#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๑๔ :: ยื้อ [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๑๔ :: ยื้อ [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.9k

ความคิดเห็น : 48

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.ค. 2559 11:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๑๔ :: ยื้อ [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๑ ...

 

 

ยื้อ

 

 

 

            “ทำไมมองหน้ากูแบบนั้น มึงทำไม่ได้หรือไง”

            “อย่ามาท้าผมนะ!

            ปั้นสิบโต้กลับด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด นึกเกลียดคนบนร่างเสียเหลือเกินที่ทำให้เขาสูญเสียตัวตนความเป็นหมอได้มากขนาดนี้ แต่ถึงอาชีพของเขาจะได้ชื่อว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยเฉพาะ แต่อีกครึ่งหนึ่งตัวตนของเขาก็ยังมีสายเลือดของจันทร์ทรงกลดไหลเวียนอยู่ดี ถึงจะไม่ได้รับมาเต็มร้อยเพราะเป็นเพียงแค่เด็กกำพร้าที่ถูกชุบเลี้ยง ทว่าปั้นสิบก็ไม่เคยลืมว่ารากเหง้าซึ่งถูกเสี้ยมสอนมาแต่เล็กของตัวเองนั้นโหดเหี้ยมและเด็ดขาดเพียงไร

            มือขาวของคุณหมอหนุ่มผลักร่างยักษ์ของราชันย์ให้ลงไปนอนกองกับพื้นโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว ขาเรียวยาวก้าวตามลงไปในทันทีทันใดก่อนที่ร่างขาวจะกระโดดขึ้นคร่อมทับส่วนกลางลำกายใหญ่โตซึ่งผงาดง้ำอยู่ใต้ร่มผ้าเอาไว้ เสียงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ดังขึ้นกลบเสียงลมหายใจถี่รวน เวลานี้คุณหมอตัวขาวรู้สึกประหม่ามากเสียเหลือเกิน แต่เพื่อลบคำขู่และหนี้ก้อนโตที่ต้องตามชดใช้ให้มาเฟียใจร้าย คำว่ายางอายจึงถูกสลัดออกไปเสียจนหมดสิ้น

            กลีบปากนุ่มกดลงกับกลีบปากสีเข้มเต็มแรง คนตัวเล็กกว่าเดินหน้าใช้ลิ้นกวาดต้อนทั้งที่ไม่ได้อยากล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นอันตรายต่อหัวใจสักเท่าไรนัก แม้จะยังงกๆ เงิ่นๆ ทั้งที่พอมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว แต่เพราะแบบนี้นี่เองที่ทำให้ราชันย์คิดว่าปั้นสิบนั้นยังดูน่ารักน่าขย้ำไม่สร่าง ยิ่งตอนที่เห็นอีกฝ่ายลงทุนถอดเสื้อผ้าของตัวเองทิ้งและประกบจูบทับลงมาอีกครั้งโดยไม่ให้เสียจังหวะ ก็ยิ่งทำให้หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทั้งที่นัยน์ตาสองข้างยังคงเบิกโพลง ถึงคนถูกจูบจะตาพร่าเลือนเพราะคล้อยไปตามรสชาติหวานปานน้ำผึ้งของคนบนร่าง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมหลับตาเพราะยังอยากเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าแบบไหนตอนที่ได้รุกใส่เขา

            “อือ”

            เสียงแหบแห้งระโหยครวญขึ้นผะแผ่วเมื่อลิ้นร้อนซึ่งไล่ต้อนตามติดมานานรุกล้ำกลับเข้ามาในโพรงปาก ถึงปกติจะดูสูงสมส่วนตามแบบฉบับผู้ชายไทยทั่วไป แต่พอมาอยู่ในอ้อมกอดของราชันย์แล้ว ปั้นสิบในเวลานี้กลับดูตัวเล็กลงนิดเดียว ฝ่ามือน้อยขยุ้มลงบนแผงอกกำยำของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าแสนเกลียด ก่อนจะดันมันเบาๆ เมื่อเห็นว่าการจูบตอบของราชันย์กำลังจะทำให้เขาหมดลมหายใจในอีกไม่ช้านี้

            “หึ”

            “ขำอะไร”

            “ไม่ขำก็ได้ แต่ใช้ปากของมึงอมให้กูหน่อย”

            “แหวะ ขยะแขยง”

            “ทำไมวะ อมให้ผัวแค่นี้จะตายหรือไง”

            “ก็ที่เราตกลงกันไว้มันไม่ใช่แบบนี้นี่ครับ”

            “เออ มึงไม่อมให้กู งั้นกูเลียให้มึงแทนดีมั้ย”

            “ไม่เอา! อ๊ะ”

