ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 9-2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ต.ค. 2564 14:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9-2
แบบอักษร

“จานเดียวมันจะไปอิ่มอะไร มีอยู่ไม่กี่ชิ้น” เขาโวยวายขึ้นมาเล็กน้อย

“มัทมีเงินอยู่สี่พันกว่าบาทเองค่ะ ต้องเก็บไว้ลงทุนทำขนมสองพัน” เธออธิบายเหตุผลให้เขาฟัง “ค่าปลาดิบที่คุณอยากกินมันจานละพันสอง ก็ยังพอมีเงินจ่ายบ้าง”

“ก็มีเหลืออีกตั้งพันนึง มัทจะงกเก็บไว้ทำไม” อัศวฤทธิ์ไม่เข้าใจว่าเธอจะหวงเงินทำไมนักหนา แค่แบ่งให้เขามากินของที่ชอบนานๆ ครั้งไม่ได้เลยหรือ

“มัทไม่ได้งกค่ะ แต่เงินที่เหลือมัทก็ต้องเก็บไว้ใช้จ่ายในบ้าน ค่าน้ำมันรถ ค่าน้ำค่าไฟ แล้วก็ใช้จ่ายเล็กน้อย”

“แล้วมัทจะให้เราเข้าไปสั่งจานเดียวเนี่ยนะ ผมอายพนักงานแย่” ถ้ามีปัญญาเข้าไปสั่งแค่นั้นเขาไม่เข้าไปสั่งให้อายเสียดีกว่า

“ทำไมต้องอายล่ะคะ เราก็จ่ายเงิน ไม่ได้ขอเขากินฟรี” เธอไม่เข้าใจความคิดของคนตรงหน้า เรื่องเท่านี้มันมีตรงไหนให้รู้สึกอับอายกัน

“ช่างเถอะ ผมไม่กินแล้ว เชิญมัทเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในบ้านแล้วกัน” อัศวฤทธิ์ประชดประชันตัดบท ก่อนจะหนีนำหน้าไปเพราะไม่ได้ดั่งใจ

อัศวฤทธิ์เดินนำลิ่วๆ ออกไปโดยไม่รอคนท้องโต คำพูดของบุพการีลอยเข้ามาในหัวอีกเป็นครั้งที่สอง เขากำลังเลือกทางเดินชีวิตผิดเหมือนกับที่พ่อและแม่พยายามเตือนเขาบ่อยครั้ง ที่ผ่านมาเพราะเขามีเงินจึงไม่ได้เห็นว่าตัวตนเธอจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร

ขนาดเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เธอยังให้เขาไม่ได้ วันหน้าหากลูกเติบโตขึ้นมาไม่ต้องอดอยากไปกว่านี้อีกหรือ อัศวฤทธิ์ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในหัวตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะเกิดคำถามบางอย่างขึ้นมาในใจ

‘หรือว่าเขาตัดสินใจผิดพลาดที่ยอมทิ้งเงินทองทิ้งทุกอย่างเพื่อมาใช้ชีวิตแบบยาจกกับมัทธรีกานต์’

 

สุดท้ายวันนี้ทั้งวันเธอก็อยู่เฝ้ามารดาที่โรงพยาบาลคนเดียวเหมือนเคย เนื่องจากชายหนุ่มขอตัวกลับบ้านไปก่อน เธอพอจะรู้ว่าเขากำลังโมโหจึงไม่รั้งไว้ เอาไว้กลับคุยตอนเธอกลับบ้านและต่างคนต่างอารมณ์เย็นมากขึ้นแล้วคงจะดีกว่า

มัทธรีกานต์อยู่เฝ้ามารดาตั้งแต่เที่ยงจนกระทั่งถึงเย็น ทุกวันที่มาหญิงสาวจะคอยช่วยให้มารดาขยับตัวและเคลื่อนไหวร่างกาย มัทรีนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรานานกว่าสองเดือนแล้ว ทางแพทย์จึงขอความร่วมมือญาติให้ช่วยทำกายภาพเล็กน้อย เพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหดตัว

“แม่รีบๆ ฟื้นขึ้นมาเล่นกับหลานสาวนะคะ” เธอจับมือของมารดามาสัมผัสหน้าท้องนูน หวังว่าลูกในท้องเธอจะส่งพลังบวกให้กับคุณยายของแก เผื่อจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นบ้างแม้ความหวังนั้นจะริบหรี่ก็ตาม

“หนู ไปป์แล้วก็ลูก เราสามคนรอแม่อยู่นะคะ”

 

มัทธรีกานต์กลับมาถึงบ้านในตอนสองทุ่มกว่าแล้ว หลังออกจากโรงพยาบาลเธอไม่ได้ตรงกลับบ้านเลยทันที แต่แวะตลาดนัดเพื่อหาซื้อปลาดิบที่ราคาพอจับต้องได้มาให้เขากินแก้ความอยากไปก่อน

คุณภาพอาจไม่เทียบเท่ากับร้านที่เขาอยากกินแต่ก็พอทดแทนกันได้ชั่วคราว

“ไปป์ มัทซื้อซาชิมิที่คุณอยากกินมาให้ ของตลาดนัดแต่ก็พอกินแก้ขัดได้นะคะ” เธอจัดแจงถ่ายเนื้อปลาดิบลงจานเรียบร้อย ยกไปเสิร์ฟให้คนที่นอนหน้ามุ่ยอยู่บนโซฟา

เธอใช้ส้อมจิ้มเนื้อปลาสดจิ้มซอสและวาซาบิเรียบร้อย เตรียมป้อนเข้าปากเขา พยายามเอาอกเอาใจทว่าอัศวฤทธิ์กลับลุกขึ้นนั่งแล้วเบนหน้าหนี

“ทำไมล่ะคะ มัทว่ามันก็ใช้ได้นะ...ว้าย!” เสียงหวานร้องออกมาอย่างตกใจ เพราะจู่ๆ คนข้างกายเธอก็ปัดจานในมือเธอทิ้ง

“ทำไมทำแบบนี้คะ” เธอหันกลับมาถามอย่างไม่เข้าใจ พลางมองเศษจานที่แตกบนพื้นและปลาดิบกระเด็นไปคนละทิศ

“เหม็นคาวจะอ้วก มัทจะให้ผมกินลงได้ยังไง” เขาไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปแม้แต่น้อย ทั้งยังกอดอกอย่างถือดีอีกด้วย

“ถ้าไม่กินก็บอกกันดีๆ สิคะ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย มันเสียของนะรู้มั้ย” เธอพยายามใจเย็นและพูดกับเขาดีๆ

“แล้วผมขอให้มัทซื้อมาเหรอ ผมไม่ได้ขอสักนิด”

“มัทก็แค่อยากซื้อมาให้คุณกินแก้อยากเท่านั้น” เสียงเล็กเริ่มสั่นเครือ เธอไม่ได้อยากร้องไห้เลยสักนิดทว่าอารมณ์คนท้องกำลังเล่นงาน “มัทขอโทษที่ไม่มีเงินให้คุณกินของที่คุณอยากกิน ฮึก มัทผิดเอง”

“มัทจะร้องไห้ทำไม” น้ำเสียงของอัศวฤทธิ์อ่อนลงเมื่อเห็นว่าคนข้างกายกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นปาดน้ำตาไม่ยอมหยุด “มัทจะใช้น้ำตาแก้ปัญหาเหรอ”

“มัทไม่ได้อยากร้อง... มันร้องเอง ฮือๆ” คราวนี้คนท้องปล่อยโฮหนักขึ้นจนต้องยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง “ถ้ามัท... ถ้ามัท ฮึก ทำให้คุณไม่พอใจมัทก็ขอโทษด้วย”

อัศวฤทธิ์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ คราแรกนั้นเธอมาง้อเขาไม่ใช่หรือ แล้วทำไมตอนนี้เขากลับต้องกลายเป็นมาง้อเธอคืนไปเสียได้

“โอเค ผมขอโทษที่ปัดจานทิ้ง ผมผิดเอง” เขายอมรับผิดที่อยากเอาชนะเธอจนทำเกินเหตุไปหน่อย “มัทหยุดร้องไห้เถอะ”

“มัทก็อยากหยุด แต่มันหยุดไม่ได้” ยิ่งพูดน้ำตาเธอก็ยิ่งไหลพรากๆ ไม่ยอมหยุด

สุดท้ายเขาก็คว้าเธอมาโอบกอดไว้หลวมๆ แล้วเอ่ยขอโทษเรื่องเมื่อครู่อีกครั้ง การที่มัทธรีกานต์ร้องไห้นั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เธอต้องเสียใจแบบนี้เขาก็รู้สึกผิดไม่ต่างกัน

และนอกจากมันจะไม่ดีต่อตัวเธอแล้วมันจะส่งผลต่อลูกในท้องอีกด้วย

“ผมขอโทษนะ ผมขอโทษที่โมโหใส่มัท”

คนในอ้อมกอดส่ายหน้าไปมา “ถ้ามัทมีเงินให้คุณกินของที่คุณอยากกินเรื่องมันคงไม่เป็นแบบนี้”

“ช่างมันเถอะ” ชายหนุ่มบอกปัด

“มัทพาคุณไปกินแน่นอนค่ะ ขอเวลามัทขายของสักหน่อยนะคะ” เธอเงยหน้ามองคนที่เธอกำลังซุกอกอยู่

“มัทไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอก” แม้จะรู้สึกดีที่เธอยังให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขาอยู่บ้าง แต่มันก็ต้องแลกมากับความลำบากของมัทธรีกานต์เหมือนกัน

“มัททำได้ค่ะ... คุณเตรียมท้องไว้รอกินได้เลย” เธอพูดแล้วผละออกจากอ้อมแขนเขา สูดน้ำมูกและเกลี่ยคราบน้ำตาออก

“ขอบคุณนะที่ยังแคร์ความรู้สึกผม”

“มัทมีคุณเป็นสามีคนเดียวนี่คะ ไม่ให้แคร์คุณแล้วจะไปแคร์ใคร” เธอพูดพลางก้มมองแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเองแล้วลูบเบาๆ ลืมไปแล้วว่าสวมแหวนวงนี้อยู่

อัศวฤทธิ์ก็คงเหมือนกับแหวนวงนี้ เธอมีเขาอยู่ข้างกายติดตัวตลอดทว่ากลับหลงลืมและมองข้ามเขาไป เพราะเธอเอาแต่สนใจเรื่องอื่นจนลืมไปว่าเขาก็มีความรู้สึกเหมือนกัน และเธอก็ละเลยเขามานานมากแล้ว

“มัทไม่อยากให้คุณคิดว่าคุณคิดผิดที่เลือกใช้ชีวิตกับผู้หญิงไม่มีอะไรอย่างมัท”

“...”

“คุณคงไม่ได้เสียใจที่เลือกหนีมาอยู่กับมัทใช่มั้ยคะ” คำถามของมัทธรีกานต์ทำเอาคนฟังนิ่งไปครู่หนึ่ง เพราะมันเหมือนกับเธอมานั่งในใจและได้ยินสิ่งที่เขาคิดตลอดครึ่งวันบ่าย

“ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยเลย” เขาโกหกภายใต้สีหน้าเรียบเฉย และมัทธรีกานต์เองก็เชื่อหมดใจว่าเขาพูดความจริง โดยที่ไม่รู้เลยว่าความจริงที่ถูกซ่อนอยู่นั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่เธอเข้าใจอย่างสิ้นเชิง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว