#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๑๕ :: เพียงรัก [ ๑๐๐% ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๑๕ :: เพียงรัก [ ๑๐๐% ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.5k

ความคิดเห็น : 71

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2559 12:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๑๕ :: เพียงรัก [ ๑๐๐% ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๑ ...

 

 

เพียงรัก

 

 

            หนึ่งเดือนต่อมา

 

อี้เผิง เมียมึงแม่งใช้ปากเก่งดีว่ะ นี่กูน้ำแตกคาปากมันไปหลายรอบและ ไว้วันหลังกูจะให้วาโยไปอมค_ยพวกไอ้แก่ในพรรคบ้าง พวกแม่งจะได้รู้กันสักทีว่าเมียหัวหน้าพรรคมังกรดำมันเด็ดขนาดไหน

ประโยคจ่าหน้าซองของพัสดุด่วนที่ลูกน้องคนสนิทอย่างหานตงนำมาให้ทำเอาหัวคิ้วเข้มของอี้เผิงขมวดเป็นปมมุ่น มาเฟียหนุ่มกำหมัดแน่นพลางทุบที่วางแขนของเก้าอี้หนังสีมันปลาบเนื้อดีด้วยความคับแค้นใจ แม้จะยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์หลังจากกวาดสายตาอ่านประโยคนั้นจบ แต่พอแกะกล่องกระดาษออกและพบว่าด้านในมีเครื่องเล่นวิดีโอพร้อมคลิปที่มีการแอบถ่ายหนังสดระหว่างผู้ชายกับผู้ชายด้วยกัน อี้เผิงก็ถึงกับสบถชื่อของมาเฟียที่เขาเพิ่งได้ยินกิตติศัพท์ความระยำมาจากราชันย์อีกทีอย่างเก็บความโกรธไว้ไม่ไหว

            “ไอ้เหี้ยโยธา!

            ภาพของผู้ชายใบหน้าละม้ายคล้ายวาโยกำลังออรัลเซ็กส์ให้กับผู้ชายที่เพิ่งเอ่ยชื่อทำให้อี้เผิงถึงกับยืนขึ้นเต็มความสูง ถ้านี่เป็นการตัดต่อเพียงเพราะอยากปั่นหัวและยั่วยุอารมณ์เขาเล่นละก็ คงต้องยอมรับอย่างไม่อายเลยว่ามันสามารถทำได้สำเร็จ เพราะเวลาที่เลนส์กล้องเลื่อนต่ำลงมานั้น กระทั่งหน้าท้องนูนป่องของคนอายุครรภ์ร่วมเจ็ดเดือนก็ช่างดูเหมือนของจริงมากเสียจนไม่อาจมองโลกในแง่ดีต่อไปได้ว่านี่เป็นเพียงการตัดต่อ

            จุกจนพูดอะไรไม่ออก

            แต่ถึงอย่างนั้นสองขาของอี้เผิงก็ยังพาตัวเองเดินไปยังสถานที่แห่งเดียวซึ่งศักดิ์สิทธิ์พอจะกอบกู้เกียรติและศักดิ์ศรีของวาโยคืนได้บ้าง มาเฟียหนุ่มแง้มประตูบ้านขนาดกลางสีฟ้าอ่อน ก่อนจะพาตัวเองไปหยุดลงข้างในห้องพิเศษห้องนั้น วอลเปเปอร์ลายท้องฟ้ากับโมบายรูปก้อนเมฆที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานทำเอาอี้เผิงแค่นยิ้มอย่างสมเพชตัวเอง หัวใจที่กำลังเต้นอย่างอ่อนล้าทำให้คนที่เป็นถึงหัวหน้าพรรคมังกรดำต้องทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เปลมุ้งลวดสีครีมด้วยความเชื่องช้า เมื่อสูดดมกลิ่นของสีที่แห้งสนิทไปนานแล้วกับกลิ่นของความรักจางๆ ยังตลบอบอวลอยู่ในห้องนี้ หัวใจที่เต้นตุบก็สงบลงมาก

เพราะที่นี่คือที่ของลูก

ลูกที่แม้จะเกิดจากความรักเพียงข้างเดียวของเขา แต่ครั้งหนึ่งลูกก็เคยเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมระยะห่างระหว่างเขากับวาโยให้เขยิบเข้ามาใกล้กัน อี้เผิงรู้สึกได้ว่าวินาทีนั้นวาโยวางหัวใจลงบนหัวใจของเขาแล้ว ทว่าจู่ๆ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนไป...เปลี่ยนไปจนเขาตั้งตัวไม่ทัน

สายตาคมเข้มกวาดมองยังตู้โชว์ที่มีรูปอัลตร้าซาวนด์ของลูกประดับอยู่ ในขณะที่มือก็กำกล้องวิดีโอที่ถือติดมาด้วยแน่น อี้เผิงรู้ดีว่าที่วาโยทำแบบนี้ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง เพียงแต่มันช่างเลือดเย็นและโหดร้ายเกินกว่าคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่คนอย่างสมบูรณ์จะกล้าทำ

“ป๊าขอโทษนะน้องหนาว ป๊าขอโทษ”

เสียงทุ้มพึมพำผะแผ่ว ขณะที่มือของเจ้าของก็ละออกจากกล้องวิดีโอเพื่อใช้มันแกว่งเปลมุ้งลวดให้เขยื้อนเบาๆ สมมติขึ้นในจินตนาการเอาเองว่าตัวเองได้ทำหน้าที่พ่อ เพราะความเป็นจริงอี้เผิงคงไม่มีโอกาสได้ทำมันอีกแล้ว

เมื่อความทรงจำดีๆ เข้าหล่อหลอมหัวใจ ความเศร้าโศกก็เข้ามาแทนที่ความโกรธแค้น อารมณ์ของอี้เผิงเปลี่ยนราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ น้ำตามาเฟียซึ่งปกติมักถูกซ่อนไว้ภายใต้คำว่ากฎข้อบังคับและหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบ หากแต่เวลานี้กลับไหลพรั่งพรูออกมาไม่หยุดคล้ายคนหัวใจสลาย เพราะไม่ว่าอี้เผิงจะกวาดสายตามองไปทางใด ก็มองเห็นได้แค่เพียงอนาคตที่เคยวาดไว้กับวาโย

มาเฟียหนุ่มฝืนยืนและพยุงตัวเองเดินเข้าไปใกล้ตู้เสื้อผ้า เมื่อแง้มประตูไม้สักออกจึงพบของใช้เด็กอ่อนจำนวนมากที่ซื้อตระเตรียมไว้ต้อนรับลูกชายตัวน้อย ทว่าช่างน่าเสียดายตรงที่สุดท้ายกลับไม่มีโอกาสได้ใช้เลย ยิ่งคิดอี้เผิงก็ยิ่งต้องกัดฟันกรอดทั้งน้ำตา มันทั้งรู้สึกเจ็บใจและเสียใจไปพร้อมๆ กัน ยืนสะอื้นฮักสักพัก ก็โน้มใบหน้าสากกรำไปด้วยไรหนวดเขียวคร้ามสัมผัสกับเสื้อผ้าเด็กอ่อน อี้เผิงปล่อยโฮออกมาจนเนื้อผ้านุ่มเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำตาเพื่อระบายความอัดอั้น ก่อนที่มาเฟียหนุ่มจะเลือกเก็บกลืนความขื่นขมทั้งหมดลงคอพร้อมทั้งปฏิญาณในใจแน่วแน่ นับแต่นี้ไป ต่อให้ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเจียนตาย ถึงอย่างไรเขาก็ต้องพาตัวเองก้าวผ่านมันไปให้ได้

ดังนั้นสิ่งแรกที่คนล้มอย่างอี้เผิงเลือกจะทำจึงเป็นการทวงคืนความรักทั้งหมดที่เคยมีให้วาโย เขาจะนำมันกลับมาใช้รักตัวเองและพรรคมังกรดำอย่างที่อีกฝ่ายเคยพูดกรอกหูเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะถ้ายังดึงดันยื้อจะรับเล่นบทคนโง่ต่อไป ตัวเขาเองก็คงไม่มีวันได้สัมผัสกับความเข้มแข็ง