            การปฏิเสธเสียงแข็งของปั้นสิบไม่เคยมีครั้งไหนที่ใช้ได้ผล ราชันย์เพิกเฉยต่อการต่อต้านนั้น ก่อนจะจับกายขาวพลิกกลับหัวกลับหาง ดึงรั้นส่วนที่เคยคร่อมทับกางลำกายให้มาคร่อมทับอยู่บนหน้า กอดรั้งเอวบางเอาไว้เพราะรู้ดีว่าปั้นสิบต้องตั้งท่าพยศเพื่อจะลุกขึ้นหนี เร่งใช้ปลายลิ้นร้อนแตะลงตรงเนื้อก้นนุ่ม ขบกัดและจูบเบาๆ จนขึ้นรอยแดง ก่อนจะลากไล้มันไปยังร่องแยกกึ่งกลางและกดแช่ลงตรงรูเล็กๆ ที่เคยเหลื่อมล้ำเข้าไปหลายครา ระรัวขึ้นลงจนได้ยินเสียงของคนบนร่างร่ำร้องยกธงขาวขอยอมแพ้ ราชันย์จึงใจอ่อน ยอมปล่อยเอวคอดของปั้นสิบที่ถูกเขาจับตั้งตรงเสียจนหลังบางแอ่นสะท้าน

            คนสิ้นฤทธิ์นอนคว่ำหน้าลงไปบนลำตัวของราชันย์ หอบแฮกอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะการปฏิบัติไร้ซึ่งความปรานีของมาเฟียหนุ่ม แต่พักหายใจหายคอได้ไม่นานก็สะดุ้งวาบอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงแกนนิ้วที่สอดเข้ามาควานวนอยู่ภายในร่าง มือน้อยจับต้นขาที่ยังมีผ้าเช็ดตัวปกคลุมอยู่ไว้มั่น ก่อนที่เสียงครางจะเล็ดลอดออกมาจากลำคอระหงเมื่อปลายนิ้วนั้นถูกเพิ่มจำนวนเข้ามาสำรวจภายในถึงสอง

            “ปั้น อมให้กูหน่อยนะ”

            คำวิงวอนดังขึ้นอีกคราทั้งที่เจ้าของเสียงยังไม่หยุดละลาบละล้วงเข้ามาจากทางด้านหลัง คุณหมอตัวขาวเม้มริมฝีปากแน่นอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนี้มันมีความคิดสองอย่างวิ่งวนในหัว ความคิดหนึ่งสั่งให้เขาหยุดทุกอย่างและพาตัวเองไปจากตรงนี้ ส่วนอีกความคิดนั้นช่างทรยศต่อหัวใจจนอดไม่ได้ที่จะนึกรังเกียจตัวเอง

            “มันเรื่องอะไรที่ผมต้องทำแบบนั้น”

            “หึ มึงอายใช่มั้ย ที่ต้องใช้ปากอมให้ผู้ชายด้วยกัน”

            “...”

            “แต่สำหรับกู ถ้าคนคนนั้นเป็นมึง กูไม่เห็นรู้สึกอายเลยสักนิด”

            คนอย่างคุณอายเป็นด้วยหรือไง...

            นั่นคือประโยคที่ปั้นสิบโต้กลับในใจ แต่ไม่ได้พูดออกไปเพราะส่วนกลางลำกายถูกดูดกลืนเข้าปากของคนไร้ยางอายเสียก่อน ถึงแม้ตอนนี้เขาจะอยู่ในท่วงท่านอนคว่ำและส่วนปลายก็ชี้ลงด้านล่าง หากแต่มันกลับไม่เป็นอุปสรรคต่อราชันย์สักเท่าไร การผงกหัวขึ้นเพื่ออ้าปากรองรับรสเนื้อและตัวตนของเขาดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายโปรดปรานอยู่มาก และเพราะไม่อยากรู้สึกว่าร่างกายกำลังเป็นหนี้ สุดท้ายปั้นสิบเลยยอมใช้มือปลดผ้าเช็ดตัวของราชันย์ออก และอ้าปากงับแท่งร้อนของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะห่อหุ้มมันด้วยโพรงปากจนเกิดเสียงดังจ้วบจ้าบตามหลัง

            รสเนื้อคาวคลุ้งส่งผลให้ปั้นสิบถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ ได้แต่หลับหูหลับตาทำออรัลโดยอาศัยสัญชาตญาณตามที่ตัวเองเข้าใจ ใช้ความรู้สึกเวลาถูกกระทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการลองทำแบบที่ตัวเองชอบเป็นอย่างแรก หลีกเลี่ยงไม่ให้ฟันกระทบกับเนื้อส่วนนั้นและใช้ริมฝีปากขบบดเข้าหากันแทน และเหมือนยิ่งทำแบบนั้นคนใต้ร่างจะยิ่งรู้สึกชอบอกชอบใจ เพราะนอกจากส่วนนั้นของราชันย์จะขยับขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมแล้ว อีกฝ่ายยังใช้ปากออรัลเซ็กส์ให้เขาด้วยจังหวะที่ไวและส่งผลให้เสียวกว่าเดิม

            “อื๊อ พอ พอก่อน อ๊ะ คุณราชันย์ ผมไม่ไหว”

            เสียงหวานดังขึ้นผะแผ่วหลังจากที่กลีบปากนิ่มยอมละจากท่อนเนื้อของราชันย์ เอ่ยปรามคนช่างแกล้งกลับได้ไม่นาน ความเสียดเสียวทั้งหมดทั้งมวลก็แล่นวาบมาจุกอยู่บริเวณเดียวกัน ปั้นสิบกัดฟันทนได้ไม่กี่อึดใจ น้ำคาวขาวก็รินรดออกมาหมดสิ้นทั้งที่ส่วนนั้นยังคั่งค้างอยู่ในโพรงปากของคนใต้ร่าง มันสร้างทั้งความรัญจวนใจและกระดากให้เกิดขึ้นทีเดียวพร้อมกัน จนคนที่เอ่ยปากรับคำท้าว่าจะขึ้นไปร่อนเอวบนร่างกายกำยำของคนป่าเถื่อน ถึงกับนอนราบเป็นหน้ากลองลงบนพื้น ด้วยเวลานี้สิ้นไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะยื้อพยศไหว

            “ไงล่ะ แตกเต็มปากกูเลยนะมึง”

            “ละ...แล้วใครใช้ให้คุณทำแบบนั้นวะ”  

            “แต่ก็อร่อยดีนี่หว่า ไม่ค่อยเค็มเท่าไร สงสัยเพราะอยู่กับกูแล้วน้ำแตกบ่อย”

            “ทุเรศเอ๊ย!

            เนื้อตัวของคนที่เพิ่งบริภาษเสียงหลงขึ้นสีแดงเรื่อ ไม่ใช่เพราะโมโหหรือโกรธเคือง หากแต่เป็นเพราะรู้สึกอายกับคำพูดของราชันย์เกินจะทนไหว ต้องเถียงกลับจนเส้นเลือดปูดโปนตามลำคอ แต่หลังจากนั้นบั้นเอวบางก็ถูกดึงรั้นขึ้นตามยักษ์ตัวใหญ่ที่เร่งเปลี่ยนท่วงท่า จากที่เคยนอนอยู่ด้านล่างก็ลุกขึ้นมาเป็นฝ่ายคุมเกมด้านหลัง ออกแรงดันจัดท่าจัดทางให้ครึ่งบนของปั้นสิบนอนนาบไปกับเบาะนิ่มของโซฟา ส่วนครึ่งล่างเปลือยเปล่าก็สอดใส่ของร้อนเข้าไปในช่องทางคับแน่นเสียเต็มแรง

โหมกระหน่ำโยกกายเข้าไปด้านในทำให้โพรงอุ่นชอกช้ำสึกหรอจนเริ่มบวมเป่ง ขึ้นสุดลงสุดจนหน้าขาแข็งกระทบกับเนื้อหนั่นนุ่มนิ่มเกิดรอยแดงปื้น ปั้นสิบสะดุ้งสุดตัวทุกครั้งยามที่ถูกคนใจร้ายตะบี้ตะบันเข้ามาด้านใน โจนจ้วงเร็วรัวจนน้ำกามไหลเยิ้มหล่อลื่นส่วนเชื่อมต่อสองสิ่งให้สอดประสานแนบแน่น

            ปึก ปึก ปึก

            “อ๊า คุ คุณราชันย์ เบาหน่อย ผมจะ...เจ็บ”

            “ทนหน่อย อย่าทำสำออยเหมือนเพิ่งเคยเสียตัวให้กู”

            “แต่มันเจ็บนี่ อ๊ะ อ๊ะ”

            “ตอนโดนกูปี้ครั้งแรกเจ็บกว่านี้ไม่ใช่หรือไง หืม”

            “ไอ้บ้าเอ๊ย แม่ง อ๊ะ”

            “ที่รัก พูดจาไม่เพราะเลยนะครับ”

            “แล้วทีคุณล่ะวะ คุณ อ๊ะ ไม่เพราะ พูดไม่เพราะเลยสักนิด อื๊อ”

            “กูพูดได้ แต่มึงห้าม กูเหี้ยได้ แต่มึงไม่ ความเลวทรามทั้งหมดให้มันอยู่ที่กูคนเดียวพอ เพราะคนอย่างมึงไม่คู่ควร มึงอยู่สูงกว่านั้นปั้นสิบ มึงดีกว่านั้นหลายร้อยหลายพันเท่า อ่า รู้แบบนี้แล้วก็รัดกูอีกสิปั้น เอาให้แน่นๆ ขมิบถี่แบบที่มึงชอบทำตอนไม่อยากให้กูเข้าไปข้างใน”

            ราชันย์กัดฟันพูดก่อนจะเคลื่อนมือที่เคยจับเอวปั้นสิบไว้ไปกุมหลังมือขาวที่บีบเบาะโซฟาไว้แน่นแทน ปากระยำเพียรพรมจูบไปทั่วหลังนวลเปลือยเปล่า ทั้งล่อลวงและเหนี่ยวนำให้คนใต้ร่างเปิดรับทุกสัมผัสด้วยการกระทำที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายชอบมันมากเพียงไร ก่อนจะกระแทกกระทั้นลงไปในรูที่เริ่มขยับขยายโดยไร้ซึ่งการผ่อนปรน

