ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 18 ...แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์...

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 ...แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2559 11:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 ...แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์...
แบบอักษร

...แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์...

 

ตลอดเวลาที่อยู่ในคุกผมแทบไม่ได้นอน คืนก่อนก็ถูกคนของกุ้ยอิงเข้ามาในห้องขังพยายามจะลวนลามผม พอผมต่อต้านคนพวกนั้นก็พยายามใช้กำลัง ลำพังหากมีแค่คนเดียวผมมั่นใจว่ายังเอาชนะได้ แต่มันเข้ามาพร้อมกันสองคน พอเห็นว่าผมไม่ยอมก็ลงมือทำร้าย ทั้งต่อยทั้งเตะ ผมเองก็สู้กลับสุดแรงเกิด แม้จะรู้ดีว่าตัวเองสู้แรงคนถึงสองคนไม่ได้จึงเจาะจงเล่นงานคนที่ตัวใหญ่กว่าเป็นคนแรก

 

ผมกระโดดล็อคคอคนตัวใหญ่กว่าจากด้านหลังแล้วใช้นิ้วจิกเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างของอีกฝ่าย ขณะที่เพื่อนของอีกฝ่ายพยายามเข้ามาดึงผมออกจากตัวอีกฝ่าย แต่ผมไม่ยอมง่ายๆ ผมใช้ขาเกี่ยวรอบเอวคนตัวใหญ่และเพิ่มแรงกดนิ้วลงไปมากขึ้นจนดวงตาของหมอนั่นบี้เข้าไปด้านใน ลิ่มเลือดไหลทะลักพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน

 

ผมถูกชายอีกคนกระชากคอลงมาอย่างแรง จากนั้นชายคนนั้นก็ขึ้นคร่อมผมแล้วต่อยที่ใบหน้าอีกหลายครั้ง ผมพยายามปัดป้องแม้จะถูกต่อยจนเลือดกบปาก ผมรวบรวมแรงทั้งหมดลุกขึ้นโขกหัวใส่อีกฝ่ายแล้วตรงเข้ากัดหูกระชากออกมา ชิ้นเนื้อและเลือดติดปากผมจนต้องคายทิ้ง ผมถอยหลังยืนหอบหายใจพิงเสาก่อนจะรีบหนีออกจากคุก ทว่าวิ่งไปได้เพียงแค่ครึ่งทางก็ต้องถอยกลับลงมาเพราะกุ้ยอิงถือปืนยืนจ่อหัวผมรออยู่ที่ทางออก

 

“เก่งเหมือนกันนี่” กุ้ยอิงมองชายสองคนที่ยังคงร้องโหยหวยบนพื้นแล้วสั่ง

 

รีบไสหัวออกไปได้แล้ว!” ชายคนที่ตัวเล็กกว่าใช้มือข้างหนึ่งห้ามเลือดที่หู มืออีกข้างพยุงเพื่อนร่างใหญ่ออกไปจากคุก

 

ปัง! ปัง!” เสียงปืนดังขึ้นสองนัดคนของกุ้ยอิงถูกจ่อยิงระยะเผาขนทันที

 

“คนที่ตาบอดกับของที่มีตำหนิฉันไม่ค่อยชอบซะด้วยสิ เลี้ยงไปก็เปลืองข้าวสุก ต้องอย่างนายสิ...เสียดาย...ที่เจียเอ๋อร์ไปเจอเข้าซะก่อน”

 

กุ้ยอิงสืบเท้าเข้ามาพร้อมกับใช้มือบีบปากผมอย่างรวดเร็ว หมอนั่นใช้ลิ้นเลียแก้มชิมรสเลือดที่มุมปากผมราวกับพวกโรคจิต ผมขบกรามแน่นแล้วสะบัดหน้าหนี

 

“เข้าไปได้แล้ว!” ไม่ต้องรอให้กุ้ยอิงสั่งซ้ำเป็นครั้งที่สอง ผมก็แทบจะกระโจนเข้าห้องขังซะเดี๋ยวนั้น แววตาคู่นั้นดูวิปริตผิดมนุษย์ ผมรู้สึกขนลุกทุกครั้งที่กุ้ยอิงมองมา การไม่ต้องอยู่ใกล้คนประเภทนี้ถือเป็นเรื่องดีที่สุด

 

คืนนั้นผมต้องนอนเอาใบหน้าแนบกับพื้นเพื่อระบายความร้อนที่ถูกชกจนบวม ทว่ารู้สึกตัวว่าหลับไปได้เพียงไม่นานอยู่ๆก็ถูกลากตัวออกไปด้านนอกห้องขัง มือทั้งสองข้างถูกมัดโยงไว้กับขื่อคาด้านบน เชือกที่มัดมือผมถูกดึงจากด้านหลังทำให้ผมตัวลอยขึ้นไปจนปลายเท้าแทบไม่ติดพื้น ก่อนจะผูกเชือกนั้นไว้กับหมุดด้านหลัง

 

เดี๋ยว! จะทำอะไรน่ะ! ปล่อยนะ!!” ผมพยายามถามแต่ไม่มีใครตอบ

 

หลังจากที่ปล่อยให้ผมค้างอยู่ท่านั้นไม่นานกุ้ยอิงก็เดินลงมา ในมือเขาถือของบางอย่างมาด้วย ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่ามันเรียกว่าแส้หางปลากระเบน ซึ่งทำมาจากส่วนปลายของหางปลากระเบนนำไปตากแดด และเมื่อนำไปตากแดดก็จะมีลักษณะแห้งแข็งและเหนียวมาก  ที่สำคัญคือหางกระเบนมีหนาม หากถูกตีเนื้อจะแตกและอาจถึงตายได้ ซึ่งบางครั้งแส้หางปลากระเบนจะนำมาใช้เป็นอาวุธ

 

“ฉันมีคำถามจะถามนายสักสองสามข้อ” ผมปรายตามองกุ้ยอิงแล้วตอบ

 

“ปกติจะถามคำถามคนต้องจับมัดกับแบบนี้หรือไง?”

 

“ฉันมันคนชอบความสนุกตื่นเต้นเร้าใจ เวลาที่ได้คำตอบที่ไม่น่าสนใจเลยว่าจะลองเล่นอะไรสนุกๆกับนายซะหน่อย...คำถามแรก...เจียเอ๋อร์มันกำลังวางแผนจะทำอะไร?” กุ้ยอิงสะบัดแส้ไปตามความยาวแล้วหวดไปมาในอากาศ

 

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงในเมื่อฉันไม่ได้อยู่กับเขา!” กุ้ยอิงหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง ชายคนหนึ่งถือถังน้ำเดินตรงเข้ามาแล้วสาดโครมใส่ผมจนเปียกไปทั้งตัว

 

“เพี๊ยะ!” เสียงหวดผ่านลมตามมาพร้อมๆกับความเจ็บแสบบนร่างกายของผม

 

“ใครเป็นสายให้กับมัน?”

 

ฉันไม่รู้!

 

“เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

 

คราวนี้ความยาวของแส้ที่สะบัดใส่นอกจากจะหวดโดนอกผมแล้วมันยังพาดผ่านแผ่นหลังไปโดนแก้มอีกด้วย ความเจ็บที่ถูกเฆี่ยนยังไม่เท่ากับความแสบตามร่างกาย เสื้อที่เปียกน้ำถูกคมของหางกระเบนกรีดแตกผ่านผิวเนื้อ เลือดค่อยๆไหลซึมเสื้อผ้าออกมาตามแนวที่โดนเฆี่ยน

 

“นอกจากเด็กใหม่ของฮุ่ยหมิ่นแล้วยังมีใครที่เป็นหนอนบ่อนไส้ให้กับตระกูลเฉินอีก?” ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นแล้วเข้นเสียงรอดไรฟัน สติเหมือนจะเลือนหายไปทุกเวลา

 

ไปตายซะ!

 

“เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!” ผมได้ยินเสียงแส้หวดผ่านลมตามมาด้วยความเจ็บปวดตามร่างกายที่จับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันเกิดขึ้นที่ตรงไหนบ้าง รู้แต่ว่าผมกัดฟันแน่นไม่ยอมส่งเสียงร้องออกไปจนกระทั่งสติขาดหาย

 

หลังจากถูกเฆี่ยนตีอย่างหนักในห้องใต้ดิน สุดท้ายแล้วกุ้ยอิงก็สั่งคนให้ปลดผมลงมาจากขื่อ ดวงตาที่พร่าเลือนพยายามอย่างมากที่จะมองภาพตรงหน้าแต่เหมือนมีหมอกมัวมาบดบังไว้ แต่หูผมได้ยินเสียงสนทนาของกุ้ยอิงกับพรรค์พวกได้อย่างชัดเจน คนพวกนั้นกำลังกังวลการความเคลื่อนไหวของกายี ดูเหมือนว่ากายีกำลังสืบหาที่อยู่ของผมผ่านยูคยอม เด็กของฮุ่ยหมิ่นที่กุ้ยอิงพูดถึงเป็นยูคยอมไม่ผิดแน่ๆ หากกายีร่วมมือกับยูคยอมจะต้องหาผมพบแน่ๆ แต่ผมจะอยู่ถึงตอนนั้นได้หรือเปล่า...นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

 

ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะกลิ่นคาวเลือดฉุนจมูก เมื่อพยายามหาต้นตอของกลิ่นสุดท้ายก็รู้ว่ากลิ่นที่ว่ามันออกมาจากตัวผมเอง คราบเลือดตามร่างกายเมื่อตอนที่ถูกเฆี่ยนแห้งกรัง แผลที่ไม่ได้รับการรักษาเมื่อนานเข้าปากแผลก็แห้งกลืนไปกับเสื้อจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นเวลาที่ผมขยับตัวแล้วเสื้อขยับตามมันจะดึงปากแผลให้เปิดทำให้ผมรู้สึกเจ็บแผลตามตัวทุกครั้ง ผมไม่รู้วันไม่รู้คืน ไม่รู้ว่าตัวเองถูกจับมาขังแล้วทรมานนานกี่วันแล้ว ผมไม่รู้สึกอยากอาหาร แต่กลับกรหายน้ำเอามากๆ ในตอนนั้นเองที่ผมมองเห็นกุ้ยอิงนั่งอยู่ข้างนอกห้องขัง หมอนั่นกำลังดื่มน้ำจากขวดและนั่งมองผมอยู่บนเก้าอี้ หากนี่เป็นวิธีลงโทษของกุ้ยอิงผมขอบอกเลยว่าวิธีนี้มันได้ผลกับผม

 

“ไง? หิวน้ำหรอ?” ดูเหมือนว่ากุ้ยอิงจะชินกับวิธีการทรมานคน เขารู้ว่าตอนไหนควรใช้ไม้แข็ง ตอนไหนควรใช้ไม้อ่อน และตอนไหนที่จะลดคุณค่าของความเป็นคนของคนอื่นได้มากที่สุด บอกตามตรง...หมอนี่มันโรคจิตเข้าขั้นจริงๆ

 

“ฉันก็นึกว่านายจะหิวน้ำซะอีก” เมื่อเห็นผมลุกขึ้นมานั่งชันเข่าพิงหลังข้างกำแพงในความมืดหมอนั่นก็ยื่นขวดน้ำเข้ามาในห้องขัง จากนั้นก็เทน้ำในขวดทิ้งจนหมดแล้วเดินออกจากห้องขังไป

 

ผมนั่งมองน้ำที่ขังอยู่บนพื้นห้องด้วยสายตาเฉยชา หากผมกินน้ำจากพื้นก็เท่ากับว่าผมยอมลดคุณค่าของตัวเอง ไม่ต่างกับสุนัขข้างถนนที่กินเศษอาจม ต่อให้ต้องตายในนี้ผมก็ไม่มีวันทำเรื่องน่าสมเพชเด็ดขาด

 

ผมซุกหน้าลงกับเข่าได้หลับไปอีกครู่ใหญ่ก่อนกุ้ยอิงจะให้ชายสองคนจับผมออกมาจากคุกเพื่อเริ่มต้นทรมานอีกครั้ง คราวนี้ผมถูกจับล็อคกับเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่มีที่เท้าแขน ทว่าที่เท้าแขนมีสายหนังล็อคข้อมือและแขนผมไว้สองชั้น ขณะที่ผมกำลังสงสัยว่าคนพวกนั้นจะมาไม้ไหนอีก ชายอีกคนก็ถือถาดเหล็กเดินเข้ามา บนถาดคีบรูปร่างแปลกๆ

 

“คราวนี้ฉันขอความร่วมมือหน่อยนะ ว่าจะส่งของขวัญไปให้เสี่ยวเจียมันซะหน่อย”

 

ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกลูกน้องของกุ้ยอิงสองคนเข้ามาล็อคตัวไว้ วินาทีต่อมาผมก็เห็นกุ้ยอิงถือคีมเข้ามา ปากคีบแหลมๆแทงเข้าไปในเล็บก่อนที่สิ่งนั้นจะถอดเล็บของผมออกทีละนิ้ว

 

อ๊ากกกก!!” ผมตะโกนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดสุดแสน สติสัมปชัญญะแล่นเปรี๊ยะ ได้ยินเสียงกรีดร้องของตัวเองชัดเจนในโสตประสาท มันทรมานจนอยากจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอดเพราะช่วงเวลาแต่ละวินาทีดูเหมือนจะผ่านไปอย่างช้าๆ

 

ทันทีที่พันธนาการถูกปลด ผมก็ทิ้งร่างซบหน้าลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยเลือดของตัวเอง หูแว่วยินเสียงโทรศัพท์ที่กุ้ยอิงต่อถึงกายีโดยจงใจเปิดลำโพงให้ผมได้ยิน

 

 “เสี่ยวซือ.....เสี่ยวซือนายอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า?”

 

“......................” ทันทีที่ผมได้ยินเสียงของกายีน้ำตาก็ไหลออกมาราวทำนบแตก ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับเขา ไม่รู้ว่าตอนนี้อยากจะตายๆไปซะหรืออยากพบเขากันแน่

 

ถ้านายได้ยินก็ช่วยตอบฉันทีหนึ่งเถอะ จะพูดอะไรก็ได้ ให้ฉันได้ยินเสียงนายที เสียงของกายีดูร้อนใจ หากผมไม่พูดอะไรออกไปเลยเขาจะต้องเป็นห่วงแน่ๆ

 

“คะ....คืนนี้...พระจันทร์สวยเหลือเกิน...” แม้แต่ผมยังแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าเสียงที่ทั้งสั่นเครือและแหบแห้งจะเป็นเสียงของผมจริงๆทั้งที่เมื่อครู่ผมยังแผดเสียงลั่น

 

คนโง่อย่างกายีจะเข้าใจความหมายที่ผมพูดหรือเปล่า?

เขายังจะรอผมหรือเปล่า...ผมไม่รู้เลยจริงๆ

 

เสี่ยวซือ...เสี่ยวซือนายได้ยินที่ฉันพูดมั้ย? ห้ามนายถอดใจจากฉันเด็ดขาด ต่อให้นายอยู่ในสภาพไหนฉันก็จะไปรับนาย อดทนอีกนิด...ช่วยอดทนสักนิดเพื่อรอพบฉันนะ

 

ผมเม้มริมฝีปากแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเป็นทาง ผมไม่อาจรับปากเขาได้ว่าชีวิตนี้จะหลุดลอยจากเขาไปก่อนหรือเปล่า ผมรู้สึกเหนื่อย เจ็บปวดและไม่ต้องการจะถูกทรมานไปมากกว่านี้อีกแล้ว อยากตาย...จะหลุดพ้นไปจากตรงนี้ซะที

 

“พามันออกไป” สิ้นเสียงกุ้ยอิงคนของเขาก็มาลากผมออกไปแล้วโยนใส่เข้าไปในคุกตามเดิม

 

เฉินกุ้ยอิง! ทำร้ายฉันฉันทนได้ แต่ถ้าทำร้ายเสียวซือ ฉันยอมไม่ได้ หากนายกล้าแตะต้องเขามากไปกว่านี้อย่าหวังเลยว่าเราจะตกลงกันได้!

 

นายคิดว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่จะต่อรองได้หรือไงเสี่ยวเจีย? แต่เอาเถอะฉันไม่ถือสา....ฉันจะมอบคนของนายคืนให้ก็ได้หากนายโอนกรรมสิทธิ์ของที่ดินและทรัพย์สินในฮ่องกงทั้งหมดให้ฉัน รับรองว่านายจะได้คนคืนทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่....แต่ถ้าหากนายคิดจะเล่นตุกติกกับฉันคนนี้ รับรองว่านายจะไม่มีวันหาคนสำคัญของนายเจออีกเลย

 

 “ได้! อีก 3 วันหลังจากนี้นายจะได้ทุกอย่าง

 

ผมได้ยินเสียงกายีตะโกนใส่กุ้ยอิง จากที่เสียงดังกลับค่อยๆฟังดูเหมือนห่างไกลจากผมมากขึ้นมากขึ้นทุกที ผมนอนขดตัวในห้องขังเหมือนผ้าขี้ริ้ว เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือดของตัวเองแห้งกรัง ไม่มีส่วนใดของร่างกายที่ไม่รู้สึกเจ็บ

 

ผมได้เรียนรู้ว่า....เมื่อถึงท้ายที่สุด ความตายก็ไม่ใช่สิ่งน่าหวาดกลัว ช่วงเวลาก่อนตายนั่นต่างหากที่ทุกข์ทรมาน

 

ภายในห้องมืดที่เงียบสนิท เขาแว่วได้ยินเสียงของกายีจากที่ไกลๆ

 

“เสี่ยวซือ... ฉันมารับนายแล้ว” ผมเงยหน้าขึ้น เห็นกายียื่นมือออกมาอยู่ตรงหน้า ผมเบิกตาแล้วเม้มปากแน่น ยื่นมือไปหาอีกฝ่าย

 

“นึกไม่ถึงว่างูน้อยจะคิดถึงฉันจนร้องไห้” กายีสวมกอดผม ผมคว้าเขาเข้ามากอด

 

ทว่าคว้าไว้ได้แต่เพียงความว่างเปล่า แค่ชั่วครู่...มันเป็นเพียงฝันหนึ่งตื่น แล้วความฝันก็จางหายไป...ไม่ได้คงอยู่ถาวรเป็นเพียงจิตนาการลมๆแล้งๆของผม

 

ทันใดนั้นผมก็ลืมตาขึ้นมาและพบว่าตัวเองยังคงอยู่ที่เดิม ในห้องขังที่มีผนังเป็นหินล้อมรอบ อับชื้น มืดดำ และเหม็นกลิ่นคาวเลือด เมื่อครู่ผมแค่ฝันไปเท่านั้น ฝันว่ากายีมารับ

 

ผมขดตัวกลมเป็นลูกนกพลางนึกเจ็บใจตัวเอง ยามอยู่ข้างกายเคยรู้สึกกลัวเขาจนอยากจะหนีไปหลายครั้ง...ยามจากกลับอาวรณ์ได้ถึงเพียงนี้

 

 

เสียงปืนดังขึ้นซ้ำๆกันหลายนัด คล้ายดังมาจากที่ที่ไกลแสนไกล เสียงคนร้องวุ่นวาย เสียงฝีเท้าที่จับทิศทางไม่ถูกดังอยู่ในอากาศ จากนั้นก็ตามมาได้เสียงไขแม่กุญแจที่ประตูเหล็ก แล้วอยู่ๆเสียงฝีเท้านั้นก็หยุดอยู่ที่เหนือหัว

 

ผมค่อยๆขยับตัว ยันฝ่ามือที่เปื้อนเลือดกับพื้นเพื่อพยุงร่างตัวเองขึ้น ผมมองเห็นเงาร่างหนึ่งค่อยๆเดินเข้ามาในคุกช้าๆ มือขวาของเงานั้นมีร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่ลากคอเข้ามาด้วย ฝ่ายนั้นถูกซ้อมจับหน้ายับดูไม่ออกว่าเป็นใคร

 

เงานั้นค่อยๆย่อตัวลงในระดับสายตา ภายในคุกที่มืดสนิทมีแสงบางๆที่ลอดเข้ามาจากประตูเผยให้เห็นสีหน้าของเงาร่างนั้นได้อย่างชัดเจน

 

“....กากา....” ผมค่อยๆเอื้อมมือออกไปช้าๆอยากสัมผัสฝ่ายนั้นว่าคือฝันหรือความจริง ทว่าเมื่อมองเห็นหลังมือตัวเองที่เต็มไปด้วยเลือดผมก็หดมือไม่กล้าเอื้อมออกไปแตะ

 

“....เสี่ยวซือ...งูน้อยของฉัน...” น้ำเสียงของอีกฝ่ายสั่นพร่า ราวกับต้องเค้นเสียงออกมาจากก้นบึ้ง กายีค่อยๆจับมือของผมแล้วดึงไปแตะแก้มตัวเองอย่างไม่รังเกียจ

 

เป็นคุณจริงๆ” น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มก่อนผมจะโผเข้าสู่อ้อมกอดของกายี

 

“ฉันขอโทษ...ขอโทษนะเสี่ยวซือที่ทำให้นายต้องรอ...ฉันมารับนายกลับบ้านแล้ว”

 

กลับบ้าน...เพียงแค่ผมได้ยินเขาพูดประโยคนั้น ความรู้สึกกลัว ความทรมานที่แสนยาวนานและความเจ็บปวดทั้งหลายที่ผมอดทนมาตลอดก็พังทลาย ผมใช้สองมือยึดตัวเขาไว้แน่นแล้วเปล่งเสียงร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย ผมมีคำพูดนับพันอยากบอกเขา แต่ตอนนี้ผมพูดอะไรไม่ออกนอกจากร้องไห้ออกมาเพื่อช่วยให้ความอัดอั้นที่มามาตลอดหลายวันนี้ได้ระบายออก กายีกอดผมแน่น ผมรู้สึกว่าไหล่ตัวเองร้อนและเริ่มเปียก

 

กายีกำลังร้องไห้? เขาคงทุกข์ทรมานที่เห็นสภาพของผมในตอนนี้ ผมไม่เคยเห็นเขาร้องไห้มาก่อน ด้วยอารามตกใจจึงดันไหล่เขาออกแล้วมองหน้าด้วยความกังวล กายีที่มองผมดวงตาแดงก่ำ เขายังร้องไห้ครางฮือๆและปล่อยให้น้ำมูกไหลเหมือนเด็กๆ ผมสูดหายใจเข้าทีหนึ่งแล้วใช้เสื้อตัวเองเช็ดน้ำมูกให้กายี

 

“อย่าร้องไห้สิ...คนที่ร้องไห้ควรเป็นผมมากกว่า เมื่อกี๊ผมฝันว่าคุณมารับ...แต่พอลืมตาขึ้นมาคุณก็ไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ทำไมผมถึงได้เสียใจนัก แต่ก่อนผมเคยคิดว่าผมไม่มีอะไรในโลกนี้ให้ต้องอาลัยอาวรณ์อีกแล้ว หากได้ตายเร็วเท่าไหร่ถือเป็นกำไร ดังนั้นผมจึงเลือกทำเรื่องสิ้นคิดอย่างการเป็นขโมย และเข้ากลุ่มพวกนักเลงเพื่อหาเงินเก็บไว้ให้พี่ๆน้องๆได้ใช้”

 

“แต่พอได้สัมผัสกับความรู้สึกที่ใกล้จะตายจริงๆผมกลับรู้สึกเสียดาย....”

 

“อยากจะอยู่ใกล้ๆคุณมากกว่านี้อีกสักนิด”

“อยากจะเห็นหน้าคุณอีกสักครั้ง”

 

 

“ผมเพิ่งรู้ว่าที่ผมเอาแต่คิดถึงคุณก็เพราะว่าผมรักคุณ ผมเคยคิดว่าหากไม่มีพี่น้องของผม โลกใบนี้ไม่มีอะไรที่ผมต้องอาวรณ์อีก แต่วันนี้ผมเพิ่งรู้...ที่แท้โลกนี้ยังมีสิ่งหนึ่งที่ผมยังอาลัยอาวรณ์อยู่อีกอย่าง...นั่นก็คือคุณ...”

 

“หากคุณที่อยู่กับผมตอนนี้เป็นความฝัน....ขออย่าให้ผมตื่นอีกเลย” กายีที่เพิ่งจะสงบได้ไม่ไม่เท่าไหร่ พอได้ยินประโยคสุดท้ายที่ผมพูดเขาก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้งแล้วดึงผมเข้าไปกอด

 

เด็กบ้า! ทีหลังอย่าเคลื่อนไหวตามลำพังอีกนะ!! อย่าปล่อยให้ฉันคนนี้ต้องมีเรื่องให้เสียใจในชีวิตอีกเลย” ผมพยักหน้าแทนคำตอบ ผมกับกายีกอดกันร้องไห้อยู่อีกครู่ใหญ่ก่อนเขาจะช่วยฉุดมือผมขึ้นจากพื้นแล้วประคองเอวไว้

 

มาเถอะ! เราไปจากที่นี่กัน”

 

“กายีระวัง!” ในตอนที่กายีกำลังก้มลงมาจะช่วยพยุงผม กุ้ยอิงลุกขึ้นไปหยิบแส้หางกระเบนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้หวดเข้าไปที่ลำตัวของกายี กายียกมือขึ้นกันหางกระเบนพันรอบมือเขา ทว่าเขากลับไม่สะทกสะท้านแม่แต่น้อย กายีหันไปถลึงตาจ้องอีกฝ่ายแล้วควักปืนขึ้นทำท่าจะยิงหัวเขา

 

อย่าฆ่าเขานะ!!” ผมตะโกนแล้วรวบเอวกายีไว้

 

ไม่ใช่เพราะผมห่วงสวัสดีภาพของกุ้ยอิง แต่ผมเห็นแก่เขาที่ยังไว้ชีวิตผม กุ้ยอิงมีโอกาสฆ่าผมหลายครั้งแต่เขาไม่ทำ แม้ผมจะต้องทุกข์ทรมานเจียนตายจากการถูกทรมาน แต่อย่างน้อยเขาก็ยังไว้ชีวิตผม เหตุผลแค่นี้ก็มากพอแล้วที่ผมจะตอบแทนเขา

 

“อย่าน้อยเขาก็ยังไว้ชีวิตผม” ผมเงยหน้ามองกายี กายีมองหน้าผมกลับเหมือนกำลังชั่งใจ จากนั้นก็ตัดสินใจยิงขากุ้ยอิงสองนัดติดกัน

 

“เพราะเสี่ยวซือขอไว้วันนี้ฉันจะปล่อยแกไป หากยังรักชีวิตก็ไสหัวไปซะก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ แล้วถ้าหากต่อไปเสี่ยวซือได้รับอันตรายแม้แต่น้อย ฉันจะตามไปฆ่าแก ต่อให้หนีไปจนสุดขอบฟ้าฉันก็จะตามไปหาจนเจอ..ฉันจะค่อยๆทรมานจนแกร้องขอความตายเอง ถ้าเข้าใจที่พูดก็รีบไสหัวไปซะ! อย่ามาเหยียบที่นี่ แผ่นดินจีนหรือฮ่องกงอีก ไปให้พ้น!” กุ้งอิงที่ถูกยิงขาทั้งสองข้างร้องครวญครางแล้วพยายามใช้มือทั้งสองข้างตะเกียกตะกายตัวเองออกไปจากที่นี่

 

“ไปเถอะ” กายีหันกลับมาถอดเสื้อตัวนอกคลุมตัวให้ผมแล้วช้อนร่างผมขึ้นจากพื้น

 

“จะหลับสักหน่อยก็ได้นะ...หลับตรงนี้แหละ” กายีให้ผมซบอกเขา ผมรู้ว่าตัวเองจะปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ๆเขา ดังนั้นไม่ช้าผมก็หลับไปแทบจะในทันทีเพราะความเหนื่อยล้า

 

 

กายีไม่สนใจองค์กรของทหารหรือว่าตำรวจที่เสนอแผนใหม่ให้มีการส่งคนไปดูลาดเลาก่อน ไม่ว่าทางการจะตัดสินใจยังไงการดำเนินการย่อมล่าช้ากว่าปกติ ซึ่งทุกวินาทีที่เสียไปคือลมหายใจของเสี่ยวซือ หากกายีไปช่วยเสี่ยวซือไม่ทันเขาจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย ดังนั้นหลังจากที่เขาติดต่อกับทางตำรวจเสร็จก็จับเครื่องบินเที่ยวที่เร็วที่สุดเพื่อเดินทางไปยังเซี่ยงไฮ้ ไปรับเสี่ยวซือด้วยตัวของเขาเองโดยไม่รอฟังคำสั่งของตำรวจ

 

กายีนำคนไปบุกตระกูลเฉินด้วยคนเพียง 10 คน ที่คัดสรรค์มาแล้วว่าเป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับยาก เขาแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม ให้คนกลุ่มแรกบุกเข้าไปทำลายกล้องวงจรปิดทั่วบ้านเพื่อทำลายหลักฐานว่าเขาบุกเข้าไปโดยผิดกฎหมาย อีกกลุ่มตามเขาเข้าไปด้านใน โดยบุกเข้าไปยังเรือนด้านหลังเพราะแถวนั้นมีการวางเวรยามไว้จำนวนมากกว่าสถานที่อื่นๆ

 

ขณะที่เขากำลังต่อสู้กับคนอยู่ด้านนอกอยู่ก็ผู้กองคิมยูคยอมก็ตามมาสมทบ

 

“ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้!” อีกฝ่ายตะคอกถามเขาขณะที่ซัดชายคนหนึ่งที่ตรงเข้ามาที่พวกเขาอยู่ ฝีมือการต่อสู้มือเปล่าของผู้กองคิมไม่ใช่เล่นๆเลย แค่ไม่นานเขาก็ล้มคนไปได้ถึง 3 คนแล้ว

 

“นายเองก็ได้ยินอะไรมาเหมือนกันล่ะสิ? ถึงได้เคลื่อนไหวคนเดียว” กายีทำหน้าเหมือนรู้ทันอีกฝ่าย

 

กายีมองผู้กองกระโดดถีบชายคนที่ถือมีดพุ่งเข้ามา จากนั้นก็กระโดดม้วนตัวหลบลูกกระสุนปืนที่คนยิงมาจากบนหลังคาบ้าน เขาค้นตัวชายคนที่ถูกอัดจนสลบแล้วโยนปืนกระบอกเล็กให้อีกฝ่ายแล้วสั่งออกไปว่าห้ามใช้ปืนของตำรวจเพราะมันจะวุ่นวายตอนตำรวจมาเก็บหลักฐาน ดังนั้นวันนี้เขาจึงสวมถุงมือหนังมาด้วย ทำให้ทุกอย่างในวันนี้ไร้ร่องรอยราวกับเขาไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเป็นดีที่สุด

 

“นี่คงไม่ได้แอบหนีมาจัดการเองนอกเหนือคำสั่งของตำรวจหรอกนะ?” กายีอมยิ้ม

 

“บางครั้งกฎหมายก็ไม่อาจให้ความเป็นธรรมกับคนได้ แต่วางใจเถอะฉันทำงานรอบครอบพอ”

 

ระหว่างที่แอบคุยกันผู้กองคิมก็เรียกให้กายีให้หลบเข้าไปที่เรือนหลังเล็ก โดยให้คนของเขาคอยต้านไว้ด้านหน้า เมื่อเข้ามาด้านในก็พบว่ายังมีคนของกุ้ยอิงแห่กันออกมาอีกเป็นจำนวนมาก

 

“ชั้นใต้ดินในเรือนหลังเล็กจะมีห้องลับอยู่ที่พื้นข้างชั้นหนังสือ ตรงนี้ไว้เป็นหน้าที่ฉันเอง!” เมื่อถูกเร่งให้รีบเข้าไปด้านในกายีก็ทิ้งทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของผู้กองแล้วตรงไปตามคำบอก

 

กายีเดินไปที่ชั้นหนังสือด้านใน ที่พื้นมีห้องลับอยู่จริงๆประตูลับที่ว่านำลงไปสู่ห้องคุกชั้นใต้ดิน

 

ด้านล่างเมื่อเดินลงไปภายในดูคล้ายอุโมงค์หิน ทางเดินทอดยาวมีแสงจากไฟดวงเล็กๆข้างผนัง สุดทางอุโมงค์เป็นห้องกว้างๆที่ล้อมรอบด้วยหินแกรนิตสกัดเป็นก้อนใหญ่ๆ ภายในคุกใต้ดินทั้งมืดและอับชื้น มีแต่กลิ่นอับและกลิ่นคาวเลือด

 

กายีค่อยๆก้าวเข้าไปอย่างเงียบสนิท ริมทางเดินด้านซ้ายมองเห็นเงาคนกำลังง่วนอยู่กับการห่ออะไรบางอย่างบนโต๊ะ แสงไฟสีส้มสลัวๆแกว่งเบาๆอยู่เหนือร่างของกุ้ยอิง อีกฝ่ายยืนหันหลังให้จึงไม่ทันสังเกตว่าเขาลงมาจนถึงตัวแล้ว แต่เขาเห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายเทเศษของบางอย่างที่ติดคราบเลือดจากถาดเงินเทลงในกล่องของขวัญใบเล็กๆพร้อมกับแนบการ์ดเขียนชื่อเขา

 

เพียงเท่านั้นเลือดในกายของกายีก็เดือดพล่าน เขารู้ได้ทันทีว่าของขวัญที่ติดเลือดจะต้องเป็นอะไรบางอย่างจากงูน้อยของเขา บางครั้งมาเฟียก็มักตัดนิ้ว ควักลูกนัยน์ตาของสำคัญของอีกฝ่ายส่งไปให้ประหนึ่งศาลท้ารบหรือเมื่อต้องการทำสัญญาแลกเปลี่ยน

 

“ชอบของขวัญที่ฉันกำลังจะส่งให้หรือเปล่าล่ะ?” กุ้ยอิงค่อยๆหันมาช้าๆแล้วยื่นกล่องของขวัญส่งให้เขาอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ

 

แก!!” กายีตะโกนลั่นแล้วกระโดดเข้าใส่กุ้ยอิงพร้อมๆกับที่อีกฝ่ายยกปืนขึ้นยิงหนึ่งนัด

 

พวกเขาล้มลงไปพร้อมๆกัน กายีคร่อมเหนือร่างของกุ้ยอิงแล้วต่อยหน้าอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง 1 หมัด 2 หมัด 3 หมัด 4 หมัด เขากระแทกหมัดใส่ใบหน้าของกุ้ยอิงจนเลือดจากใบหน้าของอีกฝ่ายและเลือดจากกำปั้นกระทบฟันแข็งๆของหมอนั่นแตกผสมปนเปกันจนกุ้ยอิงแน่นิ่งไป

 

กายียืนมองร่างที่ถูกต่อยจนยับแล้วลากคอมันเดินไปหาเสี่ยวซือ ด้านในสุดของสถานที่แห่งนี้มีคุกเล็กๆซ่อนตัวอยู่ด้านในสุด เขามองเห็นเงาเล็กๆขดตัวอยู่ในห้องขัง กุญแจห้องขังยังแขวนอยู่ที่ผนังด้านข้าง กายีเดินไปหยิบกุญแจมาไขออกแล้วเดินไปที่ร่างนั้น

 

ร่างเล็กๆค่อยๆขยับช้าๆ กลิ่นเลือดและใบหน้าที่บวมโย้ของอีกฝ่ายทำเขาจุกจนพูดอะไรไม่ออก งูน้อยที่เขารักและทะนุถนอม...งูน้อยที่เขารักดั่งแก้วตาดวงใจถูกคนชั่วช้ารังแกโดยที่เขาช่วยอะไรไม่ได้เลย...นี่หรือคือผลตอบแทนที่อยากจะอยู่ด้วยกัน...

 

ชื่อของฮุ่ยหมิ่น แปลว่า ความฉลาดเฉลียวแห่งเมตตา แต่ไม่เคยเมตตาหรือไว้หน้าใคร ชื่อของกุ้ย อิง แปลว่าผู้มีคุณค่าและมีความสำคัญ แต่กลับไม่เห็นความสำคัญของของคนอื่นทรมานเสี่ยวซือเจียนตาย

 

“....กากา....” งูน้อยเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยเลือดออกมา แต่กลับหดมือกลับไม่กล้าเอื้อมออกมาแตะ

 

“....เสี่ยวซือ...งูน้อยของฉัน...” กายีค่อยๆจับมือของงูน้อยแล้วดึงไปแตะแก้มตัวเองอย่างไม่รังเกียจ

 

“เป็นคุณจริงๆ” น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มก่อนผมจะโผเข้าสู่อ้อมกอดของกายี

 

“ฉันขอโทษ...ขอโทษนะเสี่ยวซือที่ทำให้นายต้องรอ...ฉันมารับนายกลับบ้านแล้ว” กายีกอดอีกฝ่ายไว้แล้วร้องไห้ออกมาเสียงดัง

 

เป็นเขาเองที่ทำให้เด็กคนนี้ต้องลำบาก เป็นเพราะเขาเองที่ดึงดันที่อยากให้เสี่ยวซืออยู่ข้างกายโดยไม่นึกถึงผลที่ตามมาและนี่คือโทษที่เขาสมควรได้รับ ความเจ็บปวดใดๆไม่เท่าเจ็บที่ต้องเห็นคนที่เรารักมากที่สุดเจ็บปวดเพราะก้าวเข้ามาอยู่ในวังวนของคนชั่ว ตอนนี้เขาสำนึกผิดแล้ว เขารู้แล้วว่าควรต้องจบเรื่องนี้ยังไง

 

หลังจบเรื่องเสี่ยงซือขอให้ไว้ชีวิตกุ้ยอิง กายียอมทำตามแต่โดยดีปล่อยกุ้ยอิงไปโดยยิงที่ขาทั้งสองข้างของอีกฝ่าย ขณะที่เขาอุ้มเสี่ยวซือเดินออกมาที่ทางออกก็พบกับผู้กองคิม ทันทีที่ผู้กองเห็นสภาพของเสี่ยวซือก็ช็อคจนพูดไม่ออก

 

“....เขายังไม่ตาย....” เขาปรายตาไปที่กุ้ยอิงที่อยู่ด้านหลังแล้วพูดต่อ

 

“เสี่ยวซือขอไว้ไม่ให้ฆ่ามัน เพราะอย่างน้อยหมอนั่นก็ยังไว้ชีวิตเสี่ยวซือของฉัน” กายีเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงกุ้ยอิงร้องขอชีวิตจนต้องหยุดฟัง

 

“จะทำอะไรน่ะ! อย่า! อย่า! ได้โปรด...ไว้ชีวิตฉันเถอะ!

 

ปัง!” สิ้นเสียงปืนกายีหลับตาลงถอนหายใจออกช้าๆ เขารักษาสัญญาว่าจะไม่ฆ่ากุ้ยอิงก็จริง แต่ใครจะรู้ว่าผู้กองคิมเองก็มีหนี้แค้นที่ต้องชำระกับกุ้ยอิงเช่นกัน

 

รวมเวลาที่เสี่ยวซือหายไปจนกระทั่งพบตัวเป็นเวลากว่า 2 วัน แต่เป็นสองวันที่ทรมานของกายี เขาต้องใช้เวลาอีก 2 วันต่อมาเพื่อเฝ้าดูเสี่ยวซือฟื้น เสี่ยวซือมีบาดแผลฟกช้ำจากการถูกซ้อมตามร่างกายและใบหน้า

 

กระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่ เล็บทั้ง 10 นิ้วถูกถอดจนหมด พยาบาลต้องใช้ผ้าพันแผลไว้ ที่หลังมีแผลถูกเฆี่ยนตีด้วยวัตถุบางอย่างที่ทำให้แผ่นหลังมีรอยแตกเห็นผิวหนังชั้นในและต้องให้นอนคว่ำ เสี่ยวซือได้รับยาทำให้หลับมาตลอดเกือบ 2 วัน ซึ่ง 2 วันมานี้กายีคอยดูอยู่ข้างๆตลอดเวลาไม่ยอมไปไหนแม้จะมีพี่ชายของเสี่ยวซือคอยมาช่วยผลัดเวรช่วยเฝ้าแทนแล้วให้เขาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ตาม เพราะบางครั้งเสี่ยวซือจะหลุดจากภวังค์ตื่นขึ้นมาพูดกับเขาคำสองคำแล้วก็หลับไปอีก กายีรู้อยู่แล้วว่าเหลือเวลาที่จะอยู่เคียงข้างงูน้อยได้อีกไม่นาน ดังนั้นจึงพยายามที่จะอยู่ใกล้ๆให้มากที่สุด

 

คืนหนึ่งเสี่ยวซือลืมตาขึ้นมามองเขาแล้วอยู่ๆก็ยิ้มให้

 

“คุณรู้มั้ย...ผมน่ะ...รักคุณถึงขนาดยอมตายแทนได้...” เสี่ยวซือที่นอนคว่ำอยู่บนเตียงคนไข้ดูเหมือนจะเบลอและจำไม่ได้ว่าเป็นความฝันหรือความจริง กายีเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ จับมือที่ถูกพันผ้าไว้ขึ้นมาจูบ

 

“ฉันเองก็เหมือนกัน....ถ้าเพื่อนายแล้วฉันยอมตายแทนได้เหมือนกัน”

 

ไม่เอา...ถ้าจะตาย...ก็ต้องตายด้วยกัน” เสี่ยวซืออ้อนเขาด้วยการขยับตัวเข้ามาหาแล้วกอดแขนเขาเอาไว้ กายีก้มลงจูบหน้าผากของงูน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่างูน้อยได้เข้าสู่นิทราไปอีกครั้งแล้ว

 

เพื่อเสี่ยวซือแล้ว...มาเฟียที่ชื่อหวังเจียเอ๋อร์หรือหวังกายีควรจากไปเสียที” กายีก้มลงดึงผ้าห่มให้เสี่ยวซือแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องเยี่ยมไข้

 

เขามีพันธะสัญญากับผู้กองคิมว่าจะเป็นคนจบเรื่องนี้ ซึ่งยังเหลือคนอีกคนที่ต้องตามคิดบัญชีคือประมุขเฉินผู้ที่หนีหายเข้ากลีบเมฆและอยู่เหนือกฎหมายเพราะความผิดทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนชี้ไปที่ฮุ่ยหมิ่นและกุ้ยอิง ทั้งๆที่ทุกคนรู้ดีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือใคร ทว่ากลับจัดการไม่ได้ ทางเดียวที่จะจับอีกฝ่ายได้คือต้องตั้งข้อหาใหม่ และพยายามฆ่า ดูจะเป็นข้อหาที่จะสามารถกักตัวอีกฝ่ายไว้ได้เพื่อรอรวบรวมหลักฐานจากที่ต่างๆว่าประมุขเฉินคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง แต่การจะทำอย่างนั้นได้จะต้องมี สารเร่งนั่นก็คือเขาเอง

 

กายีเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วกดล็อคประตูใหญ่ เวลานี้เป็นเวลา ตี 3 กว่า ไม่ค่อยมีคนไข้ใช้ห้องน้ำ เขาจึงอาศัยเวลานี้แอบหลบเข้ามาเพื่อเปลี่ยนผ้าพันแผลอยู่เป็นประจำตั้งแต่วันแรกที่รู้ตัวว่าถูกยิงในวันที่ช่วยเสี่ยวซือออกมาจากคุกใต้ดิน

 

กายีถอดเสื้อคลุม ปลดกระดุมเสื้อด้านในแล้วค่อยๆดึงผ้าพันแผลที่พันรอบท้องจนหนาหลายนิ้วออกมาทิ้ง ที่เขาไม่กลับไปที่บ้านและไม่ยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าใครๆก็ด้วยเหตุผลนี้ แผลที่ถูกกระสุนโดนเข้าที่ท้องด้านขวา แม้ว่าตอนนี้มันจะไม่ได้เจ็บมากมายอะไรเพราะว่าเขาแอบพยาบาลเข้าไปขโมยยาชาในห้องพักพยาบาลออกมาฉีดเองโดยพละการ แต่เลือดที่เสียไปในทุกๆวันมันทำให้เขาแทบจะทรงตัวยืนไม่อยู่แล้ว พอบวกกับอาการเบื่ออาหารยิ่งทำให้เขาไม่ได้กินอะไรนอกจากน้ำมาแล้ว 2 วัน

 

กายีเอาผ้าผืนใหม่พันแผลที่ท้องให้หนาๆแล้วติดกระดุมเสื้อและสวมเสื้อคลุมทับอีกชั้น จากนั้นก็เดินออกจากห้องน้ำ กดมือถือติดต่อผู้กองคิมเพิ่มปิดจ๊อบงาน

 

“เสี่ยวซือหลับไปแล้ว ผมว่าเรามาคุยเรื่องของเราก่อนที่เขาจะฟื้นดีกว่าผู้กอง ผมจะรออยู่ที่ห้องพักของเสี่ยวซือ...คุณพร้อมเมื่อไหร่ก็รีบมาแล้วกัน” กายีวางสายแล้วผลักประตูเข้าไปในห้องของเสี่ยวซือเพื่อนั่งรอเวลา

 

 ------------------------------------------------------------

To Be Con

ขอโทษที่ลงช้านะคะ

มาต่อแล้วเนอะ

นามิ

ความคิดเห็น