“แล้วสักวันนายจะรักฉัน สักวันนายจะคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ฉันรักนาย”

อี้เผิงพึมพำเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบ เขาเองก็ได้แต่ภาวนาเงียบๆ ในใจว่าเมื่อเวลานั้นดำเนินมาถึง เขาจะยังมีโอกาสและคำว่าอภัยให้คนอย่างวาโยอยู่บ้าง แต่ตอนนี้คงต้องขอใช้เวลาที่เหลือไปกับตัวเองสักพัก เพราะหัวใจที่เหนื่อยล้าของเขามันบอกได้แค่คำเดียวว่า พอแล้ว ด้วยความที่มันเจ็บช้ำซ้ำๆ มามาก มันเลยรู้ดีว่าต่อให้มันจะเพียรพร่ำรักคนไม่มีหัวใจอย่างวาโยมากสักเพียงไหน

แต่สุดท้ายแล้ว รักที่มีเพียง หัวใจ

            ถึงอย่างไรก็คงไม่พอ 

 

 

 

 

            “เฮ้ย เพลาๆ หน่อย ไอ้ที่มึงกระดกอยู่น่ะมันเหล้านะ ไม่ใช่น้ำเปล่า”

            “กูต้องดื่ม...ดื่มเพื่อให้ลืมทุกสิ่ง กูไม่อยากรู้สึกอะไรอย่างที่กูเคยคิดเอาไว้ แต่ทำไมพอเหล้าลงคอ กูถึงกลับไปรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ววะ”

            “เหอะ ถ้าหากคิดจะตัดบัวก็ต้องแกร่งพอที่จะตัดมันให้ขาด อย่างมึงน่ะเขาเรียกว่าตัดบัวยังเหลือใย ไอ้ห่า”  

            ราชันย์สบถด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เมื่อเห็นเพื่อนสนิทนั่งเทเหล้าช็อตกรอกปากอย่างกับกำลังดื่มน้ำ ทีแรกที่อี้เผิงโทรชวนเขามาร้านเหล้าเจ้าประจำ เขาก็นึกว่าอีกฝ่ายต้องการฉลองหลังจากเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้านนานร่วมสัปดาห์เสียอีก ที่ไหนได้ มันกลับชวนเขามาดื่มเพราะต้องการลืมคนไร้หัวใจอย่างวาโย

แม้จะเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่ายแสนง่าย ทว่าตอนนี้ราชันย์กลับไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าทำไมการจากไปของคนทรยศอย่างวาโยถึงมีผลกับอี้เผิงมากขนาดนี้ ตอนที่อีกฝ่ายโดนยิงจนเข้าโรงพยาบาล ตลอดเวลาหนึ่งเดือนเขาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่มีศักดิ์เป็นถึงภรรยาของหัวหน้าพรรคมังกรดำเลยสักนิด มีเพียงแค่เขา นายหญิงเหม่ยฮัวซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าพรรคมังกรดำ และลูกกระจ๊อกอีกนับสิบรายนั่นแหละที่ตามเฝ้าอี้เผิงไม่ห่าง แต่ถึงกระนั้นอี้เผิงก็ยังคงเชื่อมั่นว่าวาโยจะกลับมา งมงายมากเสียจนราชันย์นึกเอะใจสงสัย ว่าความรักทำให้คนเรากลายเป็นคนตาบอดได้ขนาดนี้เลยเหรอ

แต่ที่ไม่พูดออกไป เพราะราชันย์ไม่อยากว่าให้แต่เขา แล้วสุดท้ายอิเหนากลับจะป็นเอาเสียเอง  

            “ราชันย์ เรียกเดซี่มาให้กูหน่อย”

            “อะไร? มึงจะยอมให้อีแพศยากลับมาทำร้ายมึงกับครอบครัวอีกงั้นเหรอ”

            “ไม่ใช่แบบนั้น แต่กูแค่คิดถึงลม”

            “เฮ้อ มึงนี่นะ”

            เสียงถอนหายใจยาวเหยียดของราชันย์เรียกให้อี้เผิงนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่คนอกหักรักคุดกลับไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด มาเฟียหนุ่มทำเพียงแค่นหัวเราะและกระดกเหล้าช็อตลงคอต่อ รสขมของเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เมื่อดื่มจนชินก็กลายเป็นจืดสนิท จนสุดท้ายก็ต้องยกมือสั่งบริกรว่าให้เอาเหล้าที่ดีกรีแรงกว่านี้ขึ้นมาเสิร์ฟ พอสติเริ่มไม่อยู่กับร่องกับรอย หัวใจของอี้เผิงก็เอาแต่คิดถึงคนที่จากไปโดยไม่แม้แต่จะบอกลา มาเฟียหนุ่มยกมือขึ้นกำสร้อยพระที่คล้องคอแน่น เหตุการณ์ในวันนั้นย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ตั้งแต่ตอนที่โดนยิง ตอนที่วาโยก้มลงสวมสร้อยพระให้ และตอนที่อีกฝ่ายเดินจากไปพร้อมกับผู้ชายที่มีชื่อว่าโยธา  

            “รู้อะไรมั้ย ถ้ามึงเห็นคลิปเดียวแบบที่กูเห็น มึงจะไม่ถอนหายใจใส่กูแบบนี้หรอก ราชันย์”

            “คลิปอะไร? อย่าบอกนะว่าคลิปอมกระปู๋ที่ไอ้เหี้ยโยธาเอาไปเผยแพร่ทางโลกอินเตอร์เน็ตใต้ดิน”

            ราชันย์ขมวดคิ้วมุ่นเพราะพอจับจุดอะไรบางอย่างได้ สาเหตุที่ทำให้เพื่อนสนิทของเขากินเหล้าเมามายขนาดนี้คงเป็นเพราะฝีมือของไอ้โยธา คู่แข่งในพรรคจันทร์ทรงกลดเป็นแน่ สงสัยเรื่องที่มันชวดรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพราะเขาลงคะแนนเสียงไปทางปั้นสิบเสียหมดหน้าตัก มันเลยคิดใช้วิธีสกปรก ทำตัวเป็นหมาลอบกัดใส่อี้เผิงแทน

            “พูดแบบนี้ แสดงว่ามึงเห็นแล้วเหรอวะ?”

“เหอะ ครอบครัวกูที่ฮ่องกงมีธุรกิจมืดกี่สิบอย่างมึงเองก็รู้ เรื่องแค่นี้ไม่รอดสายตากูไปได้หรอก แต่ว่าก็ว่าเถอะ ทำไมมึงถามเหมือนไม่รู้จักเมียตัวเองเลยวะ กูว่าถ้าคุณวาโยอมให้มันจริง ป่านนี้ไอ้จ้อนของมันคงขาดไปแล้ว”

“...”

            “มันแค่ยั่วโมโหมึงเฉยๆ เชื่อกูสิ”

            “มึงคิดแบบนั้นเหรอ”

            “เออ ไอ้โยธามันบ้าอำนาจจะตาย ไว้เดี๋ยวกูไปเค้นความจริงจากปากปั้นสิบให้รู้เรื่องเอง”

            เพราะนึกตงิดมาตั้งแต่มีชื่อของโยธาเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ราชันย์ที่รับปากว่าจะช่วยสืบต้นตอปัญหาทั้งหมดให้จึงไม่นิ่งนอนใจ เขาคุ้ยค้นจนรู้ว่าโยธาที่เป็นคู่แข่งของปั้นสิบในการลงคะแนนเสียงมีส่วนเข้ามาเอี่ยวด้วย เพียงแต่เพราะพักหลังมานี้เขาไม่ค่อยได้เจอปั้นสิบสักเท่าไร ด้วยงานด่วนทำให้ต้องรีบเร่งบินกลับระหว่างกรุงเทพฯ กับฮ่องกงอยู่บ่อยๆ เขาเลยไม่ได้สานต่องานในตอนแรก นี่เขาก็เพิ่งบินกลับมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่อี้เผิงจะโทรตามออกมา ไว้ดวดเหล้ากับเพื่อนสนิทเสร็จจะแวะไปแหย่คุณหมอตัวขาวให้หายคิดถึงเสียหน่อย ได้ฟังเสียงด่าจากปากเล็กๆ ของมันหลังจากทำงานเสร็จเหนื่อยๆ คงจะชื่นใจไม่น้อย

            “ขอคอสโมโพลิแทนแก้วนึงค่ะ”

            เสียงหวานของสาวสวยในชุดราตรีสีขาวเรียกให้ราชันย์ที่กำลังนั่งครุ่นคิดตกตะลึงไปชั่วครู่ ถ้าไม่ติดว่าต้องขับรถไปรับคุณหมอที่ป่านนี้คงยังเข้าเวรอยู่ละก็ บางทีราชันย์คงจะเดินไปขอเลี้ยงเหล้าและชวนเธอคุยเรื่องต่างๆ เพื่อสานสัมพันธ์อย่างที่ชอบทำประจำตอนยังไม่เจอกับปั้นสิบ

            “อี้เผิง มึงดู”

            มาเฟียหนุ่มสะกิดหลังเพื่อนสนิทที่ตอนนี้นอนฟุบลงไปกับโต๊ะเรียบร้อยแล้ว แม้จะได้ยินเสียงจิ๊ปากแสดงความไม่พอใจโต้ตอบชัดเจน แต่ราชันย์ก็ยังดึงดันจะปลุกคนเมาให้สร่าง เมื่อรำคาญกับสัมผัสยุกยิกตรงหัวไหล่ อี้เผิงที่ทนไม่ไหวก็หันไปอาละวาดใส่เพื่อนรัก แต่พอเห็นราชันย์เอาแต่ยักคิ้วหลิ่วตาและพยายามพยักพเยิดคางไปทางด้านหลัง อี้เผิงเลยทำได้แค่สบถออกมาและยอมหมุนตัวกลับไปดูตามที่เพื่อนตัวดีอยากให้เขาเห็น แล้ววินาทีนั้นเองที่นัยน์ตาคมเข้มเผลอสบเข้ากับนัยน์ตาคู่สวยหวาน มันราวกับมีมนตร์สะกดให้อี้เผิงถึงกับตะลึงงัน

แม้จะห่างเหินกันไปนาน แต่เพราะเธอเป็นส่วนหนึ่งของอดีตที่ถูกซ่อนอยู่จนลึกสุดใจ อี้เผิงเลยขยับปากพึมพำชื่อของผู้หญิงที่เป็นดั่งรักแรกออกมาคล้ายคนเมากำลังละเมอ

            “ไลลา”

 

 

 

            ราชันย์บิดกุญแจดับเครื่องยนต์เพื่อจอดรถรอปั้นสิบอยู่ที่หน้าประตูทางออกของโรงพยาบาล หลังจากไปส่งอี้เผิงและผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักว่าชื่อไลลาถึงหน้าบ้าน ก็ได้เวลาเข้ามาก่อกวนคนที่แสนคิดถึง

เพราะรู้ดีว่าตึกที่ปั้นสิบทำงานอยู่นั้น ตั้งเยื้องหลังสวนดอกไม้ด้านหลังไปเพียงนิดเดียว ราชันย์จึงเลือกที่จะเข้าทางประตูหลังมากกว่าประตูหน้า นั่งเคาะพวงมาลัยเล่นไม่นานนัก ก็เห็นคุณหมอตัวขาวเดินออกมาหยุดตรงบันไดพร้อมกับผู้ชายแปลกหน้า หน้าตาและท่าทางที่ดูร่าเริงผิดปกติของปั้นสิบทำเอาราชันย์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่ชอบใจ จากที่คิดว่าจะนั่งรอในรถเฉยๆ ก็เปิดประตูลงมาดักทางอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

            “ปั้นสิบ ขึ้นรถ”

