ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19 ...สู่จุดเริ่มต้น...

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 ...สู่จุดเริ่มต้น...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2559 14:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 ...สู่จุดเริ่มต้น...
แบบอักษร

...สู่จุดเริ่มต้น...

 

หลังจากวางสายของผู้กองคิมไปได้ไม่นาน เขาก็เข้ามาในห้องผู้ป่วยของเสี่ยวซือ กายีได้ยินมาว่าคนสำคัญของผู้กองคิมเองก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงยาบาลเดียวกันนี้ ดังนั้นวันนี้คนรอบกายของเสี่ยวซือจึงมารวมตัวกันอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้หลายคน

 

กายีเสนอชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับอิสรภาพในอนาคต เขาต้องการลดโทษของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่พอจะเป็นได้ในอนาคตหากมีการพิจารณาคดีเรื่องความผิดในอดีต เพื่อแลกกับการที่จับนายใหญ่ตระกูลเฉินในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ซึ่งเรื่องนี้ผู้กองไม่อาจรับปากเขาได้ ทว่าคุณยองแจที่เป็นเพื่อของผู้กองคิมและเป็นอัยการรับรองว่าจะให้ความเป็นธรรมกับเขามากที่สุด

 

เหนือสิ่งอื่นใดคือพวกเขาจะไม่รับรองความปลอดภัยหากเขาถูกยิงตายจริงๆ

 

กายีลุกขึ้นจากเก้าอี้ข้างเตียง เขาก้มลงจูบหน้าผากลางูน้อยเป็นครั้งสุดท้ายแล้วหันมาทางผู้กองคิม

 

“หากฉันตายด้วยภารกิจนี้เสี่ยวซือจะต้องทำทุกอย่างเพื่อฆ่าตัวตายตามแน่ๆ เมื่อถึงเวลานั้นนายสัญญาได้หรือเปล่าจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้เขามีชีวิตอยู่”

 

เหอะ! พูดเรื่องบ้าอะไรพี่ไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอก!” อีกฝ่ายตะคอกใส่เขา

 

กายีไม่อาจบอกได้ว่าเขารู้จักเสี่ยวซือดีกว่าอีกฝ่าย แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเขารู้ใจเสี่ยวซือดีกว่าใครๆ รู้ว่าต่อไปเสี่ยวซือจะเคลื่อนไหวยังไงหากไม่มีเขา

 

รับปากมาว่านายจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเขา หากเขาคิดจะตายไปพร้อมกับฉันจริงๆ” กายีกระชากคอเสื้อผู้กองคิมแล้วจ้องเขม็ง

 

ฉันรับปาก! จะไม่ยอมให้เขาคิดสั้นเด็ดขาด!” กายีผลักอีกฝ่ายแล้วพูดต่อ

 

“ฉันยังมีแผนรับมืออยู่อีกอย่าง หากเสี่ยวซือคิดจะทิ้งชีวิตตัวเองจริงๆให้นายไปหาเสี่ยวเอิน ขอข้อมูลที่ฉันสืบได้แล้วส่งเสี่ยวซือไปประเทศไทย ที่นั่นมีครอบครัวที่แท้จริงของเสี่ยวซือรออยู่ ให้บอกเขาว่าฉันต้องการให้เขากลับไปอยู่กับครอบครัว...เป็นคำขอสุดท้ายของฉัน” กายีมองเห็นแววตาเคลือบแคลงสงสัยที่มองตรงมา

 

“แค่พูดเผื่อไว้...เผื่อว่าฉันอาจไม่ได้กลับมาจริงๆ”

 

คืนนั้นตำรวจก็เริ่มแผนการด้วยการปล่อยข่าวลวงว่ากายีกำลังเดินทางหนีออกนอกประเทศด้วยเรือยอร์ชสุดหรูลำใหญ่ โดยมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง โดยลูกเรือทั้งหมดล้วนเป็นทหารตำรวจนอกเครื่องแบบที่ปลอมตัวเป็นลูกเรือ รวมถึงพ่อครัว คนงานในเรือและกัปตันเองก็ล้วนมาจากกองทัพเรือทั้งหมด

 

กายียืนจิบไวน์ที่ชั้นดาดฟ้าของเรือขณะที่ด้านในเริ่มมีปาร์ตี้ที่จัดฉากขึ้นมา เขาเงยมองฟ้านึกถึงคืนวันที่ผ่านมาและรอเพียงเวลาเท่านั้น ไม่ช้าแม่ใหญ่ต้องต้องมาปิดบัญชีกับเขาแน่นอนเพราะก่อนหน้านี้ทางตำรวจได้ประสานนักข่าวให้ทำข่าวการตายของมาเฟียในเซี่ยงไฮ้อย่างเอิกเกริก ผู้หญิงที่เป็นแม่และสูญเสียลูกชายไปในเวลาไล่เลี่ยกันถึงสองคนย่อมผูกใจเจ็บ กายียืนรับลมอยู่ที่หน้าเรือมองเห็นเรือสปีดโบ๊ทลำเล็กหลายลำพยายามขับเข้ามาเทียบกาบเรือทั้งสองด้าน กายีมองดูคนพวกนั้นใช้ความพยายามอย่างมากที่จะขึ้นเรือ การยึดเรือเป็นไปอย่างเรียบร้อย ลูกเรือถูกต้อนเข้าไปรวมกันในห้องอาหารโดยคนกลุ่มหนึ่ง คนอีกกลุ่มยืนถือปืนคุมเชิงเขาไว้ที่ดาดฟ้าเรือ ขณะที่เรืออีกลำตามมาสมทบเป็นเรือของแม่ใหญ่ และทันทีที่เธอปรากฏตัวเครื่องบันทึกเสียงที่ติดอยู่บนตัวเขาก็เริ่มทำงานและเชื่อมต่อไปยังสารวัตรอิมที่รอฟังอยู่ที่ฝั่ง

 

“แกกล้ามากนะ...หลังจากทุกอย่างเกิดขึ้นก็คิดจะหนีไปง่ายๆหรือไง!” แม่ใหญ่แผดเสียงใส่เขา แต่ก็ยังมองออกว่าเธอกำลังควบคุมอารมณ์ตัวเองอยู่

 

“ใครกันแน่ที่ที่คิดหนีลอยตัวอยู่คนเดียว? ฉลาดนี่! เปิดตัวลูกชายทั้งสองคนในฐานะมาเฟียตระกูลเฉินรุ่นต่อไป ขณะที่ตัวเองแอบว่าราชการอยู่หลังม่านใช้เงินอย่างสบาย”กายีพยายามเปิดประเด็นให้ประมุขเฉินยอมรับความผิดที่ผ่านมาแล้วอัดเสียงเก็บไว้

 

“ฉันมีลูกชายเพียงสองคน ให้ทรัพย์สินกับพวกเขามันผิดตรงไหนกัน!” อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่หลงกลง่ายๆและไม่ยอมพูดถึงความผิดที่ผ่านมา

 

“คุณไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างหรือไง?” กายีเดินไปรินเหล้าจากขวดใส่แก้วตัวเองเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้จะมีคนร่วม 10 คน ยืนถือปืนจ่ออยู่ก็ตาม เขากรอกเหล้าลงปาก รสเหล้าขมบาดคอแต่ก็ช่วยทำให้ร่างกายที่เย็นชืดเพราะเสียเลือดไปมากของเขาอุ่นขึ้น

 

“เรื่องบ้าบอทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น มันเป็นความผิดของใครกันแน่? คุณเคยลองคิดดูบ้างมั้ย? ของพ่อผม? ของแม่? หรือว่าของคุณ? ทำไมแม้แต่ตอนนี้ผมก็ไม่สามารถหลุดไปจากตรงนี้ได้? หรือว่าต้องตายเท่านั้นถึงจะสามารถจบเรื่องนี้ได้?

 

ใช่! ความตายเท่านั้นที่จะยุติเรื่องทั้งหมดได้! ถามใช่มั้ยว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะใคร? เพราะแกไง! เพราะแม่ของแกทั้งท้องแก! แกไม่ควรจะเกิดมาเลยจริงๆ แกทำให้เหล่ากง(สามี)ต้องการจะทิ้งฉันกับลูกๆ

 

“เพราะเหตุผลนั้นคุณถึงให้คนมากำจัดผมกับแม่หรือไง! เพราะพ่อเลือกเรามากกว่าคุณ คุณถึงจุดชนวนสงครามนี่!

 

สงครามที่แท้จริงมันกำลังเริ่มต้นตอนนี้ต่างหาก” แม่ใหญ่วิ่งไปแย่งปืนจากชายคนหนึ่งแล้วยกขึ้นจ่อเขา กายีวางแก้วเหล้าแล้วผายมือออก

 

เอาเลย! ยิงเลยสิ” กายีร้องท้าทายขณะที่งานปาร์ตี้ด้านในเองก็กำลังเริ่ม

 

เสียงปืนและเสียงร้องโวยวายด้านในดังขึ้นพร้อมๆกับมีลูกน้องของแม่ใหญ่วิ่งกุมไหล่ที่ถูกยิงหนีออกมา กายีมั่นใจแล้วว่าตอนนี้ทางตำรวจตัดสินใจจะจับตายทุกคนบนเรือ การหว่านล้อมให้ประมุขเฉินยอมรับผิดไม่ได้ผล ทางเดียวที่จะทำให้เธอถูกจับติดคุกได้คือต้องให้เธอลั่นไกใส่เขา

 

“อยากจบทุกอย่างไม่ใช่หรอ? ทำไมไม่ยิงล่ะ!” กายียืนกางแขนเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ขณะที่ตำรวจน้ำและหน่วยสวาทกำลังทยอยขึ้นเรือมา ลูกน้องบางคนที่กำลังล้อมเขาไว้ที่ดาดฟ้าเรือก็เริ่มทิ้งปืนและกระโดดน้ำหนีเอาตัวรอด 

 

แผนแกสินะ! คนที่ทำลายชีวิตฉันก็แม่ของแก! คนที่ทำร้ายลูกๆของฉันก็คือแก! เด็กๆพวกนั้นเค้าเป็นลูกของฉัน!” แม่ใหญ่สติแตกตะโกนใส่เขาจนหน้าแดงก่ำ

 

“มันก็เหมือนกันไม่ใช่หรอ? คุณอยากได้พ่อจนฆ่าแม่ผม ผมก็ฆ่าลูกของคุณแก้แค้นมันผิดตรงไหน? โลกของเรามันเป็นแบบนั้นไม่ใช่หรอ?

 

ขณะที่พูดใบหน้าของกายีก็เริ่มเปลี่ยนสี เขามองแม่ใหญ่ในตอนนี้แล้วก็รู้สึกว่าเหมือนกำลังส่องกระจกมองตัวเอง

 

พวกเขาล้วนเป็นคนโง่งมที่ไขว่คว้าหาแต่ความรัก จนลืมมองไปว่าความรักของพวกเขาล้วนแต่ย้อนกลับมาทำร้ายคนที่รักที่สุด

 

   “หวังกายี! คุณคิดจะทิ้งผมอีกสักกี่ครั้งกัน!!” เสียงเรียกที่คุ้นหูทำเอาเลือดในกายเขาเย็นเฉียบ ยามที่หันหน้าไปเห็นเสี่ยวซือปรากฎกายบนกาบเรือหัวใจเขายิ่งหดเกร็ง เพราะไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่เห็นเสี่ยวซือ แม่ใหญ่เองก็หันไปเห็นอีกฝ่ายพอดี

 

ฉันจะฆ่าคนที่แกรักมากที่สุด!” แม่ใหญ่เค้นเสียงหนักแล้วหันไปทางเสี่ยวซือ

 

กายีวิ่งตามหลังแม่ใหญ่แล้วกระโดดคว้าตัวแม่ใหญ่ไว้จากด้านหลัง เขาล็อคคอเธอแล้วพอเดินถอยหลังไปที่ขอบระเบียงชั้นดาดฟ้า แม่ใหญ่เองแม้จะเป็นผู้หญิงที่อายุมากแล้ว แต่ก็ยังส่งแรงต้านไม่ยอมลดละ มือหนึ่งจิกทึ้งเข้าไปในแขนเขา อีกมือยกปืนขึ้นยิงสวนหน้าเขาขึ้นมาสองนัดจนเขารู้สึกแสบหูด้านขวา และเกิดอาการหูดับชั่วคราว เขาได้ยินแต่เสียงวิ้งๆในหูและทุกอย่างอื้ออึงไปหมด

 

กายีเพิ่มแรงล็อคที่คอแม่ใหญ่มากยิ่งขึ้น แต่เธอกลับค่อยๆยกปืนขึ้นจ่อหัวเขาในระยะประชิด กายีเงยหน้าขึ้นมองเห็นผู้กองคิมอยู่ตรงหน้า เล็งปืนมาที่เขาและแม่ใหญ่ ด้านข้างคือเสี่ยวซือที่พยายามร้องตะโกนบางอย่าง ใบหน้าของเสี่ยวซือยังคงแดงและบวมแต่ดูดีกว่าเดิมมาก เขาค่อยๆคลี่ยิ้มให้เสี่ยวซือ แม้ปากจะไม่ได้ขยับพูด แต่ใจเขากำลังรำลึกถึงอีกฝ่าย...ส่งทุกอย่างผ่านดวงตาหวังแค่เพียงอีกฝ่ายจะเข้าใจ

 

ความสุขของกายีคือการได้เห็นงูน้อยมีความสุขเหมือนอย่างชื่อที่ตั้งให้ แต่หลายปีที่ผ่านมานี้นอกจากจะทำให้เสี่ยวซือหาความสุขไม่ได้แล้วยังต้องมาตกระกำลำบากไปด้วยเขาทอดตามองใบหน้าของเสี่ยวซือแล้วปวดใจ

 

เสี่ยวซืออย่าได้โกรธที่วันนี้กายีตัดสินใจจะจากไป ที่จากไปก็ด้วยรักไม่ใช่เพราะเกลียด กายีเคยสัญญาไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ใครหรืออะไรมาทำให้งูน้อยไม่มีความสุข...แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นเขาก็ตาม

 

เขาปรายตาให้ผู้กองคิมลงมือ เสียงปืนดังขึ้นสามนัด แรงปะทะจากปืนส่งมาถึงตัวเขาด้วยทำให้เขาเซถอยหลังชนกับขอบระเบียงดาดฟ้าพลิกร่างตกลงไปยังผืนมหาสมุทร

 

กายีไม่ได้ยินแม้แต่เสียงตอนที่ตัวเขากระแทกผืนน้ำเบื้องล่างหรือแม้แต่ว่าสายน้ำจะพัดพาเขาแยกจากแม่ใหญ่ไปเมื่อไหร่ รู้เพียงแต่ว่าเขากำลังจะปล่อยทุกอย่างไปลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง ความเย็นจากสายน้ำดูเหมือนจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการถูกกุ้ยอิงยิง นี่คือฉากชีวิตช่วงสุดท้ายของเขา คนที่อยู่ในวงการนี้ยากคืนสู่สามัญ ทางเดียวที่จะหลุดพ้นคือความตาย

 

กายีมองขึ้นเห็นแสงระยิบระยับของโลกเบื้องบนอันแสนวุ่นวาย ขณะที่ตัวเขาดิ่งต่ำลงไปยังก้นมหาสมุทรมากขึ้นเรื่อยๆ ชั่วขณะนั้นเขาพบว่าร่างกายเบาเหมือนนุ่น รู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระและกำลังจะหลุดพ้นจากความเจ็บปวดใดใดทั้งปวง เขามองเห็นภาพแม่ของเขากำลังยิ้มและหัวเราะอยู่กับพ่อของเขา

 

ก่อนทุกอย่างจะมืดมิด ความรู้สึกหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นในใจ เป็นความอาวรณ์เดียวในใจถึงคนที่เขาทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า...งูน้อย...

 

ความรู้สึกของเสี่ยวซือในตอนนั้นก็คงเหมือนกับเขาในตอนนี้ ที่ยังคงคิดถึง อาลัย และห่วงอีกฝ่ายจับใจจนไม่อาจสละทิ้งทุกสิ่งเพื่อเป็นอิสระได้ เขาทอดทิ้งเสี่ยวซือมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี่ยังจะใจดำทิ้งให้เสี่ยวซือให้อยู่คนเดียวอีกงั้นหรือ?

 

....แต่จุดจบของเขาในวันนี้ก็เพื่อไปสู่การเริ่มต้นใหม่....

ความตายเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น....

 

 

ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ไม่พบกายีแล้ว ทั้งที่เมื่อครู่ยังรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่ากายียังจับมือและจูบหน้าผากผมอยู่เลย ผมมองไปรอบๆและพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ที่แขนและคอรู้สึกอึดอัดพอหันไปมองก็เห็นสายน้ำเกลือและสายออกซิเจนจึงพยายามถอดมันออก ทันทีที่ผมขยับตัวจูเนียร์ฮยองก็ปราดเข้ามาที่ข้างเตียง

 

“ตื่นแล้วหรอ? ยังเจ็บตรงไหนมั้ย? หิวหรือเปล่า?”

 

“ผมอยู่ที่ไหน?” ผมเงยหน้าถามพี่

 

“โรงพยาบาล...ให้พี่ตามหมอให้มั้ย?”

 

“ไม่ต้อง...กายีล่ะ?” ผมพยายามถอดสายเครื่องช่วยหายใจออกเพราะรำคาญ

 

“เห็นออกไปคุยกับยูคยอมข้างนอกแน่ะ นายนอนพักอีกสักหน่อยนะ” พอพี่เห็นจึงช่วยผมถอดอกเงียบๆ จากนั้นพี่จะห่มผ้าให้ผมแต่ผมพยายามลงจากเตียง

 

“แต่ผมอยากเข้าห้องน้ำหน่อย” พี่พยายามห้าม แต่ผมดื้อจะลงจากเตียงให้ได้ สุดท้ายพี่เลยยอมให้ผมเดินลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเอง โดยช่วยผมลากสายน้ำเกลือออกมาด้วย

 

“พี่กลับไปนอนต่อเถอะ นี่คงจะเฝ้าผมตลอดเลยสิ?” จูเนียร์ฮยองคลี่ยิ้มบางๆแต่ผมดูออกว่าพี่เหนื่อย ใต้ตางี้คล้ำไปหมดเหมือนคนอดนอนมานาน

 

“ได้...เสร็จแล้วเรียกพี่นะ” พี่หันหลังกลับเดินกลับไปนอนที่โซฟาข้างเตียง

 

ผมตั้งใจจะเข้าห้องน้ำ พลันได้ยินเสียงคุยกันที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ผมจำได้ว่าเป็นเสียงของกายีจึงผลักประตูแง้มออกไปแล้วชะโงกหัวออกไปเพื่อฟังพวกเขาคุยกัน ทว่ากลับได้ยินสิ่งที่ไม่อยากฟังมากที่สุด ยูคยอมตกลงอะไรบางอย่างกับกายีและเพื่อการนั้นเขาต้องการใช้กายีเป็นเหยื่อล่อแม่ใหญ่เพื่อจับกุม พวกเขานัดเวลาและสถานที่กันลับๆโดยคิดจะปิดผมไว้ ได้ยินดังนั้นผมก็รีบหลบเข้ามาด้านใน แกล้งบอกจูเนียร์ฮยองว่าห้องน้ำเสียใช้ไม่ได้และขอออกไปใช้ห้องน้ำรวมข้างนอกแทน ฮยองจะตามมาด้วยแต่ผมรีบปฏิเสธให้ฮยองรออยู่แต่ในห้อง

 

จากนั้นก็รีบเข็ญสายน้ำเกลือของตัวเองเดินย้อนไปทางด้านหลังของระเบียงคนละทางกับที่ยูคยอมอยู่เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เมื่อเห็นว่าทางสะดวกก็รีบถอดสายน้ำเกลือที่แขนแล้วหลบออกทางออกของโรงพยาบาลที่ด้านหลัง

 

ผมเดินออกไปที่ริมถนน มองหารถเหมาะๆแล้วใช้กิ่งไม้เล็กๆแถวนั้นปลดล็อคประตูรถ และก่อนที่สัญญาณกันขโมยจะดังผมก็รีบกระแทกแผงไฟที่อยู่ใต้พวงมาลัยรถออกแล้วต่อสายไฟเข้าด้วยกันให้เครื่องติด ต้องขอบคุณอึนกวังที่สอนให้ผมเคยเป็นขโมยอยู่ข้างถนนมาก่อนถึงทำให้ได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาในวันนี้

 

ผมมองกระจกหลังเห็นคยอมวิ่งตามมาติดๆ หมอนั่นรู้ตัวแล้วว่าผมตั้งใจจะไปหากายี เขาจะต้องหาทางขัดขวางผมแน่ๆ ผมคำนวณในใจแล้วเปิด GPS แผนที่ในรถแล้วมองหาจุดที่ผมจะลงแล้วยูคยอมตามหาไม่เจอ ผมขับรถออกจากโรงพยาบาลมาถึงท่าเรือไม่ถึง 30 นาทีดีก็รีบจอดรถไว้ข้างทางแล้วมองหาเรือเล็ก

 

อันที่จริงแล้วท่าเรือที่ยูคยอมนัดกับกายีไว้ไม่ใช่ท่านี้ แต่ต้องไปไกลกว่านี้อีกหนึ่งท่า แต่ผมไปถึงท่านั้นไม่ได้เพราะยูคยอมต้องรอจับตัวผมที่นั่นแน่ๆ ผมจึงต้องลงอีกท่าแล้วใช้เรือเล็กขับไปหากายีอีก

 

ผมกระโดดลงสปีดโบ๊ทลำหนึ่ง จากนั้นก็รื้อแผงวงจรแล้วต่อไฟเหมือนอย่างที่ทำกับตอนขโมยรถ แผงวงจรไฟที่ไหนๆก็ไม่ต่างกันมาก ดังนั้นผมจึงไม่ต้องเสียเวลาแม้แต่น้อย ขณะขับเรือฝ่าคลื่นลมผมรู้สึกเจ็บแปลบที่มือทั้งสองข้าง ปลายนิ้วที่พันแผลไว้เริ่มมีเลือดออกจากการหยิบจับของผม ยิ่งพอยาชาหมดฤทธิ์ความเจ็บปวดจึงมาเยือน ทว่าไม่เจ็บเท่ากับในอกผมตอนนี้ที่เหมือนมีเข็มแหลมเป็นพันๆเล่มกำลังทิ่มแทงอยู่ภายในจากการถูกกายีทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า ผมรู้ดีว่าเขาตั้งใจทำเพื่อผม แต่ผมไม่ต้องการ

 

....สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือได้อยู่กับเขาเท่านั้น....

 

ผมพยายามบังคับเรือให้เข้าไปใกล้เรือยอร์ชที่เป็นเป้าหมาย จากนั้นดับเครื่องยนต์แล้วทอดสมอลงก่อนจะโหนบันไดลิงที่อยู่กาบเรือด้านซ้ายเหนี่ยวตัวขึ้นไปโดยไม่สนใจว่านิ้วมือทั้งสิบจะเจ็บปวดแค่ไหน

 

แต่ทันทีที่ขาผมแตะเรือก็ถูกชายร่างใหญ่รวบตัวไว้ ไม่ว่าจะดิ้นหนีซักแค่ไหนก็ดิ้นไม่หลุด เพียงชั่วอึดใจยูคยอมก็ปรากฏตัวที่กาบเรืออีกด้าน

 

ปล่อย! ยูคยอมสั่งให้เขารีบปล่อยฉันเร็วเข้า!” ผมพยามยามสะบัดมือให้หลุดจากการจับกุม ยูคยอมจึงเข้ามาคว้าต้นแขนผมแล้วดึงออกมาอีกทาง เขาก้มลงมองผ้าพันแผลที่นิ้วมือของผมเริ่มมีเลือดออกออกมาอีกครั้งจากการปีนป่ายตอนขึ้นเรือเมื่อครู่

 

พี่ใจเย็นๆก่อนสิ! ตอนนี้ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเค้า” ผมเม้มปากก้มหน้า ยูคยอมเห็นจึงคลายแรงกดที่แขนผมแล้วพาเดินหลบออกมาอีกทาง ผมยอมเดินตามเขาไปอย่างว่าง่ายก่อนจะหันไปผลักยูคยอมแล้ววิ่งสวนไปทางหน้าเรือ จุดที่มีการวางกองกำลังคนหนาแน่ที่สุด ที่นั่นต้องมากายีอยู่แน่ๆ

 

หวังกายี! คุณคิดจะทิ้งผมอีกสักกี่ครั้งกัน!!” ผมตะโกนลั่นก่อนจะโดนรวบตัว

 

วินาทีนั้นผมจึงได้รู้ว่าผมได้ทำพลาดครั้งยิ่งใหญ่เข้าไปซะแล้ว สถานการณ์ตรงหน้าจากที่เมื่อครู่มีเพียงบรรยากาศหนักๆปกคลุม ยังเป็นเพียงแค่การหยั่งเชิงยังไม่มีใครกล้าลงมือทำอะไร แต่ทันทีที่ผมโพล่งออกไปทุกอย่างก็ดูเหมือนเป็นจุดสิ้นสุด

 

ใบหน้าของประมุขเฉินที่เคยดูทรงอำนาจและเปี่ยมไปด้วยความร้ายกาจตามแบบฉบับหญิงสูงศักดิ์หันกลับมาแสยะยิ้ม ดวงตาของเธอแห้งผากปราศจากชีวิตชีวาเช่นครั้งก่อน ใบหน้าเหี่ยวย่นเห็นร่องลึกข้างแก้มได้ชัด ใบหน้าก็หมองคล้ำปราศจากสง่าราศีของผู้นำหญิง เหนือสิ่งอื่นใดคือดวงตาอาฆาตมาดร้ายถลึงตาจ้องผมชนิดอยากฆ่าให้ตาย จากนั้นหล่อนก็ยกปืนเล็งทำท่าจะยิง โชคดีที่เสี้ยววินาทีนั้นกายีกระโดดรวบตัวเธอไว้ ทำให้ยูคยอมอาศัยช่วงเวลานั้นรวบเอวผมกระโดดหนีไปอีกทาง

 

ผมได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสองนัดจึงหันกลับไปมอง ขณะที่ถูกยูคยอมโยนใส่มือตำรวจนายหนึ่งเป็นคนดูแล ก่อนเขาจะรีบวิ่งกลับไปที่หน้าเรือผมพยายามเอี้ยวตัวมองภาพการยื้อปืนจากกายีและแม่ใหญ่แต่ทำได้ยากนัก เพื่อความปลอดภัยของผมและคนอื่นๆนายตำรวจคนนั้นจึงอุ้มผมออกมาไกลจากด้านหน้าเรือ

 

ยิง! ยิงเลย!” กายีที่พยายามยื้อปืนแล้วล็อคคอแม่ใหญ่เดินถอยไปด้านหลังติดระเบียงเรือพลางตะโกน

 

อย่ายิงนะยูคยอม!” ผมตะโกนแข่งกับเสียงของกายีร้องห้ามยูคยอมเสียงดัง

 

ยูคยอมยืนนิ่ง ถือปืนเล็งคนทั้งคู่ราวกับกำลังชั่งใจ เหงื่อกาฬแตกซ่าน ผมรู้ว่าวินาทีนั้นยูคยอมกำลังรวบรวมสมาธิและกำลังใคร่ควรถึงผลได้ผลเสียก่อนตัดสิน

 

“อย่า...ได้โปรดยูคยอม....ได้โปรด....” ผมร้องอ้อนวอน ร่างกายเหมือนจะสิ้นเรี่ยวแรงลงตรงนั้น

 

คนทั้งคู่จ้องตากัน ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์และเต็มไปด้วยความมั่นใจของกายีส่งสายตาแฝงความหมายให้ยูคยอมลงมือ ยูคยอมพยักหน้าน้อยๆอย่างมั่นใจ เขาเหนี่ยวไกออกไปสองนัด แรงปะทะของปืนอัดกระแทกคนทั้งคู่ไปติดระเบียงก่อนที่สองร่างนั้นจะพลิกหงายตกเรือไปลงไปกับตาผม ผมเกร็งตัว ปากคอสั่น ทันทีที่คนทั้งคู่ตกเรือไปแรงจากฝ่ามือที่รั้งตัวผมก็คลายออก ผมก้าวเท้าออกไปอย่างยากลำบาก

 

ผมเดินไปที่หน้าเรือช้าๆ ก้าวเท้าออกไปแต่ก้าวอย่างยากลำบาก มือเกาะขอบเรือมองออกไปที่ผืนน้ำเบื้องล่างที่ดำมืดและเวิ้งว้างไร้ซึ่งเงาของกายี พลันร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบลงกับพื้น มือเกร็งหงิกงอบิดเข้าหาตัว ปากอ้ากว้างแต่กลับไม่มีสรรพเสียงใดเล็ดลอดออกมา วินาทีนั้นผมเข้าใจถึงคำว่า ตายทั้งเป็น มันเป็นยังไง

 

ไม่!!!” ผมหวีดร้องสุดเสียงจนใบหน้าแดงก่ำ ผมโก่งคอตะโกนลั่นจนสมองเบลอ กรีดร้องสุดเสียงจากก้นบึ้งให้สมกับความทรมานสุดแสน เจ็บปวดสุดแสนที่ต้องพบเจอ สิ้นเสียงกรีดร้องภาพเบื้องหน้าก็เบลอเพราะคราบน้ำตาก่อนที่ทุกอย่างดับหายไปพร้อมกับสติ

 

----------------------------------------------------

 

 

ผมฟื้นคืนสติได้ก็พบว่าตัวเองกลับมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลอีกครั้งแล้ว เสียงของยูคยอมคุยโทรศัพท์กับหน่วยงานใดสักแห่งดังอยู่ใกล้ๆ ผมหลับตาลงช้าๆด้วยความอ่อนเพลียแต่หูยังตั้งใจฟังสรรพเสียงทุกอย่างอย่างแจ่มชัด

 

หลังเหตุการณ์บนเรือจบลง ยูคยอมได้ให้ตำรวจและยามฝั่งเร่งค้นหาร่างของทั้งคู่ นักประดาน้ำถูกเรียกมาเพื่อค้นหาศพ ทว่าพวกเขากลับพบศพของผู้นำตระกูลเฉินเพียงคนเดียวเท่านั้น แม้หลังจากนั้นจะมีการติดต่อยามฝั่งให้ตระเวรค้นหาริมฝั่งและพื้นที่โดยรอบหลายครั้งแล้วก็ตามแต่ยังไงก็ไม่พบศพของกายีแม้แต่น้อย

 

ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รวบรวมแรงทั้งหมดกระชากสายน้ำเกลือที่แขนออกแล้วพยายามลงจากเตียง จูเนียร์ฮยองมาจากทางไหนไม่ทราบได้ อยู่ๆก็โผเข้ามากอดผมแล้วห้ามผมเอาไว้ ผมหันไปจ้องเขาด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะผลักเขาออกไปให้พ้นทาง พอผ่านฮยองมาได้ผมก็ปะหน้ากับยูคยอมที่ยืนดักอยู่

 

“นั่นพี่คิดจะไปไหน?”

 

ในเมื่อนายไม่คิดจะช่วยเขาแต่แรก ฉันก็จะไปช่วยเขาเอง!” ผมกระแทกไหล่ยูคยอมแล้วเดินออกจากห้อง

 

ยูคยอม!” ผมได้ยินจูเนียร์ฮยองร้องเสียงหลงแล้วมองที่พื้นห้อง

 

เลือดจากข้อมือที่ผมกระชากเข็มออกมีเลือดไหลเป็นทางยาว มิน่าล่ะ เมื่อครู่ตอนที่เดินเท้าเปล่าผ่านพี่มาถึงได้รู้สึกว่าเหยียบอะไรเหนียวๆเข้า

 

พี่ไปไม่ได้นะ! พี่ยังต้องรักษาตัว!” ยูคยอมใช้ร่างตัวเองโอบกอดผมไว้ทั้งตัว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่เขาจะหยุดผมได้ จูเนียร์ฮยองตะโกนเรียกพยาบาลและสารวัตรให้เข้ามาช่วยกันจับผมในขณะที่ผมออกแรงดิ้นเตะขาไปมาไม่ให้ใครเข้าใกล้ราวหมาบ้า

ปล่อย! ปล่อยฉัน! ฉันจะไปหาเขา!! พวกนายทุกคนมันใจดำ!

 

ผมตะโกนลั่นจนเสียงแตกพร่า ใบหน้าและลำคอร้อนไปหมด คนสามคนจับแขนขาผมกดลงบนเตียงคนไข้ มองดูผมโวยวายอาละวาด

 

“เขาอาจจะเป็นมาเฟีย เป็นคนนอกกฎหมาย แต่เขาเป็นทุกอย่างสำหรับฉัน!เขาเป็นทุกอย่างของฉัน!!” ผมกรีดร้องและร่ำไห้ขณะที่พยาบาลเดินถือเข็มฉีดยาเข้ามาฉีดยาคลายเครียดทำให้ผมสงบลง

 

ก่อนจะหลับไปด้วยฤทธิ์ยาผมเห็นจูเนียร์ฮยองเอามือปิดปากแล้วร้องไห้ออกมาข้างกายฮยองมีสารวัตรอิมคอยให้ยืมไหล่ได้ซบอิง มองเห็นแววตาเวทนาของยูคยอม มองเห็นสีหน้าอ่อนใจของนางพยาบาล

 

...แต่กับคนผู้หนึ่งที่ผมอยากเห็นหน้ามากที่สุดกลับไม่อยู่ตรงนี้อีกแล้ว...

 

 

 

------------------------------------------------------------

 

ทุกครั้งที่หลับไปแล้วตื่นขึ้นมาผมจะอาละวาดราวคนบ้า คนพวกนั้นให้ยากับผมทำให้ผมซึมหรือไม่ก็หลับไป แต่เมื่อใดก็ตามที่หมดฤทธิ์ยา ผมก็จะตื่นขึ้นมาอาละวาดอีกครั้งจนหมอและพยาบาลเข้ามาทำแผลไม่ได้ หมุนเวียนไปแบบนี้ไม่มีวันจบสิ้น จนบางครั้งพวกเขาต้องใช้เชือกมัดมือมัดขาผมตรึงไว้กับเตียง

 

ในระหว่างนี้เมื่อยาเริ่มหมดฤทธิ์ในขณะที่ผมยังหลับอยู่มักจะได้ยินเสียงของฮยองกับยูคยอมคุยกันบ้างเป็นครั้งคราว

 

“ยูคยอมอา~ พี่ไม่ไหว พี่ไม่ไหวแล้วจริงๆ แบมแบมจะอยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ได้นะ ทุกวันนี้เขาไม่ต่างอะไรกับคนเสียสติอยู่แล้ว นาย...หาผู้ชายคนนั้นไม่พบจริงๆหรอ?”

 

ผมรู้ว่าพี่กับคยอมทุกข์ใจที่ผมมีอาการเช่นนี้ แต่ผมทนไม่ได้กับการต้องอยู่โดยปราศจากกายี พวกเขาไม่คิดค้นหากายีต่อเพราะคิดว่ากายีตายไปแล้ว แต่ในใจผมลึกๆเชื่อว่ากายีจะต้องหลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง รอเพียงเวลาผมไปหาเขาเท่านั้น...ผมมักหาเขาเจอเสมอ

 

ดังนั้นในวันหนึ่งผมจึงแกล้งหลับให้ทุกคนตายใจว่าผมได้รับยาและหลับไปเหมือนปกติพยาบาลก็มาถอดผ้าที่มัดมือผมกับเตียงออก แต่พอพวกเขาเผลอผมก็หลบออกจากเตียงในตอนที่พวกเขาผลัดเวรกันเฝ้าผม จากนั้นผมก็หนีไปยังท่าเรือริมทะเล ทะเลในยามอาทิตย์อัสดงย้อมผืนฟ้าให้กลายเป็นสีส้มไปทั่วพื้นที่โดยรอบ

 

ผมในยามนี้กวาดตามองทั่วท้องน้ำแต่กลับไม่พบเห็นยามฝั่ง หรือตำรวจน้ำสักคน ผ่านมาเกือบสามวันแล้วแต่กลับยังไม่พบร่างของกายี เขาตายจากผมไปแล้วจริงๆน่ะหรือ? กายีจะใจดำทิ้งผมไปอีกครั้งจริงๆน่ะหรือ? เรื่องนี้ต่อให้ขบคิดให้หัวแทบแตกผมก็ไม่ได้คำตอบกลับมา

 

ผมค่อยๆเดินลงไปที่ริมทะเล เดินออกไปยังท้องน้ำที่เวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุด หวังเพียงกระแสน้ำจะพัดพาผมให้พบกับกายีในโลกหน้า ขณะที่ผมกำลังปล่อยตัวให้คลื่นซัดพัดพาห่างออกจากฝั่งมากขึ้นทุกทีก็มีมือหนึ่งคว้าตัวผมไว้แล้วลากกลับขึ้นฝั่ง มิไยจะสนกับการดิ้นรนของผมแม้แต่น้อย

 

พี่จะบ้าไปแล้วหรือไง! นี่ตั้งใจจะฆ่าตัวตายจริงๆน่ะหรอ!” ผมถูกลากขึ้นฝั่งได้ก็ถูกยูคยอมจับตัวเขามาเขย่าเรียกสติ

 

ก็นายบอกว่าเขาหายไปค้นหาไม่เจอ! คนเราจะอยู่ๆจะหายไปเฉยๆไม่ได้ ถ้าเป็นต้องเจอตัว...ตายต้องเจอศพ ฉันจะไม่เชื่อว่าเขาตายจนกว่าจะเห็นศพของเขาอยู่ตรงหน้า!!” ผมตะโกนตอบยูคยอมขณะที่อีกฝ่ายเม้มปากกำมือแน่น

 

ตอนนี้ต่อให้มีศพหวังเจียเอ๋อร์อยู่ตรงหน้า พี่ก็ไม่มีวันยอมรับว่าเป็นหมอนั่นอยู่ดี….หรือไม่จริง?” ผมกับคยอมได้แต่มองหน้ากันไปมา ต่างคนต่างกลัวและมองเห็นความความอ่อนไหวของอีกฝ่าย

 

ผมหมดคำจะพูด กลับมาโรงพยาบาลคราวนี้ผมไม่ดื่ม ไม่กินจนต้องให้อาหารทางสายยางแทน ร่างกายที่ผายผอมอยู่แล้วยิ่งผอมลงจนผมมองเห็นกระดูกตรงต้นคอ สุดท้ายพวกเขาทนไม่ไหวจึงใช้ไม้ตายกับผมด้วยการเชิญคุณต้วนมา

 

ในวันที่ผมพบหน้าคุณต้วนอีกครั้งเหมือนความอ่อนแอและความทุกข์ระทมตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาของผมมันก็ทะลายลง ผมกอดคุณต้วน มือยึดเขาไว้เป็นที่พึ่งสุดท้ายแล้วร่ำไห้ปานจะขาดใจ ผมคิดถึงกายี...ผมคิดถึงเขามากจริงๆ และมันยากที่จะยอมรับว่ากายีได้ตายจากผมไปแล้วจริงๆ ไม่ว่ายังไงผมก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี

 

เจ็บกว่าการจากเป็น....คือตายจากกัน จากกันทั้งเป็นอย่างน้อยเราก็ยังรู้ว่าเขาอยู่สบายดีที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ แต่ตายจากกันนั้นคือ ไม่มีวันได้พบ ไม่มีวันได้สัมผัสอีกฝ่ายตลอดกาล

 

และที่โหดร้ายที่สุดคือความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในวันนี้ที่บีบให้เชื่อว่า รางวัลของความเหนื่อยยากทุ่มเทให้กับความรักของผมคือจากจากลาชั่วนิรันดร์

 

“ถือว่าทำเพื่อฉัน...สัญญากับฉันได้มั้ยว่าจะไม่คิดสั้นแบบนั้นอีก ฉันช่วยชีวิตนายไม่ได้ต้องการให้นายมาตายเพราะความคิดสั้นของตัวเองหรอกนะ” คุณต้วนพูดออกมาเพียงประโยคนั้นเพียงคำเดียว...คำเดียวที่ขอจากปากของผู้มีพระคุณ มีหรือผมจะปฏิเสธได้

 

“ผมสัญญา...จะไม่คิดสั้นอีก” คุณต้วนพยักหน้าแล้วกล่าวชมว่าดี จากนั้นก็จัดที่นอนให้ผมได้พักผ่อน

 

ว่ากันว่า...วิธีจากลาเป็นเครื่องบอกว่าความรักของพวกคุณงดงามที่สุดได้แค่ไหน แต่สำหรับผมการจากลาไม่ได้แปลว่าความรักของผมได้จากไป เพราะมันยังคงอยู่แม้ว่าคนที่ผมรักจากไปแล้ว...มันจึงงดงามที่สุดสำหรับผม

 

 

------------------------------------

To Be Con

ใกล้จบแล้ว

ยังไงรอติดตามตอนหน้าด้วยนะคะ

นามิ

 

 

ความคิดเห็น