facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บท 16 : สถานะใหม่

ชื่อตอน : บท 16 : สถานะใหม่

คำค้น : ปั้นหมึกcontest โรแมนติค รัก เจ้าแผนการ แอบรัก NC18+

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 841

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2564 19:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บท 16 : สถานะใหม่
แบบอักษร

บท 16 สถานะใหม่ 

อชิระอาสา (แกมบังคับ) ไปส่งมนวดียังที่พัก เขารู้มาแล้วสักพักว่าเธอไม่ได้อยู่บ้านหลังเก่า ระหว่างทางชายหนุ่มปล่อยให้คนข้างๆอยู่กับตัวเองไปก่อน มนวดีไม่ได้ร้องไห้แล้ว ทว่ายังคงหลงเหลือร่องรอยแดงที่เปลือกตาและปลายจมูก หญิงสาวนั่งกอดกระเป๋าราวกับกลัวมันหาย สายตามองออกไปนอกหน้าต่างตลอดทาง

หญิงสาวไม่กล้าหันไปมองหน้าสารถี ย้อนนึกถึงพฤติกรรมอุกอาจของตนที่เข้าไปกอดเขาโดยไม่ได้ขออนุญาต ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมา ไหนจะเรื่องที่เขาเข้ามาช่วยจ่ายค่าเสียให้อีก รู้สึกเกรงใจต้องพึ่งเขาทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์อะไรให้พึ่ง

รถยุโรปสมรรถนะสูงแล่นเข้าจอดตำแหน่งที่พักของมนวดี

“ที่พักของคุณเหรอ?”

“ค่ะ”

มนวดีหันซ้ายหันขวาเหมือนลังเลอะไรบางอย่างก่อนเอ่ยออกมาด้วยท่าทางเกรงใจ

    “คุณอิฐรอบนรถสักครู่ได้ไหมคะ มิ้มลงไปซื้อของแปปนึง”

           หญิงสาวตั้งใจจะไปซื้ออุปกรณ์ทำแผลร้านสะดวกซื้อเพื่อมาทำแผลให้ชายหนุ่มและจะได้ตกลงเรื่องที่เขาช่วยเหลือไว้ ห้องพักของเธอเล็กคับแคบกลัวว่าคนตัวโตจะไม่สะดวก

           “มาถึงแล้ว ก็ลงไปด้วยกันเลย หรือว่าคุณอยากไปไหนต่อ ห้องผมงี้เหรอ”

           “ปะเปล่าค่ะ ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ”

           ร่างบางยังไม่ทันอธิบายอะไรเพิ่มชายหนุ่มก็ดับเครื่องลงจากรถมายืนรอเธอแล้ว หญิงสาวจึงจำใจเข้าไปซื้อของที่ตนอยากได้ก่อนออกมาเจอร่างสูงเด่นเป็นสง่าที่ยืนอยู่หน้าร้าน

           ชายหนุ่มก้มมองของในมือมนวดีก็พอจะเข้าใจเจตนารมณ์

           “ห้องมิ้มค่อนข้างเล็ก ถ้าคุณอิฐไม่รังเกี..”

           “ป่ะ...เดินนำสิ”

           หญิงสาวไม่ทันพูดจบเขาก็แทรกกลับมาเร็วจนเธอตกใจว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าเธอจะชวนขึ้นห้อง กระนั้นมนวดีไม่อยากมากความจึงเดินนำเขาไปเงียบๆ

สภาพภายนอกตึกที่มีคราบ ลูกกรงเหล็กขึ้นสนิมจนกลัวว่าหากเผลอไปโดนอาจจะต้องไปฉีดยาบาดทะยัก ร่างสูงเดินตามคนตัวเล็กอย่างใช้สายตาสํารวจรอบข้างตลอดทาง สภาพความเป็นอยู่ในสายตาเขาค่อนข้างติดลบ ทางเข้าหอไม่มีระบบนิรภัยที่หนาแน่น คนเฝ้าก็ไม่อยู่ แถมลักษณะคนที่พักอาศัยบางคนชวนให้นึกถึงหนังแนวเจ้าพ่อค้ายา มาเฟีย ยากูซ่าอะไรทำนองนั้น