            เสียงเย็นเยียบเอ่ยสั่งเมื่อเห็นคุณหมอจอมพยศตั้งท่าจะเดินหนีไปกับผู้ชายคนอื่น ราชันย์ที่ไม่ยอมให้เรื่องเป็นแบบนั้น ก้าวพรวดๆ เพียงปราดเดียวก็เข้าประชิดตัวปั้นสิบได้สำเร็จ เมื่ออยู่ใกล้กันเพียงคืบก็คว้าข้อแขนขาวให้เดินตามตนมาอย่างเอาแต่ใจโดยไม่สนเลยว่าตอนนี้คุณหมอตัวขาวจะมีสีหน้าเจื่อนมากขนาดไหน ก่อนที่ราชันย์จะทำตัวเผด็จการด้วยการบังคับคนที่ไม่ยินยอมให้เข้าไปนอนหงายบนเบาะหลังของรถยนต์ส่วนตัว

            “โอ๊ย! มันเจ็บนะ” ปั้นสิบถลึงตามองผู้ชายที่ก้าวตามขึ้นมานอนคร่อมเขาไว้ด้วยความโกรธจัด ถึงจะไม่เจอหน้ากันร่วมเดือน แต่ดูเหมือนสันดานชั่วของราชันย์จะแก้ไม่หาย ทีแรกเขานึกโล่งใจที่อีกฝ่ายมีงานด่วนต้องไปสะสางถึงฮ่องกง ทว่าพอกลับมาเจอกันอีกที หมาบ้าอย่างราชันย์ก็ยังเป็นหมาบ้าที่ชอบใช้กำลังไม่เปลี่ยนแปลง “ทำบ้าอะไรของคุณ! ไปโมโหอะไรมาอีก”

            “โมโหมึงนั่นแหละ ลงมากับใคร!

            “ก็พวกอินเทิร์นที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของผมน่ะสิ ผมไม่ใช่หมอคนเดียวในโลกนะคุณ”

            “เด็กฝึกงาน? แล้วจำเป็นต้องแนบชิดสนิทสนมขนาดนั้นด้วยเหรอวะ”

            “แนบชิดบ้าอะไรล่ะ ก็คุยกันธรรมดา”

            “เหอะ! ทำไมถึงได้ชอบทำให้กูหึงนัก”

            “แล้วคุณจะมาหึงอะไรผม เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”

            ปั้นสิบเม้มริมฝีปากแน่นและจ้องราชันย์ตอบด้วยสายตาปราศจากความกลัวเกรง เพราะอีกไม่กี่วันเขาจะเข้ารับตำแหน่งพรรคต่อจากประธานคนก่อนแล้ว จักรพรรดิที่เป็นลุงของเขาจึงมีคำสั่งออกมาให้เขี่ยราชันย์ออกไปจากชีวิตให้สำเร็จ ในเมื่อใช้งานจนหมดผลประโยชน์แล้วก็ถึงเวลาต้องเขี่ยทิ้ง ปั้นสิบรู้เรื่องพวกนั้นดี แต่เพราะยังมีเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ที่ราชันย์รับปากว่าจะส่งไปให้ถึงคลินิกบนดอย ตอนนี้เขาเลยยังตัดสัมพันธ์กับคนใจยักษ์ไม่ขาด

            “เป็นหมอมันต้องฉลาดไม่ใช่เหรอ แล้วโง่ๆ อย่างมึงนี่ จับฉลากมาได้หรือไงกัน”

            “อย่ามาดูถูกกันนะ!

            “หึ ไม่ดูถูกก็ได้ แต่นี่มึงไม่รู้จริงๆ เหรอว่าที่กูตามดักตามฉุดมึงอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะ...”

            “...”

“กูคิดว่ามึงเหมือนกับคุณวาโย”

            “อะ...อะไรนะ!?!

            ปั้นสิบทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ประโยคเสียดแทงจากปากของราชันย์ทำให้มีเสียงจ๊อกไหลออกมาจากข้างใน สมองตื้อไปหมดเพียงเพราะรู้ว่าที่ผ่านมาตัวเองเป็นเพียงหมากในเกมกระดานของอีกฝ่ายเพียงเท่านั้น

            “มะ หมายความว่ายังไง”

            “ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ”

            “...”

            “มึงก็รู้ว่ากูรักอี้เผิงมากขนาดไหน เราสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ดังนั้นการที่กูจะแย่งคนที่เพื่อนตัวเองรัก จึงไม่ใช่เรื่องที่กูควรทำสักเท่าไร เป้าหมายใหม่ของกูก็เลยเป็นมึงไงปั้น”

            ราชันย์พูดพลางเลิกคิ้วท้าทาย ยิ่งเห็นปั้นสิบหน้าซีดเผือดก็ยิ่งตอกย้ำว่าการพูดจาจี้ใจดำของเขามันมีผลต่ออีกฝ่ายมากขนาดไหน ราชันย์ไม่รอช้า หลังจากที่ปั้นน้ำจนเป็นตัวจนเป็นเรื่องเป็นราว ก็เริ่มสาวไส้ความจริงออกมาให้ปั้นสิบฟัง

“อ้อ! แล้วก็อย่าคิดว่ากูจะไม่รู้ทันมึงนะ มึงคิดจะจับหัวใจคนอย่างกูด้วยร่างกายร่านๆ นี้อยู่ใช่หรือเปล่าล่ะ? คงต้องนับว่าลุงมึงสอนมาดี แต่ถึงยังไงก็ดีได้ไม่เท่าที่ครอบครัวกูสอนมาหรอก”

            “งั้นเหรอ”

            “เออสิวะ”

            “แปลว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณรู้เรื่องภายในพรรคของผมดี แต่ที่คุณยังตามรังควานผมและบอกว่าอยากได้ความรักจากผม เพราะเห็นผมเป็นตัวแทนของคุณวาโยเท่านั้นใช่มั้ย”

            “...”

            “ผมเกลียด ฮึก เกลียดคุณ ออกไปจากชีวิตผม เกลียด เกลียดคุณ ฮึก”

            “...”

            เมื่อเดินหมากผิดช่อง ก็เป็นราชันย์เสียเองที่ได้แต่นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก

น้ำตาที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นจากปั้นสิบ ทำเอาคนพาโลนึกอยากจะตบปากตัวเองที่เผลอพูดจาไม่เข้าหูแบบนั้นออกไป เพราะแค่อยากแกล้ง อยากยุแหย่ให้อีกฝ่ายมีน้ำโห ราชันย์จึงไม่คาดคิดเลยว่าคำพูดของเขาจะทำให้ปั้นสิบบริภาษออกมาทั้งน้ำตานองหน้าแบบนี้ ฝ่ามือเย็นเยียบยกขึ้นหมายจะปาดน้ำอุ่นไหลรื้นตรงข้างแก้มนิ่ม หากแต่คุณหมอตัวขาวกลับไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น ปั้นสิบเอียงดวงหน้าหวานหลบหนี พร้อมทั้งเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีกรมของตัวเองออกทั้งที่ยังสะอื้นฮักจนเนื้อตัวกระเพื่อม จมูกรั้นสีแดงกับปากกระจับสีเรื่อ ทำเอามาเฟียหนุ่มที่ปกติมักจะรู้ถึงหนทางหนีทีไล่คิดอะไรไม่ออก และได้แต่รอดูเงียบๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังใช้วิธีไหนสู้รบปรบมือกับเขา

“ฮึก เก็บความอ่อนโยนของคุณกองไว้ตรงนั้นเถอะ เพราะตั้งแต่แรกที่อุตส่าห์ลงทุนฉุดกระชากผมขึ้นมาบนรถของคุณ คุณแค่ต้องการจะระบายความใคร่ใส่ร่างกายผมไม่ใช่เหรอ”

“...”

            “งั้นก็ทำสิ เอาซะ เย็_จนกว่าจะพอใจ”

            “...”

            “เพราะต่อให้คุณจะข่มขืนผมจนท้องหรือขาดใจตายยังไง ผมก็ไม่มีทางใช่...คุณวาโย”

 

 

๑๐๐%

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว