#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๑๖ :: เจ็บที่ยังรู้สึก [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๑๖ :: เจ็บที่ยังรู้สึก [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 56

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2559 00:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๑๖ :: เจ็บที่ยังรู้สึก [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๑ ...

 

 

เจ็บที่ยังรู้สึก

 

 

 

            ตอนนี้ วาโย นฤบดินทร์คือบุคคลอันตรายอันดับต้นๆ ที่ถูกหมายหัวจากพรรคมังกรดำ

            ชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดอันตรธานหายไปเพียงชั่วข้ามคืน เพราะข่าวคาวกระฉ่อนว่าเป็นคนทรยศภายในพรรค แม้จะมีเหตุผลดีๆ มารองรับการกระทำสักเท่าไร แต่สุดท้ายก็คงไม่พ้นกลายเป็นข้อแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ที่ต่อให้พยายามฟังเท่าไรก็คงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นวาโยจึงเลือกที่จะไม่บอกใคร มีเพียงคนที่รู้ความจริงอยู่ก่อนแล้วอย่างคุณหมอปั้นสิบเท่านั้น ที่เข้าใจว่าทำไมวาโยถึงได้เลือกจะทำอะไรบ้าบิ่นและตรงข้ามกับความรู้สึกตัวเองแบบนี้

            “คุณวาโย”

            “อ้าว หมอปั้น กลับมาแล้วเหรอ และทำไมเนื้อตัวมีแต่แผลเต็มไปหมด ไปฟัดกับใครที่ไหนมา”

            วาโยเอ่ยทักเมื่อเห็นคุณหมอประจำตัวเดินคอตกเข้ามาในบ้านด้วยสภาพหน้าดูไม่จืด ขอบตาบวมช้ำและนัยน์ตาที่ยังแดงก่ำ ทำให้คนฉลาดอย่างวาโยพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องซักถามหาความจริง ดังนั้นนอกจากเข้าไปประคองปั้นสิบให้เข้ามานั่งพักแล้ว คนมาขออาศัยบ้านลังนี้อยู่ชั่วคราวเลยสงบปากสงบคำไม่ได้พูดอะไรอีก กลับเป็นปั้นสิบเสียเองที่ยอมเฉลยความนัย ถึงที่มาของรอยฟกช้ำบางส่วนบนร่างกาย

            “ผมไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ ก็แค่โดนหมาบ้าลอบกัดเหมือนทุกที เพียงแต่ครั้งนี้มันกัดแรงมาก เนื้อตัวถึงได้ถลอกปอกเปิกไปหมด”

            “หมาบ้า? หมอปั้นกำลังหมายถึงคุณราชันย์อย่างนั้นเหรอครับ”

            “ใช่ครับ ก็มีมันตัวเดียวนั่นแหละที่เป็นหมาบ้าในร่างมนุษย์”

            คำสารภาพของปั้นสิบทำเอาวาโยทอดถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม ทั้งสงสารและเห็นใจ ที่ปั้นสิบต้องมารับกรรมสำหรับการกระทำส่วนหนึ่งที่เขาเป็นคนสร้างเอาไว้  

            “นี่หมอโดนคุณราชันย์ข่มขืนอีกแล้วใช่ไหม”

            “...”

            “ผมว่าผมต้องจัดการเรื่องนี้ บางทีผมคงต้องเข้าไปคุยกับคุณราชันย์ให้รู้เรื่อง ทั้งเรื่องที่ผมบอกเลิกคุณอี้เผิงและทั้งเรื่องที่ผมออกมาอาศัยอยู่กับพรรคของหมอ ตอนนี้คุณราชันย์คงกำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่แน่ๆ”

            “แต่ผมว่าอย่าดีกว่าครับ” ปั้นสิบค้านขึ้นเสียงแข็งก่อนจะตบโซฟาดังปุๆ เพื่อให้คนท้องแก่ใกล้คลอดนั่งลงเพื่อปรับความเข้าใจกัน “เขาจะคิดยังไงมันก็เรื่องของเขา ถือซะว่าผมกำลังชดใช้เรื่องความประมาทเลินเล่อให้คุณวาโยก็แล้วกันนะครับ”

            “ผมคงทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ถ้าเรื่องที่ผมกำลังปกป้องครอบครัวที่แท้จริงของผม มันทำให้หมอต้องพลอยเจ็บตัวไปด้วย”

            ปั้นสิบส่ายหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกไม่เป็นไรพร้อมทั้งจับหัวไหล่วาโยเอาไว้มั่น จะให้เขาคิดแบบนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นคนทำเอกสารสำคัญที่รวบรวมทั้งรายชื่อและที่อยู่จริงของบรรดาญาติพี่น้องวาโยหายเอง กว่าจะจับได้ไล่ทันว่าใครเป็นหัวขโมย โยธาซึ่งเป็นคู่แข่งภายในพรรคจันทร์ทรงกลดของเขา ก็เอามันมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อใช้บั่นทอนพละกำลังของพรรคมาเฟียผู้มีอำนาจล้นฟ้าอย่างมังกรดำไปเสียแล้ว

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะครับคุณวาโย ผมว่าเราอย่าพูดถึงมันอีกเลยนะครับ คือผม...ยังไม่พร้อมจะไปโพนทะนาให้ใครฟัง ว่าผมโดนผู้ชายด้วยกันข่มขืนมา”

            ปั้นสิบยิ้มขืนพลางเสมองไปทางอื่น คุณหมอผู้มีเครดิตดีมาโดยตลอดเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองดูน่าสมเพชมากกว่าตอนไหน ก็เป็นตอนที่เชลยไร้หนทางสู้อย่างวาโย ยกมือขึ้นบีบมือเขาเอาไว้ทั้งที่มือของอีกฝ่ายยังสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกรัง

            “อ้อ จริงสิครับหมอปั้น พอดีผมมีเรื่องจะถาม”

เมื่อการให้กำลังใจกันและกันทำให้บรรยากาศอึมครึมในคราวแรกหายมัวหมองลงไปบ้าง วาโยจึงเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่อง คนนัยน์ตาเลื่อนลอยหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งในกระเป๋าที่โยธาเป็นคนมอบมันให้ออกมา ก่อนจะยื่นมันให้ปั้นสิบที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเจือไปด้วยความเจ็บปวด

“คนในรูปนี้คือผู้หญิงคนใหม่ของคุณอี้เผิงเหรอครับ”

“เอ่อ...”

“หมอช่วยตอบผมตามความจริงเถอะนะครับ อย่างน้อยๆ ก็คิดเสียว่าเป็นหนทางหนึ่งที่ผมพอจะได้รู้ความเคลื่อนไหวของพ่อเด็กในท้องอย่างครอบครัวอื่นบ้าง”

            “อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะครับ แต่ผมเองก็ตอบคุณวาโยได้ไม่เต็มปากเหมือนกันว่าสถานะของผู้หญิงในรูปถ่ายใบนี้ คือผู้หญิงคนใหม่ของคุณอี้เผิงจริงหรือเปล่า” ปั้นสิบตอบเสียงกระอ้อมกระแอ้ม ในขณะที่สายตาก็คอยชำเลืองมองคนรอลุ้นคำตอบเป็นพักๆ ทั้งที่ตัวเองก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง “แต่วันนั้นผมได้ยินคุณราชันย์คุยโทรศัพท์ เขาเรียกผู้หญิงคนนี้ว่า ไลลาและถ้าจำไม่ผิด เขาเคยบอกผมว่าเธอเป็นรักแรกของคุณอี้เผิง”

            “แบบนั้นเองเหรอครับ”

            “...”

            “ดีแล้วแหละครับ”

            “...”

            “แบบนี้แหละดีที่สุดเลย”

            เสียงของวาโยสั่นเครือเสียจนปั้นสิบรู้สึกได้ คุณหมอตัวขาวห่อไหล่เล็กน้อยเพราะรู้สึกผิดที่พลั้งปากบอกเรื่องราวอดีตรักหวานชื่นของอี้เผิงออกไป ครั้นพอจะเอ่ยปลอบอีกที เสียงสะอื้นเบาๆ และน้ำตาซึ่งไหลอาบแก้มนวลของวาโยก็ทำให้ปั้นสิบชะงักคำพูดทุกอย่างเอาไว้ และเอ่ยทักท้วงให้อีกฝ่ายได้รู้ตัว

            “คุณวาโยครับ คือน้ำตาของคุณมัน...เอ่อ...มันกำลังไหล”

            “หมอตาฝาดไปเองหรือเปล่า”

            “...”

            “คนใจร้ายอย่างผม ไม่มีน้ำตาให้ไหลหรอกครับ”

            “คุณวาโย...”

            “ผมไม่มีความรู้สึก ผมไม่มีหัวใจ”

            “...”

“ตอนนี้ผมกลายเป็นคนแบบนั้น ในสายตาของผู้ชายในรูปนี้”

ปั้นสิบเงียบลงด้วยรู้สึกสงสารวาโยสุดหัวใจ นอกจากคอยโอบวงแขนกว้างเพื่อปลอบประโลมคนที่ถูกตราหน้าว่าทรยศอยู่ไม่ห่างแล้ว จึงไม่ได้ขยับปากเอื้อนเอ่ยอะไรออกไปอีก คิดๆ แล้วก็เพิ่งเข้าใจ เรื่องที่ว่าชะตากรรมของเขาและอีกฝ่ายนั้นคล้ายคลึงกันมากมันเป็นอย่างไร ดังนั้นสิ่งเดียวที่ไก่รองบ่อนอย่างเขาพอจะทำได้ในตอนนี้ ก็คือต้องเข้มแข็งให้ได้สักครึ่งหนึ่งของวาโยและฝังความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นเพราะราชันย์ให้จมลงลึกสุดใจ

            ขออย่าได้หวนกลับ

            ขออย่าได้คิดถึง

            และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

            ขออย่าได้...รัก

 

 

 

 

 

 

            วาโยสูดอากาศยามเช้าเข้าปอดพลางลูบท้องนูนป่องของตัวเองด้วยความรัก ตอนนี้คนท้องแก่ใกล้คลอดกำลังนั่งบนเก้าอี้หวายอยู่ในสวนหลังเรือนเล็กของปั้นสิบ แน่นอนว่ามันตั้งอยู่ในพื้นที่อาณาเขตของพรรคจันทร์ทรงกลด พรรครั้งท้ายที่ตอนนี้เลื่อนขึ้นมาเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของพรรคมังกรดำ และเพราะรู้ตัวว่าสถานะของตัวเองเป็นเพียงคนนอก วาโยเลยไม่อยากเข้าไปยุ่มย่ามก้าวก่ายเรื่องภายในของคนที่อาศัยอยู่ในเรือนหลังใหญ่ และเลือกที่จะหลบมุมมานั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับแม่และเด็กเงียบๆ คนเดียวในสวนแบบนี้

เพราะทำตัวเองจนแน่ใจว่าได้สูญเสียอี้เผิงไปแล้ว ตอนนี้ลูกและครอบครัวจึงเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยววาโยกับโลกใบนี้เอาไว้ ความจริงเขาเองก็ไม่ได้อยากขึ้นชื่อว่าเป็นคนทรยศสักเท่าไร แต่ในเมื่อการเดินออกมาของคนคนเดียวจะช่วยทำให้อี้เผิงเข้มแข็งและช่วยให้ครอบครัวที่แท้จริงของเขาปลอดภัย วาโยจึงจำต้องเลือกเส้นทางนี้อย่างช่วยไม่ได้

            ไม่ใช่ว่าไม่มั่นใจในบารมีที่สั่งสมมาของพรรคมังกรดำ เพียงแต่วาโยคิดว่ามันคงเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุจนเกินไป ถ้าพรรคมังกรดำต้องเกิดการสูญเสียเพราะลดตัวลงมาปกป้องเด็กกำพร้าที่แม้แต่สายเลือดเดียวกันยังไม่ใช่

            “ให้เดินตามหาซะทั่วบ้าน ที่แท้ก็มานั่งหลบมุมอยู่ตรงนี้นี่เอง” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นถัดไปไม่ไกลทำให้วาโยผละออกจากห้วงความคิด บรรยากาศเงียบสงบในคราวแรกแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัด เพียงเพราะผู้ชายที่มายืนอยู่ตรงหน้าวาโยในตอนนี้คือโยธา คู่แข่งคนสำคัญที่ร่วมชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคจันทร์ทรงกลดของปั้นสิบ

“ได้ข่าวว่าหัวหน้าพรรคมังกรดำเริ่มเคลื่อนไหวแล้วหลังจากที่เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนๆ ฉันเลยมาเพื่อทวงคำสัญญาจากปากของนาย หวังว่านายจะยังไม่ลืมมันนะ ที่รัก”

            “ครับ ตราบใดที่คุณโยธายังรักษาสัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งกับครอบครัวที่แท้จริงของผม ผมก็ยืนยันที่จะอยู่เคียงข้างคุณโยธาตรงนี้”

            วาโยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านโดยขณะพูดก็ไม่ยอมละสายตาออกจากหนังสือที่อ่านเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่วาโยก็ยังคงเป็นวาโย ความซื่อตรงแสนเยือกเย็นยังสามารถทำร้ายจิตใจของคู่กรณีได้เสมอ

“หึ ฉันนับถือใจนายจริงๆ นะ ที่ลงทุนทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัวขนาดนี้ ทั้งครอบครัวที่แท้จริงและครอบครัวที่อุปการะเลี้ยงดูนายมา แต่วิธีของฉันมันทำให้นายดูโง่ยิ่งกว่าไอ้ไก่อ่อนอย่างอี้เผิงซะอีก นายรู้ตัวบ้างหรือเปล่า ฮ่าๆ”

เสียงหัวเราะเย้ยหยันตบท้ายทำให้วาโยเสียหน้าเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นคนใจแข็งก็ไม่ยอมเปิดปากโต้ตอบอะไรกลับไปสักคำ ด้วยกลัวว่าพิมเสนสูงส่งจะระคายเคืองเพราะลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับเกลือชั้นต่ำเสียเปล่าๆ

“หึ ฉันพูดแทงใจดำขนาดนี้นายยังจะกล้าเมินฉันอีกเหรอ นายนี่นิสัยเย็นชาสมคำร่ำลือจริงๆ นะ”

“...”

เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับหนูสกปรกอย่างโยธา วาโยจึงเลือกที่จะให้ความสนใจอีกฝ่ายด้วยการปรายหางตามองเหยียด ก่อนจะหันมาสนใจหนังสือแม่และเด็กในมือต่อ ทำตัวเพิกเฉยทั้งๆ ที่เสียงนกเสียงกายังดังเอื่อยๆ ข้างหู เพราะดูออกว่าโยธาคงตั้งใจพูดจาดูถูกเพื่อรบกวนสมาธิ คนท้องแก่ใกล้คลอดเลยหาได้สนใจไม่ วาโยยังคงปั้นหน้านิ่งไม่ไหวติงหรือสะทกสะท้านไปกับคำยั่วยุของโยธา เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าคำสบประมาทพวกนั้นเป็นแค่คำดูถูกลอยลม ที่ต่อให้จะพ่นมันออกมาสักกี่สิบคำ ยังไงก็ไม่มีวันทำอะไรเขาได้

“ขนาดผัวเก่ามีเมียใหม่ทั้งๆ ที่นายยังไม่คลอดเด็กในท้องออกมา นายยังดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอย่างกับคนไม่เคยอยู่ร่วมชายคากันมาก่อน”

“...”

“หรือว่าความจริงแล้วอี้เผิงจะไม่ได้เป็นพ่อของเด็กในท้อง นายแค่อยากให้มันเสียหน้าตอนที่ลูกคลอดออกมาใช่หรือเปล่า”

“คุณอยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะครับ ส่วนผมคงต้องขอตัว พอดีวันนี้ผมมีนัดกับหมอปั้นและคุณเข็มที่โรงพยาบาล”

“อวดดีนักนะ หึ ที่จริงนายเองก็คงจะแค่ทนฟังความจริงไม่ได้ เลยต้องเดินหนีฉันไปเหมือนพวกหมาขี้แพ้ข้างถนนใช่หรือเปล่า”

“ก็ลองดูสิครับ”

วาโยเลิกคิ้วท้าทายโดยไม่นึกกลัวเกรง ถึงจะถูกโยธาที่ดูจะฉุนเฉียวไม่น้อยตรงเข้ามาบีบปลายคางเอาไว้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังใช้วาทะโต้ตอบกลับอย่างไม่ยอมอยู่เฉย เพราะหากฟางเส้นสุดท้ายขาดลงเมื่อไหร่ เขาก็พร้อมจะตัดสัมพันธ์กับคนอย่างโยธาทันที 

“อย่าลืมนะครับว่าสิ่งเดียวที่ทำให้ผมยังอยู่ตรงนี้คือครอบครัวของผม ถ้าคุณโยธาทำอะไรที่มันเลยขอบเขตของคำว่าข้อต่อรองไปแม้แต่เพียงนิดเดียวละก็ ผมเองก็พร้อมจะดัดสันดานของคุณให้ได้รู้สำนึกเสียทีว่า การที่ต้องมารับรู้ว่าครอบครัวตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงมันเป็นอย่างไร และถ้าคิดว่าที่ผมพูดไปเป็นเพียงคำขู่ คุณโยธาจะลองดีตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้นะครับ เพราะขนาดพรรคมังกรดำที่ผมรักมากขนาดนั้นผมยังกล้าทำมาแล้ว นับประสาอะไรกับพรรคกระจอกๆ ของคุณ”

“ไอ้วาโย!

“ผมขอตัว”

วาโยตัดบทด้วยรู้สึกรำคาญหน้าตาขึงขังของโยธาเต็มทน เขาเพิ่งรู้เอาเดี๋ยวนี้เองว่านอกจากอี้เผิงแล้วก็มีมาเฟียที่ไม่ได้ความหลบซ่อนเป็นเปรตคอยกวาดกินผลบุญเก่าอยู่ตรงนี้อีกหนึ่ง แตกต่างกันตรงที่ตอนนี้ผู้ชายคนนั้นที่เขาเคยดูถูกดูแคลนมานักต่อนัก คงจะเด็ดขาด สุขุม เยือกเย็น และเติบโตขึ้นเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวสมกับที่เป็นถึงหัวหน้าพรรคมังกรดำ อย่างที่เขาเคยวาดฝันให้อีกฝ่ายเป็น

แต่อี้เผิงจะรู้บ้างหรือเปล่าว่าในขณะที่อีกฝ่ายเข้มแข็งขึ้นมากเท่าไร

หัวใจของคนทรยศอย่างเขากับอ่อนแอลงไปอีกเท่านั้น  

 

 

 

 

 โรงพยาบาลเมืองเอก

            วาโยนั่งนิ่งรอผลการตรวจร่างกายจากคุณหมอปั้นสิบด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเช่นทุกที เพราะโดนหมายหัวจากพรรคมังกรดำอยู่ การวางแผนกำหนดการคลอดจึงจำต้องแอบทำอย่างลับๆ มีเพียงปั้นสิบคุณหมอประจำเคสและเข็มอัปสรจิตแพทย์สาวเท่านั้นที่รู้ว่าวันนี้วาโยจะเดินทางเข้ามาตรวจร่างกายและรอฟังสรุปแผนการคลอดที่นี่

            แอ๊ด

            เสียงผลักประตูที่มาพร้อมเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบลงพื้นคอนกรีต ทำให้คนกำลังใจลอยอย่างวาโยหันมาสนใจเข็มอัปสรที่เพิ่งเดินผ่านเข้ามา ท่าทางดูร้อนอกร้อนใจกว่าปกติของเธอทำให้หัวคิ้วของวาโยขมวดมุ่น พอจะเอ่ยปากถามหาความจริง ก็เป็นเจ้าหล่อนเสียเองที่โพล่งพรวดขึ้นมาก่อน

            “คุณวาโย เข็มไม่รู้ว่าวันนี้คุณอี้เผิงจะเข้ามาตรวจเยี่ยมโรงพยาบาล ถ้าคุณวาโยยังไม่พร้อมจะเจอหน้าเขาตอนนี้ เข็มขอแนะนำว่าคุณวาโยอย่าเพิ่งออกจากห้องนี้เลยนะคะ รอคำวินิจฉัยของคุณหมอปั้นสิบอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้”

            “แล้วคุณเข็มไม่ต้องไปตรวจคนไข้รายอื่นต่อเหรอครับ”

            “วันนี้เข็มนัดคิวให้คุณวาโยคนเดียวค่ะ เฮ้อ คิดๆ แล้วก็ชวนใจหายเหมือนกันนะคะ ทำไมเรื่องทุกอย่างถึงได้กลับตาลปัตรไปหมดแบบนี้ ตอนนั้นคุณอี้เผิงก็ดูรักคุณวาโยมากนี่นา”

            หน้าตาที่ดูซีเรียสของเข็มอัปสรทำให้วาโยมีสีหน้าผ่อนคลายลง คุณแม่ตัวขาวระบายยิ้มออกมาน้อยๆ ด้วยรู้สึกว่าตอนนี้ไม่ได้กำลังอยู่ตัวคนเดียว วาโยยกมือขึ้นกุมหน้าท้องนูนป่องก่อนจะลูบวนมันเบาๆ เพราะต้องการคุยกับน้องหนาว ลูกชายคนแรกที่ใกล้จะออกมาลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หัวใจดวงน้อยที่เต้นตุบอยู่ในช่องท้องทำให้วาโยรู้สึกสงบลงมาก หากแต่เสียงผลักประตูห้องที่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตวาดกร้าว กลับทำให้วาโยสะดุ้งเฮือกตกใจ และทำได้เพียงเคลื่อนมือไปกุมหัวเข่าตัวเองนิ่งๆ โดยไม่กล้าแม้แต่จะลอบกลืนน้ำลายตัวเอง

            “คุณอี้เผิง เดี๋ยวสิครับ ผมบอกว่าไม่มี...โอ๊ย!

            “อวดดีไปหรือเปล่า คิดจะซ่อนตัวจากฉัน ในโรงพยาบาลที่มีฉันเป็นเจ้าของหรือไง”

            เสียงทุ้มต่ำที่แสนคิดถึง เวลานี้กลับฟังดูเย็นชาเสียจนวาโยรู้สึกราวกับคนหายใจไม่ออก ยิ่งเป็นตอนที่เคลื่อนสายตาไปสบกับเข็มอัปสรซึ่งยืนหน้าซีดเผือดอยู่ด้านหน้า วาโยก็ได้แต่ขบเม้มริมฝีปากบางของตัวเองเอาไว้แน่น ถึงจะไม่ทันเตรียมใจแต่ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาในตอนนี้คงเป็นอี้เผิงจริงๆ เสียงรองเท้าที่ดังกระทบพื้นสืบเข้ามาใกล้ ไม่นานนักมือที่ครั้งหนึ่งเคยกอบกุม กอดก่ายมอบไออุ่น และลูบไล้สัมผัสไปทั่วทุกอณูผิวก็ถูกวางลงบนบ่า

            เวลานี้สัมผัสนั้นมันทั้งหนาวเหน็บ เย็นชา และปราศจากซึ่งความรักความภักดี

“นายไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ไม่ต้องหลบหน้าหรือซ่อนตัวจากฉันเหมือนเช่นทุกที”

            “...”

            “เพราะต่อไปนี้ ฉันจะไม่วิ่งไล่จับความรักที่ไม่เคยมีตัวตนของนายอีกต่อไปแล้ว”

            ประโยคตอกย้ำความจริงจากปากของอี้เผิงทำให้วาโยรู้สึกเจ็บจี๊ดในอก คุณแม่ตัวขาวค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยความเชื่องช้าก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับพ่อของเด็กในท้อง ถึงจะพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าและอาการของตัวเองเพียงไร แต่วาโยก็รู้ดีว่ามันช่างเป็นการยากเหลือเกินที่จะหักห้ามใจ เขาจะสามารถต่อต้านผู้ชายตรงหน้าต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ในเมื่อหัวใจเจ้ากรรมไม่เคยให้ความร่วมมือ

            เพราะสถานการณ์กระอักกระอ่วนชวดอึดอัดทำให้วาโยเผลอเหลือบสายตาไปมองปั้นสิบที่ตอนนี้ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเล็กน้อย สายตาขอโทษขอโพยซึ่งถูกส่งมาจากอีกฝ่าย ทำให้คนตัวขาวส่ายศีรษะน้อยๆ ตอบเป็นเชิงบอกไม่เป็นไร ถึงอย่างไรเสียวันนี้ก็ต้องมาถึง

ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว โชคชะตาก็จะทำให้คนที่เคยทำบุญทำกรรมร่วมกันมาก่อนอย่างเขาและอี้เผิงได้พบเจอกันอีกครั้ง

            “คุณอี้เผิง คือผม...”

            “หยุด นายไม่จำเป็นต้องพูดอะไร แค่สงบปากสงบคำเข้าไว้แล้วฟังฉันอย่างเดียวก็พอ”

            “...”

“ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะไปในทางที่นายอยากให้ฉันไป ส่วนน้องหนาว ไม่สิ ฉันหมายถึงเด็กในท้องของนายตอนนี้ ถ้าอยากได้ค่าเลี้ยงดูหรือค่าทำขวัญ ฉันก็พร้อมจะส่งเสียให้ แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวก็คือฉันจะไม่จดทะเบียนรับรองบุตร ฉันจะไม่ยอมรับว่าเขาเป็นหนึ่งในเลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน”

“...”

            คนฉลาดมาตลอดอย่างวาโยไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองควรทำสีหน้าเช่นไร เขาควรจะยิ้มยินดีให้การตัดสินใจแสนเด็ดขาดของอี้เผิง หรือควรจะร้องไห้หลังจากได้ยินประโยคพวกนั้นจากปากอีกฝ่ายดี

            “ถ้าเราตัดขาดกันแล้วจริงๆ อย่างนั้นผมขอให้คุณอี้เผิงเลิกส่งให้คนมาไล่ล่าผม” เสียงเรียบปนเศร้าเอ่ยขึ้นหลังจากเจ้าของนิ่งเงียบไปนาน ในขณะที่ปากพึมพำพูด ในใจของวาโยกลับภาวนาขอให้อี้เผิงปฏิเสธการต่อรองจากเขา ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าถึงอย่างไรสายน้ำก็คงไม่มีวันไหลย้อนกลับ เช่นเดียวกับอี้เผิง ที่ต่อให้เขาจะลงทุนคุกเข่ารั้งพร้อมทั้งบอกความจริงให้กระจ่างแจ้งเพียงไร ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็คงไม่คิดเปลี่ยนใจกลับมายืนเคียงข้างเขาอีกแล้ว

“วันพรุ่งนี้ ผมขออนุญาตเข้าไปเก็บของใช้ที่ยังตกค้างอยู่ภายในบ้าน หวังว่าคุณอี้เผิงที่เป็นถึงหัวหน้าพรรคมังกรดำจะใจกว้างพอให้คนทรยศอย่างผมได้ทำเรื่องแบบนั้น”

            “เอาไปสิ อยากได้อะไรก็เอาไป”

            “...”

            “เพราะตอนนี้ฉันให้นายได้ทุกอย่างนั่นแหละ....”

            “อี้เผิงคะ”

            เสียงหวานชวนฟังของหญิงสาวหน้าตาคุ้นเคยดังแทรกขึ้นบทสนทนาระหว่างวาโยและอี้เผิง ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้บรรยากาศอึมครึมในตอนแรกคลายลงแม้แต่น้อย ตรงข้ามกัน การมาของผู้หญิงคนนี้กลับทำให้หัวใจที่เต้นอย่างอ่อนล้าของวาโย เต้นด้วยจังหวะอ่อนแรงมากขึ้นไปอีก

            “คุณหมอประจำเคสของเราเรียกแล้วค่ะ ไลลาอยากได้แฝดชายหญิง อี้เผิงว่าดีไหมคะ”

            ประโยคบอกเล่าชวนฝันจากเจ้าหล่อนพลอยทำให้คนไม่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างวาโยน้ำตาคลอหน่วย ที่ทรมานจนต้องร้องไห้ออกมา ไม่ใช่เพราะวาโยรู้สึกเจ็บที่อี้เผิงมีใคร แต่วาโยแค่รู้สึกเจ็บที่หัวใจยังมีอี้เผิงอยู่ข้างในนั้น แม้ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองกับเรื่องที่เพิ่งได้ยิน แต่การที่อี้เผิงพยักหน้ารับน้อยๆ และส่งรอยยิ้มแสนอ่อนโยนให้หญิงสาวแสนสวยตรงหน้า ก็ทำเอาวาโยจุกหน่วงเหมือนโดนอัด

น่วมไปทั่วทั้งตัว เหวอะหวะไปทั้งหัวใจ

            “ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเถอะค่ะ ไลลาคิดชื่อลูกไว้แล้ว ว่าแต่อี้เผิงจะชอบมันหรือเปล่าน้า”

            คำพูดเชิญชวนพร้อมทั้งเสียงหัวเราะต่อกระซิกของคนทั้งคู่บาดลึกลงในโสตประสาท ภาพในอดีตตอนที่อี้เผิงเคยตั้งชื่อลูกให้และบอกว่ามีส่วนผสมของเขาอยู่ในนั้นย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ แข้งขาสองข้างของวาโยอ่อนแรงลงเสียดื้อๆ เพียงเพราะเผลอใจคิดถึงช่วงเวลาอบอุ่นและแสนดีเหล่านั้น

            ตอนนี้วาโยรู้สึกจุกอกราวกับคนเพิ่งถูกขโมยของรักไป แต่ทั้งหมดนั่นก็ยังไม่เจ็บเท่าตอนที่อี้เผิงเอี้ยวใบหน้าเย็นชากลับมามองเขา พร้อมทั้งต่อท้ายประโยคที่คั่งค้างเมื่อครู่ด้วยเสียงพูดปกติ ทว่าไม่รู้ทำไม วาโยถึงได้รู้สึกว่าเสียงของอี้เผิงในตอนนี้ถึงได้ฟังดูโหดร้ายและเย็นชากว่าครั้งไหนๆ

 

            “ฉันให้นายได้ทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่ ความรัก

 

 

 ๑๐๐%

 

ความคิดเห็น