            ปึก ปึก ปึก

“เสียวเหี้ยๆ เลยว่ะ กูจะแตกคารูมึงแล้วปั้น อืม”

“อ๊า คุณราชันย์ ระ แรงไปแล้ว”

ยิ่งได้ยินแบบนั้น ราชันย์ก็ยิ่งกดกายตอกย้ำทุกสัมผัสดิบเถื่อนให้ฝังลึกลงไปในร่างขาวของปั้นสิบ ถึงจะอยากผ่อนแรงลงแต่ยามใดที่ได้ฟังเสียงครางกระเส่าของคนตัวขาวนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างเย้ายวน ราชันย์จึงยังเดินหน้าระบายอารมณ์ใส่ในตัวปั้นสิบไม่เลิก

เพราะ หวง คือคำจำกัดความที่ราชันย์มีให้ร่างรองรับอารมณ์นี้

            แต่กับ หัวใจ ราชันย์ยังไม่รู้ว่าควรจะมอบคำจำกัดความคำไหนให้ดี

            “แม่ง”

            เมื่อเก็บมาคิดก็อดไม่ได้จะสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด พอรู้สึกว่าไม่ใช่แค่เซ็กส์ที่อยากได้และนึกย้อนไปถึงตอนที่หน้าด้านตรงเข้าสารภาพว่ารักกับปั้นสิบทั้งที่ยังสับสน ราชันย์ก็ยิ่งไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ตอนนี้เอาเสียเลย

            “เมื่อยแล้วว่ะ ใช้ก้นขาวๆ ของมึงโยกตอให้กูดูซิ”

            มาเฟียหนุ่มสั่งเสียงเรียบพร้อมทั้งลงไปนอนแผ่หลาบนพื้นบังกะโลเย็นเยียบและฉุดตัวปั้นสิบให้ตามลงมา ถึงจะพยายามประกบติดจนเนื้อตัวแนบสนิทเพียงไร แต่สุดท้ายแล้วส่วนเชื่อมต่อก็ยังหลุดรอดออกจากกัน ทว่าแค่เสี้ยวนาทีราชันย์ก็สามารถมันสวมกลับเข้าไปใหม่ได้อย่างง่ายดาย

            “อ๊า แบบนี้มันลึก ลึกไป”

            ปั้นสิบครวญครางทั้งที่แก่นกายของราชันย์ยังเข้ามาในลำตัวไม่ถึงครึ่ง แต่ไม่รู้ทำไม ท่านี้ถึงได้ทำให้เขารู้สึกได้มากกว่าทุกที คุณหมอหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นและปล่อยให้ส่วนเชื่อมต่อเข้ามาเชื่อมติดโดยไร้ความละเมียด พอรู้สึกว่าร่างกายปรับสภาพแล้วจึงเริ่มขยับขย่มโยกเอวขึ้นลง ละเลงระรัวจนได้ยินเสียงสูดปากแสดงความเสียวกระสันจากทางด้านหลังดังขึ้นต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่หยุดร่อนเอวบางไปตามแรงโน้มถ่วงของท่อนเอ็นอุ่น ส่งผลให้คนที่ยังนอนนิ่วหน้าได้เห็นตัวตนของตัวเองผลุบหายเข้าออกในรูร้อนเต็มๆ ตา

            “อ๊ะ อื๊อ”

            “พอแล้ว! ไม่ต้องโยกมันแล้ว”

            “อะไรเล่า ก็คุณอยากให้ผมควบนักไม่ใช่หรือไง อ๊ะ!

            เมื่อเอ่ยปากประท้วง กายขาวจึงถูกจัดแจงให้ลงมานอนหงาย ขณะที่ขาเรียวยาวสองข้างถูกดึงทึ้งพาดบ่า ราชันย์ใช้ส่วนปลายของแก่นกายควานหารูร้อนเพื่อเสียบใส่ ก่อนจะสอดเข้าไปในร่องรักของปั้นสิบทีเดียวจนสุดและลงโทษคนช่างยั่วด้วยการกระแทกกายใส่จุดเสียวเสียดของอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “อ๊า อย่าแกล้งผม มันเสียว อ๊ะ”

            “ฮืม กูขอสั่งห้าม ห้ามไม่ให้มึงไปทำตัวร่านแบบนี้กับใคร! ทำได้แค่กับกูคนเดียว เข้าใจไหมปั้น”

            “ไม่เข้าใจ! ผมจะไปเอากับใครมันก็รูของผม คุณจะมาทำตัวเอาแต่ใจแบบนี้ไม่ได้ อื๊อ”

            “กูจะเอาทั้งตัว ทั้งใจ แล้วก็ทั้งหมดที่เป็นมึงนั่นแหละ!

            ครืด ครืด ครืด

            ขณะที่พยายามสานต่ออารมณ์รักให้ต่อเนื่อง เสียงโทรศัพท์ที่วางไว้บนโต๊ะไม้ก็สั่นและเลื่อนเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ตกกระทบลงบนพื้น ราชันย์ตีสีหน้ายุ่งเพราะไม่ชอบใจที่การร่วมรักโดนขัดจังหวะ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเอื้อมไปหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาเปิดดู เมื่อเห็นว่าข้อความที่ถูกส่งมาเป็นของใคร ราชันย์ก็ยิ่งผ่อนลมหายใจหนักหน่วงอย่างระบายเครียด

            “ปั้น รอบนี้กูขอแตกคารูนะ เพื่อนกูจะตายห่าแล้ว”

            “อื้อออ อ๊ะ ก็ให้ตายไปสิ ทั้งคุณทั้งเพื่อนของคุณเลย”

            “ถ้ากูตาย แล้วมึงจะอยู่ยังไงล่ะครับ หืม?” คนถามยักคิ้วยียวนกวนประสาท ก่อนจะโน้มริมฝีปากลงไปสร้างรอยคิสมาร์กไว้ตามเรือนกายของปั้นสิบจนสาแก่ใจ และเริ่มขยับส่วนเชื่อมต่อให้เสียดสีกับผนังนุ่มหยุ่นภายในอีกครั้ง เสียดสีปะทุรุนแรงจนในที่สุดก็หลั่งน้ำกามสีขาวข้นคาช่องทางคับแคบอย่างที่ได้เอ่ยปากลั่นวาจาไว้ในตอนแรก

“จำไว้นะว่าถ้าขาดกูไป มึงไม่มีทางที่จะอยู่ได้หรอก ที่รัก”

ไม่รู้ว่าประโยคนั้นคนพูดคิดจริงหรือเปล่า...

แต่คนฟังที่ยังนอนหอบจนเนื้อตัวโยนนั้นกลับไม่ได้รู้สึกอย่างที่โดนกล่าวหาเลยสักนิด

            เพราะแผนเดิมที่ดำเนินมาตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ก็คือ จนกว่าจะทำให้เสือตัวใหญ่ตายใจ ปั้นสิบที่รับบทเป็นเหยื่อในเกมกับดักก็พร้อมจะติดสินบนด้วยร่างกายนี้ไปเรื่อยๆ โดยไร้ซึ่งเรื่องของหัวใจเข้ามาข้องเกี่ยว 

แล้วกว่าพยัคฆ์ร้ายอย่างราชันย์จะทันรู้ตัวอีกที หัวใจอำมหิตของมันก็ถูกเหยื่อที่โดนมองว่าโง่แสนโง่ ทำให้แหลกสลายคามือเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

 

 

           โรงพยาบาลเมืองเอก

           ในคืนที่หยาดฝนกระหน่ำเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว อี้เผิงที่เพิ่งโดนลอบยิงก็ไข้ขึ้นสูงจนละเมอเพ้อออกมาเป็นชื่อของคนที่เป็นทั้งคนรักและคนร้ายในคนเดียวกันซ้ำไปซ้ำมา แต่ถึงจะพูดจาฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ทว่าคนที่เป็นถึงหัวหน้าพรรคมังกรดำอย่างไรเสียก็ต้องถูกตามเอาใจเป็นธรรมดา ถึงจะอยู่ในสถานะนอนนิ่งเป็นผักปลา แต่ทั้งหานตงและหานโจวที่เป็นลูกน้องคนสนิทคอยอารักขาและคุ้มกันให้อย่างใกล้ชิด มีแค่นายหญิงเหม่ยฮัว ราชันย์ และผู้ใหญ่ภายในพรรคที่ไว้ใจได้เท่านั้น ถึงจะสามารถเข้านอกออกในห้องพักฟื้นของอี้เผิงได้อย่างสะดวก

            วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าและตกในทิศทางตรงกันข้าม หากแต่มาเฟียหนุ่มกลับยังไร้ซึ่งมีปฏิกิริยาใด แม้เสียงเครื่องช่วยหายใจยังคงทำงานบ่งบอกว่าอี้เผิงยังมีชีวิต แต่นัยน์ตาสองข้างยังคงปิดสนิทบ่งบอกว่าคนป่วยยังติดอยู่ในจินตนาการแห่งฝันร้าย

            มันทั้งมืดมิด เงียบงัน และน่าหวาดกลัวในคราวเดียว ราวกับว่ากำลังวิ่งหนีบางสิ่งที่รู้ดีว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีวันหนีพ้น เวียนวนเป็นวงกลมแบบนั้นไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงลมหายใจที่ไม่ใช่ของใครอื่น หากแต่เป็นของตัวอี้เผิงเอง

            หนีสุดชีวิตเพื่อตีตัวออกไปให้ไกลจากภาพที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ใกล้เคียงความเป็นจริงจนคิดว่าถึงที่สุดแล้ว ทันใดนั้นเองเปลือกตาอันหนักอึ้งก็ค่อยๆ ปรือขึ้น ปรับสภาพรับแสงให้สายตาได้ไม่นาน เพดานสีขาวก็ช่วยเรียกสติให้อี้เผิงค่อยๆ คิดทบทวนถึงความทรงจำสุดท้ายที่ย้อนเข้ามาเป็นฉากๆ ทีละนิด ก่อนที่มาเฟียหนุ่มผู้มีสติรางเลือนจะเริ่มขยับปากเอ่ยชื่อของผู้ชายอีกคนที่อยู่ในห้องตอนนี้ทั้งที่แสนจะยากลำบาก และถึงตอนนี้ลำคอจะแห้งเป็นผงเพราะร่างกายกระหายน้ำมากเพียงไร แต่อี้เผิงก็ใช้ความอดทนที่มี ฝืนเรียกให้เพื่อนสนิทซึ่งยังนั่งเปิดหนังสือพิมพ์บนโซฟาไปมาให้ปรายตามองมาทางตน

            “ระ ราชันย์”

            “อ้าว ฟื้นแล้วเหรอมึง”

            “ราชันย์”         

            “เออ กูเอง เรียกอะไรนักหนาวะ” เพื่อนตัวดีพยักหน้ารับเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะหุบหน้าหนังสือพิมพ์ของเช้าวันอาทิตย์และลุกจากโซฟาตัวใหญ่ของทางโรงพยาบาลเข้าไปใกล้เตียงคนไข้ของอี้เผิง “ดวงแข็งใช้ได้เลยนี่หว่า เอาไง ให้กูตามหมอไหม”

            “ไม่ต้อง” คนจะตายแหล่ไม่ตายแหล่ตอบรับเสียงเรียบ ในขณะที่สายตาเริ่มมองหาใครอีกคนที่หวังว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาจะเป็นคนแรกที่ได้เห็น “แล้วลมล่ะ”

“เหอะ ตอนนี้มึงนอนพักก่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงเรื่องเมีย เรื่องงานก็ด้วยเหมือนกัน”

            “นี่กูหลับไปนานเท่าไรแล้ว”

            “ไม่มากไม่มาย แค่สามวันเท่านั้น สำหรับคนที่กระสุนเฉียดหัวใจไปสามนิ้ว นี่ถือว่ายังน้อย”

            “แล้วสามวันนี้ ลมมาหากูบ้างหรือเปล่า”

            “ไม่”

            “...”

            “ยังไม่มา”

            “เหรอ”

            น้ำเสียงแสนเศร้ารับคำคนเป็นเพื่อนสนิท หัวใจรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเสียดื้อๆ เพียงแค่คิดว่าคู่ชีวิตได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ อี้เผิงยังจำสายตาเย็นชาไร้ซึ่งเยื่อใยของวาโยที่มองมายังเขาในเหตุการณ์วันนั้นได้เป็นอย่างดี แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไปไม่ได้มากกว่าทำใจให้ยอมรับ

            “เมื่อกี้มึงบอกว่าแผลเฉียดหัวใจขึ้นไปสามนิ้วเหรอ”

            “อืม ก็ลุงหมอเขาว่างั้น”

            “แล้วทำไมกูถึงไม่รู้สึกเจ็บแผลเลยสักนิดเลยวะ” อี้เผิงเบือนหน้าหนีจากราชันย์และหันไปมองทางหน้าต่าง ไม่มีแสงสว่างใดเล็ดลอดเข้ามาในห้องผู้ป่วยพิเศษ ถ้าให้เดาคงเพราะคนในพรรคต้องการปิดเรื่องที่หัวหน้าอย่างเขาโดนลอบยิงไว้เป็นความลับ ด้วยไม่ต้องการให้ลูกน้องเสียขวัญและกำลังใจ เพราะการปกครองที่มีเขาเป็นแกนนำเริ่มไปได้สวยและเข้ารูปเข้ารอยมากกว่าช่วงแรกๆ มากโข

“ทำไมกูถึงได้เจ็บแค่ตรงนี้...ตรงที่หัวใจ”

            “อาจเป็นเพราะมึงรักคุณวาโยมากไปละมั้ง รัก...จนลืมที่จะเผื่อใจ บทสรุปถึงได้เป็นแบบนี้”

            “อืม แต่ถึงกูจะรักเขามากขนาดนั้น เขาก็ยังยืนกรานจะเอาทุกอย่างของกูไป”

            “...”

            “ทั้งชีวิต ความรัก แล้วก็ลูกของกูด้วย เขาจะเอาไปให้ผู้ชายคนใหม่หมดทุกอย่าง”

            “แล้วมึงจะยอมให้เขาทำแบบนั้นไหมล่ะ”

            “ไม่ มีแค่เรื่องนี้เท่านั้นที่ให้ตายยังไงกูก็ไม่ยอม”

            “เออ งั้นก็นอนพักซะ เดี๋ยวกูจะช่วยมึงสืบหาต้นตอของปัญหาบ้าๆ นี่เอง” 