           คิ้วเข้มเริ่มขมวดด้วยความไม่พอใจ ไม่สบายใจ เมื่อเดินทางเข้าสู่ชั้นที่มนวดีอาศัยอยู่ ตามทางเดินได้ยินเสียงกิจกรรมของคนในห้องชัดเจน มีทั้งเสียงคนกำลังด่าละคร ด่ากันจริงๆ บางห้องก็มีเสียงดีดกีตาร์ ขนาดเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้วยังมีผู้คนไม่หลับไม่นอน ที่ทำให้ชายหนุ่มถึงกับเบิกตากว้างคือขวดเหล้าเบียร์เป็นลังวางอยู่ข้างๆห้องที่มนวดีกำลังไขกุญแจเข้าไป

           “ห้องนี้ห้องคุณ?”

           “ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”

           คนตัวเล็กเห็นเขานิ่งไปรู้สึกหวั่นใจ ว่าเขากำลังรังเกียจห้องเธอหรือเปล่า

           “เปล่า”

           มนวดีรีบถอดรองเท้า ก่อนเข้าไปเอาสวิตช์ไฟขึ้นและเปิดไฟตามลำดับ เมื่อร่างสูงใหญ่ร้อยแปดสิบเซนต์กว่าเข้ามาภายในห้องยิ่งดูอึดอัดขึ้นถนัดตา

           สำหรับอชิระนี่ไม่เรียกว่าค่อนข้างเล็กเรียกว่าโคตรเล็กต่างหาก แต่ก็ยังดีที่สภาพห้องของมนวดีต่างจากข้างนอกราวฟ้ากับเหว ข้าวของเธอไม่เยอะจัดเป็นระเบียบและที่สำคัญห้องนี้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวเหมือนกับเจ้าของห้อง

           เมื่อมีแขกมาห้องหญิงสาวจึงจัดแจงเก้าอี้ที่มีอยู่ตัวเดียวให้เขานั่ง เจ้าตัวเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศที่ไม่ได้เปิดมานานให้ผู้มาใหม่ได้เย็นสบาย ด้วยความเก่าของเครื่องจึงมีเสียงดังทั้งอุณหภูมิไม่เย็น เธอจึงเปิดพัดลมช่วย พอได้กลบเสียงข้างห้องได้บ้าง

           “คุณอยู่มานานแค่ไหนแล้ว”

           ชายหนุ่มถามไปพลางมองร่างบางกุลีกุจออยู่ตรงโซนครัวน้อยๆหน้าห้องน้ำ หญิงสาวเอาถุงวางไว้ตรงเคาท์เตอร์ ก่อนเปิดตู้หาแก้วน้ำมารินน้ำเย็นให้เขา

           “อืม เกือบๆสองเดือนแล้วค่ะ”

           “คนเดียว?”

           หญิงสาวพยักหน้า “ใช่ค่ะ”

           อชิระไม่สงสัยว่าธเนศหายไปไหน ก่อนหน้านั้นเขาพอจะรู้เรื่องหญิงสาวมาบ้าง (จริงๆคือตามสืบ) หลังจากที่ธเนศชดใช้ค่าเสียหายได้เร็วเพราะขายทรัพย์สิน แล้วไปเช่าคอนโดให้มนวดีอยู่ ก่อนไปอยู่ต่างประเทศ ที่อยู่ของหญิงสาวควรเป็นไปตามที่เขารู้มา (หมายถึงสืบมา) แต่ทำไมกลับเป็นสถานที่แบบนี้ ที่น่าสงสัยคือธเนศผู้รักลูกสาวมากรู้เห็นเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า

           “ทำไมได้มาอยู่ที่นี่ละ”

           “ใกล้ที่ทำงานดีค่ะ”

           เธอตอบแบบยิ้มๆ ก่อนเดินกลับไปยืนจัดข้าวของที่ซื้อมา

           คำถามเริ่มผุดขึ้นมาพร้อมกับสีหน้าเข้มคิ้วขมวด ชายหนุ่มรู้ว่าเธอเป็นมัณฑนากรแต่หลังจากที่เขาสืบเรื่องเธอมา เอ้ย! ได้ยินข่าวว่าเธอไปทำงานเสริมที่อื่นอีก เขาไม่เข้าใจ

           “จากที่ผมขับรถมา ไม่เห็นจะใกล้กับที่ทำงานตรงไหนเลย”

           มนวดีเข้าใจจุดประสงค์ที่เขาจะสื่อ

           “คือมิ้มทำงานเสริมอีกที่ค่ะ”

           เธอตอบเสียงค่อยก่อนยื่นผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งให้เขา ชี้ตรงมุมปากเชิงบอกว่าให้ชายหนุ่มประคบไปก่อน จากนั้นก็เดินป้วนเปี้ยนในห้องแคบหาของบางอย่าง โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองตามตลอด เธอทำท่าดีใจออกมาเมื่อหาของสิ่งนั้นเจอ มันคือกล่องปฐมพยาบาลขนาดเล็ก ก่อนรีบเดินมาหาเขาที่นั่งอยู่

           “ทำไมต้องทำละ เงินไม่พอใช้เหรอ”

           คำพูดแทงใจดำ ทำให้หญิงสาวไม่ตอบเลือกที่จะวางกล่องข้างๆโต๊ะก่อนเปลี่ยนเรื่อง

           “มิ้มขอดูแผลหน่อยได้ไหมคะ”

           “ตอบคำถามก่อนสิ”

           คนที่กลัวไม่ได้รับผิดชอบที่เป็นต้นเหตุให้เขาได้รับบาดเจ็บเลยต้องฝืนตอบตามความจริง แม้จะต้องถูกมองว่าตกทุกข์ได้ยากจากอดีตคู่หมั้น เธอก็ต้องยอมรับเพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความจริงได้

           “มิ้มต้องใช้เงินนิดหน่อย”

           ใบหน้าหวานใสก้มงุด พูดเสียงเบา

           “ใช้อะไร”

           ชายหนุ่มไม่เข้าใจ เท่าที่รู้มาเธอไม่ได้มีหนี้สินที่ไหนอีก จึงโพล่งถามออกไป ทว่าคนตัวเล็กก็ยังยืนท่าเดิมพูดเสียงงุบงิบ

           “ค่าใช้จ่ายส่วนตัว...นิดหน่อย”

           เมื่อไรกันนะ อชิระจะเลิกตั้งคำถามเสียที

           “ถามจริงคุณ...ติดหนี้?”

           หญิงสาวส่ายหน้าอย่างไว เขาจึงถามต่อ “ติดพนัน?” ก็ยังส่ายหน้า “ติดหวยใต้ดิน?” รอบนี้ส่ายหน้าบรื้ออย่างไว

           “มิ้มไม่ได้ติดอะไรทั้งนั้นแหละค่ะ”

           ในสายตาอชิระเธอกลายเป็นผู้หญิงติดอบายมุขไปแล้ว สภาพของเธอดูเหมือนคนไม่ดีขนาดนั้นเลยหรือ

           หนุ่มหล่อเลิกคิ้วอย่างสงสัยแต่เอาไว้ก่อนเถอะ ไม่บอก เขาก็พอจะมีวิธีหาคำตอบได้เอง แต่ก่อนจะให้คนตัวเล็กทำแผลให้เขายังเหลือข้อตกลงสำคัญที่ต้องพูดกับเธอก่อน

           “เรื่องที่ร้านอาหาร...”

           เขาลองเกริ่นเพื่อดูปฏิกิริยาคนที่ยืนเรียบร้อยสงบเสงี่ยม และได้ผลเธอรีบแสดงความกระตือร้นทันที

           “มิ้มต้องขอบคุณคุณอิฐมากนะคะที่เข้ามาช่วย และก็ขอโทษจริงๆค่ะที่ทำให้เจ็บตัว”

           อชิระมองใบหน้าหวานที่สำนึกผิดอย่างใจจริง

           “เรื่องเงิน มิ้มจะหามาคืนให้นะคะ”

           แม้อาจจะไม่ได้ในเร็วนี้ๆ แต่ถ้าเป็นไปได้หญิงสาวอยากจะขอผ่อนจ่าย

           “เมื่อไร?”

           “เอ่อ คุณอิฐรีบไหมคะ คือว่ามิ้มอยากจะขอความกรุณาผ่อนจ่ายได้หรือเปล่าคะ”

           “แต่เงินที่ผมจ่ายไป เกือบเทียบเท่าเงินเดือนผมทั้งเดือนเลยนะ แล้วแบบนี้ผมจะเอาไรกิน”

           มนวดีหน้าเสียลงเล็กน้อย เธอรู้ว่าเขามีรายได้มากกว่านั้น แต่ที่เขาพูดแบบนี้เหมือนกับว่าเขาไม่อยากจะช่วยเหลือเธอ

           “ถ้า..ถ้ารวมทั้งเงินสดและเงินในบัญชีมิ้มในตอนนี้ มีประมาณห้าหมี่น คุณอิฐจะพอใช้หรือเปล่าคะ”

           ‘แง T_T’ ให้เขาไปทั้งหมดก่อนแล้วกัน เธอค่อยขอค่าแรงรายวันใช้น่าจะพอไหว

อชิระแอบกรอกตามองบนให้กับความคิดของมนวดี ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงรู้จักออดอ้อนและต่อรอง แต่ผู้หญิงแบบมนวดีเขาไม่รู้ว่าเธอมีปัญหาทางความคิดอะไร ให้เขามาหมดแล้วตัวเองจะเอาที่ไหนใช้จ่าย

“ไม่พอใช้อ่ะ ทำไงดี”

เขาตอบหน้าตาย ก็รู้แหละว่าไม่ควรเล่นกับความทุกข์ใจคนอื่น แต่เขาก็อยากรู้ว่าเธอจะทำไงต่อ

“มิ้มจะหางานเพิ่ม...ได้ไหมคะ”

มนวดีแทบจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ เธอไม่กล้าขอร้องชายหนุ่มเพิ่มเติมเขาอุตส่าห์เอาตัวเองเข้าไปช่วยไม่ให้โดนหมัด ออกเงินให้แล้ว คนขี้ขลาดแบบเธอจะกล้าต่อรองอะไร

“ทำงานเพิ่มเหรอ ผมมีงานเสนอให้ เงินดี งานสบาย สนใจไหม”

หญิงสาวตาลุกวาวราวกับเห็นหนทางรอดตาย

“ถ้าตกลง ผมก็โอเค แต่ถ้าไม่ ก็ต้องหาเงินมาจ่ายผมในสามวันแล้วกัน ตกลงไหม”

ชายหนุ่มยกมือตัวเองขึ้นมาถูเล็บตัวเองระหว่างรอคำตอบจากคนตรงหน้า ราวกับตัวเองเป็นเจ้าหนี้หน้าเลือดที่รอเชือดลูกหนี้ไร้หนทางสู้ ด้านลูกหนี้สาวยังไม่ทันไขว้คว้าทางรอดตายพอเจอข้อเสนอนี้เข้าไปจึงรู้ว่าทางเลือกเธอมีทางเดียวเท่านั้น

“งานอะไรเหรอคะ”

“ดูแลทำความสะอาดห้อง ทำข้าวเย็นให้คนที่อาศัย ประมาณนี้ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะบอกอีกที”

มนวดียิ้มออกที่ไม่ใช้งานยากหรืองานทุจริตอะไร

“งานดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย อะไรทำนองนั้นใช่ไหมคะ”

อชิระชะงักไปสักครู่มองใบหน้าหวานด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนพยักหน้าตอบเธอ

“ใช่ ดูแลคน ทำนองนั้น...ทำงานแค่สองสามชั่วโมงต่อวัน ค่าจ้างห้าร้อยบาทต่อวัน คุ้มกว่าที่คุณทำงานอีก”

คนจบบัญชีรีบอธิบายอัตรารายได้ต่อชั่วโมงให้หญิงสาวฟัง จนคนฟังเคลิบเคลิ้มเพราะคิดเลขตามไม่ทัน

“อืม มิ้มเลิกงานก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว แบบนี้...”

“คุณก็แค่ลาออกจากร้านอาหารแล้วมารับงานนี้” พอเห็นว่าเธอทำท่าคิดชายหนุ่มจึงกดดันด้วยประโยคต้นเรื่อง

“ถ้าไม่ตกลงก็แค่หาเงินมาจ่ายผมภา..”

