ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ชิ้นส่วนอดีตรัก

๔๔

ชิ้นส่วนอดีตรัก

               ครองภูมิเข้าไปหามารดาในห้องนอนส่วนตัวของเธอ สตรีร่างผอมบางกำลังแต่งแต้มริมฝีปากด้วยลิปสติกสีธรรมชาติเพียงให้ดูมีเลือดฝาดไม่ซีดเซียวจนน่าตกใจ เมื่อคืนก่อนครองภูมิปรึกษากับเธอ ถามว่าหากเหนือภพอยากมาหาอีกครั้งเธอจะอนุญาตไหม แม้รุ่งรวียังเสียใจกับถ้อยคำของเหนือภพ แต่ด้วยความอยากเจอลูกชายที่พลัดพรากจึงพยักหน้าตกลงโดยไม่ตริตรองนานนัก

               วันนี้เธอสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสแต่งตัวดูดีกว่าทุกครั้ง ครองภูมิพลอยยิ้มตามเมื่อเห็นรอยยิ้มของมารดาในกระจก แม้ลึกๆ แล้วเขายังเคืองเหนือภพและไม่ค่อยเต็มใจกับการนัดหมายครั้งนี้ แต่อัณณิการ์อ้อนวอนขอโอกาส พร้อมรับปากว่าเหนือภพจะไม่กล้าอาละวาด เพราะเธอจะมาที่นี่ด้วย

                “เขามาแล้วครับ แม่พร้อมไหม”

                “พร้อม...แม่พร้อมแล้วลูก” นี่เป็นประโยคแรกที่รุ่งรวียอมเปิดปากส่งเสียงหลังจากเหตุการณ์วันนั้น ครองภูมิจึงประคองมารดาออกไปจากห้องนอนที่เชื่อมเข้าสู่ห้องนั่งเล่น

               รุ่งรวีตกใจไม่น้อยที่เห็นแขกหลายคนในบ้านของเธอ ตอนแต่งตัวอยู่ในห้องก็ได้ยินแว่วๆ เหมือนเสียงเด็ก นึกว่าครองภูมิเปิดทีวีทิ้งไว้ ไม่คิดว่าจะมีเด็กน้อยอยู่ในบ้านถึงสองคน รวมทั้งอัณณิการ์ลูกน้องของครองภูมิก็มาด้วยเช่นกัน

                “สวัสดีค่ะคุณป้า” ใบหน้าพริ้มเพราระบายยิ้มในขณะพนมมือไหว้ วันนี้อัณณิการ์ดูแปลกตากว่าทุกครั้ง เธอแต่งตัวสวยด้วยชุดกระโปรงคลุมเข่าสีน้ำทะเล ปล่อยผมดำยาวสยายขับความผ่องให้ผิวพรรณ

                “สวัสดีจ้ะหนูอัณณ์” มือเหี่ยวย่นรับไหว้ก่อนที่ครองภูมิจะประคองไปยังโซฟา อัณณิการ์ก้มบอกลูกๆ ให้ทักทายผู้ใหญ่

                “วายุ เวย์ราสวัสดีคุณย่า กับคุณลุงภูมิสิคะ” สองแฝดทำตามคำแนะนำของมารดา เสียงสดใสใบหน้าจิ้มลิ้มพลอยทำรุ่งรวียิ้มตาม “นี่วายุ เวย์รา ลูกของอัณณ์เองค่ะ”

                “น่ารักจังลูก” รุ่งรวีมองเด็กชายหญิงที่เกาะแข้งเกาะขาอัณณิการ์และเหนือภพ

               ส่วนแขกคนสำคัญของวันนี้ยังคงนิ่ง ซ่อนความระอาในแววตา ไม่กล้ามองสบมารดาตรงๆ อัณณิการ์และครองภูมิเองก็กระอักกระอ่วนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร คงมีเพียงเสียงอ้อแอ้ของเด็กน้อยที่พอทำลายบรรยากาศอึดอัดของผู้ใหญ่ได้บ้าง

                “คุณพ่อคร้าบ เรามาทำไมที่นี่คร้าบ” เด็กชายวิศเวศถามพลางกระตุกมือบิดาที่ยังจับมือป้อมๆ ของตนไว้

                “เอ่อ พ่อมาคุยกับ...” เหนือภพแลไปทางรุ่งรวีเล็กน้อยก่อนกลับมาให้คำตอบลูกชาย “...มาคุยกับคุณย่าน่ะ”

               คนที่ถูกยกตำแหน่งย่ามองไปทางลูกชายคนเล็กอย่างงงงัน ส่วนเหนือภพเมื่อตอบวายุเสร็จก็พลันเงียบกริบราวกับเส้นเสียงถูกกระชากออกไป อัณณิการ์เห็นแล้วว่าหากผีไม่เจาะปาก เธอไม่เกริ่นนำก่อนเหนือภพคงไม่พูดกับรุ่งรวีง่ายๆ

                “เด็กสองคนนี้เป็นฝาแฝดกันค่ะคุณป้า อายุสามขวบ เป็นลูกของอัณณ์กับคุณเหนือภพ”

                “ลูก?”

                “เรื่องมันค่อนข้างจะซับซ้อนน่ะค่ะ” ขืนเล่าตอนนี้คงไม่เหมาะแน่ วันนี้ฤกษ์งามยามดีเป็นโอกาสที่สองแม่ลูกผู้พลัดพรากจะได้ปรับความเข้าใจกัน เธอยังไม่อยากขัดบรรยากาศ “ผู้กองคะพอจะมีขนมให้เด็กๆ ทานไหมคะ หรือมีอะไรให้แกเล่นได้บ้าง”

                “เดี๋ยวผมไปดูในตู้เย็นให้” เจ้าของบ้านว่าพลางเดินไปทางห้องครัว

                “อัณณ์ไปด้วยค่ะ”

                “คุณอัณณ์” เหนือภพรีบดึงมือบางที่ทำท่าจะตามครองภูมิไป อัณณิการ์หันกลับมาขู่เสียงเย็น

                “คุณควรปรับความเข้าใจกับท่านตามลำพัง และทำตัวดีๆ ด้วย ถ้าคุณอาละวาดฉันจะให้อารันต์ล่ามโซ่คุณไว้หน้าบ้าน” พอขู่เสร็จก็ลากเขาไปนั่งตรงข้ามกับมารดา พร้อมหิ้วตะกร้านมและกวักเรียกเจ้าแฝดให้เดินตามออกไป “ไปกันค่ะ ไปเล่นกับคุณลุงภูมิดีกว่า”

               รุ่งรวีมองเด็กน้อยที่เดินดุ๊กดิ๊กตามก้นอัณณิการ์ ส่วนคนเป็นพี่ชายดูเหมือนอยากอยู่กับพ่อมากกว่า ดวงตาคู่แป๋วยังเหลียวมองเหนือภพ แต่สุดท้ายก็ยอมตัดใจและเดินตามมารดาเข้าไปในครัว

                “ภพแต่งงานมีลูกแล้วเหรอ” รุ่งรวีเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ได้เห็นหน้าเด็กน้อยทั้งสองที่เพิ่งรู้ว่าเป็นหลานของตัวเอง พลันหัวใจก็กระชุ่มกระชวยอย่างไม่บอกถูก

                “เปล่าครับ ยังไม่ได้แต่ง แต่มีแพลนไว้เร็วๆ นี้ รอปิดคดีของป๊าก่อน” สายตาของเขามองสบอีกฝ่ายตรงๆ ด้วยความกล้าหาญที่มากกว่าเดิม “ผมอยากขอโทษคุณที่วันนั้นทำตัวไม่ดี”

                “ลูกไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก แม่เข้าใจที่ลูกโกรธ” เธอบีบมือตัวเองแน่นกล้ำกลืนความเสียใจลงคอ “แต่แม่อยากให้ภพรู้ไว้ว่าแม่ไม่เคยมีความสุขเลยที่ทิ้งลูกไป แม่พยายามจะพามาด้วยแล้ว แต่คนของพ่อไล่ตามทัน ตอนนั้นภพป่วยอยู่โรงพยาบาล ลูกน้องของพ่อก็ดักรอที่นั่นเพราะรู้ทัน แม่เลยจำต้องตรงไปสนามบินซึ่งเช็คอินโหลดกระเป๋าไว้หมดแล้ว แม่ขอโทษนะที่ทำให้ลูกมีชีวิตแบบนั้น แม่ขอโทษจริงๆ” 

                “...”

                “แม่ไม่รู้เลย ไม่เคยรู้ว่าลูกจะโดนกระทำอย่างใจร้าย ถ้ารู้สักนิด...” สตรีตรงหน้าสะอึกสะอื้นปิดปากร้องไห้ “...ถ้าแม่รู้ว่าภพไม่มีความสุข แม่จะหาทางเอาลูกกลับคืน แต่นี่แม่..แม่ไม่รู้อะไรเลย”

                “คุณเสียใจจริงๆ เหรอ หลายปีที่ทิ้งผมไว้คุณหลับสบายดีไหม” 

                “ไม่เคยมีวันไหนที่ไม่คิดถึงลูก แม่คิดว่าเขาจะเลี้ยงลูก ดูแลลูกได้ดีกว่านี้เสียอีก” รุ่งรวีเจ็บปวดเหลือเกิน เงินของอดีตสามีไม่อาจซื้อความรักให้เหนือภพได้ ซ้ำร้ายยังรังแกเลือดในอกของเธอจนบอบช้ำ เธอเป็นแม่ที่แย่จนไม่กล้าร้องขอการอภัย

                “ทำไมคุณไม่วกกลับมารับผม คุณหนีทำไมในเมื่อคุณไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา”

                “แม่เจ็บมาก เจ็บจนใจแทบพังกับสิ่งที่พ่อของลูกทำ เขานอกใจกี่ครั้งๆ แม่ก็ให้อภัยแล้ว เขาสัญญาว่าจะเลิก แต่สุดท้ายกลับทำผู้หญิงอีกคนท้องแล้วบอกว่าจะรับผิดชอบ การให้อภัยมันมีขีดจำกัด แม่มีหัวใจ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี สิ่งที่ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยรับไม่ได้คือการนอกใจ ใครจะรับเรื่องที่สามีมีเมียน้อยได้ก็รับไป แต่แม่ไม่รับ สิ่งที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายขาดจนผูกใจเจ็บและหนีมาคือการที่เขาหาว่าแม่เป็นชู้กับชุนหง”

               รุ่งรวีนึกย้อนความหลังเมื่อยี่สิบหกปีก่อน แปลกที่เหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องที่เธออยากฝังลงดิน อยากเผาไม่ให้เหลือแม้แต่เศษขี้เถ้า แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็นความทรงจำถาวรไปเสียได้ ในวันนั้นที่ไทเปเธอทะเลาะกับเวยซูหนักมาก ความมึนเมาทำให้เขาพร่ำเพ้อสิ่งที่ไม่น่าฟังออกมา เวยซูตะโกนด่ารุ่งรวีว่าแอบมีสัมพันธ์กับหลินชุนหงน้องชายของเขา ทั้งที่มันไม่มีอะไรในกอไผ่สักนิด ต่างกับเขาที่นอกใจเธอมาแล้วหลายหน และครั้งนี้ดูจะเป็นครั้งที่หนักหนาที่สุด

                “คุณจะออกไปไหน ไปหาชู้คุณเหรอ”

               รุ่งรวีที่สะพายกระเป๋ากำลังจะออกจากบ้านตอนหัวค่ำ เดินวกเข้ามาในห้องทำงานของคนที่เพิ่งตะโกนหาเรื่องเธอ เขาเมาอีกแล้ว พอเหล้าเข้าปากทีไรก็พูดจาทำร้ายจิตใจเธอตลอด

                “หยุดกล่าวหาฉันสักที ฉันไม่เคยทำตัวต่ำๆ แบบคุณ ฉันกับชุนหงเราเป็นแค่เพื่อนกัน”

                “หึ! เพื่อน” คนกำลังถูกฤทธิ์สุราทำร้ายแค่นหัวเราะสมเพช “เพื่อนรักที่ไม่บริสุทธิ์ใจน่ะเหรอ นี่ผมชักเริ่มสงสัยทุกวันแล้วนะว่าจินหลงและเล่อคุณใช่ลูกผมจริงๆ หรือเปล่า หรือจะเป็นลูกชุนหง?”

               ซ่า!

               รุ่งรวีคว้าขวดเหล้าที่วางบนโต๊ะแล้วสาดใส่หน้าคนที่ยืนโงนเงน ประโยคน่ารังเกียจนั้นหลุดออกมาจากปากเขาเป็นหนที่สามแล้ว รุ่งรวีเกินจะทนไหว มันทิ่มแทงใจที่บอบช้ำอยู่แล้วให้ยิ่งพรุนแหลกเละ รุ่งรวีรับไม่ได้กับการกล่าวหาที่ร้ายแรงนี้จนนำไปสู่การตัดสินใจอย่างแน่วแน่หลังจากนอนคิดมาหลายวัน

                “ความคิดคุณมันทุเรศมาก ถ้าจะสงสัยขนาดนี้งั้นก็เลิกกันเถอะ ต่างคนต่างอยู่”

                “เลิกเหรอ?” หลินเวยซูที่กำลังเมาแสยะยิ้มราวกับดูแคลนเป็นนัยๆ ว่าเธอช่างคิดน้อยเสียจริง

                “ในเมื่ออยู่กันไปก็มีแต่เรื่องบ้าๆ คุณไม่เคยรักษาสัญญา คุณทำฉันผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า และครั้งนี้คุณถึงกับทำผู้หญิงอื่นท้อง ฉันทนไม่ไหวแล้ว ตัดขาดกันแล้วคุณจะไปเอากับใครที่ไหนก็ตามสบาย ส่วนจินหลงและเล่อคุณต้องอยู่กับฉันเท่านั้น!”

               เวยซูชี้หน้ารุ่งรวีทั้งที่แก้วเหล้ายังคาอยู่ในมือ “อย่าได้คิดพรากลูกไปจากผมเด็ดขาด! อย่าหาว่าผมไม่เตือน”

                “คุณจะหวงทำไม ในเมื่อเมียน้อยคุณก็ท้องอยู่นี่” รุ่งรวีขึ้นเสียงใส่อย่างเหลือทน ยามปกติที่ไม่เมาเขาไม่เคยใช้อารมณ์กับเธอเช่นนี้ นี่คงเป็นธาตุแท้ของผู้ชายมักมากสินะ

                “ได้ชื่อว่าลูกใครก็หวงก็ห่วงทั้งนั้นแหละ” หลินเวยซูเดินโซเซไปนั่งที่โซฟา ดวงตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรายังคงแลสบรุ่งรวี

                “แล้วคุณจะเอายังไงกับลูกของเมียน้อย”

                “ก็ต้องรับผิดชอบ ยังไงก็ลูกผม และที่สำคัญผมไม่เลิกกับคุณ”

               รุ่งรวีได้คำตอบที่แน่ชัดแล้ว ถึงอย่างไรสามีก็ยืนยันจะรับผิดชอบ นั่นหมายถึงความสัมพันธ์ของเขากับเมียน้อยจะไม่มีวันจบสิ้น ยิ่งมีลูกเป็นโซ่พันธนาการยิ่งไม่มีวันตัดกันขาด รุ่งรวีปล่อยให้เขาเมามายตามลำพังและออกจากบ้านไปหาที่ปรึกษาทางใจ เพื่อนรักหนึ่งเดียวที่เป็นทุกอย่างของเธอ เธอขับรถด้วยตนเองจนไปถึงอพาร์ตเมนต์ของปภา

               รุ่งรวีร้องไห้ฟูมฟายระบายความทุกข์ใจให้เพื่อนฟัง และมันก็เป็นเช่นนี้มาตลอดแปดปีที่แต่งงานกับหลินเวยซู เขานอกใจเธอหลายครั้ง ยิ่งยามใดที่เมายิ่งขุดคำพูดคำจามาทำร้ายเธอสารพัด จนกลายเป็นว่าตอนนี้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงที่ให้ทนมองหน้ากันเธอก็ทำไม่ได้แล้ว ใจเธอมันร้าวมันแตกสลาย ต่อให้มีกาววิเศษก็ไม่มีทางผสานได้เหมือนเดิม

                “ตั้งแต่แต่งงานมาเธอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ผู้หญิงที่ยิ้มสดใส ดวงตามีแต่ความสุข ผู้หญิงคนนั้นหายไปไหนแล้ว ตลอดหลายปีมานี้เธอทำเหมือนกับว่าตัวเองตกนรก ถ้ามันทรมานขนาดนี้แล้วจะทนทำไมล่ะรวี” ปภาปลอบ พลางเลื่อนกล่องกระดาษทิชชู่ไปตรงหน้าคนที่ร้องไห้ฟูมฟาย

                “แต่เขาไม่ยอมเลิกกับฉัน แถมยังบอกอีกว่าจะรับผิดชอบลูกเมียน้อย”

                “งั้นก็หนีไปเลยสิ”

               รุ่งรวีเงยมองปภาเมื่อได้ยินคำแนะนำนั้น เสียงสะอื้นพลันหยุดลงทันใด “หนีเหรอ?”

              “ใช่ หนีแบบที่เธอมักทำมาตลอด ตอนที่เธอคบกับเขาเวลาทะเลาะกันทีไรเธอก็ชอบหนีไปอยู่เมืองอื่น หนีไปที่นู่นที่นี่บ้าง” ปภาเหล่มองอีกฝ่ายที่กลอกกลิ้งดวงตาราวกับกำลังคล้อยตาม “แต่ว่าทุกครั้งเขาก็ตามหาเธอเจอตลอดนี่เนอะ”

                “ก็เพราะเธอไม่ใช่เหรอที่ช่วยเขาให้ตามหาฉันเจอ”

                “ก็เขาอ้อนวอนหน้าเครียด เพราะเห็นว่ารักเธอมากหรอกฉันก็เลยใจอ่อน แต่ถ้ารู้ว่าแต่งงานกันไปแล้วเขาจะเปลี่ยนไปแบบนี้ฉันคงไม่ยอมให้เธอแต่ง ดูสิเนี่ย เวยซูทำรุ่งรวีคนที่สวยรวยเสน่ห์กลับมีแต่ความระทมทุกข์ แต่ถึงเธอจะหนี มันก็คงเหมือนกับครั้งที่ผ่านๆ มา ไม่ว่ายังไงเวยซูก็ตามหาเธอจนเจอ”

               ดวงตาของรุ่งรวีเปลี่ยนไป วูบหนึ่งดูเคียดแค้น แต่วูบหนึ่งก็อ่อนไหวเสียใจ ก่อนเบือนกลับมาสบตาปภาอย่างเด็ดเดี่ยว

                “ไม่แล้ว! ครั้งนี้มันจะไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ฉันพอแล้วกับสิ่งที่เขาทำ ความรักที่เขาเคยมีให้ฉันตอนนี้มันแทบมองไม่เห็นแล้ว เขาหาว่าฉันมีชู้ทั้งที่เป็นเขาเองที่ทำตัวต่ำผิดสัญญาแต่งงาน ฉันไม่ทนแล้ว ทนต่อไปก็ไม่เหลือศักดิ์ศรี ฉันจะหนีและการหนีครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ตลอดลมหายใจที่เหลืออยู่เขาจะไม่มีวันตามหาฉันเจอ!”

                “แน่ใจเหรอ” แม้ใบหน้าแสดงออกอย่างห่วงใย แต่เสียงก้อนเนื้อข้างในกำลังตื่นเต้นได้ใจ

                “แน่สิ ฉันตัดสินใจแล้วปภา เธอบอกเองว่าการแต่งงานกับเขาทำให้ฉันสูญเสียความเป็นตัวเอง ทนอยู่ต่อก็มีแต่เจ็บซ้ำๆ การรับผิดชอบลูกเมียน้อยก็เท่ากับรับผิดชอบในตัวแม่ของเด็กไปด้วย เขาจะทำอะไรก็สุดแล้วแต่เขา จะยกผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาเทียบฉันก็เชิญเถอะ”

               แม้จะโพล่งอย่างเด็ดขาดด้วยน้ำเสียงกร้าวแกร่ง แต่น้ำตากลับไหลออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า เธอไม่ได้ยอมแพ้หรือเสียสละให้ผู้หญิงคนนั้น แต่ยอมถอยเพื่อไม่ให้หัวใจตัวเองแตกสลายมากไปกว่านี้

                “ถ้าเธอคิดดีแล้วฉันก็จะไม่ห้าม แต่เธอควรพาลูกหนีไปด้วย ผู้ชายเห็นแก่ตัวแบบนั้นต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม ถือเป็นการแก้แค้นที่ทำเธอเจ็บช้ำน้ำใจครั้งแล้วครั้งเล่า” ปภาแอบยิ้มที่โชคชะตากำลังอ้าแขนต้อนรับเธอ “และหากเขารักเธอจริง เขาจะต้องตามหาเธอเจอ”

                “ไม่ต้องตามหา พอแล้ว ฉันบอกแล้วไงว่าครั้งนี้จะเป็นการหนีครั้งสุดท้าย ไม่ได้หนีเพื่อเรียกร้องความสนใจอะไรทั้งนั้น ฉันเกลียดเขา ให้โอกาสไปก็หลายครั้งหลายครา” มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น ยิ่งปภาเห็นความเคียดแค้นในตัวรุ่งรวีมากเท่าไร ยิ่งเหมือนแสงแห่งความหวังกำลังสาดส่องมาที่เธอ

