ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 28 Action 1 (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 28 Action 1 (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2559 18:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 28 Action 1 (100%)
แบบอักษร

 

 

 

Action 1

 

 

 

               

          ผมไปด้วย....

 

ท่ามกลางความเงียบ เสียงที่แทรกขึ้นมาทำให้คนตัวสูงสองคนหันไปมองพร้อมกัน

 

“ตะวัน”

 

“นะครับ ให้ผมไปด้วย”

 

เจ้าของเสียงหวานย้ำอีก ทำให้ตาคมมองมือขาวที่บีบกันแน่นอย่างบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังลังเลมากแค่ไหน แต่ความอยากไปมันคงจะมีมากกว่าจึงทำให้หลุดปากออกมาแบบนั้น

 

            “อยากไปก็ได้”   หน้ายิ้มๆของพจน์เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที   “ แต่แน่ใจนะว่าจะไปด้วยได้จริงๆ?” พจน์ว่าอย่างนั้นแล้วทำมือชี้นิ้วโป้งไปข้างหลัง ทำให้ตะวันนึกได้

 

            ใช่! ปัญหาใหญ่เลยละนั่น!  และก็ใหญ่พอที่จะทำให้ตะวันเริ่มลังเลว่าจะเอายังไงกับตัวเองดี พร้อมกับเหลือบตาไปยังตำแหน่งที่จอดของไอ้แมงปอสีขาวลำขนาดกลางที่คุณชีวินขับมาจอด ไกลขนาดนี้ยังเห็นตัวโลโก้ P Ltd.ตัวเบ้อเร่อ

 

            กลัวก็กลัวแต่ก็อยากไปทำไงดี?  หรือจะลองฝืนใจตัวเองดู คราวก่อนถูกคุณภีมจับมัดขึ้นเครื่องชนิดที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็ทำมาแล้วนี่ แล้วถ้าคราวนี้ลองอีกครั้งมันจะตายไหมนะ?         

 

            “ต แต่ยังไงก็อยากไปด้วยครับ ถึงจะ เอ่อ.....”   อารมณ์สองขั้วกำลังตีกันยุ่งทำให้เสียงของเจ้าตัวตะกุกตะกัก

 

            “ถึงจะอะไรครับ?”  

 

           โฟเบีย!...”

 

            “หือ?.....”     ชีวินหันไปมองหน้าพจน์แล้วหันมามองตะวันทั้งตัว   “ประเภทไหน? เลือด ที่แคบ รู หรือ........”

 

            “ความสูง!..”     พจน์เป็นคนต่อให้ แต่ก็ทำให้ชีวินพยักหน้าหงึกๆ

 

            “อือ คนที่เป็นโรคนี้ถ้าใครไม่เข้าใจจะคิดว่าสำออยสุดๆ เดินขึ้น ที่สูงจะเหงื่อออก ขาจะสั่น แค่ขึ้นบันไดยังต้องมีคนคอยเดินตามหลังเลย บางคนนี่ขึ้นสะพานลอย ไปไหนไม่ได้เลยนะนั่งร้องให้อยู่ตรงนั้นแหละ  

 

            “คือ....” ตะวันเริ่มทำหน้าไม่ถูกเพราะนอกจากพจน์แล้ว ตนก็ไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครมาก่อน

 

            “แต่มันมีทางแก้อยู่นะ รู้ไหม?”

 

            ตาโตของคนฟังพราวระยับอย่างตื่นเต้นพร้อมกับที่ร่างเล็กกระเถิบเข้าไปใกล้ชีวินอีกนิดจนพจน์เริ่มขยับตัว  “มันหายได้เหรอครับ?”

 

            “หายได้.....แต่คนรอบข้างต้องเข้าใจและคอยช่วย จะเอาให้หายทีเดียววันเดียวคงเป็นไปได้ยาก ตะวันขี่ม้าได้ใช่ไหม?” ชีวินถามขึ้น

 

            “ได้ครับ”

 

            เอ....บอกว่าขี่ได้มันก็ยังไงอยู่นะ เพราะตอนขี่อาปาเช่ก็ไม่ได้ขี่คนเดียวด้วยสิ  ทุกครั้งจะมีพจน์คอยประกบหลังตลอด เลยทำให้ไม่รู้สึกกลัว

 

            “งั้นก็เป็นไม่มาก ถ้ายังขี่ม้าได้ ทางแก้ของมันก็แค่ .....กลัวอะไรให้ทำอย่างนั้นบ่อยๆ”

 

            “หา?!....”     คงจะมีแต่ตะวันคนเดียวละมั้งที่อ้าปากหวออยู่นี่

 

            “จะอธิบายยังไงดี พูดง่ายๆคือ กลัวที่สูงมากก็ต้องไปที่สูงบ่อยๆ เดี๋ยวมันก็หายเอง”

 

            พูดง่ายนะพี่นะ ลองมากลัวเองดูสักวันไหม?

 

            “ก็กำลังพยายามอยู่”  พจน์เสริมขึ้นอีก   “อยู่ที่นี่นอกจากขี่ม้าแล้วก็ไม่ได้ทำอย่างอื่น ฉันสังเกตมาพักใหญ่แล้ว อาการมันไม่แรงเท่าไหร่” เสียงทุ้มของพจน์เอ่ยเสริมขึ้นอีกเมื่อเห็นคนหน้าหวานอึ้งจัดประมาณว่านี่นะเหรอวิธีแก้(ของเอ็ง)

 

            “ลืมไปแล้วเหรอไง ใกล้ตัวเราคนนึงเป็นโรคนี้อยู่นะ กว่าจะทำให้ดีขึ้นมาได้ขนาดนี้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ”

 

            “หึๆ ทำไมจะจำไม่ได้” ทั้งพจน์ทั้งชีวินยกยิ้มเมื่อนึกถึงคนที่พวกตนกำลังเอ่ยถึง ป่านนี้คงจามจมูกแดงเพราะโดนนินทาไปแล้วล่ะมั้ง

 

            “เอ่อ....”

 

            “ถ้างั้นก็เอาไงเอากัน ไปเตรียมตัวกันได้เลย ใบพัดจะหมุนในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า แล้วค่อยไปคุยต่อกันที่โน่นว่าจะเอายังไงกันต่อดี”

 

            “ครับ”

 

            “ตะวันแน่ใจนะ?....”

 

            “ไม่แน่ใจครับ!

 

            “อ่าว!   //   อ่าว? ” คนตัวสูงสองคนออกเสียงออกมาแบบงงๆ จนทำให้มือบางของคนลังเลบีบกันแน่นเข้าอีกจนข้อขาว

 

            “ถ ถ้าอย่างนั้น ให้ผมขับรถตามไปทีหลังได้ไหมครับ”

 

            “ไม่ได้!”  

 

เสียงของพจน์ตวาดแห้วพร้อมกับร่างสูงขยับเข้ามาใกล้ จนตะวันต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนค้ำหัวหน้าเครียดอยู่นี่

 

            “แต่.....”

 

            “ถ้าจะไปก็ไปพร้อมกัน แต่ไม่อนุญาตให้ขับรถตามไปทีหลัง มันอันตราย”

 

            “แต่ผมขับรถได้....”

 

            “มานี่เลย”      พจน์คว้าแขนขาวดึงให้ร่างบางเดินตาม โดยไม่ลืมหันไปบอกคนที่มองนิ่งมาจากข้างหลัง

 

            “ตามสบายเลยนะวิน ขอเวลาเดี๋ยว”

 

            “เออ!...”    ชีวินมองตามหลังประตูบานที่ปิดดังปั๊งแล้วยกมือข้างนึงลูบคางตัวเองยิ้มๆ อารมณ์ช่างผิดกับอีกห้องที่กำลังตึงเครียด

 

            “ที่ไม่ให้ขับรถตามไปทีหลังมันอันตรายรู้ไหม อย่าเอาแต่ใจนักสิ!

 

            “ไม่ครับ ผม ผมแค่เป็นห่วงทิวา”

 

            “หือ? เมื่อกี้เรียกตัวเองว่าไงนะ?”

 

            ตะวันเผลอค้อนให้ตาแทบคว่ำ นึกเคืองคนตัวโตนัก เวลาอย่างนี้ยังจะมาห่วงคำเรียกอยู่ได้ ปากบางขมุบขมิบบ่นไม่มีเสียงทำให้พจน์ยิ้มกว้าง รั้งหัวทุยๆมาซบอกหนา

 

            “ไม่ต้องห่วงหรอก รออยู่ที่นี่แหละ พี่กับเจ้าวินจะรีบเข้าไปดู คงไม่มีอะไรน่าห่วงมาก”

 

            “แต่น้องอยากไปด้วยนี่นา”     เสียงอู้อี้ที่ดังกับอกก่อนที่หน้าหวานจะแหงนขึ้นมองสบตาคม     “นะครับ?”

 

            พจน์สบถในใจพลางกัดกรามกรอด   อย่าทำตาแบบนั้นเลยให้ตายเถอะ  นี่ถ้าทำหน้ากับเสียงแบบนี้อ้อนเวลาอื่นคงไม่ต้องเดาชะตากรรมของตะวันให้ยากว่าอีกหนึ่งนาทีข้างหน้าจะเป็นยังไง

 

คนคิดกลืนน้ำลายที่กำลังเหนียวหนับลงคออย่างยากลำบาก พยายามห้ามตัวเองไม่ให้ก้มลงกดปากบางนั้นหนักๆเพราะถ้าขืนทำแบบนั้นลงไป อีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าเห็นทีจะยังไม่ได้ไปไหน

 

“โอเค โอเค”     พจน์ยกมือยอมแพ้ ขยับถอยห่างจากคนที่ตัวเล็กกว่า แต่ที่นับวันกลับมีอิทธิพลกับตนมากขึ้นทุกที

 

ปั้ง!

 

“เอ้ยไอ้วิน ข้าจะออกไป  อ่าว?....ลุงสังข์ มาพอดีเลย”

 

“นายจะลงใต้เหรอ?”

 

“ใช่ครับลุง ช่วยดูทางนี้แทนผมที”

 

“ไม่ต้องห่วงครับ”

 

“เดี๋ยวก่อนนะเอ็ง.....”    ชีวินยกมือลูบคาง แล้วไอ้ท่าทางที่ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวไปแล้วทำให้พจน์ขมวดคิ้วถามกลับเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังครุ่นคิดนั้น

 

“ทำไมวะ?...”

 

“ข้าว่า....หาใครไปช่วยหน่อยก็ดีว่ะ”

 

“ช่วย? ช่วยทำอะไร? ก็แค่เรือเสียไม่น่าจะมีอะไรมาก”

 

ชีวินกลับยกโทรศัพท์ขึ้นโชว์

 

“แต่เสียงทางโน้นไม่ใช่แค่ไม่มีอะไรว่ะ”

 

พจน์เห็นอย่างนั้นจึงเดินไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดูบ้าง แล้วก็ต้องจิปากอย่างหงุดหงิด เพราะมิสคอลหลายสิบสายเป็นเครื่องหมายบอกว่าตนละเลยมากแค่ไหน เห็นทีคงต้องยอมพกโทรศัพท์ติดก้นไว้สักพักแล้วละมั้งช่วงนี้

 

 “ไม่ต้องโทรกลับหรอก” เสียงเบลกของชีวินทำให้พจน์ชะงักมือ

 

“มีคนรายงานมาเรียบร้อยแล้ว ถึงได้บอกไงว่าให้หาใครไปช่วยหน่อย พวกนั้นส่องกล้องดูเรือนายภีมยังปลอดภัยดีตอนนี้ แค่ตอนนี้นะโว้ยฟังให้ดีๆ แต่หลังจากนั้นข้าไม่แน่ใจเพราะอย่างนึงที่นายภีมคงยังไม่รู้คือ อีกฟากหนึ่งของเกาะมันมีเรือแปลกๆไม่บอกสัญชาติจอดอยู่ไม่ห่างนัก”

 

“เรือของใคร? แล้วไปจอดอยู่ที่นั่นได้ยังไง นั่นมันเกาะส่วนตัวนะโว้ย!

 

“มาบอกข้าทำไม ข้ารู้แล้ว แต่เอ็งคงต้องเป็นคนไปบอกกับพวกที่บุกรุกเกาะเองละมั้ง”

 

“เออ แต่ก่อนหน้านั้นข้าต้องเห็นกับตาว่านายภีมมันปลอดภัยดีซะก่อน”

 

“ก็ไม่แน่....” ชีวินยกมือขึ้นกอดอกมองสบตาพจน์สีหน้าจริงจัง ก่อนจะหันไปทางลุงสังข์ที่ยืนฟังนิ่ง  

 

“ถ้าไปตอนนี้ก็แค่เจรจาและเชิญให้ออกจากที่ส่วนบุคคลแต่โดยดี แต่ถ้าไปช้ากว่านั้นแล้วน้องเอ็งเป็นอะไรไป ข้าไม่รับประกันว่าเอ็งจะเก็บอารมณ์ได้มากขนาดไหน”

 

“ข้ามั่นใจว่านายภีมมันเอาตัวรอดได้”   แม้เสียงทุ้มจะบอกอย่างนั้นแต่ในใจกลับนึกกังวนขึ้นมาติดหมัด

 

“แต่อย่าลืมนะว่านายภีมไม่ได้อยู่คนเดียวตอนนี้ ตัวคนเดียวมันคล่องกว่าเอ็งว่าไหม แต่ถ้ามีห่วงอะไรมันก็เกิดขึ้นได้”

 

พจน์กัดกราม เห็นด้วยกับเพื่อน บางครั้งสิ่งที่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรและเป็นไปไม่ได้ ถ้ามามองในแง่ของธุรกิจแล้วสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านั้นกลับปล่อยให้ผ่านไปได้ไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

 

 

 

 

 

 

ถ้ามีใครสักคนเอาเครื่องบินบินขึ้นบนฟ้าแล้วมองลงมาก็จะเห็นเกาะเขียวๆที่โค้งครึ่งวงกลมอย่างสวยงามคล้ายๆรูปตัวยูขนาดใหญ่ เกาะกลางทะเลที่ถูกโอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีครามอันมากมายที่กำลังเป็นจุดหมายของใครหลายๆคนตอนนี้

 

ซูมเข้าไปอีกนิด จะเห็นว่าทางปลายแหลมตรงโค้งของมันจะมีจุดขาวๆเล็กๆแปะติดอยู่นิดนึง  จุดเล็กๆที่ว่าถ้าเพ่งพินิจให้เห็นรูปร่างชัดขึ้นก็คงพอจะเดากันออก.....

 

ใช่..........มันคือเรือ........เป็นเรือยอร์ชส่วนตัวลำขนาดกลางๆไม่ได้ใหญ่มากมาย.....แค่จุคนได้หลายสิบคนเท่านั้นเอง

 

แต่เวลานี้เรือที่น่าจะจุคนได้หลายสิบกลับมีมีมนุษย์อยู่บนนั้นเพียงแค่สอง และหนึ่งในมนุษย์ที่ว่านั้นเป็นเจ้าของ เรือที่เอาออกมาท่องทะเลเล่นได้กว่าสี่วันแล้ว

 

เวลานี้มันได้จอดนิ่งสนิทแบบไม่ติดเครื่อง ลอยลำให้คลื่นลูกเล็กๆลูกแล้วลูกเล่าวิ่งมากระทบเล่นอย่างเปล่าดาย

 

เพราะเหตุไดนั้นเจ้าของเรือคงพอจะบอกได้ แต่ถ้ามาถามเวลานี้คงต้องบอกว่ายังไม่ว่าง เพราะคนที่จะให้คำตอบได้ทั้งหมดกำลังใช้มีดในมือทั้งกรีดแซะงัดแงะและกำลังดึงเศษแหที่ยาวกว่าวาออกจากใบพัดใต้ท้องเรือ ไอ้เศษที่ว่าน่าจะลอยตามน้ำมาแต่ไม่รู้ว่าเข้าไปตอนไหน หรืออาจจะตั้งแต่ออกเรือมาหรืออาจจะเป็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ก็ไม่แน่ใจ

 

แม้เวลาจะใกล้บ่ายกับแสงแดดที่แผดจ้าของดวงอาทิตย์แต่กลับไม่ร้อนเลยสักนิด มันทำให้คนตัวบางผมยาวสามารถนั่งนิ่งๆมองฟองอากาศที่พุ่งขึ้นมาเหนือผืนน้ำเป็นระยะๆ

 

หน้าหวานติดจะกังวน คิ้วขมวดมุ่น มือขาวบีบเหล็กกั้นแน่นอย่างลืมตัว หัวใจดวงเล็กเต้นตุ่มๆต่อมๆ ลุ้นว่าเมื่อไหร่คนที่ลงไปอยู่ใต้น้ำสีครามเข้มนั้นจะขึ้นมาซักทีเพราะตอนนี้มันก็ผ่านไปได้หลายนาทีแล้ว

 

“ทำไมคราวนี้ลงไปนานจัง..”

 

ทิวาพึมพำถามตัวเอง ตาหวานจ้องมองแต่จุดๆเดียวจนลืมสังเกตรอบๆตัวเหมือนอย่างเคย

 

หลายนาทีผ่านไป........

 

“เฮ้อออออ!!

 

หลังจากที่นั่งถอนหายใจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแข่งกับโอโซนรอบๆได้หลายเฮือก ตาโตของคนบนเรือก็เบิกกว้างอย่างยินดี เมื่อเห็นเงาดำใต้น้ำค่อยๆใหญ่ขึ้นเรื่อยเป็นสัญญาณบอกว่าคนตัวสูงกำลังจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำแล้ว

 

“ฮู้.....”    คนตัวโตถอดหน้ากากแล้วกอบโกยลมหายใจเข้าปอดจนหอบแฮ่กๆ อกหนาที่อยู่ในชุดดำน้ำสะท้อนขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวเหนื่อยแค่ไหน

 

“พี่ภีม!....”

 

คนบนเรือตะโกนเรียกเสียงดัง และเสียงนั้นก็ตื่นเต้นจนน่าแปลกใจจนทำให้คนในน้ำรีบหันไปมอง

 

กึก!

 

มือที่ลูบน้ำออกจากตายังไม่พ้นหน้าด้วยซ้ำก็ต้องชะงักค้างอยู่ท่านั้นเมื่อเห็นภาพบนเรือชัดเต็มสองตาคม

 

“นั่นนั่งอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหนแล้ว?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม พร้อมกับว่ายเข้ามาเกาะบันไดแล้วเดินขึ้นมาหาช้าๆ

 

“ก็ตั้งแต่พี่ภีมลงไปแหละ นั่งอยู่ตรงนี้ตลอดเลย” หน้าหวานของคนนั่งแหงนบอกแล้วยิ้มกว้างก่อนจะหุบฉับ

 

“ถึงว่าเถอะ.....”

 

“ข้างล่างมีอะไรทำไมลงไปนานจัง?....”

 

“มันมีอะไรเข้าไปขัดอยู่ข้อต่อใบพัดนิดหน่อย ไม่ต้องห่วงข้างล่างหรอก ว่าแต่ข้างบนเถอะ?....”

 

“หือ? .......ข้างบนทำไม?”

 

ทิวาขมวดคิ้วถาม ภีมไม่ตอบแต่กลับทำมือชี้จึกๆตรงตำแหน่งข้างๆจนทิวาเริ่มขมวดคิ้วงง หันมองซ้ายก็ไม่เห็นมีอะไร แต่พอหน้าหวานหันไปมองทางขวามือ

 

ขวับ

 

“เจี๊ยกก!!!

 

“อ๊ากกกกกกกกกกก!!!!!!!!

 

ร่างบางที่กำลังนั่งอยู่ถึงกับใส่เกียร์สามคลานถอยหลังสี่ขาหนีอย่างตกใจ

 

“ล ลิง!   ลิง ลิง! มาได้ไง?!

 

“พี่สิที่ต้องถามเราว่ามันขึ้นมาบนเรือมาได้ไง?”

 

“ม ไม่รู้  ไม่รู้!.....” ทิวาส่ายหน้าปฏิเสธ มองคนตัวสูงที่วางมีดกับหน้ากากในมือขณะที่นั่งชันเข่ามองเจ้าจ๋อตัวเล็กที่นั่งมองมาทางภีมที หันไปมองทิวาทีตาแป๋ว

 

“จิจิ มานี่มา”    ภีมทำมือเรียกเจ้าตัวเล็กทำเอาทิวากระซิบเสียงลั่น

 

“อย่าไปใกล้มัน เดี๋ยวมันกัดเอา”

 

“ปกติถ้ามันดุลิงพวกนี้จะแยกเขี้ยวใส่คนแปลกหน้า แต่นี่ไม่นะ แกขึ้นมาที่นี่ได้ยังไงเจ้าจ๋อ...

 

“ไปถามลิงแบบนั้นแล้วคิดว่ามันจะตอบได้ไหม?”  คนที่ยืนห่างออกไปหลายวาแขวะเข้าให้ แต่ร่างสูงยังค่อยๆขยับเข้าหาเจ้าตัวแปลกหน้า

 

“มันเป็นอะไร?...”

 

ภีมตั้งข้อสังเกต พอเดินเข้าไปใกล้ลิงตัวนั้นมันกลับเดินหนี แต่พอหยุดเดินเจ้าจ๋อกลับนั่งมองหน้าภีมเฉยแถมไม่มีท่าทางดุอย่างที่คิด

 

ร่างสูงจึงตามๆหยุดๆ ก่อนที่จะเห็นมันกระโดดขึ้นไปเกาะบนหัวเรือแล้วร้องเจี๊ยกๆเสียงดัง

 

“มีอะไรอยู่ตรงนั้น”

 

เสียงทุ้มถามออกไปทั้งๆที่คิดแล้วว่าคงไม่ได้คำตอบไดๆกลับมา แล้วชะโงกหน้าลงไปมองบ้างเมื่อเห็นเจ้าจ๋อทำอย่างนั้นอยู่หลายครั้ง

 

ภาพที่ปรากฏทำให้ตาคมเบิกกว้าง ตัวเย็นวาบราวกับมีใครเอาน้ำแข็งมาสาด

 

“ชิบหายแล้ว  นั่นคน!

 

ไม่ต้องถามอะไรใครให้มากความแล้วในตอนนี้ สัญชาตญาณในตัวคือร่างสูงกระโดดพุ่งหลาวลงน้ำไปทันที เล่นเอาคนเดินข้างหลังตะโกนตามอย่างตกใจ

 

“พี่ภีม!....”

 

ทิวาถลาเข้าไปเกาะเหล็กกั้น ชะโงกหน้าลงไปมองเบื้องล่าง ปากบางอ้าค้างเมื่อเห็นว่าข้างล่างนั้นมีใครอีกคนที่ทิวาไม่รู้จัก และกำลังจะจมแหล่ไม่จมแหล่เหลือเพียงแค่คอเท่านั้นที่อยู่เหนือน้ำ

 

“ทิไปรอพี่ที่บันได!

 

ตาหวานมองมือหนาที่พยายามดึงเศษผ้าที่คิดว่าน่าจะเคยเป็นเสื้อมาก่อน แล้วลุ้นกับร่างสูงที่พยายามลากร่างที่ไร้สติไม่ให้ศีรษะหลุดออกจากแกลอนเล็กๆทั้งสองข้าง

 

“ช่วยพี่หน่อย..!” ภีมบอกพร้อมกับรีบขึ้นบันไดแล้วสอดมือรั้งจั๊กแร้ของร่างซีดๆหนาหนักขึ้น โดยมีทิวาที่รีบเข้าไปช่วยยกขายาวๆของมนุษย์เพื่อนร่วมโลก

 

“ใครเนี่ย?”

 

“พี่ไม่รู้ ยังไงก็ช่วยเขาก่อน”

 

นิ้วหนายื่นไปเช็คใต้จมูกร่างที่นอนหงายตัวซีดเผือด ลมหายใจแม้จะรวยรินแต่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าบุคคลนิรนามยังไม่ตายจนทำให้ภีมถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

บาดแผลเต็มตัวที่คล้ายถูกครูดด้วยหินยังไม่หนักหนาเท่ากับแผลที่หัวกับหัวไหล่ด้านซ้ายที่ทั้งเหวอะทั้งเขียวและถูกน้ำเค็มๆกัดจนแผลเริ่มซีดเปื่อย

 

“คอยอยู่นี่พี่จะไปเอากล่องปฐมพยาบาล”

 

ทิวาทำหน้าไม่ถูก มองตามหลังร่างสูงที่วิ่งหายเข้าห้องด้านใน ก่อนจะหันกลับมาแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของคนแปลกหน้านอนหงายไม่ไหวติงราวกับตาย

 

นิ้วเรียวหมายจะยื่นเข้าไปใต้จมูกเพื่อเช็คบ้างอย่างกล้าๆกลัวๆ

 

“ช่วย......”

 

“เหวอออ!!....”

 

มือบางหดกลับ เมื่อคล้ายได้ยินเสียงแผ่วเบาออกมาจากปากใต้เครารกๆ

 

“พี่ภีม!.....”

 

“เป็นอะไร?”

 

“เขาพูดละ เขาพูด!” เสียงของคนตัวเล็กบอกเร็วรัว “เขาจะไม่ตายใช่ไหม?”

 

“ไม่หรอก ถึงจะใกล้ก็เถอะ!” ภีมบอกเสียงเครียด มือค่อยๆดึงเศษผ้าที่เรียกได้ว่าหาสภาพเสื้อไม่เจอออกจากลำตัวสีซีดแล้วจัดการห่มผ้าแห้งๆให้แทน

 

มือหนาของภีมยกขึ้นทาบแผงอกแข็งๆของชายแปลกหน้า จังหวะเต้นของหัวใจที่อ่อนแรงกับแผงอกที่สะท้อนขึ้นลงอย่างแผ่วเบานั้นทำให้คนมองชักกังวล

 

มือหนาสำรวจไปทั่วร่างที่นอนเหยียดยาว กะความสูงคร่าวๆก็น่าจะพอๆกัน แผลที่หัวกับหัวไหล่น่าเป็นห่วง แต่นอกนั้นไม่น่าจะต้องเย็บนอกจากสองแผลนี้

 

“ช่วย!..............ช่วย!............”

 

เสียงแผ่วๆที่แทบจะไม่ได้ยินเมื่อครู่เริ่มดังขึ้นทีละนิด ทำให้ภีมมองสบตาทิวาอัตโนมัติ

 

“ลุง ได้ยินผมไหมลุง?...”

 

ฝ่ามือหนาของคนถามวางทาบแผงอกแข็งเขย่าเบาๆพอให้รู้สึก แล้วภีมก็ถามย้ำอีกครั้ง และหลายครั้งหลังจากนั้น

 

เปลือกตาที่ปิดสนิทเมื่อครู่เริ่มยุกยิกคล้ายตาดำข้างในมีการเคลื่อนไหวและรับรู้เมื่อได้ยินเสียงเรียก เปลือกตาที่สั่นระริกปรือแล้วหลับลงไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่าคล้ายกับเจ้าของกำลังพยายามอย่างหนัก

 

“ช่วย.........ด้วย........”

 

เสียงอันอ่อนแรงทำให้ภีมกัดฟันกรอด

 

“ถ้าลุงได้ยินผม ผมก็ได้ยินลุงแล้วนะ อยากได้อะไร? หรือจะสั่งเสียอะไรไหม?”

 

“น้ำ..............ขอ...............น้ำ”

 

คราวนี้ไม่ต้องบอกซ้ำทิวาก็รีบลุกทันที ถลาไปหาขวดน้ำเปล่าที่ตุนไว้แล้วรีบมาส่งให้

 

ภีมจัดการค่อยๆหยดน้ำสะอาดลงทีละนิดเพราะกลัวแกสำลัก มองลิ้นที่แห้งผากอย่างน่ากลัวราวกับว่าเจ้าของไม่มีอะไรให้แตะมาหลายชั่วโมง

 

จนเมื่อความพยายามเป็นผล ชายนิรนามกลืนน้ำลงคอได้ยินเสียงดังเอื๊อกเป็นสัญญาณบอกว่าเขาได้รู้สึกตัวและมีสติจนพอที่จะกลืนน้ำได้แล้ว นั่นจึงทำให้ทิวาถึงกับยิ้มกว้างมองคนตัวสูงที่ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือหนาวางขวดน้ำพร้อมกับลุกขึ้น

 

“พี่จะเข้าไปดูโทรศัพท์ เผื่อจะหาวิธีส่งข้อความไปบนฝั่งให้เขาเอาคอบเตอร์มารับ ฝากดูตรงนี้ที”

 

ร่างสูงที่กำลังจะผละไปชะงักกึก ก้มลงมองแขนขาวๆที่สอดกอดเอวหนาไว้หมับพร้อมกับเสียงอ้อน

 

“ไปด้วยสิ ....”

 

“กลัวเหรอ?”

 

“เปล่ากลัวซะหน่อย” คนตัวบางข้างหลังบอกอย่างนั้นแต่กลับยืนอยู่จนชิดหลังหนาๆ

 

“หึๆ ถ้างั้นก็อยู่นี่แหละ มีอะไรผิดปกติให้ตะโกนเรียกพี่ดังๆ”

 

ภีมบอกอย่างนั้นก็จริง แต่กลับยิ้มกริ่มถูกใจเมื่อแขนขาวไม่ยอมปล่อยจากเอวตนแถมคนตัวขาวยังเดินติดหลังมาต้อยๆ

 

“มาห้อยหลังพี่แบบนี้ อยากเป็นลิงเหรอเรา?”

 

กึก!

 

“ลิง! จริงด้วย เจ้าจ๋อหายไปไหนแล้ว?”

 

ทั้งสองมองหาอัตโนมัติ แล้วก็มาเห็นอะไรบางอย่างที่ทำเอาทั้งภีมทั้งทิวาหันมามองหน้ากันราวกับนัด

 

เจ้าจ๋อตัวเล็กกำลังพยายามยกขวดน้ำที่เล็กกว่าตัวเองนิดเดียวขึ้นแล้วเลียน้ำข้างในราวกับว่ามันถูกสอนให้กินด้วยเคยวิธีนั้นมานับครั้งไม่ถ้วนจนเคยชิน

 

นั่น....ยังไม่ทำให้อึ้งพอ เท่ากับเจ้าจ๋อมันเข้าไปนั่งมองหน้าชายคนนั้น แล้วใช้มือเล็กๆที่เต็มไปด้วยขนจับไปที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครารกๆแล้วซุกหน้าเศร้าๆของมันคลอเคลียก่อนจะหมอบลงข้างๆเล่นเอามนุษย์ที่พากันแอบมองถึงกับขยับตัว

 

“คงจะเป็นเจ้าของมัน”     ภีมพึมพำ แต่พอหันมองคนตัวเล็กข้างๆก็ถึงกับทำให้ยิ้มเมื่อเห็นปลายจมูกแดงๆเด่นออกมากว่าใครเพื่อน

 

“เป็นอะไร หือ?”

 

เสียงทุ้มถาม มือหนารั้งหัวเล็กๆมาซุกอกแล้วกอดไหล่ที่กำลังสะท้านเอาไว้แน่น

 

“อึกก!!....เปล่า...”    เสียงคัดจมูกอู้อี้มาทำให้คนฟังถึงกับแซวกลับยิ้มๆ     “เปล่าเหรอ? พี่ว่าตัวพี่แห้งแล้วนะเมื่อกี้ นี่อะไรเปียกอีกแล้ว”

 

ได้ยินอย่างนั้นหน้าหวานที่ซุกอกหนารีบหันหนีทันทีบอกใบ้ว่าไม่ง้อก็ได้ ทำเอาคนตัวโตยิ่งยิ้ม รีบคว้าเอวบางที่กำลังจะเดินหนีไปเข้ามากอดไว้แน่นจนแผ่นหลังสัมผัสกับอกแกร่งแนบแน่น

 

คางเหลี่ยมวางบนไหล่

 

ปากหยักสีส้มจางจงใจแนบเข้าหาติ่งหูสีชมพูใสแล้วเม้มเบาๆไปหนึ่งทีโทษฐานที่น่ากินนัก ทำเอาคนที่กำลังจะน้ำตารั่วเพราะภาพซึ้งๆเมื่อครู่ถึงกับคอหดขนลุกซู่

 

“อย่า...”

 

ไม่รู้ทำไมภีมรู้สึกว่าพอได้ยินคำว่า อย่า ทีไรแล้วเลือดในกายมันทำท่าจะเดือดพล่านขึ้นมาจนอยากได้ยินคำนี้จากปากบางอีกหลายๆครั้ง  แล้วยิ่งเสียงหวานเอ่ยคำนั้นออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นน้อยๆด้วยนะ.......

 

ฮึ้มมม!!

 

คนตัวสูงต้องรีบตัดใจก่อนที่ตนจะลืมตัวยกเอวของคนตัวขาวในอ้อมแขนเข้าห้องเพราะเกิดอยากฟังคำนั้นขึ้นมาจริงๆ

 

“อื๊อออ!!!....”

 

แก้มนุ่มที่ล่อลวงอยู่ตรงหน้าจึงถูกจู่โจมกดลงหอมหนักๆจนหน้าหวานเบี้ยวไปฟอดใหญ่พร้อมกับที่อ้อมแขนหนาปล่อยคนตัวเล็กแล้วหมุนให้ร่างบางหันกลับมา

 

“จมูกหายแดงแล้วนี่”

 

ได้ยินอย่างนั้นคนฟังถึงกับยกมือขึ้นจับจมูกรั้นของตัวเองทันทีอย่างลืมตัว แล้วก็รู้ตัวทีหลังว่าหลงกลคนตัวสูงอีกจนได้

 

“โอเค ไม่ต้องทำตาน่ารักอย่างนั้น เดี๋ยวพี่ทนไม่ไหวลากเราเข้าห้องซะจะเสียเรื่อง”

 

คนตัวเล็กถึงกับโวยลั่น

 

“ไม่ได้ทำนะ”

 

“โอเค โอเค ไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำ ถ้างั้นคนน่ารักช่วยเข้าไปในครัวแล้วหาผลไม้ที่เรามีเอาออกมาให้เจ้าตัวเล็กตรงนั่นทีได้ไหมครับ?”

 

อารมณ์ห่วงเจ้าจ๋อทำให้ทิวาตาวิบวับ ลืมฟังให้ดีว่าน้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยนั้นแฝงความหมายมาแค่ไหน

 

“ได้สิ เห็นแล้วเมื่อกี้ มันท่าจะหิว”

 

“พี่ก็หิวนะ....”

 

“จริงด้วยสิ ลืมไปเลย!  งั้นพี่ภีมอยากกินไร?”

 

“จะทำให้พี่กินเหรอ?”

 

หน้าหวานพยักหงึกๆบอก

 

“พี่อยากกินทิ....”

 

ง่ะ

 

“ไม่พูดด้วยแล้ว!...”

 

คนตัวบางรีบหันหลังก่อนจะซอยเท้าหนี เพราะสังเกตเห็นว่าตาคมชักมีประกายตาวิบวับแปลกๆส่งมา แถมยังแก้มร้อนวาบเมื่อได้ยินเสียงทุ้มดังไล่หลังมาอีกว่า

 

“นั่นละของโปรดพี่เลย”

 

“บ้า!...”

 

เสียงที่ตวาดแห้วออกมาแบบไม่เห็นตัวทำให้คนตัวสูงหัวเราะหึๆอย่างถูกใจ ก่อนที่หน้ายิ้มๆเมื่อครู่จะค่อยๆคลายลงแล้วกลับมาเคร่งขรึมเหมือนเดิม

 

ร่างสูงกัดกรามครุ่นคิด รู้สึกยังไม่อยากกลับขึ้นฝั่งตอนนี้  พลางเหลือบมองไปยังร่างที่ยังนอนนิ่งสนิทอยู่ด้านนอก ก่อนจะหันกลับมามองเครื่องมือสื่อสารที่วางอยู่ตรงหน้าตน แล้วลงมืองัดเอาความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ นำออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุดก็คงจะคราวนี้ละ

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น