“ได้ค่ะ มิ้มรับงานนี้”

ชายหนุ่มพยายามเก็บสีหน้ากลั้นยิ้มไว้ก่อนพูดต่อ

“เริ่มงานวันจันทร์เลยนะ เดี๋ยวเวลากับสถานที่ผมค่อยส่งให้คุณในไลน์แล้วกัน”

หญิงสาวพยักหน้ายอมรับ เมื่อตกลงกับร่างบางเสร็จ ก็ถึงเวลาโชว์การแสดง อชิระแกล้งซู้ดมุมปากที่มีคราบเลือดเกาะอยู่ สีผิวเริ่มเห็นเขียวช้ำขึ้นมา ทั้งที่เมื่อสักครู่ยังถามล้านแปด แต่พอหยุดพูดกลับเจ็บขึ้นมาซะงั้น

"คุณอิฐเป็นไงบ้าง"

เธอรีบขยับเข้ามาใกล้ ทำท่าลังเลว่าจะแตะใบหน้าเขาดีหรือเปล่า

"ไม่รู้ ตรงไหนมันช้ำบ้าง"

"ขอมิ้มดูหน่อยได้ไหมคะ"

ชายหนุ่มพยักหน้า คนทำสีหน้าตั้งใจค่อยๆสัมผัสมือลงบนสันกรามคมชัด ผิวปลายนิ้วเธอนุ่มและเย็นชวนให้รู้สึกดี

สายตาคมมองหน้าหวานอย่างตั้งใจเช่นกัน ยิ่งเธอเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอม ยิ่งใส่ใจความรู้สึกดีจึงไม่ได้เกิดแค่ที่ผิวสัมผัสแต่ลงลึกไปที่ใจ

มนวดีหันไปหยิบสำลีก้านขนาดเล็กที่ชุ่มน้ำเกลือมาเช็ดทำความสะอาดที่มุมปากให้ชายหนุ่ม ทำด้วยความนุ่มนวลและเบามือที่สุดโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าของเธอนั้นเอียงในองศาที่พอเหมาะและเข้าใกล้เขาขึ้นทุกที จนกระทั่งลมหายใจร้อนจากร่างสูงปะทะเข้าที่หน้า หญิงสาวจึงหลุดจากสมาธิแล้วเผลอไปสบตากับชายหนุ่ม

สองสายตาประสานกันโดยคนที่นั่งตั้งใจแต่อีกคนมิได้ตั้งใจ ทั้งคู่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มือสากจับข้อมือเธอไว้ไม่ให้หนีทว่าหญิงสาวเข้าใจว่าเขาเจ็บแล้วให้หยุดทำ พอเธอจะเลื่อนตัวออกเขากลับตรึงเธอไว้กับที่ ใบหน้าคมค่อยๆเลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด มนวดีไม่กล้าเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

ชายหนุ่มประทับริมฝีปากหนาลงบนกลีบปากบางด้วยน้ำหนักที่เบาบางก่อนกดแน่น จุดแรกที่สัมผัสเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของฟันเฟืองให้ทั้งร่างกายได้ทำงาน แค่ริมฝีปากสัมผัสกันมันไม่พอสำหรับเขา มือสากเลื่อนขึ้นไปประคองท้ายทอยให้เธอขยับลงมา ยังไม่พอใจ เขาใช้มืออีกข้างคว้าเอวบางให้ลงมานั่งบนตักกักกอดเธอไว้ไม่ให้ขยับไปไหน

 เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันเพราะอีกคนพยายามจะดิ้นให้ออกห่างทว่าอีกคนกลับยิ่งพันธนาการ จูบของชายหนุ่มจากนุ่มนวลเริ่มร้อนแรงขึ้น เหมือนคนที่ขาดน้ำมานานเดินทางมาเจอโอเอซิส จูบจนลืมว่าตนบาดเจ็บ

ร่างบางโอนอ่อนตามมือเล็กจากต่อต้านกลายเป็นวางทาบบ่าแกร่ง หัวใจเต้นกระหน่ำ รสสัมผัสในปากเธอได้คาวเลือดนั่นเป็นเพราะร่างหนาส่งลิ้นเข้ามาเพื่อกวาดชิมความหวาน

ไม่รู้ว่านานเท่าไรแต่พอเขาเว้นว่างให้โอกาสหญิงสาวหายใจใบหน้าคมกลับฝั่งลงมาทำแบบเดิมซ้ำ จนริมฝีปากที่แห้งผากกลับชุ่มชื้นขึ้นมา มือสากสอดเข้าไปในเสื้อตัวบางของหญิงสาวเพื่อสัมผัสแผ่นหลังบอบบางเลื่อนขึ้นไปเรื่อยจนเจอกับตะขอชั้นใน วนเวียนอยู่แถวนั้นราวกลับลังเลบางอย่าง

คนลังเลผ่อนรสสวาทที่กำลังกระทำหญิงสาว ชายหนุ่มถอดถอนลิ้นออกมาเหลือเพียงขบเม้นย้ำๆซ้ำๆที่ริมฝีปากบางเท่านั้น เขาต้องถอนหายใจหนักๆติดต่อกันเพื่อเตือนสติตัวเอง ไม่ให้เตลิดไปไกล

ขณะนี้เวลาตีหนึ่งกว่าแล้ว พรุ่งนี้เขามีธุระต่อ ไม่แน่ใจว่าถ้าเริ่มแล้วจะไปจบที่ตอนไหน อีกอย่างร่างนุ่มนิ่มบนตักเขาเพิ่งเจอเรื่องไม่ดีมาเขาไม่อยากให้เธอตื่นตกใจไปมากกว่านี้

“ผมจะกลับแล้ว ขอบคุณที่ทำแผลให้”

เสียงทุ้มน่าฟังพูดขึ้น ก่อนจับให้ร่างบางลุกขึ้นเพราะได้เวลาที่เขาต้องกลับ ขืนอยู่ต่อคงไม่ได้นอนกันพอดี ใบหน้าหวานแดงซ่านเธอเขินจนพูดอะไรไม่ออก

“ปิดประตู ล็อกห้องดีดี”

“...”

“วันจันทร์เจอกันนะ”

เขายิ้มให้หนึ่งที ก่อนเดินออกไป อชิระยังไม่ได้ไปไหน มือใหญ่ล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบสมาร์ทโฟนมาส่งโลเคชั่นสถานที่ที่จะให้หญิงสาวไปทำงานก่อนออกเดินไปที่รถ

ด้านคนในห้องหัวใจยังไม่ยอมสงบ รสสัมผัสยังติดอยู่ปลายลิ้น ราวกลับสมองตื้อตันเธอนึกไม่ออกว่าทำไมเขาและเธอถึงไปลงเอยกันที่จูบ เสียงแจ้งเตือนข้อความเรียกสติให้หญิงสาวหันไปสนใจ

คนที่เพิ่งทำให้ใจสั่นส่งมา หญิงสาวตั้งใจนึกตามสถานที่ที่เขาส่งมา

‘เอ๊ะ มันที่อยู่เขานี่’ 

อชิระส่งที่อยู่ตัวเองมาให้มนวดี สร้างความฉงนให้กลับหญิงสาวเป็นอย่างมาก เอาไว้ค่อยถามอีกที บางทีเขาอาจจะกดส่งผิด

ด้านคนที่ขึ้นมาอยู่บนรถยังไม่ยอมหุบยิ้ม แม้จะเจ็บปากเพราะโดนหมัดอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับการกระทบปากของใครอีกคนก็ยังทำให้เขายิ้มได้

ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งไร้ริมฝีปากของตนเองนึกถึงเหตุการณ์ที่ร้านอาหาร อย่างน้อยละครฉากใหญ่ที่เขาทุ่มทุนสร้างก็สำเร็จ....

 


หมั้นไส้อีคุณอิฐที่สุดดดในสามโลกกก คนอะไรเจ้าแผนการ เจ้าเล่ห์ที่สุด หลอกน้องเหรอฮะ แล้วเงินอ่ะ ใช้เป็นแสนเลยเหรอ ลำบากน้องตลอด 5555 หนูมิ้มคงไปไหนไม่รอดแล้วละ ฝาก กดไลค์ คอมเม้น ด้วยนะฮับ
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว