ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ห้ามรักครั้งที่ 10

ห้ามรักครั้งที่ 10 

“คุณสลิลจะไปไหนคะ” 

จันเอ่ยถามขึ้นในตอนเช้าตรู่ขณะที่กำลังจัดเตรียมวัตถุดิบเพื่อทำมื้อเช้า เธอเห็นเจ้านายที่อยู่ในชุดออกกำลังกายกำลังจะออกไปข้างนอก ทั้งที่ปกติเวลานี้สลิลควรจะนอนอยู่บนห้องมากกว่าจึงอดแปลกใจไม่ได้ว่าสลิลจะออกไปไหนในเวลานี้ 

“จะไปออกกำลังกายสักหน่อย” 

คำตอบของชายหนุ่มทำเอาแม่บ้านถึงกับอึ้งไปสักพัก ก่อนจันจะพยักหน้ายิ้มให้ทั้งที่ในใจคิดว่าวันนี้สลิลมาแปลกจริงๆ 

ที่จริงความคิดเรื่องการออกกำลังกายตอนเช้าไม่ได้อยู่ในหัวสลิลเลยสักนิด หากพูดให้ดูสวยงามก็เพราะเมื่อคืนการเขากินมื้อดึกไปจึงต้องมาเผาผลาญออกสักหน่อย อาการขัดๆ ช่วงล่างเขาก็ดีขึ้นแล้ว หากเดินเฉยๆ หรือวิ่งเหยาะๆ ก็ไม่สะเทือนเท่าไหร่ แต่จะพูดตามความจริงก็คือความคิดฟุ้งซ่านของเขาเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนมันทำให้เขาอยากเจอหน้าคีปมากกว่า อยากรู้ว่าตื่นมาจะยังปากดีเหมือนเมื่อคืนหรือไม่ 

สลิลเดินไปยืดเส้นยืดสายอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ตอนนี้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ สื่อให้รู้ว่าดวงอาทิตย์กำลังจะโผล่ขึ้นมาทักทาย โดยสายตาก็มองหาคนที่ทำให้เขาอิ่มท้องเมื่อคืน ซึ่งป่านนี้แล้วทำไมยังไม่พาเจ้าสี่ขาออกมาวิ่งก็ไม่รู้ 

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณสลิล” 

เสียงเอ่ยทักทำสลิลสะดุ้ง สมุทรเข้ามาทักเขาพร้อมรอยยิ้ม เหงื่อเปียกซกโทรมกายมองปราดเดียวก็รู้ได้ว่าคงไปออกกำลังกายมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว 

“คุณสลิลจะไปไหนครับ จะออกกำลังกายเหรอครับ จะไปฟิตเนสหรือว่าจะไปวิ่งที่ไหนครับเดี๋ยวผมพาไป” สมุทรรับอาสาเพราะตนออกกำลังกายเสร็จพอดี 

“เอ่อ...แล้วคีปล่ะหายไปไหน ไม่มาออกกำลังกายรึไง” เขาถามถึงคนที่ไม่อยู่ตรงนี้ เพราะปกติคีปมักออกกำลังกายเสมอ แต่วันนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา 

“อ๋อ พี่คีปพาเจ้าสามตัวไปวิ่งที่สวนสาธารณะครับ ออกไปตั้งแต่ตี 4 แล้ว” 

สลิลพยักหน้าเข้าใจก่อนจะบอกให้สมุทรไปทำอะไรก็ไป สมุทรที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการเขาจึงเดินหายไปทางข้างบ้านซึ่งเป็นทางเข้าบ้านพัก 

สลิลยืดเส้นยืดสายอีกครู่หนึ่งก็เริ่มวิ่งเหยาะๆ รอบสนามหน้าบ้าน แต่บางสิ่งกำลังกวนใจเขาอยู่ทำให้สลิลเลือกที่จะหยุดวิ่ง และตัดสินใจเดินออกจากบ้านเพื่อไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน อยากรู้เหมือนกันว่าที่นั่นเป็นอย่างไรทำไมคีปถึงชอบพาหมาไปวิ่งที่นั่น รปภ.ที่หน้าประตูก็ดูจะงงๆ ที่เห็นเขาในเวลาเช้าตรู่ แต่เมื่อเห็นชุดแต่งกายของเขาจึงไม่ถามอะไรต่อ 

ชายหนุ่มร่างบางเดินมาเรื่อยๆ ใช้เวลาราว 10 นาทีก็ถึงสวนสาธารณะที่ว่า มีผู้คนมาออกกำลังกายกันพอสมควร มีทั้งชายและหญิง เด็กและผู้ใหญ่รวมไปถึงวัยชรา นี่คือครั้งแรกที่เขามาที่นี่ สวนแห่งนี้มีคนพาสุนัขออกมาวิ่งออกกำลังกายพอสมควร เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะมีทั้งสุนัขพันธุ์เล็กและใหญ่ 

สลิลวิ่งมาได้สักพักก็แวะนั่งพัก เขาเลือกม้านั่งที่ห่างผู้คนและบริเวณที่ไม่ค่อยมีคนมากนักเพราะต้องการความสงบ หนุ่มร่างบางเหงื่อเปียกโชก เหนื่อยจนคิดว่าต่อไปเขาต้องมาวิ่งบ่อยๆ เพราะแค่ว่ายน้ำอย่างเดียวคงไม่พอแล้ว และการเตรียมตัวในครั้งนี้ก็ถือว่าติดลบ เพราะเขาไม่มีแม้กระทั่งผ้าขนหนูไว้ซับเหงื่อหรือน้ำไว้กินสักหยด 

“โบ มานี่ๆ” 

เสียงเรียกดังอยู่ไม่ไกล ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจแต่เพราะชื่อเรียกและเสียงเห่ารับทำให้เขาต้องหันไปมอง หนุ่มคนหนึ่งหน้าตาน่ารักกำลังเล่นกับสุนัขโดเบอร์แมนสีดำเพศเมีย ท่าทางดูสนิทสนมกับเจ้าหมาตัวนั้นเป็นอย่างดี มองเลยหลังเด็กคนนั้นไปไม่ไกลนักเห็นคีปยืนอยู่ ในมือมีสายจูงของเจ้าสามตัวอยู่ด้วย ผู้ติดตามเขาส่งรอยยิ้มเอ็นดูมาให้หนุ่มน้อยคนนั้นอย่างอ่อนโยน 

สลิลมองคนทั้งคู่ที่ดูสนิทสนมกันดี ถ้าจะให้เดาจากสายตาคาดว่าคนทั้งสองคงรู้จักกันมานานแล้ว เพราะปกติคีปไม่ทำตัวสนิทกับใครง่ายๆ ส่วนอีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มหน้าใสอายุไม่เกิน 20 

“พี่คีป ผมขอโบไปเลี้ยงวันนึงได้ไหมเดี๋ยวพรุ่งนี้เอามาคืน นะๆๆ” เด็กหนุ่มอ้อนขอสุนัขตัวโปรดที่อีกฝ่ายมักพามาวิ่งด้วยเป็นประจำ คีปยิ้มก่อนจะตอบไป 

“โบกินเยอะนะ เลี้ยงไหวเหรอ” 

“ไหวสิ ผมชอบโบเห็นไหมๆ โบก็ชอบผม” 

เด็กหนุ่มนามว่าเนย์ที่มักเจอกับคีปที่นี่เป็นประจำกอดเจ้าหมาเพศเมียตัวอวบแล้วฟัดด้วยความมันเขี้ยว เขาเจอคีปครั้งแรกเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนั้นสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดเห็นจะเป็นโดเบอร์แมนสามตัวที่ถูกจูงด้วยคนคนเดียว พวกมันวิ่งเรียงหน้ากระดานท่าทางดูน่าเกรงขาม และเชื่อฟังคำสั่งเจ้าของที่จับสายจูงพวกมันวิ่งไปพร้อมๆ กันได้อย่างดี 

ตอนนั้นเขารู้สึกว่าคีปเท่มาก รูปร่างหน้าตาก็ดีทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนได้ไม่ยาก ยิ่งมีโดเบอร์แมนสามตัวอยู่ด้วยแล้วยิ่งเสริมความดูดีให้อีกฝ่ายเข้าไปใหญ่ เพราะชอบสุนัขเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเขาจึงเข้าไปผูกมิตรกับพวกมันตอนที่คีปนั่งพักและให้เจ้า 3 ตัวกินน้ำ ในตอนแรกพวกมันยังไม่ไว้ใจเขาเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ถึงกับขนาดกระโดดมาขย้ำคอเขา เขาทำความคุ้นเคยกับพวกมันหลายครั้งจนในที่สุดก็สนิทกันจนได้ 

ทางด้านสลิลเลิกสนใจคนทั้งคู่ เขาลุกขึ้นเตรียมวิ่งอีกครั้ง แต่เพราะลุกเร็วเกินไปทำให้รู้สึกหน้ามืดเซเหมือนจะล้ม จังหวะนั้นเขาหลับตาและเกาะม้านั่งไว้ แต่แล้วเท้าก็ดันไปเหยียบอะไรเข้าจนได้ยินเสียงร้องเอ๋ง 

“เฮ้ย!” 

สลิลตกใจชักเท้ากลับแทบไม่ทันเมื่อสุนัขจรจัดท่าทางตื่นคนตัวหนึ่งจะเข้ามากัด เพราะเขาดันไปเหยียบหางของมันเข้า เขาไม่รู้ว่ามันมาอยู่ใต้ม้านั่งตัวที่เขานั่งตั้งแต่เมื่อไหร่ สลิลจึงเตะเก้าอี้เพื่อไล่มันไป 

“แฮ่! แฮ่! โฮ่ง!” 

สุนัขจรจัดทำท่าเอาจริงตั้งท่าขู่จะกัดเขาไม่เลิกเพราะคิดว่าเขาจะมาแย่งอาหารที่มันแอบขโมยมา สลิลเดินหนีมันก็ตามมาก่อนชายหนุ่มจะใส่เกียร์หมาวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต 

คีปที่ยืนคุยอยู่กับเนย์หันไปเห็นคนที่กำลังวิ่งหนีสุนัขจรจัด ใจเขากระตุกวูบเพราะไม่คิดจะเจออีกฝ่ายในสถานการณ์แบบนี้ ตอนนี้เสียงของหมาจรจัดเรียกพรรคพวกที่อยู่บริเวณนั้นให้มารวมกลุ่มกันและวิ่งไล่หนุ่มร่างบาง เคิร์ต เทรย์และโบมีปฏิกิริยาตื่นตัวตามสัญชาตญาณทันที พวกมันเชิดหน้าขึ้นสูงเพื่อดมกลิ่น ท่าทางเอาเรื่อง เมื่อได้กลิ่นที่คุ้นเคยของสลิลมันก็เห่ากรรโชกทำท่าจะวิ่งตามไป คีปไม่รอช้ารีบปล่อยเคิร์ตวิ่งตามสลิลไปก่อน 

“พี่ฝากโบ เทรย์ด้วย” ชายหนุ่มฝากโดเบอร์แมนอีกสองตัวไว้ให้เนย์ดูแล เด็กหนุ่มทั้งงงทั้งตกใจที่คีปรีบวิ่งออกไปแบบนั้น ส่วนเคิร์ตวิ่งตามหนุ่มร่างบางที่วิ่งหนีหมาหน้าตื่นไปแล้ว 

“โฮ่ง! โฮ่ง” 

“เฮ้ยยย!! หยุดๆ โบหยุดก่อน เทรย์หยุดดดด” เนย์รั้งเจ้าสี่ขาทั้งสองตัวเต็มกำลังแต่เหมือนจะไม่เป็นผล กลายเป็นว่าเขาต้องวิ่งตามพวกมันที่พยายามวิ่งตามคีปไปด้วย 

“คุณสลิล!” 

คีปตะโกนเรียกคนที่วิ่งอยู่บนสะพานโดยมีสุนัขจรจัดฝูงหนึ่งไล่ตามอย่างไม่ลดละ ส่วนเขากำลังอ้อมไปหาสลิลที่ตีนสะพานอีกฝั่งหนึ่ง เคิร์ตวิ่งนำเขาขึ้นไปบนสะพานเห่าขู่พวกที่กำลังจะทำร้ายสลิล 

“แฮ่กๆๆ คีป!” 

สลิลโผเข้าหาผู้ติดตามของตนทันที เขาแทบจะทิ้งตัวใส่คนตรงหน้าเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตั้งท่ารอรับเขาอยู่แล้ว คีปปล่อยสลิลก่อนจะรั้งคอเคิร์ตไว้เพื่อป้องกันการปะทะกับพวกสุนัขจรจัด หมาเจ้าถิ่นพวกนั้นเมื่อเห็นว่าเขายอมถอยพวกมันจึงวิ่งกลับไปทางเดิม คนที่มาออกกำลังกายและเห็นเหตุการณ์ต่างตกใจไปตามๆ กัน ก่อนสถานการณ์จะกลับสู่ปกติเมื่อไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ 

โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง! 

“เคิร์ต! หยุด! หยุดได้แล้ว!” คีปสั่งเสียงดังเพราะเคิร์ตทำท่าจะไม่ยอม มันต้านแรงของคีปเพื่อจะวิ่งตามพวกหมาจรจัดเหล่านั้น แต่พอจ่าฝูงสั่งมันจึงต้องจำยอมหยุดตามที่สั่ง 

“พี่คีปปปป” 

ยังไม่ทันที่สลิลจะพูดอะไรเสียงเด็กหนุ่มก็ดังมาจากด้านหลังพร้อมเสียงเห่าใหญ่ๆ ของสุนัขอีกสองตัว เนย์ที่สุดแรงยื้อจึงปล่อยสายจูงของเทรย์และโบจนพวกมันวิ่งเข้ามาหาสลิล พวกมันดมสลิลยกใหญ่ด้วยอาการที่ทั้งดีใจและเป็นห่วงคิดว่าเจ้านายตัวเล็กจะเป็นอะไร 

“ฉันไม่เป็นไรๆ ไม่โดนกัด เคิร์ตช่วยไว้แล้ว” 

สลิลหายตกใจเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเจ้าสี่ขาทั้งสาม เขาบอกเทรย์กับโบก่อนจะหันมาลูบหัวเคิร์ตที่ทำหน้าหงอยเพราะโดนคีปขู่เมื่อครู่ เขากอดเคิร์ตแล้วจับมันจูบแก้มซ้ายขวาเป็นการขอบคุณ หางที่ตัดสั้นกระดิกไปมาด้วยความดีใจที่ได้รับคำชม 

“แฮ่กๆๆ โอ่ย หมาพี่...หมาพี่แรงโคตรเยอะ ไม่ไหวแล้ว” 

เนย์ทิ้งตัวนั่งบนพื้นหญ้าทันทีเพราะหมดแรงแล้ว ทั้งโดนลากโดนดึงจากโดเบอร์แมนโตเต็มวัยสองตัว ถ้าใครตัวไม่ใหญ่ยักษ์อย่างคีปก็คงมีสภาพไม่ต่างจากเขานี่แหละ 

“ขอบใจมากเนย์ ขอโทษที่ทำให้เหนื่อยนะ” คีปพูดก่อนจะจับมือเนย์ที่ยื่นมาให้เขาดึงเพื่อลุกยืน 

“งั้นให้ผมเอาโบไปเลี้ยงวันนึงเป็นการตอบแทน” เนย์ถามตาเป็นประกาย แม้จะโดนโบลากเมื่อกี๊แต่เขาก็ยังอยากเลี้ยงโบอยู่ดี 

“ยังอยากได้อีกเหรอ เจอแรงโบเข้าไปแบบนั้นไม่เข็ดรึไง” 

“ก็ถ้าโบตัวเดียวก็ไหวอยู่นะ ฮ่าๆๆ” 

เสียงหัวเราะสดใสของเด็กหนุ่ม อีกทั้งความสนิทสนมที่ดูเหมือนยืนกันอยู่สองคนทำสลิลเบือนหน้าไปทางอื่น เขาไม่อยากขัดจังหวะจึงทำท่าจะเดินหนี แต่คีปกลับจับข้อมือเขาไว้เพื่อไม่ให้เดินไปไหนได้ 

หนุ่มลูกครึ่งหันมาสนใจเจ้านายตัวเองที่ตอนนี้สภาพเหงื่อท่วมตัว แก้มใสแดงระเรื่อเพราะเพิ่งผ่านการวิ่งหนีสุนัขเจ้าถิ่นมา สำรวจด้วยสายตาไม่มีส่วนไหนที่สลิลบาดเจ็บสาหัส แต่เชือกรองเท้าหลุดลุ่ยเขาจึงก้มลงไปผูกให้ ตรงหน้าแข้งของสลิลมีรอยข่วนเล็กๆ คาดว่าคงมาจากกิ่งไม้ กลับไปคงต้องบอกจันให้ทำแผลให้สลิลด้วย ถ้าเกิดแผลติดเชื้อขึ้นมาเจ้าสัวชวัลคงเอาเขาตายแน่ 

“เอ่อ...พี่คีปรู้จักพี่เขาด้วยเหรอครับ” เนย์ถามเมื่อเห็นว่าคนทั้งสองไม่ใช่แค่คนรู้จักกันแน่ๆ แม้ท่าทางของคีปจะข่มอีกฝ่ายอยู่ในที แต่การคุกเข่าก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ก็สื่อให้เขาได้รู้ว่าคีปคงมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับชายหนุ่มร่างบางคนนี้ 

“คุณสลิลเป็นเจ้านายพี่เอง” 

“อ๋อ สวัสดีครับ” เนย์ยกมือไหว้ทันทีพร้อมยิ้มหวาน สลิลแค่พยักหน้ารับเพียงแค่นั้น เพราะตอนนี้เขารู้สึกหงุดหงิดกับความสดใสราวแดดยามเช้าของเด็กคนนี้จริงๆ 

“พี่ขอตัวกลับก่อนนะ ไว้เจอกันวันหลัง” 

“โอเคครับ กลับดีๆ นะพี่คีป แล้วเจอกันใหม่นะโบ ไปล่ะเทรย์ เคิร์ต จุ๊บๆ” เนย์โบกมือลาทั้งคนทั้งหมาที่กำลังเดินออกห่างจากเขาไป ส่วนคนที่ชื่อสลิลเขายิ้มให้แต่อีกฝ่ายไม่ยิ้มตอบก็ช่างเถอะ เขาไม่คิดใส่ใจคนอื่นนอกจากพี่คีปอยู่แล้ว 

“คุณสลิลจะมาที่นี่ทำไมไม่บอกผมครับ” ผู้ติดตามหนุ่มถามเสียงเข้ม ถ้าเป็นเด็กเป็นเล็กจะจับบิดหูให้แดงเลย 

ตอนแรกที่เห็นสลิลวิ่งหนีฝูงหมาจรเขาตกใจมาก ยิ่งคิดว่าถ้าอีกฝ่ายโดนกัดเข้าคงแย่จึงปล่อยเคิร์ตให้ไปกันพวกนั้นไว้ก่อน ใจตกอยู่ตาตุ่มตอนเห็นว่าหมาตัวหนึ่งกำลังจะงับน่องสลิล โชคยังดีที่เคิร์ตเข้าไปขวางไว้ได้ก่อน 

“แค่มาออกกำลังกายทำไมต้องบอกนาย” 

“เพราะผมคือผู้ติดตามของคุณ” 

อยากดุอีกฝ่ายที่กล้ามาที่นี่คนเดียวแต่เขาทำได้แค่ข่มอารมณ์ไว้ ทั้งที่จริงเพียงแค่สลิลเอ่ยปากบอกคำเดียวเขาก็ยินดีพามาเอง นึกพาลไอ้พวกลูกน้องที่บ้านที่ปล่อยสลิลให้มาที่นี่ด้วย แทนที่จะบอกเขาสักคำแต่ไม่มีใครบอกกันเลย 

“ฉันแค่เห็นว่านายมาที่นี่ประจำ มายังไงก็คงเจอนายไม่ใช่เหรอ แต่ก็นะ...ฉันเพิ่งรู้ว่านายไม่ได้มาออกกำลังกายแค่อย่างเดียว แต่มาจีบเด็กด้วย” ท้ายประโยคสลิลหันมองคนที่เดินอยู่ข้างกัน รอยยิ้มอย่างคนรู้ทันผุดขึ้นที่มุมปาก 

“ผมไม่ได้จีบเด็ก” คีปปฏิเสธเสียงเรียบ 

“เห็นกันอยู่ว่าเด็กนั่นชอบนาย อย่าปฏิเสธเลยน่ะ” สลิลแย้งกลับ 

มองจากหน้าบานเขายังรู้เลยว่าเด็กคนนั้นชอบคีป เพียงแต่ไม่รู้ว่าชอบในฐานะคนรู้จักกันหรือชอบแบบชู้สาว แต่สำหรับความคิดเขาแล้วน่าจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า 

ตอนนี้พวกเขากำลังเดินกลับบ้านเพราะคีปไม่ได้เอารถมา พ่อค้าแม่ค้ารถเข็นที่ขายพวกอาหารเช้าจอดเรียงรายเต็มข้างทาง เขาไม่ได้เข้าทางประตูนี้จึงไม่รู้ว่ามันมีขายของพวกนี้ด้วย กลิ่นอาหารเช้าหอมจนทำให้ท้องร้อง 

“คุณสลิลหึงผมเหรอครับ” คำถามของคีปที่พูดขึ้นทื่อๆ ทำเอาสลิลถึงกับหันมองอีกฝ่ายทันที คนทั้งคู่มองหน้ากันก่อนจะเป็นสลิลที่หลบสายตาก่อน เพราะสายตาของไอ้เด็กยักษ์ที่มองมามันมีแววตาล้อเลียนบนสีหน้าเรียบนิ่ง ซึ่งนั่นเอาชนะเขาได้จนเขารู้สึกตัวเองใจกระตุกแปลกๆ 

“การที่ฉันนอนกับนายไม่ได้หมายความว่าฉันต้องเอาอารมณ์เข้าไปยุ่งกับนายนะ ฉันยังไม่ชอบหน้านายเหมือนเดิมนั่นแหละ” สลิลบอกเสียงเรียบ คีปไม่ตอบอะไรเพราะเขาเข้าใจสิ่งที่สลิลพูดดี และทุกอย่างมันชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว 

“นายพกเงินมาไหม ฉันอยากดื่มน้ำ” สลิลถามเมื่อเห็นร้านรถเข็นขายน้ำอยู่ใกล้ๆ คีปล้วงเงินจากกระเป๋าเอามาจ่ายค่าน้ำเปล่าสองขวด ก่อนจะเปิดและยื่นหนึ่งขวดให้สลิลดื่ม 

ดวงตาสีเฮเซลมองคนที่กำลังกระดกน้ำดื่ม ลำคอขาวมีเหงื่อเกาะพราว แก้มใสเห็นเลือดฝาด เสื้อออกกำลังกายแขนสั้นเปียกชุ่มไปทั้งตัว กางเกงวิ่งขาสั้นอวดเรียวขาขาว คีปถอนหายใจที่เห็นสลิลในสภาพนี้ ไม่ใช่แค่ห่วงว่าอีกฝ่ายจะเป็นอันตรายเพราะหมาจร แต่เพราะกลิ่นอายดึงดูดทางเพศของสลิลที่แผ่ออกมานี่แหละทำเขาหวั่นใจ เขารู้ว่าสลิลรู้ว่าตัวเองโดนมองไม่ว่าจะเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน 

ไม่ชอบ... ไม่ชอบให้เจ้านายตกเป็นเป้าสายตาคนอื่นในรูปลักษณ์แบบนี้เลย 

“วันหลังถ้าจะมาที่นี่คุณต้องบอกผม เดี๋ยวผมพามาเอง” 

“ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้ผู้ติดตามเขาสั่งเจ้านายได้ด้วย” สลิลยียวนไม่เลิก เขาเดินไปที่ร้านน้ำเต้าหู้ อยากกินสักถุงแต่ลืมสนิทว่าตัวเองไม่มีเงินติดตัวสักบาท 

“ขอโทษครับที่ผมทำให้คุณสลิลคิดแบบนั้น ต่อไปผมจะทำหน้าที่ให้ดีกว่านี้” คีปพูดก่อนจะซื้อน้ำเต้าหู้มา 4 ถุง เขาเผลอลืมไปที่ใช้คำพูดผิดหน้าที่ เขาไม่ควรสั่งสลิลอย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆ 

น้ำเต้าหู้ถุงหนึ่งที่เจาะหลอดแล้วยื่นมาตรงหน้า อีกทั้งสลิลชะงักกับคำพูดของคีปที่เหมือนจะกล่าวโทษตัวเองว่าเจ้าตัวทำหน้าที่บกพร่องในการติดตามเขา 

“รู้แบบนี้ก็ดี ต่อไปนี้ก็อย่ามองคนอื่น ในเมื่อนายมีหน้าที่ติดตามฉันก็มองแค่ฉัน” สลิลพูดก่อนจะรับน้ำเต้าหู้มาดื่ม 

“ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้เจ้านายเขาหวงผู้ติดตามได้ด้วย” คีปสวนกลับเหมือนที่สลิลพูดก่อนหน้านี้ สีหน้าเรียบนิ่งของหนุ่มลูกครึ่งทำให้สลิลถึงกับกำหมัดต่อยไหล่อีกฝ่ายไปเต็มแรง แต่มันก็ไม่สะเทือนไอ้เด็กยักษ์นักก็ตาม 

“ใครหวงนาย! ฉันแค่เตือนให้นายรู้หน้าที่ของตัวเองต่างหาก” 

“ผมรู้หน้าที่ตัวเองดีครับ รู้...ว่าคุณต้องการอะไร และ...ไม่ต้องการอะไร” คีปโน้มตัวเข้าไปใกล้ เขากระซิบบอกคนตัวเล็กข้างหูจนริมฝีปากแตะปลายติ่งหูอีกฝ่ายแผ่วเบา สลิลถึงกับขนลุกวาบด้วยความสยิว ก่อนจะยิ้มแล้วหันไปหาอีกฝ่ายเร็วๆ จนกลายเป็นจมูกเขาเฉียดแก้มคีปเบาๆ 

“แสนรู้แบบนี้ก็ดี” เขาตอบสั้นๆ จากนั้นก็เดินหนีเพื่อจะได้กลับบ้านไปอาบน้ำและไปทำงานสักที หนุ่มลูกครึ่งมองตามเจ้านายตัวเองที่เดินนำไปก่อนแล้วพร้อมรอยยิ้มมุมปาก 

คนอะไรนอกจากจะดื้อแล้วยังช่างยั่ว ทั้งยั่วโมโหและยั่ว... 

* 

“แป๋ม บอกอเนกไปเจอฉันที่ห้องด้วย อืม...แค่นี้แหละ” สลิลสั่งเลขาฯ สาวทางโทรศัพท์เสร็จก็วางสายไป 

วันนี้สลิลเข้าบริษัทสายจากเดิมไปราวชั่วโมงกว่า เพราะการจราจรบนถนนติดหนักทำให้เขาต้องเลื่อนประชุมออกไปเป็นช่วงบ่ายแทน หนุ่มร่างบางก้าวเข้ามาในลิฟต์ของชั้นจอดรถหลังจากรอเพียงไม่กี่วิ คีปกดเลขชั้นที่ต้องการเพื่อพาสลิลไปยังชั้นทำงานของเจ้าตัว 

สลิลถอยไปยืนหลบอยู่ด้านหลัง ในมือกดมือถือยุกยิกแทบไม่เงยหน้ามองอย่างอื่น ความเงียบภายในห้องโดยสารสี่เหลี่ยมเงียบสนิท มีเพียงเสียงกลไกการทำงานของลิฟต์ดังอยู่ข้างนอกเบาๆ 

หนุ่มร่างบางเงยหน้าจากหน้าจอโทรศัพท์หลังอ่านอีเมลที่แป๋มส่งมาให้คร่าวๆ แล้ว เขาสบตากับคีปที่มองเขาผ่านเงาสะท้อนของประตูลิฟต์ ภาพเหตุการณ์ระหว่างเขากับคีปในห้องครัวแวบเข้ามาในหัว หุ่นที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่เขาลูบไล้ทำให้เสียววาบที่ปลายมือยามนึกถึง 

เขาเผลอจ้องมองริมฝีปากที่มอบความรู้สึกแปลกใหม่ และมอบความสุขให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า สลิลกัดปากตัวเองเบาๆ เมื่อคิดถึงรสจูบของคีปอย่างลืมตัว ส่วนคนที่จ้องเงาสะท้อนตอบกลับมายังคงยืนนิ่งพร้อมสีหน้าเรียบสนิท แต่สายตากลับกวาดมองร่างเจ้านายไปทั่วร่าง 

กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของสลิลลอยเข้าจมูก มันไม่ได้ฉุนเลยสักนิดแต่ส่งกลิ่นให้คีปได้สูดดมจนเต็มปอด สองสายตายังคงสอดประสานมองกัน คีปยังมีท่าทีนิ่งเฉยแต่ในหัวกำลังตีกันให้วุ่น เขาเห็นท่าทางของสลิลตอนนี้แล้วคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ เพราะสายตาอีกฝ่ายที่แสดงออกมาเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน 

กลีบปากบางที่เจ้าตัวกัดไว้เบาๆ เขาอยากสัมผัสจนแทบห้ามตัวเองไม่ได้ เขาไม่รู้สลิลตั้งใจยั่วเขาหรือไม่ แต่มันกำลังจะทำให้เขาเผลอทำอะไรเกินหน้าที่ เขาละสายตาดูตัวเลขที่กำลังเปลี่ยนไปและจะถึงชั้นทำงานของสลิลอยู่รอมร่อ 

พรึบ! 

เพียงเสี้ยววิที่คีปตัดสินใจหันไปเผชิญหน้ากับเจ้านาย คนตัวเล็กแทบหยุดหายใจเมื่อใบหน้าที่เขาจับจ้องอยู่นานกำลังโน้มเข้าหาเขาในระยะประชิดแทบไม่มีช่องว่าง คีปยกมือขึ้นหยิบเส้นผมที่ติดอยู่บนสูทของเจ้านายออกอย่างเบามือ เป็นการดูแลภาพลักษณ์ของสลิลให้ดูดีก่อนจะเจอกับพนักงานในบริษัทก่อนจะกระซิบเบาๆ 

“กัดปากแรงไปเดี๋ยวมันจะช้ำนะครับ” 

เสียงกระซิบและสายตาของคนตัวสูงที่ก้มลงมองทำลมหายใจสลิลสะดุด เขายิ่งกัดปากเม้มแน่นสนิทเพื่อข่มความต้องการของตัวเองไว้ ริมฝีปากที่มอบความทรงจำใหม่ให้เขาอยู่ตรงหน้าใกล้เพียงลมหายใจกั้น อยากจูบอีกฝ่ายแต่เพราะความเป็นสลิลมันค้ำคอ เขาจะแพ้ให้กับคนอย่างคีปที่รู้ทันเขาไปแทบทุกอย่างไม่ได้ 

ผู้ติดตามหนุ่มมองใบหน้าหวานของเจ้านาย ก่อนสายตาจะเลื่อนลงมาที่ริมฝีปากซึ่งเจ้าตัวกำลังทำร้ายมันจนเขารู้สึกเจ็บแทน คีปจ้องอยู่อย่างนั้นจนสลิลต้องปล่อยกลีบปากตัวเองที่โดนกัดจนแดง คีปหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาซับปากอีกฝ่ายเบาๆ 

สลิลเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยยืนให้คีปจัดการกับปากเขาอย่างลืมตัว กลิ่นน้ำหอมที่อีกฝ่ายใช้เขาไม่เคยรู้เลยว่ามันเสริมให้ตัวคีปมีเสน่ห์ขนาดนี้ ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งอยากดมกลิ่นที่ดึงดูดนี้ให้ชัดๆ 

ติ๊ง! 

เสียงลิฟต์เรียกสติสลิลที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ให้ตื่นขึ้น เขารีบเดินออกจากลิฟต์ทันทีเมื่อประตูเปิด ปล่อยให้คีปเดินตามหลังมาพร้อมกับใบหน้าเรียบนิ่งตามแบบฉบับของเจ้าตัว แต่ท่าทีนิ่งเฉยของสลิลตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัว เพราะตอนนี้หัวใจผู้เป็นนายแทบหลุดออกจากอก มันเต้นหนักหน่วงและรัวเร็ว สลิลสะบัดหัวไล่ความฟุ้งซ่านที่เกิดก่อนหน้านี้เพื่อจะได้มีสติในการทำงาน 

“คุณสลิลเป็นอะไรรึเปล่าครับ ไม่สบายตรงไหนรึเปล่าครับ” 

อเนกถามเจ้านายที่ตอนนี้หน้าตาดูไม่ดีนักเหมือนมีเรื่องให้คิดตลอดเวลา เดี๋ยวถอนหายใจเดี๋ยวกลั้นหายใจจนเขาเป็นห่วง 

“ฉันกำลังจะเป็นบ้า” 

คำตอบของสลิลทำอเนกถอยออกห่างจากอีกฝ่ายเล็กน้อย เพราะกลัวโดนลูกหลงหากสลิลระเบิดอารมณ์ออกมา เขาคิดทางหนีทีไล่ไว้ในหัวว่าถ้าสลิลเกิดอาละวาดเขาจะรีบวิ่งออกจากห้องไปบอกคีปทันที 

“ฉันคิดอะไรอยู่วะ ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” 

หากพูดตรงๆ ตอนนี้อเนกคิดว่าสลิลสติหลุดไปแล้ว ซึ่งเขาไม่เคยเห็นสลิลในโหมดนี้จริงๆ และเขาก็รับมือไม่เป็น แต่พอจะออกจากห้องทำงานสลิลกลับเรียกไว้และคุยงานกันต่อ เปลี่ยนอารมณ์เร็วราวกับสับสวิตช์ 

“พี่คีปคะ แป๋มซื้อกาแฟมาฝากค่ะ” 

ทางด้านหน้าห้องทำงานของสลิล เลขาฯ สาววางแก้วกาแฟของร้านดังให้ชายหนุ่ม รอยยิ้มหวานอีกทั้งสายตาที่หลบไม่กล้ามองสื่อให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังเขินอาย เธอรวบรวมความกล้าอยู่นานเพราะกลัวคีปจะโดนสาวคนอื่นสอยไปเสียก่อน วันนี้จึงคิดรุกจีบคีปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย 

“ขอบคุณครับ ที่จริงไม่ต้องลำบากคุณแป๋มเลย เดี๋ยวผมลงไปซื้อเองครับ” 

“ลำบากอะไรละคะ แป๋มยินดีค่ะ และจะยินดีมากกว่านี้ถ้าพี่คีปจะเลี้ยงแป๋มคืนเป็นหนังสักเรื่อง” การรุกหนักของหญิงสาวทำคีปชะงักไปเล็กน้อย เขามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนจะตอบออกไปอย่างสุภาพ 

“ไว้ผมจะสมัคร Netflix ให้สักเดือนนะครับ” 

แป๋มอึ้งไม่น้อยกับคำตอบนั้น คนไม่ช่างพูดที่วันๆ เอาแต่นั่งเฝ้าเจ้านายไม่ไปไหน พอตอบกลับมาก็ทำเอาเธอน็อคเหมือนโดนหมัดต่อยเข้าหน้าเต็มๆ ผู้ชายอะไรเธออ่อยขนาดนี้แล้วยังหาทางหลบเลี่ยงได้ 

* 

ตกเย็นเลยเวลาเลิกงานมาราวชั่วโมงหนึ่งแล้ว ขณะที่พนักงานคนอื่นๆ ในบริษัทกำลังทยอยกลับบ้าน แต่ลูกชายเจ้าของบริษัทยังคงอยู่ในห้องทำงานของตัวเองไม่มีทีท่าว่าจะกลับ แม้แต่แป๋มก็กลับไปแล้วเพราะสลิลบอกว่าไม่อยากรบกวนเวลาเลิกงานของอีกฝ่าย ไว้ถ้ามีอะไรเร่งด่วนจะโทรไปถามเอง 

คีปทิ้งเวลาปล่อยให้สลิลทำงานต่อไป แต่เมื่อเห็นว่ามันเลยเวลามื้อเย็นไปมากแล้ว กว่าจะขับรถกลับบ้านต้องฝ่ารถติดอีกเขาคิดว่าจะสั่งอาหารเย็นมาเสียเลย แต่เมื่อเปิดประตูห้องทำงานของสลิลที่ไม่ว่าจะเคาะเท่าไหร่ฝ่ายเจ้านายก็ไม่ตอบกลับมา เขาก็เห็นภาพสลิลนอนฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะ คีปสำรวจว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บหรือป่วยไหม แต่เมื่อเห็นว่าแค่หลับไปจึงทำท่าจะปลุกสลิลเพื่อจะได้กลับไปพักที่บ้าน 

“กี่โมงแล้ว” แต่ยังไม่ทันที่คีปจะปลุกสลิลก็งัวเงียตื่นขึ้นมาถาม ชายหนุ่มอ้าปากหาวสะบัดแขนที่รู้สึกชาสองสามทีก็ทำท่าจะทำงานต่อ 

“สองทุ่มแล้วครับ” 

“อ่า...” สลิลครางในลำคอ วันนี้มีเรื่องให้คิดฟุ้งซ่านเต็มหัวเขาเลยทำงานได้ไม่มาก พอมาลุยเอาตอนนี้ก็เพลียเพราะง่วงเลยเผลอหลับไป 

สลิลยอมวางมือจากแฟ้มเอกสารต่างๆ ปิดคอมพิวเตอร์เสร็จก็เดินนำออกจากห้อง โดยมีคีปถือกระเป๋าเดินตามหลังมาเงียบๆ เมื่อขึ้นรถยนต์ส่วนตัวแบบ 4 ที่นั่งมาได้สลิลก็ปิดตาลง เขาไม่ได้หลับแต่แค่ไม่อยากคิดอะไรฟุ้งซ่านอีกแล้ว เพราะยิ่งเห็นหน้าคีปจิตใจด้านมืดก็ยิ่งเข้าครอบงำเหมือนคนกำลังจะลงแดงเพราะอยากกินของชอบแต่ต้องห้ามใจไว้ 

“คุณสลิลจะแวะทานอาหารที่ไหนก่อนไหมครับ” 

“ไม่ล่ะ อ่า...ลัทโทรมาพอดี ฮัลโหล...” 

[พี่สลิลเมื่อไหร่จะกลับ] 

“กำลังกลับ” 

[พี่โหมงานหนักแบบนี้พี่คีปก็ไม่ได้พักพอดี] 

“ให้มันน้อยๆ หน่อย พี่เป็นพี่เรานะแทนที่จะห่วงพี่ดันไปห่วงคนอื่น” 

[บอกกี่ครั้งแล้วว่าพี่คีปไม่ใช่คนอื่น แล้วนี่ถึงไหนแล้วเดี๋ยวลัทอุ่นกับข้าวให้] 

“น่าจะอีก...ครึ่งชั่วโมงมั้ง” 

นลัทรับคำก่อนจะวางสายไป แต่เหมือนความหิวจะไม่สามารถรอได้เขาจึงสั่งให้คีปแวะร้านสะดวกซื้อก่อน 

“คุณสลิลอยากได้อะไรครับเดี๋ยวผมไปซื้อให้” 

“ครัวซองต์สักชิ้นพอ ไม่อยากกินให้อิ่ม ลัทอุ่นกับข้าวรอไว้แล้ว” 

ได้คำตอบเสร็จคีปก็ลงไปซื้อของตามที่เจ้านายต้องการ เขากลับมาพร้อมครัวซองต์หนึ่งชิ้น รวมไปถึงน้ำผลไม้หนึ่งกล่องเป็นน้ำที่สลิลชอบ สลิลเหลือบสายตามองคนที่ส่งของให้เขา 

“ผมแสนรู้ คุณเคยบอกหลายครั้งแล้ว” คีปพูดอย่างรู้ทันว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไร เขาจึงชิงพูดขึ้นมาก่อน 

“อืม แสนรู้เหมือนหมา” สลิลอดเหน็บแนมอีกฝ่ายไม่ได้ เขาหมั่นไส้กับท่าทางนิ่งเฉยไม่ทุกข์ไม่ร้อนนั่นจริงๆ หากเขาร้อนดั่งไฟอีกฝ่ายเป็นเหมือนน้ำที่เรียบนิ่งไม่สะทกสะท้าน และพร้อมดับไฟอย่างเขาได้ทุกเมื่อ 

“ถ้าผมเหมือนหมา เวลามันทำดีเจ้าของต้องชมและให้รางวัลครับ” 

คีปตอบกลับโดยไม่ได้มองหน้าอีกฝ่ายเพราะกำลังขับรถอยู่ สลิลที่แกะครัวซองต์กินเคี้ยวตุ้ยๆ ชะงัก เขาเงียบไม่โต้ตอบอะไรออกไป แต่เมื่อรถจอดติดไฟแดงอีกรอบเขาจึงขยับตัวไปอยู่ตรงกลางระหว่างเบาะหน้าทั้งสอง 

“เก่งมากกก คีปเก่งมากกกก” 

สลิลลูบหัวอีกฝ่ายไม่เบานักพลางเอ่ยชมน้ำเสียงประชดประชัน เขาทำเหมือนที่เขาเอ่ยชมเคิร์ต และปฏิกิริยาของคีปก็ตอบสนองในทันที เพราะเจ้าตัวหันมาแล้วใช้ลิ้นเลียปากเขาเบาๆ ทำเอาสลิลชะงักอึ้ง 

ใกล้เพียงแค่นี้... 

เหมือนว่าความฟุ้งซ่านตลอดทั้งวันจะทำให้สลิลอดใจไม่ไหว เขาจูบอีกฝ่ายตอบกลับไปอย่างไม่ลังเล เพียงแค่ผิวของริมฝีปากแนบชิดกัน มันก็ดึงดูดกันและกันราวรอเวลานี้มานาน สองมือเรียวจับประคองใบหน้าคม มือใหญ่ของคีปละจากพวงมาลัยรถมากดท้ายทอยสลิลเบาๆ เพื่อให้อีกฝ่ายรับจูบที่เขามอบให้ องศาหน้าคนทั้งคู่เอียงรับเพื่อมอบจูบแสนวาบหวามให้กันและกัน 

“อื้ออ” สลิลทำท่าไม่ยอมเมื่อคีปจะผละออก เขาโน้มหน้าไปหาเพื่อตามริมฝีปากอิ่มที่เขาเห็นว่ามันเสมือนอาหารที่ถูกปากแต่คีปก็ยังปฏิเสธ ชายหนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามลูบท้ายทอยเจ้านายเอาแต่ใจเบาๆ ก่อนจะกระซิบบอก 

“ผมต้องขับรถก่อนครับ ไฟเขียวแล้ว” 

* 

สลิลกลับมาถึงบ้านในเวลาต่อมา แน่นอนว่านลัทรออยู่แล้วพร้อมกับข้าวที่ถูกอุ่นให้ร้อนสำหรับสองที่ นลัทปล่อยให้พี่ชายกับผู้ติดตามส่วนตัวนั่งกินข้าวด้วยกันไปเงียบๆ ส่วนตัวเธอเองก็กลับขึ้นห้องไปทำงานต่อแล้ว 

คนทั้งคู่แยกย้ายหลังจากทานข้าวด้วยกันเสร็จแล้ว โดยไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนรถเลย คีปไม่พูดสลิลไม่พูดกลายเป็นคนทั้งคู่เงียบใส่กันและแยกย้ายกันกลับห้องใครห้องมัน คีปเดินกลับมาที่บ้านตนเอง เขาปล่อยเจ้าสามตัวออกไปวิ่งเล่น ส่วนตัวเองทำเพียงแค่เปลี่ยนเสื้อผ้า และรอเจ้าสามตัววิ่งเล่นเสร็จจะได้จับเข้ากรงแล้วค่อยอาบน้ำหลังจากนั้น 

คีปโทรไปรายงานกับเจ้าสัวชวัลว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นบ้างตามหน้าที่ เจ้าสัวเอ่ยชมว่าลูกชายทำตัวดี แม้ใจจะห่วงอยู่มากว่าจะทำตัวเหลวไหล แต่เมื่อได้ยินว่าไปทำงานและกลับมานอนที่บ้านชายสูงวัยก็โล่งใจ 

ตกดึกไฟในบ้านชั้นเดียวปิดทุกดวง จะมีก็แต่ไฟหน้าบ้านและแสงสว่างจากหน้าจอทีวีที่เปิดอยู่เพียงเท่านั้น ขณะที่คีปนอนดูซีรีส์ฝั่งอเมริกาแนวสืบสวน เขาได้ยินเสียงโบหายใจแปลกๆ เหมือนมันจะเห่าแต่ไม่เห่า ก่อนจะเป็นเสียงขยับตัวของเจ้าสี่ขาอีกสองตัวที่เหลือ 

คีปลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบเพื่อย่องไปหยิบอาวุธปืนประจำกาย จากนั้นก็ใช้ความมืดพรางกายเพื่อลอบมองออกไปนอกบ้าน แต่แล้วสิ่งที่เขาคิดก็ผิดมหันต์ เพราะมันไม่ใช่โจรแต่เป็นหนุ่มร่างบางนิสัยเอาแต่ใจที่กำลังนั่งยองๆ เล่นอยู่กับโบหน้ากรง โดยเจ้าหมาเพศเมียเลียมืออีกฝ่ายพร้อมกระดิกหางอย่างคนรู้จักกันดี ส่วนเทรย์แค่เงยหน้าขึ้นดูจากนั้นก็นอนต่อ เคิร์ตใช้จมูกดมฟุตฟิตอยู่ใกล้ๆ ไม่ห่างกัน แต่เพราะมีกรงกั้นมันจึงทำได้แค่นั่งมองเท่านั้น 

“คุณสลิลมาทำอะไรครับ” 

เสียงทักของคีปทำสลิลที่อยู่ในชุดนอนที่เป็นเสื้อกล้ามกับกางเกงผ้านิ่มขาสั้นแค่คืบสะดุ้ง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเผชิญหน้ากับจ่าฝูงโดเบอร์แมนที่ถือปืนอยู่ในมือ คีปเปลือยท่อนบนอวดมัดกล้ามที่เรียงตัวสวยบนหน้าท้อง ช่วงเว้าของเอวลงมาถึงสะโพกสอบมีขอบกางเกงยางยืดขายาวเกาะอยู่อย่างหมิ่นเหม่ 

“นอนไม่หลับ” 

“หิวเหรอครับ” 

สลิลไม่ตอบแต่เฉไฉทำเป็นมองอย่างอื่นแทน เขามองไปรอบๆ บ้านคีปก่อนมือเรียวจะกำข้อมือใหญ่ของผู้ติดตามไว้ พร้อมกับดึงให้คีปเดินตามมาเข้าไปในบ้านโดยไม่คิดขอเจ้าของ สลิลหันกลับมาเผชิญหน้าคีปอีกครั้งเมื่อเข้ามาในบ้านและคีปปิดประตูแล้ว เขายัดของบางสิ่งใส่มือคีปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ส่วนคีปที่เห็นของในมือเขาก็เข้าใจในทันที 

“แค่กล่องเดียวพอเหรอครับ” 

 

 

 

โปรดติดตามส่วนต่อไป 

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

กลับหน้าเรื่อง

 

       อยากเป็นนักเขียนที่...นักอ่านไม่อายเวลาบอกใครว่าเป็นแฟนนิยายของเรา       

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ให้โอกาส ขอบคุณทุกการสนับสนุน และกำลังใจ ขอบคุณมากค่ะ

============================================== 

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น