ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 29 Action 2 (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 29 Action 2 (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.9k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ส.ค. 2559 20:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 29 Action 2 (100%)
แบบอักษร

 

 

 

Action 2

 

 

                 ในขณะที่คนน้องกำลังหน้าเครียดจนคิ้วผูกโบ ว่าจะทำยังไงดีกับเครื่องมือสื่อสารที่มีอยู่ในมือ

 

                 อีกฝั่งหนึ่งของทะเล ณ. บริเวณริมหาดทรายขาวที่พนักงานเอาร่มออกมากางไว้ให้ลูกค้าของทางโรงแรมในเวลาบ่ายๆที่แสงแดดยังแผดจ้า

 

                นักท่องเที่ยวที่เห็นส่วนมากจะเป็นชาวต่างชาติซะส่วนใหญ่ ต่างก็ทยอยออกมานอนชมวิวมองน้ำทะเลใส หาดทรายขาวกันหลายคู่ บ้างก็มากันเป็นครอบครัว และนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักบางคนนิยมปูผ้านอนอาบแดดเพื่อที่จะได้มีผิวสีแทนและคล้ำสวยเหมือนอย่างผิวคนไทยบางคน

 

                 จากบริเวณริมหาดด้านล่าง ถ้าหันหน้าเข้าหาตัวโรงแรมแล้วแหงนหน้าขึ้นมองไปยังห้องพักหรูที่เรียงรายหลายร้อยห้อง

 

                 บนดาดฟ้าชั้นสูงสุด ณ. บริเวณห้องพักส่วนตัวของท่านประธานใหญ่ ในห้องสวีทสุดหรู บรรยากาศข้างในนั้นช่างแตกต่างกับอารมณ์ชิวๆของหาดด้านล่างลิบลับ เพราะพยาบาลที่นานทีปีหนจะถูกเรียกใช้ให้ขึ้นไปชั้นบนบอกได้คำเดียวว่า ยุ่ง  

 

                 ไม่ได้ยุ่งเพราะคนไข้เยอะแต่อย่างได เพราะส่วนมากลูกค้าของโรงแรมที่ข้ามฝั่งมาใช้บริการของห้องพยาบาลจะเจ็บปวดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น อย่างเช่น ถ้าไม่เป็นตะคริว ก็โดนหินบาดเท้ามา หรือไม่ก็ไปเหยียบหอยเม่นจนเท้าพองก็แค่นั้นเอง

 

                  แต่ที่ยุ่งในที่นี้ เพราะประธานบริหารใหญ่ พจน์ พงษ์สกุลธรกำลังทำหน้ายุ่งอยู่ต่างหาก

 

                  เหตุก็เพราะเมื่อหลายชั่วโมงก่อน

 

                  เฮลิคอบเตอร์ของโรงแรมที่บินออกไปจากลานจอดโดยฝีมือการบังคับของคุณชีวินที่ขับไปตอนเช้าตรู่เพียงลำพัง แต่ไหงพอตอนขากลับถึงได้บรรทุกผู้โดยสารกลับเข้ามาเต็มลำก็ไม่อาจทราบได้

 

                  มันจะไม่มีปัญหามาก ถ้าหนึ่งในผู้โดยสารที่ตามมาด้วยนั้นจะไม่หน้าซีดตัวเหลืองจนท่านประธานถึงกับยกหูโทรศัพท์สั่งการลงไปเอง เล่นเอาพยาบาลที่ถูกแจ็คพ็อตถึงกับหน้าซีดเหลือไม่ถึงสองนิ้ว เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นประธานใหญ่ของโรงแรมห้าดาวที่ดังติดอันดับประเทศตัวเป็นๆ และก็อยากให้เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตไปเลยเมื่อเห็นฤทธิ์ของท่านเข้า

 

                  “ถังออกซิเจนอยู่ไหน? ยาดม ยาลม แอมโมเนีย อะไรก็ได้ตอนนี้ เร็วๆ”

 

                 “เฮ้ย! ใจเย็น ให้พยาบาลเขาจัดการ เอ็งนั่นแหละถอยมาทางนี้”

 

                  ชีวินเบรกพจน์ไว้ก่อนที่พยาบาลที่ยืนหน้าซีดอยู่นั่นจะเป็นลมตามไปอีกคน

 

                  “นายไม่เห็นเหรอว่าตะวันอาการไม่ดี!?”

 

                 เจ้าของชื่อปรือตาขึ้นมองได้สักพักแล้ว แต่ที่ยังไม่พูดไม่จาแล้วหลับตานิ่งๆเพราะยังไม่อยากลุกขึ้น แล้วก็เห็นแล้วว่าชีวินยึดไหล่ของคนตัวโตไว้ ส่วนหน้าตาไม่ต้องพูดถึง ทั้งเครียดทั้งจ้องนิ่งมาทางนี้จนตะวันเห็นแล้วนึกสงสารคนมาช่วยจนต้องกระซิบบอก

 

                 “ไม่ต้องกลัวนะครับ เขาแค่ห่วงผมมากไปหน่อยเท่านั้นเอง”

 

                  “อุ๊ย! คุณฟื้นแล้ว”      

 

                   พยาบาลทำตาโตยิ่งกว่าขูดเจอเลขเด็ด พลางหันไปบอกพจน์แล้วก็ต้องพากันหลบฉากอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างสูงๆพุ่งตรงเข้ามาหาทันทีราวกับสิบล้อพ่วง ขืนไม่หลบมีหวังได้ชนกันระเนระนาด

 

                   “เป็นไงบ้าง?!”     มือบางตกอยู่ในอุ้งมือหนาทันทีโดยไม่สนใจว่าใครจะมองมายังไง

 

                   “ไม่เป็นไรแล้วครับ”

 

                   “อย่าเพิ่งลุก!”     ร่างที่โงนเงนหงายลงไปอีกจนพจน์ต้องกดไหล่เล็กๆให้นิ่งอยู่กับหมอน

 

                   “ไม่เป็นไรแล้วจริงๆครับ แต่ขอตั้งหลักหน่อย”

 

                    คนนอนหงายยังยืนยัน มือบางยกขึ้นลูบแก้มสากเคราของพจน์พลางเลื่อนไปคลึงบริเวณหัวคิ้วที่ย่นเข้าหากันให้เบาๆ 

 

                    “อย่าขมวดสิ เป็นรอยแล้วเห็นไหม”

 

                    “ยังจะมาพูดเล่นอยู่อีก”

 

                    “ไม่ให้เล่นได้ยังไงครับ! จริงจังจนใครๆเขากลัวกันหมดแล้ว”

 

                    พจน์หันไปมองใครๆที่ว่าคือพยาบาลสองคนที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างชีวิน ก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ยขึ้นเล่นเอาคนฟังถึงกับสะดุ้ง

 

                   “ขอบใจนะ”

 

                   “ม ไม่เป็นไรค่ะ ง งั้นพวกหนูขอตัวไปดูอีกห้องก่อนนะคะ”

 

                   แค่พจน์พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต และก็ทำเอาสองสาวขาแทบขวิดเมื่อบังเอิญได้เห็นยิ้มของท่านประธานเข้า

 

                  “จริงด้วยครับ! แล้วนรินทร์ล่ะ ลุงสังข์?...ทุกคน?....”

 

                  “อยู่ห้องข้างๆ พวกนั้นไม่เป็นไรมาก มีแต่เรานี่แหละที่หน้าซีดจนน่าเป็นห่วง”

 

                 “ก็.......มันตื่นเต้นนี่ครับ ตอนแรกก็ทำใจได้แล้วแท้ๆ แต่พอมันสูงขึ้นเรื่อยๆก็.....อุ๊กก!

 

                “ตะวัน!....”

 

                 “ไม่ ไม่เป็นไร”

 

                 คนบอกไม่เป็นไรพยายามกลืนน้ำลายเหนียวๆที่ติดคอ แต่ถึงอย่างนั้นสีหน้าของพจน์ก็ยังไม่คลายกังวล เพราะถ้าคนตรงหน้าเป็นอะไรไปคนที่ผิดที่สุดก็เห็นจะเป็นตนนี่แหละที่พามาด้วยทั้งๆที่รู้ว่าตะวันกลัวความสูงแค่ไหน

 

                  “อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิครับ ไม่มีไรแล้วนี่นา ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยกันทุกคนแล้วด้วย”

 

                  “ปลอดภัยที่ไหน นอนซมอยู่แบบนี้”

 

                   “แค่อยากนอนเล่นแค่นั้นเอง” พจน์ยิ้มกับเสียงข้างๆคูๆ

 

                  “ถ้าเกิดเราเป็นอะไรขึ้นมา...พี่คง....”

 

                   “ชู่ว...”    นิ้วขาวยกขึ้นปิดปากหยัก    “อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ มากันแบบนี้ก็สนุกดีออก”

 

                   “แน่ใจนะว่าสนุกจริงๆ งั้นคราวหน้าลองดูใหม่อีกซักทีดีไหม?”

 

                   “ขอคิดดูก่อนนะครับ ถ้าเป็นอย่างคราวนี้คงต้องทำใจนานหน่อย!......”

 

                   “ไม่รู้ว่าเจ้าวินมันแกล้งหรือเปล่า”

 

                    “เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย..ไม่ใช่ข้านะโว้ย”      เสียงที่ดังมาจากข้างหลังทำให้พจน์หันไปมอง ก่อนที่หน้าของตะวันจะค่อยๆซับสีเลือดเมื่อได้ยินประโยคต่อมา    

 

                    “ รู้ว่าห่วงเมีย แต่ไม่มีหลักฐานห้ามมาปรักปรำกันเด็ดขาด ข้ายืนยันนั่งยันนอนยันยังได้เอ้า”

 

                    คิก!

 

                   พจน์หันมามองคนที่นอนหัวเราะเอาผ้าปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง รู้สึกดีขึ้นมาทันทีเพราะอาการของตะวันไม่น่าเป็นห่วงเหมือนอย่างตอนแรก

 

                  “ดูเหมือนจะโอเคแล้วนี่”

 

                   “ครับ หึๆ ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไร”

 

                   “งั้นก็นอนที่นี่ก่อน พี่จะออกไปดูข้างนอก ป่านนี้พวกนั้นพังห้องพี่เละไปแล้วมั้ง?”

 

                    ตะวันยังอมยิ้มพยักหน้ารับ แต่ก็ต้องตาพร่าเมื่อใบหน้าคมโน้มลงมาจนปากหยักจรดหน้าผากเนียนหนักๆแล้วผละไป

 

                   มือบางกระชับผ้าขึ้นมาปิดอก แอร์ค่อนข้างเย็นแต่พอซุกผ้าห่มแบบนี้ก็อุ่นดี ตะวันคิด พลันนึกไปถึงเหตุการณ์ระทึกเมื่อชั่วโมงก่อนหน้า

 

                    เรื่องยุ่งๆมันเกิดขึ้นเพราะชนวนเหตุมีนิดเดียว

 

                    นิดเดียวจริงๆ

 

                     เหตุมันเกิดเพราะชีวินอยากจะได้ลุงสังข์มาช่วย ซึ่งก็ไม่บอกไปชัดๆว่าจะให้มาช่วยอะไร ซึ่งนรินทร์เห็นเข้าก็ขอตามมา ทีนี้มันจะไม่เป็นปัญหา ถ้าชิตกับโทนไม่โดดตามขึ้นเครื่องมาด้วยอีกสอง

 

 

 

                   “พวกมึงลงไป เขาไม่ได้จะพาไปเที่ยว!

                   ลุงสังข์บอกไปอย่างงั้น แล้วก็ได้เสียงโวยวายกลับมาแบบแท็กทีม

                  “โหย ลุงสังข์ยังไปได้เลย รินทร์ก็จะไป นั่นไงที่นั่งยังเหลือ นายให้ผมไปด้วยนะ"      ชิตบอกพร้อมกับยกมือพนมไหว้เหมือนขอทานแถมยังทรุดลงกอดขาพจน์ไว้แน่นประหนึ่งว่าเมียน้อยกำลังจะถูกทิ้ง

                  “ผมก็อยากไปนะนาย เครื่องบินแบบนี้เกิดมาเพิ่งเคยนั่งนี่แหละ เป็นบุญของไอ้โทนจริงๆ”

                 “งั้นพวกมึงทั้งสามคนลงไปให้หมด ไม่ให้ใครไปทั้งนั้น”

                 “แง้ ไม่เอา พี่ตะวันให้รินทร์ไปด้วยนะ นะ”

                 คนตัวเล็กและเด็กที่สุดในกลุ่มย้ำถาม ซ้ำยังเกาะเอวตะวันแน่นเหมือนลูกลิง ดึงยังไงก็ดึงไม่ออก ทำเอาชีวินที่นั่งประจำที่คนขับถึงกับหัวเราะออกมาดังลั่น

                “ไม่ตลกนะ ไปกันหมดแล้วใครจะดูแลทางนี้แทน” พจน์หน้าเครียด

                 “นายไม่ต้องห่วงหรอก พี่นนท์ดูแลได้อยู่แล้ว”

                “นายไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกครับ เที่ยวให้สนุกนะพวกมึง”

                 เสียงนนท์ที่จับเชือกม้าไว้แน่นตะโกนแข่งกับใบพัดเมื่อชีวินเริ่มติดเครื่องยนต์ พลางโบกมือให้หยอยๆ และแทนที่จะโวยวายเพราะงานที่รับผิดชอบจะต้องตกหนักมาที่ตน แต่กลับสนับสนุนอย่างเต็มที่จนพจน์ไม่รู้จะว่ายังไง

                 “งั้นมติก็เป็นเอกฉันท์ ทีนี้ข้าก็จะเอาเครื่องขึ้นละ ปิดประตูเลยไอ้น้อง”

                 “ได้เลยลูกพี่”     เสียงโทนตะโกนตอบอย่างตื่นเต้น พลางกุลีกุจอเลื่อนประตูปิดก่อนจะคาดเข็มขัดแล้วกอดอกแน่นเป็นการบอกว่าเป็นตายยังไงก็ไม่ลง

                  และแล้วทั้งหมดก็มาอยู่ในเครื่องและลอยอยู่เหนือพื้นดินจนได้

                 ฝั่งซ้ายชีวินเป็นพลขับ เก้าอี้ข้างๆอีกสองที่นั่งคือพจน์กับตะวัน ส่วนเก้าอี้ติดกันสี่ที่นั่งข้างหลังก็มี ลุงสังข์ นรินทร์ ชิต โทน ทั้งหมดเจ็ดชีวิตพอดิบพอดี

                เครื่องบินส่วนตัวสุดหรูของ P กรุ๊ปมันก็บินของมันอย่างดีและไม่มีปัญหา ชีวินซึ่งขับมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยเที่ยวมั่นใจในฝีมือการบังคับของตนอย่างเต็มร้อย ถ้าจู่ๆไม่มีเสียงนี้ดังขึ้นในห้องผู้โดยสาร

                “ปู๊ดดดดดดดด!!!!!

                ห๊ะ?!

               ทุกคนหันไปมองหน้าคนที่นั่งข้างทันที แล้ววินาทีต่อมาก็พากันยกมือขึ้นบีบจมูกตัวเองราวกับนัด

               “เอี้ย!!! ใอ อด อะ เอ๋น อี๊บ อ๋าย”

               โทนโวยวายผ่านเสียงบีบจมูกก่อนจะหงายหลังตึง ลุงสังข์กับชิตก็รีบดึงเสื้อปิดหน้าก็มีสภาพไม่แตกต่างกันนัก นรินทร์บีบจมูกตัวเองไว้แน่น แม้แต่ตะวันเองก็หน้ามืดกับกลิ่นที่โอ้โห เล่นเอาลืมความสูงไปในทันที ส่วนพจน์ที่กอดตะวันไว้แน่นซุกหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มเพื่อจะให้กลิ่นแชมพูช่วยดักกลิ่นไม่พึงประสงค์ไว้สักหน่อยก็ยังดี

               ส่วนชีวินนะเหรอ หัวเราะออกมาดังลั่น ผสมกับทำหน้าผะอืดผะอมแบบบรรยายความรู้สึกออกมาไม่ถูก ทั้งขำทั้งฉิวคนที่แอบปล่อยแก็สพิษ จะปล่อยทั้งทีก็เล่นเอาผู้โดยสารในเครื่องเกือบตายเหมาลำ

 

 

 

                    “หึๆ”

 

                    นึกแล้วยังขำไม่หาย ต้องขอบคุณใครก็ตามที่ทำให้ตนนั่งเครื่องแค่สามสิบนาทีโดยไม่เป็นอะไรอย่างที่คิด พลางบิดตัวแก้เมื่อย ก่อนจะค่อยๆตะแคงตัวลุกขึ้นนั่ง

 

                    อา ใช้ได้ ใช้ได้ ไม่เวียนหัวแฮะ!

 

                    ทีนี้ก็ลองลุกขึ้นก่อนจะบิดซ้ายบิดขวาเพื่อเช็คร่างกายตัวเอง เมื่อเห็นว่าเป็นที่น่าพอใจและไม่น่าจะมีอะไรน่าห่วงยิ่งทำให้คนตัวบางยิ้มกว้าง

 

                    “งั้น....”     ตาโตวิบวับอย่างตื่นเต้น     “งั้นก็หมายความว่า เราหายจากโรคนั้นแล้วน่ะสิ”

 

                    “แน่ใจเหรอ?”

 

                   “หือ?”

 

                   คนที่กำลังลิงโลดหันขวับไปทางต้นเสียง ใครบางคนที่ตะวันไม่เคยเห็นหน้า กอดอกเอาไหล่อิงกับประตูมองนิ่งมา และดูจากลักษณะเสื้อผ้าที่ใส่ ก็พอเดาได้ไม่ยาก

 

                   “ไงไอ้หมอ”

 

                   เสียงของพจน์ทำให้หมอนิวิฐ เอกการุณย์หรือหมอนิว ศัลยแพทย์มือหนึ่งที่เปิดคลีนิคของตัวเองอยู่ฝั่งตรงข้ามเอี้ยวคอไปมอง

 

                   “ไงไอ้คนเลี้ยงม้า”

 

                    คุณหมอนิวิฐที่คนทั้งโรงพยาบาลและคนไข้เรียกหาอย่างสุภาพ แต่กับเพื่อนอย่างพจน์หรือชีวินคุณหมอนิวิฐผู้เก่งกาจกลับถูกเรียกง่ายๆว่าไอ้หมอซะเฉยๆ

 

                    หมอนิวิฐ ไม่ใช่ประเภท ดาร์ค ทอล แอนด์ แฮนซั่ม แต่แค่สูงยาวเข่าดี ผิดจากลูกครึ่งพ่อไทยแม่จีนทั่วไปเพราะเจ้าตัวจะค่อนไปทางแม่เยอะเลยกลายเป็นขาวสวยซะมากกว่า ที่เด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นตาสองชั้นเฉียงๆของเจ้าตัวที่จ้องใครแต่ละทีก็กะเอาให้ทะลุถึงกระดูกชั้นใน กับความสูงที่เกือบร้อยแปดสิบขาดไปนิดเดียวเท่านั้นเอง

 

                    “สบายดี?”

 

                   “ก็งั้นๆ อยู่ไปวันๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น”

 

                    “พูดเป็นคนแก่อายุหกสิบเลยนะเอ็ง”

 

                    เพื่อนที่นานๆจะเห็นหน้ายกกำปั้นขึ้นทักทายก่อนจะตบไหล่อีกฝ่ายหนักๆ แล้วก็ต้องรีบแยกเพราะชีวินแทรกกลางเข้ามากอดคอของทั้งสองคนเอาไว้แน่น

 

                    “งั้นจะพาไปหาอะไรทำสนุกๆ”

 

                     คุณหมอนิวได้ยินเข้าถึงกับเบือนหน้าหนี     แถวนี้นะเหรอ เฮ๊อะ! มองไปก็เหมือนเดิม แทบจะหลับตาเดินได้อยู่แล้ว”

 

                     “หึ หึ หึ ยังไม่รู้อะไรสินะ” ชีวินทำหน้าเจ้าเล่ห์

 

                     “รู้ห่าอะไร แล้วไปไหนมา? คนที่ฟร้อนนึกว่าเอ็งไปแอบนอนที่ห้องพยาบาล ตามหากันให้ขวัก”

 

                     “กะจะไปชวนไอ้พจน์เที่ยวเกาะซะหน่อย”

 

                    “เกาะ .....เกาะไหน? .......หรือว่า”

 

                    “ถูกต้อง ถ้าเป็นไปได้อยากจะไปเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ...ติด”

 

                    “หัวหน้าครับ!...”      ชีวินยังพูดไม่จบก็ต้องหันไปทางต้นเสียงที่ฟังดูเหมือนร้อนรน

 

                     ใบหน้าที่ยืนฟังลูกน้องกระซิบอะไรบางอย่างเปลี่ยนเป็นขรึมเฉยขึ้นมาทันที ทำให้พจน์ต้องขยับตัวเข้าไปใกล้และหมอนิวิฐก็เดินตามไปสมทบโดยอัตโนมัติ ปล่อยให้ตะวันยืนมองดูเหตุการณ์เงียบๆ เห็นสีหน้าของแต่ละคนแล้วในใจนึกอยากจะเดินเข้าไปฟังด้วยแต่ก็กลัวว่าจะเข้าไปเกะกะเขาเปล่าๆ

 

                     “มาเมื่อไหร่”

 

                     “เมื่อสักครู่ครับ ตอนนี้ตำรวจยังรออยู่หน้าฟร้อนด้านล่าง”

 

                     “มีอะไรวิน”

 

                    “ชักจะไม่ได้การแล้วว่ะ ตำรวจบอกว่าได้รับรหัสมอร์สส่งไปที่ศูนย์ ข้อความเบื้องต้นบอกให้ติดต่อมาทางโรงแรม ติดต่อข้าและก็เอ็ง และอีกข้อความคือขอหมอไปช่วยคนเจ็บ ข้อความเน้นย้ำ ด่วน จากนายภีม”

 

                      “......”

 

                      พจน์กัดกราม มองสบตาชีวินกับนิวิฐและแทบจะไม่ต้องเอ่ยวาจาได ชีวินก็หันไปสั่งงานลูกน้องทันที

 

                     “ลงไปเตรียมเรือ และต้องพร้อมในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า รู้ใช่ไหมว่าต้องเอาอะไรใส่ไปบ้าง?”

 

                     “ทราบครับผม” เพียงเท่านั้นลูกน้องที่อยู่ด้วยกันมานานก็รีบเดินออกไปจนเป็นวิ่ง

 

                     หมอนิวิฐที่ยืนกอดอกฟังมาได้สักพักก็พอจะเดาเหตุการณ์ออก    “งั้นจะลงไปเตรียมยากับของจำเป็นอีกนิดหน่อย ไว้เจอกันอีกครึ่งชั่วโมง”

 

                     “โอเค”

 

                     “นี่ใช่ไหมที่บอกว่าจะพาไปหาอะไรทำสนุกๆ”

 

                     “เออ”

 

                     “ถ้าเอาเครื่องไปได้........” พจน์เปรยและก็ได้คำเหน็บมาจากชีวินทันที

 

                     “แล้วจะเอาไปจอดไว้ตรงไหนครับคุณชาย ใจเย็นๆสิ เอาเรือไปน่ะเร่งเร็วสุดก็แค่ชั่วโมงกว่าๆก็ถึง หรืออีกทีเราจะใช้วิธีนั้น?”

 

                     คำว่าวิธีนั้นของชีวินทำให้พจน์เลิกคิ้วตาพราวระยับ   “ก็ไม่เสียหายนี่หว่า” ส่วนหมอนิวฟังแล้วก็ยักไหล่    “ยังไงก็ได้ บอกแผนมาแล้วกัน ช่วงนี้กำลังเซ็งพอดีแล้วก็เตรียมของเล่นไปเผื่อเยอะๆด้วยล่ะ”

 

                      “ของมันแน่อยู่แล้ว”

 

                     คนตัวสูงสองคนก็แยกย้ายออกไปคนละทาง พจน์เองก็หันมามองคนข้างหลังแต่กลับไม่อธิบายอะไร ปล่อยให้คนที่ยืนฟังเงียบๆแปลความเอาเอง  ทั้งวิธี?  ทั้งของเล่น? ทั้งแก้เซ็ง? บอกได้คำเดียวว่าตามไม่ทัน และเพราะคนหน้าหวานที่มีเครื่องหมายคำถามอันโตแปะอยู่เต็มหน้าผากจนทำให้พจน์ยกยิ้ม

 

                       “จะรออยู่ที่นี่หรือไปด้วยกัน?”

 

                       “อยากไปด้วยครับ รู้สึกเป็นห่วงยังไงบอกไม่ถูก แล้วเมื่อกี้คุณชีวินบอกว่าคนเจ็บ คงไม่ใช่ทั้งสองคนใช่ไหม?”

 

                       “พี่ไม่แน่ใจ ข้อความมีอยู่แค่นั้น เราทำได้แค่ไปให้เร็วที่สุด แต่ก่อนหน้านั้นคงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ลองเข้าไปถามเจ้าพวกนั้นซิว่าจะไปด้วยกันไหม”

 

                       ตะวันพยักหน้า ภาวนาในใจขออย่าให้ทั้งสองคนเป็นอะไรไปเลยเจ้าพระคุณ

 

                       พจน์ที่กำลังสั่งให้พนักงานไปเอาเสื้อผ้ากับรองเท้าที่รัดกุมกว่านี้มาให้เผื่อว่าจะต้องใช้ถ้าจำเป็นก็ถึงกับชะงัก แล้วก็ยิ้มอย่างอดไม่ได้เมื่อเห็นคนตัวบางยกมือไหว้ท่วมหัว มองไปมองมาก็น่าเอ็นดูซะจนต้องยื่นมือหนาไปโยกหัวทุยๆอย่างมันเขี้ยว

 

 

................................................................................

 

 

 

 

                       ถ้ากลุ่มคนที่กำลังวิ่งวุ่นอยู่บนฝั่งเห็นภาพบนเรือที่เป็นเป้าหมายอยู่ในตอนนี้ คงจะพากันถอนหายใจโล่งอกเพราะนอกจากคนเจ็บที่ค่อยยังชั่ว ลืมตาขึ้นมาคุยได้หลายคำแล้ว และก็หลับไปอีกเพราะยาแก้ไข้ที่ภีมเป็นคนกรอกใส่ปากให้ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง   เว้นเสียแต่ว่า

 

                       “อะไรนะ? จะขึ้นไปบนเกาะ!?”

 

                      “อืม”

 

                     “ไม่ได้นะ มันอันตราย!” ทิวายึดมือของภีมไว้แน่น แล้วก็เปลี่ยนเป็นกอดเอวหนาไว้แทน พลางแหงนหน้าละล่ำละลัก  “ไม่ให้ไปนะ ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง?”

 

                     “พี่เอาตัวรอดได้น่าไม่ต้องห่วง”

 

                     “ยังไงก็ไม่ให้ไป ถ้าพี่ภีมไปทิจะไปด้วย!

 

                     คนหน้าหวานบอกพร้อมกับกระชับมือที่กอดเอวหนาไว้แน่น พลางซุกหน้าลงกับอกแกร่งอย่างจะบอกให้รู้ว่ายังไงก็ไม่ปล่อย

 

                    “นะ งั้นให้ทิไปด้วยนะ”

 

                    “ไม่ได้ มันอัน.....”

 

                     “นั่นไงล่ะ!... พอทิจะไปพี่ก็บอกว่ามันอันตราย แล้วอย่างงี้จะไม่ให้ทิเป็นห่วงพี่ได้ไง?”

 

                      ภีมปรายตาลอดหน้าต่างเล็กๆออกไปมองลุงดุ่ย ชื่อที่เพิ่งรู้กันจากคำบอกเล่าตอนที่แกเพิ่งฟื้นขึ้นมาใหม่ๆ แล้วมองเจ้าขนุน ลูกลิงที่นั่งกัดผลองุ่นกินหยับๆอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะก้มลงมองคนผมยาวที่กอดเอวหนาของตนไว้แน่นแล้วถอนใจเฮือก ยกแขนขึ้นโอบตอบ

 

                      ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ทิ้งเอาไว้ตามลำพังไม่ได้เลย แต่จะให้นั่งรออยู่อย่างนี้ก็เล่นเอาเครียด เพราะจากคำบอกของลุงแก คนที่ต้องการความช่วยเหลือบนเกาะนั้นยังมี

 

                      ประติดประต่อจากคำพูดของแกแล้ว ทำให้ภีมอยากจะวิ่งไปดูให้เห็นกับตาว่าคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของเกาะแล้วพาคนมาเก็บรังนกน่ะหน้าตามันเป็นยังไง!

 

                       ถ้าอย่างงั้น ที่เขามาจอดเรืออยู่ตรงนี้ก็ต้องมีคนเห็นบ้างสิ แบบนี้เห็นทีคงอยู่เฉยไม่ได้แล้ว

 

                       “ฟังนะทิ จากนี้ไปเราต้องระวังตัวกันให้มากขึ้น เพราะขนาดลุงดุ่ยยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่บังเอิญว่าลุงแกดวงยังแข็ง ถ้าเรื่องที่แกเล่าให้ฟังเป็นเรื่องจริง พวกที่อยู่บนนั้นก็โหดใช้ได้”

 

                        “อยู่บนเรือก็ใช่ว่าจะปลอดภัย หรือถ้ามันเห็นเรือของเรา หรือรู้ว่าลุงแกยังมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่พวกมันกะจะเอาให้ตาย มันอาจจะทำอะไรอีกก็ได้”

 

                       “เราออกไปจากที่นี่กันเถอะ” ทิวาที่ยืนฟังอยู่จู่ๆก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีจนต้องชวน

 

                       “รออีกนิด พี่มั่นใจว่ามันจะต้องไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่จำเป็น”

 

                       “ยังไง?”

 

                       “เอาน่า ทำตามที่พี่บอก เวลานี้เราต้องช่วยกันระวังเรือ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น รีบตะโกนให้เสียงดังๆเลยนะ หรือไม่ก็......”

 

                       เจี๊ยกกก!!!    เจี๊ยกกก!!!!   เจี๊ยกกกก!!!!

 

                      “นั่น..... ร้องแบบเจ้าขนุนนั่นเลย”      ภีมบอกยิ้มๆแล้วก็ได้ค้อนวงใหญ่กลับมา

 

                      “บ้า! ไม่ใช่ลิง!

 

                     “อ่าวเหรอ? นึกว่าใช่ กอดพี่แน่นขนาดนี้”

 

                     “แล้วเจ้าขนุนมันร้องทำไม?”   ทิวามองหน้าภีมเพื่อจะปรึกษา แล้วก็พากันขยับออกจากห้องไปยังจุดที่เสียงเจ้าขนุนยังแหกปากของมันลั่นชนิดไม่ยอมหยุดหายใจ

 

                     แล้วทั้งคู่ที่รีบเดินมาก็ต้องเบลกเอี๊ยดดด!! เบิกตาค้าง!

 

                     “เหี้ยยย!!!

 

                     ไม่ได้ตั้งใจจะหยาบคาย แต่พอเห็นตัวเงินตัวทอง หรือ ตัวเหี้ย ที่กำลังคลานต้วมเตี้ยมมองซ้ายมองขวาแล้วแลบลิ้นแฉกของมันแผล่บๆแล้วเดินเข้ามาใกล้ลุงดุ่ยที่ยังนอนหลับตาไม่รู้เรื่องอยู่นั้น ทำเอาทิวาเผลอย่ำเท้าทำท่าเดียวกันกับเจ้าขนุนที่ยังร้องลั่น

 

                     “อ๊ากกกกก”

 

                     “เจี๊ยกกก!!!   เจี๊ยกกก!!  เจี๊ยกกก!

 

                      จนภีมต้องกันไม่ให้เจ้าลิงน้อยที่ดูเหมือนจะห่วงนายมันมากโดยไม่ดูตัวเอง ตัวเล็กแค่นั้นขืนเดินเข้าไปใกล้อีกนิดเดียวมีหวังโดนไอ้ตัวลิ้นยาวงาบลงท้องเหลือแต่ชื่อแน่ๆ

 

                      ภีมมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่มีอะไรใกล้มือพอที่จะแทนไม้ยาวๆใช้ไล่ไอ้ตัวมาใหม่ได้เลย จึงรวบทั้งขาทั้งผ้าห่มแล้วลากลุงแกถอยหลังให้ห่างออกมาหลายเมตร

 

                      “มัน!   มัน!   มัน!"       เอาแล้วไง แค่จะพูดว่า มันขึ้นมาได้ยังไง  อารมณ์ตกใจเลยทำให้ลิ้นค้างซะอย่างงั้น

 

                      “ตัวเหี้ย มันไปได้ทุกที่ ยิ่งตัวขนาดนี้นี่สะเทือนน้ำสะเทือนบกเลยละ”

 

                      “พี่ภีมไล่มันสิ   ไล่มันไป    มันกำลังจะตามมาทางนี้แล้ว!    เหวอออ!   ชิ่ว!ชิ่ว!”

 

                      คนที่ปกติไม่ค่อยจะกลัวอะไร แต่พอได้เจอตัวเป็นๆแถมยังในระยะเผาขนแบบนี้เล่นเอาทิวาลูบแขนลูบขาเพราะขนลุกทั้งตัว

 

                     ส่วนภีมเองก็กำลังคิดหนัก ถ้าจับมันโยนลงน้ำอีกเดี๋ยวมันก็คงหาทางขึ้นมาอีกจนได้ เพราะสัตว์พวกนี้มันไม่มีความจำ มันแค่ทำทุกอย่างตามสัญชาติญาณของมันเท่านั้น ยิ่งเรือเป็นอย่างเดียวที่มันจะเกาะเอาไว้ได้ด้วยแล้ว

 

                     “ทิวิ่งเข้าไปที่ห้องควบคุมนะ หยิบสก็อตเทป เชือก กับมีดมาให้พี่เร็วๆ”

 

                     “ครับ”

 

                     ทิวารีบจนขาแทบพันกัน กว่าจะมองหาของที่ต้องการครบก็เล่นเอาเหงื่อตก และพอวิ่งออกมาอีกทีก็เห็นภาพที่เล่นเอาของในมือร่วงผล่อย เพราะคนตัวสูงกำลังจับหางไอ้ตัวลิ้นยาวลาก

 

                    “แล้วไงต่อ!....”

 

                     “เอาเทปกาวมาทางนี้!

 

                     ภีมตะโกนบอกพลางโดดหลบไอ้ตัวลิ้นแฉกซ้ายทีขวาที เพราะดูเหมือนมันกำลังเริ่มเห็นว่าภีมเป็นศัตรูตัวฉกาจเหตุเพราะมาขวางทางมันไม่ให้เดินไปหาสิ่งที่มันต้องการ

 

                     “หยุดเลยนะมึง ลุงดุ่ยไม่ใช่อาหาร ถึงจะเหมือนก็เถอะ!

 

                      ภีมไม่ได้พูดเล่น เพราะตอนที่แกนอนนิ่งๆไม่ไหวติงมันคับคล้ายคับคลาจนต้องเดินเข้าไปเช็คลมหายใจด้วยซ้ำ คงจะเป็นเพราะแผลที่หัวกับไหล่ของแกนั่นละ

 

                      ทิวาใช้เล็บหามุมดึงเทปกาวม้วนใหญ่มือไม้สั่น ตาเหลือบมองคนตัวสูงที่พยักพเยิดบอกให้เข้ามาหา เล่นเอาคอแห้งผากขึ้นมาทันไดจนต้องกลืนน้ำลายเอื๊อก  

 

                      “ล แล้วยังไง?”

 

                       “เอาเทปกาวนั่นพันปากมันไว้แน่นๆ เอาละ พร้อมนะ พี่จะจับไว้ให้!

 

                        “ห หา?!..... พันปากมันเลยเหรอ?    หยึ๊ยยย!  ลิ้นยาวขยะแขยง”

 

                       แทบจะบรรยายอารมณ์ออกมาไม่ถูกเลยให้ตาย

 

                      “ถ้าไม่พันไว้ก่อน เดี๋ยวมันได้งาบใครสักคนบนนี้ลงท้องเพราะความหิวแน่ๆ ก่อนอื่นเราต้องจัดการกับอาวุธของมันซะก่อน เอ้า! เร็วเข้า พี่ไม่ได้พูดเล่น!

 

                      เทปกาวยางสีน้ำตาลถูกดึงออกจากม้วนดัง แกว๊กยาวเกือบครึ่งวาแล้วค้างไว้ท่านั้น

 

                     ทิวากลืนน้ำลายแล้วจดๆจ้องๆจะเข้าไปหามันท่าไหนดี และเมื่อภีมเห็นว่าพร้อมแล้วก็ปล่อยหางแล้วกระโดดคล่อมหลังไอ้ตัวสี่ขาพลางใช้มือนึงกดหัวอีกแขนก็ล็อคคอมัน

 

                    “พันเลย!...”

 

                    เสียงที่ตะโกนบอกทำเอาผู้ช่วยสะดุ้ง ถลาจะเข้าไปแต่ต้องชะงักกึกพอๆกับภีมที่ค้างอยู่ท่านั้น  ก่อนจะพากันแหงนขึ้นมองฟ้า

 

                    เงาของใบพัดที่ไม่ต้องบอกว่าคืออะไร เข้ามาเร็วจนไม่ได้ยินเสียงจนเมื่อมันหมุนติ้วๆอยู่เหนือหัว บวกกับลมที่ปะทะแรงจนเสื้อผ้าผมเผ้าปลิวสะบัด น้ำรอบๆเรือเป็นคลื่นวงกลมขนาดใหญ่ ส่วนเจ้าขนุนยิ่งไม่ต้องพูดถึง แหกปากร้องเหมือนที่มันชอบทำ

 

                    ภีมถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูตะโกนถาม

 

                    “เล่นอะไรกัน?!

 

                    ทั้งเสียงพูด

 

                    ทั้งเสียงคุ้นๆกำกับบอกให้เครื่องต่ำลง

 

                    กับเสียงตุบตับของของหลายอย่างที่ทิ้งมาจากข้างบน บวกกับเสียงเท้าหนักๆหลายคู่ที่กระโดดลงจากเฮลิคอบเตอร์สีน้ำตาลเข้มที่ไม่ต้องบอกว่าสังกัดหน่วยไหน แล้วอีกเสียงคุ้นหูที่ทำให้ภีมถึงกับยกยิ้มร้าย

 

                     “เฮ้ย! ไอ้ชิต กูว่าเราได้อาหารเย็นวันนี้แล้วว่ะ!

 

                     “เมนูเด็ดซะด้วย!

 

                     “เอาไปเลย ยกให้”

 

                     ราวกับได้ยกภูเขาออกจากอกจนแทบจะยกมือไหว้ฟ้า

 

                     แต่สิ่งที่ทำให้ภีมโล่งใจที่สุดก็เห็นจะเป็นตอนที่เห็นหนุ่มตาตี๋นั่งลงสำรวจสภาพลุงดุ่ยที่กำลังปรือตาขึ้นแล้วโบกให้เครื่องรอก่อน จนต้องรีบวิ่งเข้าไปช่วย

 

                    “ลุงอาการไม่ดีนะ ต้องไปเอ๊กซเรย์”

 

                     “ผมไม่เป็นไร.... ต้อง ......ต้องช่วย...... ช่วยคน....ที่เหลือ น้องผม”

 

                     “ลุงดุ่ยไม่ต้องห่วงทางนี้ เดี๋ยวผมจัดการเอง รับรองว่าลุงได้รับข่าวดีแน่นอน”

 

                     ภีมพูดให้แกสบายใจ ยอมขึ้นเครื่องไปโรงพยาบาล ทั้งๆที่สภาพนั้นแทบไม่มีปัญญาทำอะไรแล้วด้วยซ้ำ อยากจะบังคับหามแกขึ้นเครื่องไปทั้งอย่างนั้น แต่กำลังใจดูเหมือนจะสำคัญที่สุดสำหรับแกตอนนี้

 

                      ในที่สุดแกก็พยักหน้า เอามือลูบหัวเจ้าขนุนแถมบอกให้มันอยู่ช่วยคุณๆอย่างกับมันฟังภาษาคนรู้เรื่อง และเจ้าขนุนมันก็ทำให้มนุษย์เห็นว่ามันฟังรู้เรื่องด้วยการนั่งมองลุงดุ่ยที่กำลังถูกหามขึ้นเครื่องไปไม่กระโดดตามอย่างที่คิด จนบินหายลับตาไปในที่สุด

 

                       ทิวาเองก็มีอาการไม่ต่างกับเจ้าขนุนนัก มองเครื่องบินสีอึมทึมที่จู่ๆก็บินมาแล้วก็บินห่างไปไกล ก่อนจะหันไปมองคนแปลกหน้าหลายคนที่ตนไม่รู้จัก ยกเว้นคนตัวสูงคนเดียวที่เอ่ยทัก

 

                       “ไง!...”

 

 

 

 

 

 

                     

 

ความคิดเห็น