คำตอบของเพื่อนสนิททำให้อี้เผิงที่เพิ่งตื่นจากความฝันเลวร้ายยอมปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง แม้รู้ดีแก่ใจว่าอาจจะต้องกลับไปเผชิญกับภาพทรงจำนั้นอีกหน หากแต่เพราะการยอมรับความช่วยเหลือจากคนที่ไว้ใจได้อย่างราชันย์ แม้จะไม่ทำให้พลังใจกลับมาเต็มร้อย แต่อย่างน้อยก็นึกโล่งไปได้เปลาะหนึ่ง แม้จะไม่ชอบสถานะที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ แต่ความจริงก็เพียงสิ่งเดียวที่อี้เผิงทำได้ในตอนนี้ก็คือการรอเวลา รอเพื่อที่จะให้ร่างกายซึ่งอ่อนแรงล้าเหลือทนได้พักฟื้น และรอเพื่อที่จะให้คลื่นใต้น้ำที่ยังก่อตัวไม่จบไม่สิ้นลดลงไปก่อน เมื่อเวลาอันประจวบเหมาะมาถึง อี้เผิงจะได้เข้าไปทวงถามหาคำตอบสำหรับการกระทำที่ผ่านมาของวาโยด้วยตัวของเขาเอง 

 

 

 

 

 

            มือสากกรำขยับเบาๆ ชวนให้คนที่แอบมาเยี่ยมกลางดึกสะดุ้งโหยง วาโยกลบเกลื่อนสีหน้าและแววตาซึ่งมีความสงสารเต็มเปี่ยมให้หายไป ก่อนจะทำเป็นตีหน้านิ่งราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่ได้ชื่อว่าทรยศอาศัยความมืดสลัวของห้องปิดบังตัวเองและค่อยๆ หมุนตัวเตรียมจะออกไปทางหน้าต่าง หากแต่ฝ่ามือของคนป่วยเฉียดตายกลับฉุดรั้งเขาที่กำลังตั้งท่าจะหนีเอาไว้ได้เสียก่อน

            “ลม นายใช่มั้ย”

            “...”

            “ในที่สุดนายก็มา นายกลับมาหาฉัน”

            “...”

            “ถ้ามาแล้วก็อยู่ด้วยกันเถอะ อย่าหายไปไหนอีกเลยนะ ไม่เห็นแก่ฉัน ก็เห็นแก่ลูกของเราได้หรือเปล่า”

            เมื่อถูกจับได้ คนที่มีลูกน้อยในท้องก็จำต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนว่าจะต้องคุยด้วย ถึงจะอยู่เหนือข้อตกลงที่เขาขออนุญาตโยธามา แต่เพราะไม่อยากให้เรื่องระหว่างตัวเองกับอี้เผิงยังคาราคาซัง วาโยเลยเลือกจะใช้คำโต้ตอบทำร้ายจิตใจ เพราะหวังให้อีกฝ่ายรีบตัดใจไปจากตน

            “คุณอี้เผิงกำลังเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เพราะต่อแต่นี้ไปมันจะไม่มีคำว่าลูกของเราอีกแล้วครับ มันจะมีแค่ลูกของผม ลูกของผมคนเดียว”

            “ไม่จริง ถ้านายไม่คิดว่าฉันเป็นพ่อของเด็กในท้อง นายก็คงไม่มาเยี่ยมฉันหรอก”

            “...”

            “เพราะฉะนั้นกลับมานะลม ฉันจะไม่เอาความเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันจะทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขอแค่นายกลับมาอยู่กับฉัน ขอแค่นายกลับมาอยู่กับฉันก็พอ”

            “คุณอี้เผิงควรรู้ไว้นะครับ ว่าสัตว์ใหญ่อย่างมังกรไม่สมควรบินโฉบลงมาเฉียดพื้น เพียงเพราะลมใต้ปีกของมันเปลี่ยนทิศไป” วาโยเม้มริมฝีปากแน่น แววตาเย็นชาสะท้านไหวเพียงเพราะฝ่ามือของอี้เผิงซึ่งดึงรั้นเขาไว้กำลังสั่นอย่างสามารถรู้สึกได้ “ทีนี้ก็กรุณาปล่อยแขนผมด้วยครับ”

            “ไม่นะลม ฉันไม่ให้นายไป ไม่มีทางเด็ดขาด!

            “ผมบอกว่าให้ปล่อย”

            “อย่าให้ฉันต้องใช้อำนาจกักขังนายให้อยู่กับฉันเลยนะ อย่าทำให้ฉันต้องกลายเป็นคนใจร้ายแบบนั้น”

            “คุณอี้เผิงไม่เข้าใจหรือไงว่าตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ต่อให้คุณจะมีอำนาจล้นฟ้า แต่คุณก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจคนทรยศอย่างผมได้”

            “ทำไมล่ะ นายยอมรับว่าตัวเองเป็นคนทรยศของพรรคแล้วจริงๆ งั้นเหรอ”

            วาโยไม่ตอบอะไร แต่ทำเพียงพยักหน้ารับนิ่งๆ เหมือนเช่นทุกครั้ง แล้วเพียงแค่นั้นก็ทำให้น้ำลายอึกใหญ่ถูกกลืนลงคอของมาเฟียหนุ่ม เพียงเพราะได้เห็นกับตาว่าคนตรงหน้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

“ฉันทำผิดกฎระหว่างเราข้อไหนเหรอ” น้ำเสียงตัดพ้อเอื้อนเอ่ยคำถามที่อี้เผิงเองก็อยากรู้คำตอบ แม้ไม่อยากจะมาคาดคั้นวาโยเอาในสถานการณ์แบบนี้ แต่เพราะรู้สึกว่าถ้าไม่พูดกันให้เคลียร์เสียตั้งแต่ตอนนี้ เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก อี้เผิงเลยถามออกไปโต้งๆ และเม้มปากรอลุ้นคำตอบ แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าถึงอย่างไรวาโยก็ไม่มีวันมอบความจริงกลับมาให้ “ถ้าเป็นเรื่องผู้หญิงของฉัน ฉันก็ปฏิเสธไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะคนในอดีตที่ฉันเผลอไปยุ่มย่ามกับเขา หรือแม้แต่คนปัจจุบันที่เขาเข้ามาหาฉันเอง ฉันไม่ได้รักใคร รักแค่นาย...รักแค่นายคนเดียว”

            “แต่ผมไม่เคยรักคุณ ผมไม่เคยพูดแบบนั้นเลยสักครั้ง ความรู้สึกเดียวที่ผมจะมอบให้คนอย่างคุณได้ ก็คงไม่พ้นความรู้สึกที่เรียกว่าเกลียด”

            “...”

            “ได้ยินชัดแล้วใช่ไหมครับคุณอี้เผิงว่าผมเกลียดคุณ”

            “...”

            “ทีนี้จะปล่อยผมไปได้หรือยังครับ”

            “ไม่มีใครในโลกที่พูดปาวๆ ว่าเกลียด แต่กลับมาเยี่ยมคนที่เกลียดถึงที่หรอกนะ นายรู้เรื่องนั้นหรือเปล่า?”

            อี้เผิงแค่นยิ้มพร้อมๆ กับที่ยอมปล่อยข้อแขนขาวของวาโยให้เป็นอิสระ ถึงก่อนหน้านี้จะจับไว้แน่นขนาดไหน แต่เมื่อมันถึงเวลา สุดท้ายอี้เผิงก็ต้องยอมปล่อย

            “ผมขอร้องนะครับ คุณอี้เผิง” วาโยถอนหายใจหนักหน่วงระบายความอึดอัด แววตาวิงวอนขอร้องพ่อของเด็กในท้องที่เกือบตายเพราะเขามาแล้ว แต่ก็ยังเอ่ยปากบอกว่ารักเขานักหนา...รักเขาสุดหัวใจ รักเขาโดยไม่สนเลยว่า ตอนนี้เขาจะเปลี่ยนไปมากขนาดไหน “ผมขอแค่ให้ต่อแต่นี้ไป ให้คุณรักใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผม มันไม่ใช่เพื่อผม แต่เพื่อตัวคุณเอง”

            น้ำเสียงเย็นเยียบเอื้อนเอ่ยประโยคเสียดแทงคนฟังออกมาราวกับคนพูดไม่มีหัวใจ แต่มันไม่ใช่ว่าวาโยไม่มีความรู้สึก อย่างน้อยๆ เพราะสายใยระหว่างเขา อี้เผิง และลูกในท้อง เพียงสัมพันธ์นี้มันก็ทำเอาน้ำตาพาลจะไหลออกมาตอนพูดว่าให้อีกฝ่ายไปรักคนอื่นเหมือนกัน เพียงแต่วาโยเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่งจนเกินไปแค่นั้นเอง

            “นายอยากให้ฉันทำตามคำขอร้องของนายจริงๆ ใช่มั้ย”

            “...”

            “ก็ได้ ถ้ามันเป็นความต้องการของนาย ฉันก็จะทำ”

            คำตอบของอี้เผิงทำให้วาโยพยักหน้าน้อยๆ รับรู้ มือขาวสองข้างกำเข้าหากันแน่นและบอกตัวเองในใจเป็นร้อยๆ รอบว่าดีแล้วที่อีกฝ่ายจะสามารถตัดใจจากเขาได้จริงๆ ขาสองข้างหมุนกลับเตรียมจะเดินออกจากห้องพักไปทางหน้าต่างระเบียงที่แอบเข้ามาจากห้องข้างๆ หากทว่าเสียงพึมพำของอี้เผิงก็ทำให้ฝีเท้าของวาโยถึงกับชะงักลง

            “แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียว”

            “...”

            “นายต้องทำให้ฉันหมดลมหายใจลงไปซะก่อน” อี้เผิงยื่นข้อเสนอด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าจริงจัง เมื่อเห็นว่าวาโยหยุดเดินจึงเอ่ยต่อประโยคสุดท้ายอย่างที่อีกฝ่ายคาดหวังว่าจะได้ยินมันจากปากของเขา

“แล้วเมื่อวันนั้นมาถึง ฉันจะเลิกรักนาย วาโย

            ...

            เพราะวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้อี้เผิงหยุดรักหยุดรอวาโยได้ 

            ก็คือการที่เขาได้ตายไปแล้วจริงๆ       

 

 

๑๐๐%

#วาโยอี้เผิง

; w ;

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว