ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER 6 นกที่ไร้ปีกบิน

ชื่อตอน : CHAPTER 6 นกที่ไร้ปีกบิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2559 21:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER 6 นกที่ไร้ปีกบิน
แบบอักษร

CHAPTER 6 

นกที่ไร้ปีกบิน

 

 

 

                    “…”

                    ดวงตากลมโตหรี่ปรือขึ้นช้าๆหลังจากที่เหนื่อยจนเผลอหลับ

                    กรพินธุ์รู้สึกหนาวสั่นและแห้งผากไปหมดทั้งลำคอ เหมือนว่าตนนั้นกำลังจะตายเขาทรมานทรมานจนบรรยายความรู้สึกของตนออกมาไม่ถูก มันเจ็บมันเจ็บเหมือนจะตายจริงๆ

                    เช็ดตัวหน่อยนะครับคุณหนู

                    เสียงนุ่มๆของแอเรียลกระซิบขึ้นเบาๆ กรพินธุ์จำน้ำเสียงของคนมากอายุกว่าได้ เขาดิ้นรนปัดป่ายขัดขืนไปมาอย่างไม่มีเหตุผล แต่ถึงจะดิ้นรนอย่างไรมันก็ดูไร้ประโยชน์อยู่ดี ผ้าที่ชุบน้ำอุ่นไล่เช็ดไปมาตามแขนขาเล็กผอม ไม่ค่อยชอบใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้เขารู้สึกสบายตัว

                    “…”

               เสียงแหบๆของกรพินธุ์พยายามสุดกำลังเพื่อเปล่งเสียงพูด เขาต้องการน้ำมันเจ็บ แม้เพียงกระดิกนิ้วเขายังเจ็บ ยิ่งมองเห็นกลุ่มคนที่ยืนอยู่ก็ยิ่งเจ็บ

                    “…น้ำครับหลอดสีขาวถูกจ่อที่ปากเขา ริมฝีปากเล็กกล้ำกลืนฝืนดูดเข้าไปได้นิดหน่อยทั้งที่อยากจะดูดให้มันมากกว่านี้ แต่ความเจ็บที่ลำคอมันทำให้เขาฝืนไม่ไหวจริงๆ

                    “…คุณหนูไม่เป็นอะไรมากแล้วครับ ให้นอนพักอีกสามสี่วันก็หายนี่คือผลตรวจทั้งหมด ส่วนชุดยากินและยาทา หมอจะจัดให้ทีหลัง…”

                    เสียงของลุงหมอที่กรพินธุ์ใช้บริการบ่อยๆเมื่ออากาศเปลี่ยนพูดขึ้น กรพินธุ์พยายามเบนสายตาไปมองแต่ก็เห็นเพียงภาพลางๆของแผ่นหลังภายใต้เสื้อสีขาว คุณลุงหมอหันมายิ้มให้เขาก่อนจะหันกลับไป ดวงตากลมโตค่อยๆปิดทับประกบกันอีกครั้ง เขาหวังลึกๆในใจ ว่าตื่นขึ้นมาอีกทีเขาจะหายเจ็บปวดจากทุกสิ่งที่เขาเผชิญอยู่

                    หลายวันผ่านไป

                    “…”

                    แอชเชอร์

                    หายไปไหนของเขานะ

                    กรพินธุ์ที่นั่งเอนหลังอยู่บนเตียงก้มลงมองโทรศัพท์ในมือของตนนิ่ง จากวันสองวันก็กลายเป็นครบอาทิตย์ที่ร่างของเขาเอาแน่นอนซมอยู่บนเตียงลุกไปไหนไม่ได้ คอยแต่จะไข้ขึ้นและสั่นผวากลัวจะได้เจอกับใครคนนั้นอีก จนมาวันนี้เขาสามารถที่จะลุกขึ้นเองได้ แม้จะยังไม่ใช้เท้าเหยียบพื้นแต่กรพินธุ์ก็ฝืนลุกขึ้นมาคว้าโทรศัพท์ไปกดดูด้วยเพราะหวนคิดได้ถึงคำสัญญานั้นของเพื่อนสนิท

                    แอชเชอร์บอกจะมารับ

                    แต่ก็หายเงียบไป ไม่มีแม้แต่การติดต่อใดๆทั้งสิ้น

                    มือบางกดโทรออกโดยไม่ลังเล ปลายสายไร้สัญญาณตอบรับ บ่งบอกว่าเจ้าตัวนั้นปิดเครื่องทั้งๆที่ทุกที กรพินธุ์จะรอสายไม่ถึงสองวิด้วยซ้ำ

                    อึก…”

                    ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกเผลอปล่อยโทรศัพท์ให้ร่วงลงสู่ตัก เมื่อครู่เขาเผลอขยับท่อนล่างเพียงนิดเดียวแต่ความเจ็บมันไม่นิดตามแรงขยับ ริมฝีปากบางเบ้ออก พยายามกลั้นเสียงร้องของตนสุดกำลัง เขาใช้ความพยายามอยู่นานโขกว่าจะรวบรวมแรงใจไถร่างของตนให้ก้าวลงจากเตียงไปยังตู้เสื้อผ้า

                    ไม่รับสายเลย

                    ทำไมไม่รับสายกันนะ

                    เขาคิดในใจอย่างกังวล ก่อนที่เรียวขาทั้งสองข้างจะค่อยๆก้าวย่างไปตามทางเดิน เขาไม่คิดที่จะอยู่ที่นี่กรพินธุ์สมควรจะไป ไปให้พ้นจากที่นี่โดยเร็วที่สุด

                    “…จัดการกับผู้บุกรุกเรียบร้อยแล้วครับ

                    เสียงเรียบๆตามแบบฉบับของบอดี้การ์ดซึ่งมันดังอยู่ตรงทางเดินห่างจากตัวของกรพินธุ์ไปไม่เท่าไหร่ ทำให้เขาต้องรีบเร้นกายแอบเข้ากับซอกเสา ร่างสูงๆที่ยืนเท้าระเบียงมองลงไปยังโถงเบื้องล่างคือเอเลน น้องชายของแอเรียล เขาคือหัวหน้าชุดคุ้มกันที่ลี่ซานไว้ใจที่สุด!

                    หมอนั่นมันดื้อด้านจริงๆ…”

                    เดี๋ยวเขาก็จะมาอีกนะครับคุณเอเลน ผมว่า…”

                    ปล่อยเขาไปเถอะ

                    “…”

                    เหลือที่ยึดเหนี่ยวไว้ให้คุณหนูบ้างเถอะแกไม่สงสารเด็กคนนั้นหรือไง

                    “…”กรพินธุ์จับใจความไม่ถูกว่าพวกเขาทั้งสองคนคุยอะไรกัน เสียงของเอเลนเงียบไปซักพักแต่เขาก็ยังไม่ยอมออกมาจากที่ซ่อน ให้ตายเถอะ เมื่อไหร่เอเลนจะไปจากตรงนี้เสียที!

                    กลับห้องเถอะครับคุณหนู

                    !!

                    อะ เอเลน…”

                    ถ้านายเห็นเข้าคุณจะเจ็บตัวนะครับ

                    อะ เอ…”

                    เงียบครับนิ้วของเอเลนยกขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้เงียบ กรพินธุ์ตกใจจนสติแทบหลุดเมื่อเสียงของเขาดังขึ้นจากข้างหลัง เอเลนรู้ตัวมาตั้งแต่ต้นว่ามีร่างของเขาอิงแอบอยู่ตรงนี้

                    กลับห้องเถอะครับวงแขนแข็งแรงช้อนร่างของเด็กหนุ่มขึ้นอย่างว่องไว เขาสาวเท้าตรงดิ่งไปยังห้องนอนที่กรพินธุ์เดินจากมาโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านนั้นเลยซักนิด เด็กหนุ่มพยายามเปล่งเสียงพูด แต่เพราะเขาแต่เอาเงียบ ผลพวงจึงกลายเป็นเสียงที่แหบจนฟังไม่ออกนั่นเอง

                    คุณซานอยู่ข้างล่าง ผมว่าคุณไม่ควรเดินออกไปข้างนอกตอนนี้

                    อ เอ…”

                    พักผ่อนเถอะครับ ผมขอตัว

                    ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ร่างสูงของบอดี้การ์ดก็เดินจากไปเสียแล้ว กรพินธุ์ได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นไปอย่างเสียดาย แต่อย่างน้อยเอเลนก็ทำให้เขารอดพ้นจากเงื้อมมือของลี่ซาน จริงอย่างที่เขาบอก กรพินธุ์ไม่ควรออกไปข้างนอกตอนนี้ ตอนที่มีเขาอยู่

                    ครืดดด ครืดดดด

                    เด็กหนุ่มสะดุ้ง เมื่ออยู่ๆโทรศัพท์ในมือที่กำเอาไว้แน่นสั่นครืดคราดขึ้นมาจนน่าตกใจ เบอร์แปลกๆที่ไม่คุ้นทำให้เขาไม่กล้ารับ กรพินธุ์จึงได้แต่นั่งพิจารณามันอยู่แบบนั้นจนสายตัดไป แต่มันก็สั่นขึ้นมาอีกไม่หยุดจนเขาขมวดคิ้วเป็นปม

                    รับโทรศัพท์

                    กรีน

                    รับโทรศัพท์

                    คราวนี้ส่งมาเป็นข้อความ ใครกัน?

                    เร็วๆเข้ากรีน นี่ฉันเองแอชเชอร์

                    แอชเชอร์!”

                    เขาทำตาโตด้วยความตื่นเต้น เพราะในที่สุดการรอคอยของเขาก็สิ้นสุดลง มือเล็กรีบกดรับสายที่โทรเข้าด้วยความดีใจ

                    แอชเชอร์!”

                    [นายได้ยินฉันไหม?]

                    ได้ยินเขาพยายามเปล่งเสียงพูด แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตนพยายามจะสื่อสารนั้น แท้จริงเป็นเพียงเสียงอือๆอาๆที่ดังออกมาไม่เท่าไหร่เนื่องจากเสียงแหบแห้ง

                    [แต่ฉันไม่ค่อยได้ยินเสียงนายเลยว่ะ]

                    แอชเชอร์!”

                    [เอาเถอะ ฟังฉันให้ดีๆนะ ฉันบุกเข้าไปหานายไม่ได้]

                    “…”

                    [ฉันพยายามเข้าไปหานาย แต่ให้ตายเถอะคนของมันกระทืบฉันซะเกือบตาย!]เสียงของคนในสายฟังดูแล้วฉุนเฉียวไม่น้อย เขาสบถคำด่าหยาบคายออกมารัวเร็วจนกรพินธุ์ฟังไม่ทัน เด็กหนุ่มเริ่มคลี่รอยยิ้มออกมาทีละน้อยในรอบหลายๆวัน

อย่างน้อยก็ยังมีคนปกป้องเขา

                    [อดทนไว้ ฉันจะรีบหาทางเข้าไปหานายให้เร็วที่สุด]

                    อืมเด็กหนุ่มตอบรับในลำคอ ก่อนจะกดวางสายไป

                    นิ้วเล็กๆเริ่มกดพิมพ์ข้อความตัวอักษรลงไปในแป้นโทรศัพท์เครื่องหรู เขารู้ตัวว่าตนไม่มีเสียง แม้จะบอกไปเท่าไหร่ คนในสายคงไม่มีวันได้ยินเสียงของเขา

                    ข้างหลังคฤหาสน์มีประตูสำหรับเมดอยู่ มันเป็นประตูใส่รหัส พวกเมดที่อยู่ที่นี่จะผลัดกันออกไปซื้อของทุกๆเช้ามืด ตรงนั้นไม่มีคนเฝ้า รหัสคือ 0100421’

                    กรพินธุ์ยกมือขึ้นกุมแผ่นอก สัมผัสกับแรงเต้นของหัวใจที่กระหน่ำสูบฉีดจนเจ็บจี๊ดด้วยความรู้สึกตื่นเต้น บอกออกไปแล้ว เขาบอกความลับนั้นออกไปแล้ว ความลับที่พี่เหลียงเจียงกำชับนักหนาว่าห้ามบอกใคร รหัสเปิดประตูที่จะมีเฉพาะเมดบางคนเท่านั้นที่รู้

                    แต่เพราะทนลูกอ้อนที่น่ารำคาญของเขาไม่ไหว เหลียงเจียงจึงยอมปริปากบอก

                    ตอนนี้มันคือความหวังเดียวของเขา ประตูแห่งอิสระภาพ

 

 

 

                    คุณหนูหลับอยู่ครับนาย

                    ปลุกขึ้นมา ฉันมีเรื่องจะพูดกับเขา

                    แต่ เอ่อ…”

                    แอเรียล

                    เฮ้อก็ได้ครับร่างสูงโปร่งผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปในห้องนอนสีอ่อนของเด็กหนุ่มกรพินธุ์

                    พี่แอเรียล…”เขากระซิบเสียงใส่ร่างที่เดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีตื่นตระหนก เด็กหนุ่มไม่ได้หลับ เขาเพียงไม่อยากที่จะเผชิญหน้ากับคนที่อยู่ข้างนอกเท่านั้น

                    สู้ๆครับบอดี้การ์ดหนุ่มพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะค้อมศีรษะลงแล้วเดินกลับไป

ร่างสูงสง่าที่หนาใหญ่กว่าชาวเอเชียทั่วๆไปก้าวเดินมายังเขาช้าๆ ลี่ซานคลายเนกไทออกหลวมๆขณะที่ดวงตาก็จับจ้องไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ซีดเผือด

                    “…”

                    เป็นยังไง

                    กรพินธุ์ไม่เข้าใจเลยซักนิด

                    นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าตบหัวแล้วลูบหลัง ลี่ซานกำลังทำสิ่งๆนั้นกับเขาใช่ไหม

                    ทำเรื่องแบบนั้นกับเขา ปล่อยทิ้งเอาไว้แล้วหลังจากนั้นก็เดินเข้ามาถามหน้าตาเฉยว่าเป็นยังไง เขาคาดหวังคำตอบว่ายังไงล่ะ จะให้เขาตอบว่าไม่ครับ ผมสบายดีแบบนั้นเหรอ ไม่มีทาง

                    ฉันถาม

                    “…”

                    กรพินธุ์!”

                    เจ้าของชื่อไม่เพียงแต่จะทำท่าทางเฉยเมยใส่ กรพินธุ์ยังหาญกล้าที่จะล้มตัวลงแล้วหลับตาเสียด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเขาไปเอาความกล้านี้มาจากไหน แต่ลึกๆแล้วเขาเห็นแต่ประตูสีขาวผุดขึ้นมาในห้วงมโนนึกคิดของเขาเท่านั้น ประตูแห่งอิสรภาพ

                    ผมยังไม่ตายหรอก

                    “…”

                    คุณออกไปเถอะขอบตาสีแดงก่ำเริ่มแสบร้อนไปหมดหลังจากที่เขาพริ้มตาหลับลง อดทนอีกหน่อยเถอะกรีนอีกไม่นานนายจะได้ออกไปจากที่นี่แล้ว

เขาปลอบใจตัวเองซ้ำไปซ้ำมา

                    กรีน…”น้ำเสียงนุ่มๆซึ่งเป็นสิ่งที่เขาคุ้นชินมาตลอดกระซิบอยู่ข้างๆหู เด็กหนุ่มเกร็งตัวอย่างหวาดหวั่น เมื่อมือที่แข็งกระด้างลูบไล้เส้นผมของเขาอย่างหยอกล้อ

                    นายรู้ใช่หรือเปล่าว่าพี่ไม่ชอบเด็กดื้อ

                    “…”

                    แล้วนายก็กำลังทำท่าทางแบบนั้นใส่พี่อยู่

                    “…”

                    พี่จะทำยังไงกับเราดี…”

                    อึก!”คำพูดไพเราะที่เขานึกชังมันขึ้นมาแบบจับขั้วหัวใจถูกพ่นใส่เขาเนิบๆช้าๆจนดวงตาที่ปิดทับกันแน่นต้องเปิดปรือขึ้น

                    จะให้พี่ทำแบบนั้นกับกรีนอีกซักครั้งดีไหมเอ่ยเผื่อมันจะทำให้น้องชายของพี่เชื่องขึ้น

                    ไม่…”

                    ดีแล้วกรีน ว่าง่ายแบบนี้ให้สมกับเป็นนายหน่อย

                    ฮึกฮึกๆ

                    อย่าร้อง

                    ฮึก ฮึกๆ

                    บอกว่าอย่าร้อง!”

                    ฮือๆๆ ฮือออๆๆแรงบีบที่ไหล่ทั้งสองข้างยิ่งทำให้ความกดดันในหัวใจของเด็กหนุ่มยิ่งทบทวีคูณ กรพินธุ์เริ่มร้องไห้ออกมาเหมือนอย่างทุกครั้ง เขาเจ็บปวดไปหมด เจ็บไปกับสัมผัสที่ไร้ความความอ่อนโยนของคนที่อยู่เหนือร่างของเขา ลี่ซานช่างป่าเถื่อนเหลือเกิน

                    โถ่เว้ย!!”

                    กำปั้นหนักๆกระแทกเข้าเต็มแรงที่หมอนหนุน เฉียดใบหูของกรพินธุ์ไปเพียงไม่กี่เซนจนทำให้ใบหน้าเล็กยิ่งฉายแต่รอยตื่นตระหนก ดวงตาสีน้ำตาลมองตรงไปที่เพดานซึ่งไม่แม้แต่จะสบตากับร่างสูงที่ฉายรอยหงุดหงิดบนใบหน้า เขาสบถคำหยาบคายด้วยถ้อยคำที่รุนแรงก่อนจะผละหายออกไป

 

 

 

                    และในคืนต่อมานั้นเอง วันที่กรพินธุ์รอคอยก็มาถึง วันที่เพื่อนรักเพียงหนึ่งเดียวของเขาจะก้าวผ่านปราการอันแข็งแกร่งของตระกูลลี่เข้ามา แล้วพาเขาหนีออกไป

                    แต่ทว่า

                    อั้ก!!”

                    แอชเชอร์!!!”

                    พลั่ก!! พลั่กๆโครม!

                    หยุดนะบอกให้หยุดไงพี่ซานบอกให้หยุด!”

                    เด็กหนุ่มตะโกนลั่นด้วยความตกใจกลัวและหวาดหวั่น ร่างเล็กๆพยายามบิดกายหนีออกจากการจับกุมของเอเลนจนสุดความสามารถ แต่ทว่าความพยายามของเขานั้นสูญเปล่า ดวงตากลมโตได้แต่มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่ปวดร้าวและม่านน้ำตาที่ไหลร่วงลงมาจนบดบังทัศนียภาพทั้งหมด

                    แอชเชอร์!! แอชเชอร์แอชเชอร์!!!”

                    พลั่กพลั่กๆๆ!

                    แอชเชอร์!!!”

                    เสียงร้องตะโกนจนน่ากลัวว่าจะหมดลมลงยิ่งทำให้แรงหมัดและเท้าของลี่ซานยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่า ดวงตาเรียวหรี่ลงฉายแววความว่างเปล่า ฝ่าเท้ากระทืบแรงลงไปซ้ำๆที่ร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งจนขดงอไม่ต่างจากกุ้งที่ย่างสุกใหม่ๆ ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มด้วยความสะใจก่อนจะส่งแรงเตะอัดอีกครั้งไปที่ร่างของแอชเชอร์จนกระเด็น

                    พอแล้ว!!! พี่ซานพอแล้วฮือๆๆๆ พอแล้วฮือๆๆ

                    เขามันตัวซวยจริงๆ

                    ไม่น่าเลยกรีน นายไม่น่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแอชเชอร์เลย ถ้าไม่มีนายซักคน เขาก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้

                    ผมยอมแล้วพี่ซาน…”

                    เด็กหนุ่มทรุดตัวลงพร้อมกับพนมมือขึ้นที่แผ่นอก ร่างเล็กๆสั่นเทิ้มไปหมดจากแรงสะอื้น ริมฝีปากบางได้แต่พร่ำบอกขอโทษซ้ำไปซ้ำมาพร้อมกันนั้นก็ร้องขอชีวิตของเพื่อนตัวเองไปด้วยจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ลี่ซานก็ยังยืนนิ่งเฉย

                    ดวงตาคมกริบปรายมองร่างที่นอนทรุดอยู่แทบเท้า แววตาเย้ยหยันและสะใจอย่างบอกไม่ถูกทำให้คนมองอย่างกรพินธุ์หนาวสันหลัง คนๆนั้นใช้ดวงตาแบบนี้มองใคร

