ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 ร้ายได้โล่! 50%

ชื่อตอน : บทที่ 7 ร้ายได้โล่! 50%

คำค้น : เพลิงรักอสนี ละอองอาย เพลิงรักอสุรา สายฟ้า หมอ เมียหมอ

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 113

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ต.ค. 2564 21:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 ร้ายได้โล่! 50%
แบบอักษร

เพราะจำนวนเงินจากค่าประจำตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการนั้นค่อนข้างสูง อีกทั้งตัวเลือกของร้านโอมากาเสะในหัวเมืองต่างจังหวัดก็มีไม่มาก ที่มีอยู่ก็เป็นร้านระดับไฮเอนด์ที่ราคาต่อคอร์สเริ่มต้นที่เงินเดือนเด็กจบใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งในราคานั้นก็ได้ไม่กี่คำ และกับคนตัวใหญ่ที่อ้างว่า ‘ช่วยดัน’ เรื่องตำแหน่งให้เธอ จ๊ะจ๋ารู้สึกว่าเขาคงไม่อิ่มกับคอร์สเล็กๆ แน่นอน เธอจึงกัดฟันจองคอร์สที่แพงที่สุดของร้าน

ภาพของโอโทโร่ชิ้นหนาสีชมพูระเรื่อแทรกด้วยสีขาวของไขมันปลาฉ่ำๆ ถูกยกขึ้นเสิร์ฟสองที่ต่อหน้าของ ‘ผู้อำนวยการ’ และ ‘ผู้ช่วยผู้อำนวยการ’ ที่ฝ่ายแรกกำลังถือตะเกียบรอด้วยสีหน้าแช่มชื่น ทว่าฝ่ายหลังนั้นระบายใจออกมาเบาๆ

หางตาของจ๊ะจ๋าเห็นฝ่ามือหนาของคนที่นั่งข้างๆ คว้าเอาจานกระเบื้องเคลือบที่วางโอโทโร่ลงมาวางต่อหน้า และคล้ายว่าเขาจะจัดการกับเจ้าชิ้นปลานั่นอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อหันไป ก็พบว่าจานกระเบื้องเคลือบนั้นว่างเปล่าเสียแล้ว

ท่าทางอิ่มเอมกับมื้ออาหารของชายหนุ่มตรงหน้า ช่างชวนให้คนมองรู้สึกเจริญอาหารตามไปด้วย จ๊ะจ๋าจึงหันไปคีบโอโทโร่แล้วลิ้มรสชาติของมันอย่างบรรจง ค่อยๆ ละเลียดอย่างใจเย็น ก่อนจะกระดกมุมปากเมื่อพบว่ารสชาติของอาหารนั้นช่างคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย เพราะถึงอย่างไรเสีย เงินประจำตำแหน่งนี่ก็เหมือนเงินได้ฟรี ที่ก่อนหน้านี้ไม่มี มาตอนนี้เธอจะเอามาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบ้างคงไม่เป็นไร

“ว่าแต่... คุณสายฟ้ามีเบาะแสอะไรบ้างไหมคะ? เรื่องนั้น...” จ๊ะจ๋าเอ่ยถาม ขณะรอให้เชฟแล่เนื้อปลาอย่างบรรจง

“เรื่องอะไรครับ?” ใบหน้าคมสันหันกลับมาถามด้วยประกายสงสัยในแววตา

“ก็เรื่องคุณอา จ๋าเห็นว่าเรื่องมันเงียบไป นิก็บอกว่าทางตำรวจไม่มีหลักฐานอะไรเพิ่ม กำลังจะปิดคดีเร็วๆ นี้” เพราะรู้สึกว่าเรื่องที่คุยนั้นค่อนข้างเป็นความลับ น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปจึงเบาราวกระซิบ ทำให้คนหนุ่มต้องเอนตัวเข้ามาใกล้เพื่อฟังเสียงของเธอได้ถนัด

“ครับ ผู้กองบอกผมแล้วว่าเตรียมจะปิดคดี” น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นเรียบเรื่อย ไร้กระแสอารมณ์ใดๆ แฝงเร้นมาให้สัมผัส หากคนไม่รู้จักก็ต้องคิดว่าเขากำลังพูดถึงคดีของคนอื่น ไม่ใช่คดีของพ่อตัวเอง

“แล้วคุณจะปล่อยให้คดีถูกปิดง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอคะ?” จ๊ะจ๋าอดจะสงสัยไม่ได้ เพราะหลังจากที่เขาพาเธอไปที่บ้านในวันนี้ เธอก็แทบจะไม่เห็นแววแค้นในดวงตาของลูกชายที่พ่อเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาอีกเลย

เธอเองก็ยุ่งกับการผ่าตัดจนแทบไม่มีเวลา สองสามวันมานี้เธอเจอเขานับครั้งได้ เรียกว่าเจอกันแบบผ่านๆ จะดีกว่า เพราะการเข้ารับตำแหน่งในช่วงแรกคงมีเรื่องมากมายให้ต้องจัดการ ทว่าพอมาเจอกันวันนี้ และได้พบกับท่าทีของเขาที่มีต่อคดี ทำให้จ๊ะจ๋าเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่า เขายังคงอยากจะสืบหาความจริงอยู่ไหม หรือว่าเขาไปรู้อะไรมาแล้วกันแน่

“ครับ ผมคิดว่าคดีควรจะปิดได้แล้ว” พูดจบก็คีบเอาแซลมอนที่ผ่านกระบวนการอย่างพิถีพิถันเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ไม่วายยังยกจานจากบนบาร์มาให้จ๊ะจ๋าอย่างใจกว้าง และคล้ายว่าเรื่องที่คุยกันนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา

“ตอนกินอย่าทำหน้าเครียดสิครับ เดี๋ยวอาหารก็ไม่ย่อยพอดี” ไม่วายดันจานเข้ามาใกล้ ทำให้จ๊ะจ๋าต้องจัดการกับเจ้าปลาส้มสลับลายขาวนั้นอย่างเสียไม่ได้

เธอเดาใจผู้ชายคนนี้ไม่ออก แววตาของเขานั่นก็เหมือนกับประตูที่ปิดสนิทจนยากจะสืบเสาะหาสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในจากแววตาคู่นั้น ทั้งท่าทีและการกระทำก็คาดเดาได้ยากอยากเหลือเกิน ยิ่งตอนสุดท้ายชิงตัดหน้า จ่ายค่าอาหารทั้งๆ ที่ก็บอกให้เธอเลี้ยงเขาแท้ๆ

อะไรของเขากันแน่นะผู้ชายคนนี้?

“ขอเลขบัญชีด้วยค่ะ เดี๋ยวจ๋าโอนส่วนของจ๋าคืนให้” ร่างแบบบางเดินตามร่างสูงที่กำลังก้าวเดินลงบันไดจากชั้นสองของร้าน แต่เพราะว่าร้านนั้นตกแต่งอย่างญี่ปุ่นโบราณ บันไดทางเดินก็แคบและออกจะชันอยู่สักหน่อย เคราะห์ร้ายก้าวพลาดเหยียบเท้าไม่เต็มขั้น ซ้ำรอยรองเท้าดอกสึกไม่ยึดเกาะพื้น ทำให้ร่างแบบบางนั้นเสียหลัก และด้วยทฤษฎีการเอาตัวรอดที่ว่า คนเรามักไขว่คว้าหาหลักยึดเหนี่ยวเมื่อประสบกับวินาทีเสี่ยงตาย และคนตรงหน้าก็ดูจะเป็นหลักที่มั่นคงอย่างเหลือประมาณ

หมับ!

แขนเล็กรัดรอบคอของชายหนุ่มเอาไว้แน่น และเพราะแรงเหนี่ยวรั้งทำให้อีกฝ่ายก็พอจะเดาได้ว่าเธอคงเสียหลักเข้าแล้ว กายกำยำนั้นจึงหันกลับมาพร้อมกับช้อนร่างบางขึ้นมาประชิดตัว โอบประคองเธอไว้ไม่ให้ไถลลงไปตามความลาดชันของบันได

หัวใจดวงน้อยถีบเต้นด้วยความตื่นกลัว เธอโอบสองแขนรัดร่างชายตรงหน้าเอาไว้แน่น สัมผัสได้ถึงแขนแกร่งที่โอบรัดเอวและแผ่นหลังของเธอเอาไว้ด้วยแรงที่พอดี กลิ่นน้ำหอมสดชื่นจางๆ ลอยเข้าจมูก ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก และเพราะใบหน้ากำลังแนบอยู่กับอกแกร่ง ทำให้เธอได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นถี่ระรัว และไม่ใช่เสียงของเธอแน่ๆ

“เจ็บตรงไหนไหมครับ?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม ทำให้จ๊ะจ๋าจำต้องผละใบหน้าออกจากอกอุ่น ก่อนจะเหยียดเท้าลงไปแตะกับพื้นอย่างมั่นคง แล้วค่อยขยับออกจากวงแขนที่ช่วยประคองร่างของเธอเอาไว้ไม่ให้หกคะเมนลงไปถึงเชิงบันได

“ไม่ค่ะ ขอบคุณมาก” ครั้นเงยหน้าขึ้นสบกับแววตาคู่คม หัวใจของหญิงสาวพลันกระตุกวูบด้วยความรู้สึกประหลาด

“ผมว่าหมอจ๋าต้องไปทำบุญบ้างแล้วนะครับ เกือบจะต้องเจ็บตัวอีกแล้ว ดีที่รอบนี้ไม่ต้องถลอกปอกเปิกอย่างคราวที่แล้ว แผลผมเพิ่งหายเมื่อเช้านี่เอง” ไม่พูดเปล่า สายฟ้ายังหันข้อศอกของเขาที่มีรอยแผลจางๆ ให้ได้เห็น หลังจากที่สะเก็ดหลุดลอกออกไปจนหมดแล้ว

“ดูสิวันนี้เรามาเจอใคร” ทว่าในขณะที่ทั้งสองคนกำลังหยุดยืนอยู่ที่ขั้นบันได เสียงเย็นเยียบที่ชวนให้ขนอ่อนทั่วสรรพางค์กายลุกเกรียวก็ดังมาจากทางเชิงบันได

ปรากฏร่างสูงใหญ่ของชายในชุดสูทสีดำ เมื่อประเมินดูด้วยสายตาอายุอานามของชายคนนี้น่าจะสักสี่สิบต้นๆ ทว่าเค้าโครงของใบหน้านั้นยังคงความหล่อเหลาเอาไว้ได้อย่างน่าประหลาด ดวงตาคู่นั่นของเขาคมเข้มและดุจนจ๊ะจ๋ารู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อถูกอีกฝ่ายทอดสายตามาทางเธอ คล้ายกับมีรังสีบางอย่างแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ แค่เพียงชายคนนี้เยื่องกรายไปถึง และทันทีที่เขาเดินขึ้นบันไดมาพร้อมกับชายชุดดำที่เดินตามหลังมาด้วยอีกสี่คน จ๊ะจ๋าเองก็ขยับไปยืนหลบด้านหลังของสายฟ้า ด้วยไม่หวังจะพบเจอกับผู้ชายคนนี้ในระยะประชิด ทั้งไม่อยากถูกมองด้วยสายตาคมดุคู่นั้นในระยะเผาขน

 

“คุณเตโช”

 

----------------------------------------------------


นิยายเซตทั้งที จะไม่ให้พี่เตมาเข้าซีนเลยก็ไม่ได้เนอะ ต้องมีสักนิดสักหน่อย ช่วงนี้ขอยืนพื้นที่วันละตอนก่อนนะคะ ถ้าไฟลุกไหม้เมื่อไรจะรีบเปย์ตอนให้หนักเลยค่ะ จุ๊ฟ
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว