูดกันต้อยๆโดยปล่อยให้คนตัวโตสองคนได้แต่มองหน้าเป็นหมามองเครื่องบิน

 

                   “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าว่าเอ็งสองคนเป็นหนักไปนะ เพลาๆลงหน่อยก็ได้นะเว้ยเฮ้ย อยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแบบนี้เดี๋ยวก็ได้เบื่อหน้ากันพอดี”

 

                   “ไม่มีทาง!   //  ไม่มีทาง!

 

                  “หึๆ เล่นก็อปกันมาทั้งหน้าทั้งนิสัย ขนาดอยู่คนละที่คนละมุม รูปแบบรสนิยมยังแทบไม่ต่างกันเลย แต่ก็ดีอยู่หน่อย”

 

                  “หน่อยอะไรวะ?”

 

                  “หน่อยเดียวตรงที่เอ็งสองคนไม่ต้องมาแย่งคนๆเดียวกันไง เพราะข้านึกภาพไม่ออกว่าใครมันจะชนะ และถ้าเป็นอย่างนั้นคนที่ลำบากใจที่สุดก็คงจะเป็นคนกลาง”

 

                  “หึๆ....”

 

                   ทั้งพี่ทั้งน้องละสายตาจากคนของตัวเองที่กำลังนั่งหัวเราะคิกคักมามองหน้ากัน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ตนจะยอมหลีกทางให้ไหม?

 

                  ไม่!

 

                   “ต่อให้เป็นนายฉันก็ไม่ยอมยกให้!  //  ต่อให้เป็นพี่ก็ไม่มีทาง!

 

                  “เฮ้ย! เฮ้ย! เฮ้ย! สมมุติเว้ย สมมุติ”

 

                  ชีวินบอกเสียงลั่นแล้วเดินเข้าไปยืนแทรกกลาง เรียกสายตาใครหลายคนให้หันมามอง   “ที่ข้าพูดเมื่อกี้น่ะแค่สมมุติ ไม่ใช่ให้คิดจริงจังขนาดนั้น”

 

                   “มีอะไรกันเหรอครับ?”

 

                   คนถามน่ะตะวัน และพ่วงมาด้วยสายตาที่เป็นคำถามของทิวากับนรินทร์ที่มายืนเรียงจ้องมาตาแป๋วเหมือนเด็กอยากรู้เรื่องของผู้ใหญ่

 

                  “เปล่าหรอก คุยเรื่องหมาบ้าอยู่ในช่วงติดสัดน่ะ มันจะกัดกันเพราะคิดไปเองว่าเหลือตัวเมียแค่ตัวเดียว”

 

                  ขวับ!

 

                   คำเปรียบเปรยกระทบรุนแรงจนทำให้คนที่รู้ความหมายหันไปมองคนพูด แต่มีหรือว่าหมอนิวิฐจะรู้สึกรู้สา ซ้ำยังยกยิ้มร้ายแถมยักไหล่ให้อย่างไม่แคร์ด้วยว่ามันจะไปสะกิดต่อมอะไรใครเข้า

 

                  “เอาล่ะ ไหนๆก็มากันครบแล้ว ใครก็ได้ไปเป็นพ่อครัวให้หน่อย ชักหิวแล้ว!

 

 

 

 

 

 

                   5:20 น.

 

                   ในขณะที่คนอื่นๆกำลังยุ่งกับของกินอยู่ในครัว เพราะใครอยากกินอะไรก็ทำกินเอง พ่อครัวจะได้ไม่ปวดหัวกับความต้องการของคนหลายคน ตะวันกับทิวาพากันมานั่งห้อยขาสบายอารมณ์ชมวิวพระอาทิตย์กำลังจะตกอยู่กราบเรืออีกด้าน และกำลังหัวเราะขำกับเรื่องตลกที่เอามาเล่าให้กันฟัง

 

                   วิวตรงนี้ก็เหมาะซะจริง เพราะอาทิตย์กำลังคล้อย และข้าวผัดไข่ใส่คะน้าง่ายๆในมือของแต่ละคนก็พร่องไปเกือบครึ่งจาน ต่างก็ตักข้าวผัดที่ช่วยกับทำเข้าปากเคี้ยวช้าๆ อีกทั้งได้สูดอากาศบริสุทธิ์ หันมองรอบๆตัว

 

                   ตะวันหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของทิวานิ่งๆและนานโดยไม่พูดอะไรจนเจ้าตัวรู้สึกและหันมามองตอบบ้าง

 

                   “ทำไมมองเราแบบนั้น?”

 

                   คนถาม ถามยิ้มๆเพราะสีหน้าที่สงสัยอย่างล้นเหลือของตะวันมองออกได้ง่ายโดยที่ไม่ต้องเอ่ยคำไดออกมาเลยด้วยซ้ำ

 

                  “ก็เราไม่อยากเชื่อไง นี่รู้ไหม?......” 

 

                   ท่าทีหันซ้ายมองขวาของตะวันเหมือนกับจะคุยความลับอะไรซักอย่างทำให้ทิวาหันซ้ายหันขวาเพื่อเช็คว่าไม่มีใครรอบๆแล้วกระเถิบเข้าไปใกล้อีกนิดจนหัวห่างกันคืบเดียว

 

                   “เราเคยคิดเล่นๆว่า คนแบบไหนจะเอาคุณภีมอยู่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นคนใกล้ตัวขนาดนี้”

 

                  “เราไม่รู้มาก่อนว่าพี่ภีมจะเป็นน้องของคุณพจน์”

 

                  “ทิเจอคุณภีมตั้งแต่เมื่อไหร่?” ทิวาบอกไปแล้วตะวันก็ทำท่านับมือก่อนที่ตาโตจะเบิกโพลง

 

                   “งั้นก็แปลว่า...ก่อนที่เราสองคนจะเจอกันนะสิ?”

 

                   “คงใช่...มั้ง”

 

                   ทิวาเคี้ยวข้าวในปากช้าๆพลางนึกตาม แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อคนขี้สงสัยหันซ้ายหันขวาเหมือนกับเช็คว่าไม่มีใครกำลังเดินผ่านมาแถวนี้แน่ๆจนทิวาต้องทำตาม

 

                  “หือ หือ อะไร อะไร  ทำไมทำท่าแบบนั้น?”

 

                  “คือ .... เอ่อ......”

 

                   ตะวันต้องเอามือลูบแก้มตัวเองเมื่อรู้สึกว่ามันร้อนวาบขึ้นมาเฉยๆ พลางกัดปากบางอิ่มอย่างไม่แน่ใจว่าจะถามดีไหม

 

                  “ทิ ตอนที่ทิ ....กับคุณภีม.....เอ่อ.....”

 

                  “คุยอะไรกันอยู่?”

 

                   ขวับ!

 

                   ขวับ!

 

                   ร่างสูงๆของทั้งสองพี่น้องที่ไม่รู้ว่าเดินมาตอนไหน ทรุดลงนั่งลงข้างๆแล้วก็หลุบตาลงมองจานข้าวผัดในมือขาวตาเป็นมัน

                  “อยากกินเหรอครับ?”

 

                  ตะวันถามออกไปแล้วก็แทบกัดสิ้นตัวเอง เมื่อเห็นคนตัวสูงพยักหน้าแล้วอ้าปากรอ  “กินเองสิครับ คนออกเยอะแยะ อายเขา”

 

                  “อายใคร...อายหมอนั่นนะเหรอ?”

 

                   พจน์พยักพะเยิดไปทาง   หมอนั่น   ที่กำลังอ้าปากรับข้าวผัดที่ทิวาเป็นคนตักใส่ปากให้และกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ พอหันกลับมาตะวันก็ต้องถอนหายใจเฮือกเพราะดูเหมือนว่าลูกนกยักษ์จะไม่ยอมขยับมือตัวเองซ้ำยังอ้าปากหวอรอไม่ยอมหุบ จนต้องทำแบบนั้นเรื่อยๆจนข้าวเกลี้ยงจานโดยไร้คำโต้แย้งไดๆ

 

                   ตาคมมองหน้าเนียนที่กำลังแดงแข่งกับอาทิตย์อัสดงอย่างชอบใจ จริงๆก็กินเองได้อยู่หรอกนะ แต่ไม่รู้ทำไมทั้งๆที่รู้ว่าคนตัวเล็กขัดเขินแค่ไหนที่ต้องทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น แต่ก็ชอบเหลือเกินที่ได้เห็นฟันคมกัดปากอิ่มอย่างอายจัดอีกทั้งตาหวานที่ช้อนขึ้นมองแบบนี้

 

                   ให้ตาย! นี่ถ้าไปทำตาแบบนี้ที่บ้านโน้นนะ มีหวังต้องมีการสะกิดไหล่ชวนเข้าห้องแน่ๆ

 

                  “เมื่อกี้ตะวันมีอะไรจะถามเรา?”

 

                   “เปล่า ไม่ ไม่มีอะไร!

 

                   คนผมสั้นรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

 

                   ขืนมาถามกันตอนนี้ไม่ใช่แค่ชี้โพลงเท่านั้นล่ะมั้ง แต่คงเป็นชี้ถ้ำให้กระรอกตัวโตๆสองตัวเลยเชียวละ ถึงจะทำเป็นไม่สนใจ แต่เชื่อเถอะว่ากำลังหูผึ่งรอฟังอยู่แน่ๆ

 

                   ตะวันก้มลงมองจานเปล่าในมือตน แล้วก็ต้องกระพริบตาเมื่อเห็นมือครามแย่งจานไปวางไว้อีกทาง ส่วนมือบางที่กำลังว่างอยู่ก็ถูกแทนที่ด้วยฝ่ามืออุ่นที่สอดเข้าประสานกับนิ้วเรียวขาวแนบแน่น ก่อนจะรั้งเบาๆไปวางที่ตักหนาอย่างไม่ขอและไม่รอให้ปฏิเสธ จนเจ้าของมือเลยได้แต่นิ่งมองมือตัวเองที่ถูกยึดไปตาปรอย

 

                   ใบหน้าและตาหวานช้อนขึ้นมองเสี้ยวหน้าคมคายที่กำลังสะท้อนแสงสีส้มสวยของอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ก่อนจะเสหลบตาคมที่มองตอบกลับมาของอีกฝ่ายอย่างไม่อาจจะต่อตาด้วยได้นาน

 

                   พจน์อาจจะคิดว่านี่ยังทำให้ตะวันเขินน้อยไปละมั้ง คนตัวโตจึงเอียงศีรษะของตนลงจนซบไหล่บอบบางเล่นเอาคนหน้าหวานกัดปากฉับ พร้อมกันนั้นก็แลไปข้างๆอย่างเกรงๆ ก่อนจะชะงักกึก อ้าปากค้าง เมื่อทันเห็นจะๆในระยะเผาขนว่าภีมรั้งศีรษะของทิวาเข้าไปจูบขมับจ๊วบใหญ่ แล้วก็เห็นด้วยว่าคนผมยาวโมโหแค่ไหน แถมยังตอบแทนด้วยการชกตุบตับกลับไปหลายที แต่ดูเหมือนว่าการทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้ภีมชอบใจซะด้วยซ้ำเพราะทันทีที่กำปั้นขาวประเคนเข้าที่ไหล่หนาดังตั๊บจนรู้สึกเจ็บแทน ภีมก็รั้งหน้าของทิวาเข้าไปม๊วบอีกจนตะวันต้องรีบก้มหน้างุดๆเพราะกลายเป็นตนซะเองที่เขินแทน

 

                   แล้วตาหวานก็เบิกโพลงเมื่อรู้สึกว่าพจน์เขยิบเข้ามาใกล้อีกอย่างบอกเจตนา คนตัวเล็กเลยแลซ้ายแลขวาเพราะกลัวว่าคนอื่นจะเดินผ่านมาเห็นเข้า ก่อนจะกระซิบเสียงเบา

 

                   “อย่านะครับ...”

 

                  “ทำไม?”

 

                   เสียงกระซิบกลับทำเอาตะวันคอย่น เมื่อลมหายใจอุ่นจงใจให้กระทบติ่งหูบางและเสียงทุ้มก็แหบพร่าจนคนฟังรู้สึกวูบวาบและเห่อแดงไปทั้งหน้า

 

                  “เดี๋ยวใครเห็น”

 

                   เสียงหวานกระซิบบอก ค่อยๆเอนหน้าหนีใบหน้าคมคายโน้มตามมาจนชะงักกึกเมื่อแผ่นหลังของตนชนกับทิวาที่นั่งติดกัน

 

                  “เห็นก็เห็นสิ อยากมองก็ให้มองไป”

 

                  “ท ทำแบบนั้นได้ยังไงละครับ? ไม่เล่นนะ...ขยับหน่อยจะเอาจานไปเก็บ!....”

 

                  “ใครว่าเล่น!”   ตาคมมองสบตาหวาน   “จริงจังทุกเสี้ยวส่วนทุกเวลานาทีเลยละ”

 

                   ตะวันส่ายหน้าพลางดันอกหนาๆไว้ แต่คนตัวสูงที่นั่งเบียดอยู่นี่กลับไม่ยอมขยับไปอย่างที่คิด ตรงกันข้าม แขนหนายังยื่นมาเกี่ยวเอวบางจนตะวันไถลเข้าไปหาคนตัวสูงจนแทบจะเกยขึ้นบนตัก

 

                   “อย่า!”  มือบางยกขึ้นยึดกรามเหลี่ยมไว้แน่น พลางส่ายหน้าแล้วขยับปากไม่เอา!’ แบบไม่มีเสียง 

 

                   ‘นะ นิดเดียว

 

                  ‘อายคนอื่นบ้างสิ’     

                 

                   คนขอกับคนปฏิเสธขยับปากส่ายหน้าให้กัน มือบางก็ค้างอยู่ที่กรามเหลี่ยมไว้ท่านั้นนานหลายนาทีจนได้ยินเสียงถาม

 

                   “เล่นละครใบ้กันเหรอสองคนนั่น!?”

 

                   ขวับ!

 

                   ขนาดเป็นภีมกับทิวาที่รู้อยู่แล้วตะวันยังเขินจนทำหน้าไม่ถูก นี่ถ้าคนทั้งเรือมาเห็นภาพเมื่อครู่คงไม่รู้จะเอาหน้าซุกไว้ตรงไหนดี

 

                   คิดแล้วก็ได้แต่ถลึงตาใส่คนตัวหนา ป้ายความผิดไปให้อีกฝ่ายที่ชอบทำอะไรประเจิดประเจ้อแบบนี้นัก

 

                   “ป๊ะทิ ไปอาบน้ำกัน....”

 

                   “เฮ้ย!   //  เฮ้ย!

 

                   เสียงร้องแบบแพ็คคู่ทำให้ตะวันขมวดคิ้ว ทิวาที่กำลังจะลุกก็ถึงกับชะงัก

 

                   “เป็นอะไรครับ? ร้องซะตกใจเลย”

 

                  “ใครจะไปอาบน้ำนะ?”

 

                  “ก็เราสองคนไงครับกำลังจะไปอาบน้ำ เน๊อะ ตะวัน” ทิวาถามพวกเดียวกันและก็ได้คำตอบคือตะวันพยักหน้ารับ

 

                  “ช่ายยย....... ป๊ะ!

 

                   “เดี๋ยว!”    พจน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง  

 

                   “จะไปอาบน้ำ....ด้วยกันเนี่ยนะ?”

 

                   “ครับ....”

 

                   “ผู้ชายสองคนอาบน้ำด้วยกัน?”     คราวนี้เสียงทุ้มของคนพี่ถามก่อน    “มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?”      ส่วนวรรคหลังนี่ของคนน้องที่ต่างก็จ้องคนหน้าขาวตาไม่กระพริบ

 

                   “ไม่แปลกหรอกครับ ดีซะอีกจะได้ไม่เสียเวลาไง นะตะวัน”

 

                  “อื้อ”

 

                  ตะวันพยักหน้าแล้วยิ้มหวาน ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ ทั้งๆที่ในใจนั้นกำลังขำกลิ้งสีหน้าคนตัวสูงที่เหมือนนึกไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

 

                  เท่านั้นยังไม่พอ

 

                   หลังจากที่เออออห่อหมก ทั้งรับทั้งส่งและหยอดมุขวางระเบิดกันเรียบร้อย คนหน้าหวานยังซ้ำเติมด้วยการเกี่ยวก้อยเยาะเย้ยแล้วหันหลังจูงกันเข้าเคบินไปให้โดยไม่หันมามองว่าสองพี่น้องจะออกงิ้วท่าไหน

 

                   ส่วนพจน์กับภีมนะเหรอ?

 

                   กำลังอึ้งรับประทานเพราะในหัวกำลังนึกภาพตามอยู่ไง!

 

                   อาบน้ำมันก็ต้องแก้ผ้า!

 

                   ไม่ได้การ ถ้าขืนปล่อยให้อยู่กันสองต่อสองบ่อยเข้า เรื่องที่ไม่น่าเกิดก็อาจจะเกิด เพราะถึงยังไงไอ้แหนมตุ้มจิ๋วนั่นยังถือว่าใช้การได้ แถมทั้งคู่ยังเกี่ยวก้อยสนิทกันขนาดนั้น ถามกันไปถามกันมาแล้วถ้าเกิดอยากลองของแปลกเข้า ตนทั้งสองก็คงไม่วายได้กลายเป็นหมาหัวเน่าเข้าสักวัน

 

                   อย่างงี้มันต้องตามไปขวาง! ต้องให้อยู่ในสายตา ปล่อยไว้สองต่อสองนานไม่ได้ จะโดนว่าเป็นตัวมารก็ยอมละวะ!

 

                   จิก!จิก!จิก!

 

                   หือ?

 

                   พจน์ที่เดินตามหลังภีมอยู่สองสามก้าวชะงักเท้า จนทำให้น้องชายหันกลับมามอง แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นพจน์ขมวดคิ้วชี้มือไปที่เจ้าขนุนที่มันนั่งนิ่งไม่ส่งเสียงอยู่ข้างเสา

 

                   “ไอ้เจ้าลิงน้อยมันมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นายเห็นไหม?”

 

                 “ผมไม่แน่ใจแฮะ อาจจะเพิ่งมา หรือว่า........”

 

                  เท่านั้นแหละพจน์ก็กรอกตามองบนแล้วแผดเสียงเรียกไอ้คุณเพื่อนดังลั่น

 

                “ไอ้วีนนนนนน!!!!!!.......”

 

                   หลังจากนั้นทั้งสองพี่น้องก็ได้ยินเสียง    “ฮ่าาาา............ฮี้วววววววว!!!.....”    ของคนกลุ่มใหญ่ดังลั่น หลังจากนั้นผู้ชายร่างถึกกลุ่มใหญ่ก็แตกฮือเหมือนกับมดแดงที่ถูกแหย่รัง เพราะพอพจน์ตามชีวินเจอเท่านั้นก็ถูกวิญญาณสมัยเด็กเข้าสิง เรียกเสียงหัวเราะถูกใจจากลุงสังข์ที่ไม่ได้เห็นภาพนี้มานาน บวกกับเสียงเชียร์ของลูกน้องชีวินเพราะเพิ่งเคยเห็นลูกพี่โดนทำอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก

 

                   นั่นมันเหตุการณ์ข้างนอกที่กำลังวุ่นวายพอสมควร แต่เชื่อแน่เถอะว่าเรียกเสียงหัวเราะจนคนเห็นแล้วขำกลิ้งแน่ๆ และถ้าสองหนุ่มหน้ามนที่หนีเข้าห้องไปก่อนรู้เรื่องนี้เข้า......ละก็

 

                   “ข้างนอกเขาทำอะไรกัน เสียงดังเชียว?”

 

                  “ไม่รู้!...”

 

                  “งั้นก็รีบอาบเถอะ เผื่อมีใครอยากเข้ามาใช้ห้องน้ำ”

 

                   “โอเค งั้นเราอาบก่อน!

 

                  “ไม่ต้องห่วงข้างนอก เดี๋ยวเราเฝ้าตรงนี้เอง”

 

                   คนผมยาวบอกแล้วก็มานั่งแกว่งเท้าอยู่ปลายเตียง เพราะขืนไม่อยู่ตรงนี้เกิดมีใครอยากเข้าห้องน้ำ แล้วเปิดเข้าไปจ๊ะเอ๋เอาอีตอนคนข้างในแก้ผ้าหมดคงเป็นเรื่อง แต่จะว่าไปแล้วคนที่กล้าเข้ามาในห้องนี้ก็คงมีแต่คนตัวสูงที่เป็นเจ้าของเรือละมั้ง?

 

                   กำลังนั่งเพลินก็เผลอเอนหลังลงนอนช้าๆแล้วบิดขี้เกียจ กลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงนุ่มที่ใช้นอนมาหลายวัน

 

                   แถมไม่ได้นอนเฉยๆด้วย!

 

                   ทิวาหน้าแดงก่ำเมื่อนึกไปถึงเวลาที่อยู่กันสองต่อสองกับเจ้าของเรือ

 

                   ฮึ! วันนี้มีเพื่อนเยอะ คืนนี้รับรองว่าได้นอนหลับสบาย ปลอดภัยไร้กังวล หมอนั่นไม่ทำอะไรตอนคนเยอะๆอย่างนี้แน่

 

                   คนผมยาวคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง นอนเพลินๆกำลังจะเคลิ้มหลับก็ต้องขยับตัวลุกเพราะได้ยินเสียงประตูบานเลื่อน เห็นตะวันใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมเดินออกมา แตะมือกันแล้วก็เป็นตนเข้าไปอาบบ้าง

 

                   เปลี่ยนให้ตะวันจึงนั่งลงที่ปลายเตียงนุ่มแทน พลางใช้ผ้าขนหนูขยี้ผมตัวเองเบาๆ ก่อนจะเล็งว่าคืนนี้จะซุกหัวตัวเองลงตรงไหนดี     

 

                   เรือหรูจัง!  ทั้งที่นอนที่กำลังนั่งอยู่นี่ ห้องน้ำก็หรูหรา  ทีวีจอแบนที่โชว์ตรงผนังปลายเตียงก็จอใหญ่เบ้อเริ่อเทิ่มยังกะจะเอาไว้ฉายหนังกลางแปลง โต๊ะ ตู้ เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ทั้งหมด

 

                   ว๊าววววว!!

 

                   สมกับที่เป็นคุณภีม ทั้งขับคอบเตอร์เอง ทั้งเรือลำนี้ ทั้งรถยนต์ที่แอบเห็นเรียงเป็นตับอยู่ในโรงจอด

 

                   ตาที่กำลังพราวระยับที่ไม่ได้มาจากความรู้สึกอิจฉา แต่กำลังทึ่งในความสามารถของสองพี่น้องอยู่ต่างหาก ว่าแต่ว่าเมื่อกี้ข้างนอกทำอะไรกันเสียงดัง?

 

                   คนหน้าหวานเอียงคอขมวดคิ้ว แล้วก็ยักไหล่ คงต้องรอให้ทิวาอาบน้ำเสร็จแล้วค่อยออกไปพร้อมกัน คิดอย่างนั้นก็เอาผ้าขนหนูผืนเล็กคลุมหัวแล้วเช็ดผมตัวเองโดยที่ลูกกวางน้อยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า เสือร้ายมันได้ซุ่มเงียบจ้องจะงับกินตัวอยู่ทุกเวลานาทีโดยที่ไม่มีโอกาสจะรู้ตัวเลยเชียวละ

 

                   ครื๊ดดดด!!!

 

                   “วันนี้นอนกับเราในห้องนี้นะ”

 

                   “ได้เลย แล้วคุณภีมล่ะ?”

 

                   “ช่างเขาสิ”   ทิวาบอกง่ายๆ   “ให้เขาไปนอนกับคุณพจน์ แล้วเรานอนในห้องนี้ ชวนนรินทร์มานอนด้วยกัน”

 

                   “โอเค....”

 

                   “ออกไปข้างนอกกันหน่อยไหม เมื่อกี้มีอะไรกันก็ไม่รู้?”

 

                   “อื้อ เอาสิ”

 

                   “พี่ตะวัน!

 

                   “อ่าวรินทร์! อาบน้ำยัง? อาบสิอาบที่นี่ก็ได้ เออ! แล้วเมื่อกี้มีอะไรกันเหรอ เสียงดังเชียว?”

 

                  “คืออย่างนี้ครับพี่”

 

                   นรินทร์หัวเราะคิก ในขณะเล่าก็ขำไปเล่าไป โดยเฉพาะฉากเด็ดตอนที่พจน์เตะก้นชีวินดังป๊าบ โดยลืมสังเกตสีหน้าของคนฟังทั้งสองคนสนิท แล้วคนเล่าก็ช่างไม่สงสาร บรรยายซะเห็นภาพตามแบบทะลุปรุโปร่งว่าหนังโรแมนติกที่กำลังเล่ามานั้น นางเอกของเรื่อง(?) กำลังกัดปากเหลือบตามองกัน แก้มร้อนวาบๆเมื่อได้ยินนรินทร์เล่าจบ

 

                   “น่า น่าไม่ต้องเขินหรอก เห็นไม่กี่คนเอง แล้วนี่พี่สองคนกำลังจะออกไปข้างนอกเหรอ?”

 

                  “ป เปล่า คือ กำลังจะนอนแล้ว”

 

                   “ห๊ะ? ตอนนี้เลยเหรอ?”

 

                   “ทุ่มกว่าเกือบจะสองทุ่มแล้ว มันง่วงน่ะ รินทร์ก็มานอนด้วยกันสิ”

 

                  “อือ อีกห้องก็โอเคนะพี่ คุณภีมเขาให้พวกรินทร์นอนในห้องนั้น จะได้ไม่เข้ามาแย่งอากาศคนห้องนี้หายใจ”

 

                  “แย่งใครที่ไหน มีพี่กับทิเอง”

 

                  “อ่าว? ก็นายบอกว่าจะเข้ามานอนห้องนี้ คุณภีมเขาก็ว่าอย่างนั้น”

 

                   เจี๊ยกกก!!!   ขอเลียนเสียงเจ้าขนุนหน่อยเถอะ!

 

                   “จะเข้ามานอนที่ไหนนะ?” เสียงถาม X2 บวกกับตาโตๆที่เบิกโพลงเป็นไข่ห่านสี่ฟอง

 

                  “อือ....ห้องนี่้ล่ะ..... เห็นว่าอย่างนั้นนะ”

 

                   ขวับ!

 

                  ตะวันกับทิวาหันมามองหน้ากันราวกับนัด แล้วส่งซิกแนลขยิบตาจนนรินทร์มองอย่างสงสัย

 

                  “มีอะไรกันเหรอครับ?”

 

                  “เปล่า คือเราอยากให้รินทร์มานอนด้วยน่ะ เตียงก็ใหญ่เห็นไหม นอนสามคนได้สบายเลย”

 

                  “แต่ว่า....”

 

                  “ไม่มีแต่ ตกลงตามนั้น ไปอาบน้ำได้แล้วไป” ตะวันตัดบทแล้วรุนหลังดันหลังคนตัวเล็กกว่าให้เดินเข้าห้องน้ำแล้วปิดประตูให้เสร็จสรรพ

 

                   เพี๊ยะ!

 

                   สองฝ่ามือบางไฮไฟกันอย่างรู้ใจ ทิวาตาพราวระยับอย่างตื่นเต้น เพราะมีเพื่อนที่เข้าใจมาร่วมชะตากรรม เพราะแผนการนี้จะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีตัวสนับสนุน

 

                  จากนั้นคนหน้าหวานก็กระซิบกระซาบอะไรบางอย่างจนหัวห่างกันไม่ถึงสองเซ็น รอจนนรินทร์ออกมาอีกทีก็สองทุ่มกว่าๆพอดี เหมาะที่จะนอนพักเอาแรงเพราะเหนื่อยกันมาทั้งวันกันได้แล้ว

 

                  “จะดีเหรอพี่ ถ้านายเข้ามา....”  นริทร์ที่อ่อนวัยที่สุดในกลุ่มแย้งขึ้นอีก มองคนนอนกระหนาบข้างซ้ายที มองคนขวาที ก่อนจะทำหน้างง แล้วทำไมตัวเองได้มานอนตรงกลางละเนี่ย?

 

                   “ดีน่า ไม่ต้องห่วง ถ้าเข้ามาแล้วเห็นแบบนี้เดี๋ยวเขาก็ไปนอนที่อื่นเองน่ะแหละ ไม่กล้าไล่เราออกไปนอนข้างนอกหรอก นอน นอน นอน ง่วงแล้ว”

 

                   “ราตรีสวัสดิ์นะ”

 

                  “อื้อ ฝันดี”

 

                   “ฝันดีครับพี่ๆ...”   ทั้งสามเสียงบอกกันสั้นๆแล้วก็เข้าสู่ภวังค์ของใครของมันเพราะกะจะนอนคิดอะไรเพลินๆ

 

                   แต่.........

 

                  ใช่ แต่....ก็แค่ประเดี๋ยวเดียว

 

                   ลองคิดดูดีๆ

 

                   เตียงก็นุ่ม ห้องก็มืด และข้างนอกก็เริ่มเงียบ เปลือกตาที่ไม่ได้เสริมใยเหล็กก็มีอ่อนล้าเพราะใช้งานมาทั้งวันกันบ้างละ

 

                   มันค่อยๆหรี่ลง หรี่ลงเรื่อยๆ ทั้งๆที่พยายามรั้งมันไว้จนสุดฤทธิ์เพราะในหัวยังนึกกลัวอะไรบางอย่างอยู่ แต่ท้ายที่สุดเปลือกตาที่พยายามรั้งไว้ก็ปิดสนิทและล่องลอยเข้าสู่ห้วงของนิทราของตัวเอง

 

                  โดยที่คนหลับลึกไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า ถึงแม้จะนอนกันตั้งสามคนแล้ว แต่เตียงมันก็กว้างซะจนเหลือพื้นที่ให้คนไม่ค่อยจะประสงค์ดีแทรกตัวขึ้นบนเตียงอย่างเงียบเชียบ

 

                   เงียบและเบาจนคนที่หลับลึกไปก่อนไม่ทันมีโอกาสรู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีใครบางคน เอ๊ะ! หรือใครสองคนที่ขาดหมอนข้างไม่ได้อัญเชิญตัวเองเข้ามานอนด้วย

 

                   นอนอย่างเดียวก็ไม่ว่าหรอก ถ้าพวกที่ขาดความอบอุ่นจะไม่กดจมูกกับปากหยักดมดอมแก้มหอมกับเนื้อนุ่มของหมอนข้างกิติมาศักดิ์เข้าไปจนเต็มปอดแล้วกอดก่ายเอาไว้แน่น พอให้จะดับกระหายไปได้บ้าง

 

                   ทั้งๆที่ในใจนั้นคิด

 

                   รอให้กลับขึ้นฝั่งเมื่อไหร่จะทบต้นทบดอก บวกกำไรแบบหนี้นอกระบบให้สุขโขเลยคอยดู 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น