                    เขาจะไม่มีทางรอดเลย

                    ไม่น่าเลยกรพินธุ์

                    กลางดึกที่เพื่อนบุกเข้ามา ทุกอย่างช่างง่ายดายเหลือเกินราวกับทุกคนรู้เห็นเป็นใจ กรพินธุ์วิ่งหนีออกไปตามแรงจับจูงของเพื่อนสนิท อีกไม่กี่ก้าวที่คนทั้งคู่จะได้รับชัยชนะ แต่ทว่าสิ่งที่รอเผชิญหน้ากับเขาอยู่ที่ประตูทางออกกลับเป็นกลุ่มบอดี้การ์ดเกือบครึ่งร้อยพกอาวุธปืนครบมือและร่างสูงของลี่ซาน ที่ใช้ใบหน้าถมึงทึงรอต้อนรับเขา

                    และเพียงไม่กี่วิที่เขาหันซ้ายหันขวาอย่างตื่นตระหนก ลี่ซานก็พุ่งเข้ามากระชากร่างของเขาจนลอยเคว้งและเหวี่ยงไปยังเอเลน ส่วนตัวเองนั้นก็พุ่งตัวไปจัดการกับแอชเชอร์จนบาดเจ็บสาหัส

                    ผมจะไม่หนีแล้วได้โปรดพี่ซาน…”

                    อึก!”

                    พี่ซาน!!! ได้โปรด!”เสียงเล็กๆยิ่งกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก เขาพุ่งตัวเข้าไปจับกุมท่อนขายาวซึ่งเหยียบลงบนแผ่นอกของแอชเชอร์อย่างใจหาย เพื่อนรักของเขาหายใจแผ่วเบาลงจนน่ากลัว กรพินธุ์รีบยกประคองศีรษะที่อาบชโลมไปด้วยเลือดขึ้นมากอดเอาไว้อย่างปกป้อง แม้จะรู้ว่าตัวเองไร้ประโยชน์ แต่อย่างน้อยเขาก็ขอรับแรงกระแทกนั้นแทนก็ยังดี

                    ขอโทษนะ ผมขอโทษแอชเชอร์ ผมขอโทษ….”

                    เด็กน้อยพร่ำพูดไม่หยุดปาก มือเล็กๆซีดขาวปาดเช็ดไปตามใบหน้าของเด็ก    หนุ่มซึ่งบวมช้ำแทบไร้สภาพแอชเชอร์ผู้หล่อเหลาของเขาดังกาลก่อน ดวงตาเพื่อนสนิทพริ้มหลับด้วยความเจ็บ ชั่วครู่หนึ่งที่ทั้งสองสบตากัน แอชเชอร์มองกรพินธุ์ด้วยความรู้สึกผิดและขอโทษ ขอโทษในความโง่เง่าไม่ทันคิดของตัวเอง

                    ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าคนๆนั้นไม่ใช่คนที่จะลองลูบคมด้วยได้ง่ายๆ

                    ก็น่าจะรู้และเอะใจตั้งแต่ต้น ว่าทำไมกำแพงปราการที่เข้มแข็งของตระกูลลี่ที่เขาล่ำลือกันนักหนาถึงได้เปิดอ้าต้อนรับเขาได้ง่ายดายนักเพราะเจ้าของเขาเต็มใจนี่เอง

                    เต็มใจลวงให้หมาโง่อย่างเขาเข้ามาติดกับ

                    กริ๊ก

                    เสียงขึ้นนกของรังเพลิงมรณะแทบจะทำให้ลมหายใจของบุรุษทุกนายในที่นั้นแทบหยุดเต้น เพราะในมือของเจ้านายตนนั้นมีปืนกระบอกหนึ่งจ่อไปที่สองร่างบนพื้น และหนึ่งในนั้นก็มีคุณหนูกรีนคนที่ทุกคนรู้ดีว่าสำคัญกับเจ้านายของตนขนาดไหน!

                    ถอยออกไป

                    พี่ซานได้โปรด…”

                    ถอยออกไป

                    พี่…”

                    เอเลน!!”

                    อย่าฆ่าเขา…”

                    “…เอเลน!!!”

                    ได้โปรดเถอะครับ อย่าทำร้ายเพื่อนของผมเลย…”ดวงตาสีน้ำตาลเอ่ยขออย่างเหม่อลอย ความเคียดและความกดดันทั้งหลายแหล่ซึ่งสั่งสมมานานร่วมหลายอาทิตย์ กำลังทำให้เด็กหนุ่มตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความสูญเสียตัวตน ความว่างเปล่าซึ่งเจือไปด้วยความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจฉายชัดออกมาจากดวงตา ร่างสูงชะงักไปวูบหนึ่งอย่างตกใจ

                    ผมมีเพื่อนคนเดียวได้โปรดผมยอมแล้ว ผมยอมแล้วผมยอมแล้วครับ…”

                    คุณท่าน

                    เอาตัวไอ้เด็กนั่นไปไกลๆ

                    ครับเอเลนตรงดิ่งไปยังเด็กหนุ่มทั้งสอง เขาดึงร่างของแอชเชอร์ที่ไร้สติขึ้นพาดบ่าก่อนจะเดินหายออกไปอีกทาง ทิ้งไว้แต่เด็กหนุ่มและลี่ซานรวมทั้งเหล่าลูกน้องไว้ข้างหลัง เขารู้ว่ายังไงซะเจ้านายของตนก็ไม่มีทางทำร้ายกรพินธุ์แน่ คงเหลือแต่ว่าเจ้านายตนนั้นจะทำยังไงมากกว่ากับแววตาว่างเปล่าคู่นั้นที่คุณหนูกรพินธุ์ใช้มอง

                    มานี่

                    มือใหญ่เหวี่ยงปืนทิ้งไปอีกทางก่อนจะกระชากร่างผอมบางจนปลิวหวือไปยังทิศทางหนึ่ง

                    ตุบ

                    ร่างเล็กๆถูกเหวี่ยงเข้าไปในห้องกว้าง กรพินธุ์พยุงกายของตนให้ลุกขึ้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนค้ำหัวของตนอยู่ทั้งน้ำตา

                    ลี่ซานไม่พูดอะไรออกมาอีก แต่ทว่าขาของเขากลับค่อยๆเดินเข้ามาหากรพินธุ์ที่สั่นไปหมดทั้งร่างอย่างเยือกเย็น

                    ตุบ

                    พี่ซาน!”เด็กหนุ่มตะโกนร้องอย่างตกใจ ท่าทางที่อีกฝ่ายพุ่งตัวเข้ามากดทับร่างของเขาให้ราบไปกับพื้นแบบนี้สะกิดต่อมความทรงจำที่ไม่ดีนักของเขาให้ผุดพรายขึ้นมาอีก!

                    เงียบนะ!”เขาสะดุ้งตกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบกับดวงตาที่มองมาอย่างเย็นชา กรพินธุ์สั่นไปหมดทั้งร่าง เขาค่อยๆรับรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนับตั้งแต่นี้ต่อไป และมันก็เป็นจริงอย่างที่เขานึกหวาดกลัว เมื่อคนที่อยู่เหนือร่างของเขาเริ่มปลดกระดุมเสื้อเขาออกทีละเม็ด ในขณะที่ไม่ทันใจเขาก็ดึงกระชากมันออกอย่างแรงจนบาดผิวหนังอ่อนใสให้เจ็บแสบ

                    และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลง ร่างของเขาที่ไม่มีแรงจะยืนก็ถูกอุ้มขึ้นไปวางบนเตียงสีขาวที่เขาเพิ่งจะหนีมันออกไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนกลับมาที่จุดเดิมๆอีกครั้ง ทุกๆอย่างดำเนินต่อไป มันเริ่มขึ้นอีกหลายๆครั้งไม่มีที่สิ้นสุด ริมฝีปากซีดๆขบเม้มอย่าเจ็บปวด เหนื่อยที่จะกรีดเสียงร้องเต็มทน

                    ไม่มีทางให้เขาหนีอีกแล้ว

                    ไม่มี

 

……………………………………….

                    ขอโทษทุกคนที่หายไปนานแบบไม่บอกกล่าวอะไร อิไรต์ป่วยน่ะ ไม่สบายมาเกือบสามอาทิตย์แล้ว สองสามวันแรกก็คิดว่าเป็นไข้ธรรมดากินยาแล้วก็นอนแต่มันก็ยังไม่หาย ที่บ้านพาไปหาหมอที่คลินิกเขาบอกว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ร้ายแรง เป็นแค่นี่ก็ตกใจอยู่แล้ว สรุปฉีดยาไปสามเข็มเข็มละวัน ช่วงแรกๆดีขึ้นแต่เดี๋ยวอยู่ๆก็ทรุดอีกก็ยังไม่ดีขึ้นเลยตัดสินใจไปหาหมออีกรอบได้รับยาไปอีกสองเข็มก็ยังไม่ดีขึ้นอีก คราวนี้ไปโรงพยาบาลใหญ่ เจาะเลือดตรวจ เพราะจะครบสามอาทิตย์อยู่แล้วที่หายๆทรุดๆอยู่แบบนี้

                    ตั้งใจอ่านนะทุกคน ใครเป็นแบบนี้ไปหาหมอเถอะ หมอถามอาการ เราบอกหมอว่าเป็นยังไงช่วงสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่มีแรงจะยืน เพลีย เหงื่อไม่ออก น้ำมูกไม่มี แต่ร้อนในตัวอยู่ตลอดเวลา แถมยังปวดหลังต้นคอมากด้วย ตรงท้ายทอยจะปวดเป็นพิเศษ ตรงช่วงลำคอจะร้อนไปหมดเหมือนจะไหม้ ผลตรวจบอกว่าเราติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด

                    มันสามารถติดได้จากหลายทาง ทั้งทางอากาศ ทางของใช้ ของกิน และที่สำคัญ โดยเฉพาะจากสัตย์เลี้ยงเช่นไก่กาแมวทั้งหลายที่ไม่สะอาด และอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ หมอบอกว่ามันจะค่อยๆสะสมเชื้อเอาไว้และแผงฤทธิ์เมื่อร่างกายของเราอ่อนแอลง เขาบอกว่าถ้าเรามาช้ากว่านี้อีกนิดเชื้อจะเข้ากระแสเลือดและเรามีสิทธิ์ช็อคตายได้(วินาทีนั้นเราแทบจะยกพระขึ้นมาไหว้ นึกว่าจะได้ตายตามย่ากับลุงตัวเองไปติดๆซะแล้ว)

                    สรุปวันนั้นต้องฉีดยาอีกแปดเข็ม(เราร้องดังมากเลยค่ะในช่วงสามสี่วันนั้น มันทั้งเหนื่อยทั้งเจ็บจนจะตายอ่ะคิดดู ท้อจนร้องไห้อ่ะตอนนั้น) ต้องทนค่ะเพราะอยากให้เชื้อแบคทีเรียในตัวมันหายไปT_T เชื้อบ้าอะไรก็ไม่รู้เกิดมาเพิ่งเคยรู้ว่ามันมีอยู่ในโลกด้วย ใครรู้อธิบายให้ฟังที หมอเขาพูดไม่เข้าใจ ภาษาแพทย์มาเต็ม

                    หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้นก็พักฟื้นเรื่อยมา แถมยังต้องมาเหนื่อยทำเรื่องกับทางมหาลัยอีกเพราะดันมาป่วยในช่วงฝึกงานเสียนี่ ต้องไปฝึกให้ได้ชั่วโมงครบกับมหาลัยค่ะ เศร้าไปอีกTT_TT

                    แต่ตอนนี้ก็เกือบหายดีแล้ว ลงให้เต็มตอนเพราะกลัวว่าเดี๋ยววันต่อๆมาจะไม่มีแรงมาลงให้อีก อย่าลืมนะ เวลาป่วยไข้ก็ให้ไปหาหมอเถอะ อย่าสะสมเชื้อเอาไว้แบบเราเลย การป่วยแล้วไม่กินยาก็เป็นการสะสมเชื้อด้วยค่ะหมอบอกมา แล้วยิ่งไอ้อาการปวดๆท้ายทอยนี่เมนหลักค่ะ ใครปวดมากรีบหาหมอนะคะห้ามเดาสุ่มหรือไปหาหมอคลีนิกเด็ดขาด!(ช้ำใจไม่หายห้าเข็มตูดจะพังTT___TT)

                    บายค่าา

ความคิดเห็น