                “แล้วลูกเธอล่ะรวี”

                “ฉันไม่ทิ้งไว้กับเขาหรอก ยังไงก็ต้องหาทางเอาไปด้วย”

                “ถ้าอย่างนั้นก็เอาทรัพย์สินเงินทองติดตัวไปด้วย พวกเครื่องเพชรอะไรก็ขนไปเลย เอาไปเยอะๆ อย่าไปมือเปล่า เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สามีของเธอเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดา มีอำนาจทั้งขาวทั้งเทาอยู่ในมือ”

               หลังจากคืนนั้นที่รุ่งรวีตัดสินใจจะให้บทเรียนชีวิตแก่เวยซู เธอแอบเก็บข้าวของเท่าที่จำเป็น พร้อมเอาชุดเครื่องเพชรติดมือไปด้วยตามคำแนะนำของปภา ในตอนนั้นไฟโกรธของรุ่งรวีมันลุกโชนโหมแรง เธอคิดจริงจังเรื่องที่จะไม่ย้อนกลับมาคืนดีกับหลินเวยซูอีก ในเมื่อเลือกเมียน้อยก็เชิญเสวยสุขกันเสียให้พอ เธอพร้อมออกจากขุมนรกนี้แล้ว

               และแล้ววันที่กำหนดเดินทางก็มาถึง แต่ดูเหมือนแผนจะไม่ราบรื่นอย่างที่หวัง เมื่อลูกน้องของสามีสังเกตเห็นความผิดปกติจึงรายงานเจ้านายว่านายหญิงกำลังขนกระเป๋าเดินทางขึ้นรถพร้อมด้วยลูกชายคนโต ทั้งยังใช้ประตูหลังคฤหาสน์อย่างน่าสงสัย เวยซูจึงสั่งให้ตามประกบ และเมื่อทราบว่ารุ่งรวีกำลังมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลที่เหนือภพในวัยหกขวบรักษาตัวอยู่จึงรีบส่งคนไปสกัด ด้วยความที่วันนี้รุ่งรวีต้องจัดการเอกสารและเตรียมข้าวของเพื่อหลบหนีจึงฝากให้ลูกชายคนเล็กที่ไข้ขึ้นสูงบวกกับอาการท้องเสียตั้งแต่เมื่อคืนอยู่ในความดูแลของพี่เลี้ยงไปก่อน

               ขณะนั้นรุ่งรวีและลูกชายคนโตอยู่บนรถที่กำลังมุ่งหน้าไปรับหลินเล่อคุณที่โรงพยาบาล แต่คนขับร้องเตือนว่ากำลังถูกรถคันหลังไล่ตาม รุ่งรวีไม่มีทางเลือก หากเสี่ยงไปรับเล่อคุณที่โรงพยาบาลมีหวังพลาดพลั้งถูกคนของสามีจับได้แน่ และแผนการหนีจะต้องล่มอย่างไม่เป็นท่า ครั้งต่อไปก็คงทำสำเร็จยาก ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนเส้นทางตรงไปสนามบิน โชคดีที่มาเช็คอินไว้ก่อน แล้วค่อยวกกลับไปรับลูกชายคนโตพร้อมขนสัมภาระอีกเล็กน้อยในภายหลัง

               ในวันนั้นด้วยจำนวนผู้โดยสารที่มากล้นเต็มสนามบินในช่วงเทศกาลหยุดยาวจึงกลายเป็นเครื่องกีดขวางชั้นดี รุ่งรวีจึงหนีสำเร็จพร้อมด้วยลูกชายคนโต

 

                “เพราะอยากหายสาบสูญไปจากชีวิตเขา อยากทำให้เขาเหมือนตกนรกทั้งเป็น” แต่ช่างน่าสมเพชเพราะคนที่ทรมานที่สุดกลับเป็นเธอเสียเอง การหนีจากไทเปเป็นเหมือนบทพิสูจน์ใจ รุ่งรวีราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ารักหลินเวยซูมาก เธอคิดถึงเขา มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งรักทั้งเกลียด สุดท้ายเธอก็ใจแข็งพอที่สามารถตัดทุกอย่างทิ้งได้

                “ป๊าเหรอที่ตกนรก เป็นผมหรือเปล่าที่อยู่กับนรกที่คุณสร้าง”

                “โถ่ลูก แม่ขอโทษ ขอโทษจริงๆ แม่คิดถึงลูกนะ แม่รักภพมากไม่ต่างจากครองภูมิเลย แม่ผิดเองที่คิดว่าภพคงอยู่สุขสบายดีกับเงินทองที่พ่อมีให้ แม่ไม่รู้ว่าลูกจะทรมานแบบนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้หญิงที่เป็นเมียน้อยคือเพื่อนสนิทของแม่”

               เธอโง่เองที่ปล่อยลูกไว้กับงูพิษ เพราะตอนนั้นรุ่งรวีไม่ระแคะระคายเลยสักนิดว่าผู้หญิงที่เป็นเมียลับเมียเก็บของสามีคือเพื่อนรักเพื่อนร้ายอย่างปภา มารู้ความจริงทั้งหมดก็ตอนที่สายไปเสียแล้ว...สายไปมากจนไม่อาจเรียกร้องอะไรได้

                “เป็นไปได้เหรอ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณไม่ได้เห็นข่าวสังคมเลยหรือไง ไม่คิดเช็กความเคลื่อนไหวของคนที่ไทเปสักนิดเลยเหรอ” เหนือภพถามด้วยสีหน้ายุ่งๆ ในหัวมีแต่คำถามเต็มไปหมด และยังไม่ค่อยกระจ่างนักกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต

                “แม่พยายามตัดขาดหักดิบ ไม่อยากรับรู้อะไร แม่ไม่คิดจะให้ค่าผู้หญิงที่พ่อนอกใจไปหา ไม่เคยคิดอยากรู้แม้แต่ชื่อแซ่ ซึ่งมันคือความคิดที่บ้าและผิดมหันต์” ทุกวันนี้รุ่งรวียังนึกโทษกับชุดความคิดสุดแสนงี่เง่า จนทำให้ตนตกเป็นเหยื่อของคนที่ไว้ใจและจ้วงแทงข้างหลังอย่างเลือดเย็น ไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่ากับโดนคนที่รักหักหลังอีกแล้ว

               ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศในบ้าน เหนือภพปล่อยให้รุ่งรวีได้ระงับอารมณ์หลากหลายที่สุมทับอยู่ในอก ดูเหมือนเธอพยายามข่มกลั้นน้ำตาอย่างยิ่งยวด ตลอดการเปิดใจคุยกันเขาสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่รุ่งรวีเอ่ยถึงอดีตสามีสายตาคู่นั้นยังคงกรุ่นด้วยความเคืองโกรธ และเมื่อเห็นเธอฝืนยิ้ม พลางยกน้ำขึ้นจิบเหนือภพจึงตัดสินใจถามต่อ

                “คุณกับอาชุนหงทำไมถึงถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กัน” เหนือภพไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน รู้เพียงแค่ว่าแม่มีชู้แต่ไม่คิดว่าชู้นั้นคือน้องชายของบิดา

                “เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัยที่ไต้หวันจ้ะ รวมทั้งปภาด้วย ตอนนั้นแม่รู้ว่าชุนหงคิดยังไงกับแม่ เขาพยายามจีบแม่ แต่ผิดที่แม่เองเหมือนกันที่ไม่เคยปฏิเสธไมตรี...” เธอทำตัวให้ความหวัง กั๊กเขาไว้เป็นตัวเลือก “...แต่ถึงอย่างนั้นความสัมพันธ์ก็ไม่เคยเกินเลย อยู่ในขอบเขตที่ขีดเส้นไว้ กระทั่งแม่ได้พบรักกับพ่อของลูกและแต่งงานกัน ซึ่งชุนหงไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด วันแต่งงานเขาก็ยังมาอวยพร”

               เธอจึงคิดว่าชุนหงทำใจได้แล้ว และยอมรับในสถานะเพื่อนเพียงเท่านั้น เพราะเขาเองก็ตามจีบเธอมาสามปีแต่ความสัมพันธ์ไม่เคยพัฒนาเลย ซึ่งปภาก็รู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ช่วงเวลาที่ผ่านมาในชีวิต ชุนหงดีกับรุ่งรวีมาก กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีดังเดิม ต่างกับอีกคนที่ร้ายกาจและแย่งคนรักของเธอได้อย่างเลือดเย็น

                “สรุปคือทุกอย่างเป็นแผนการของปภาที่ต้องการกำจัดคุณ ใช้จุดอ่อนของคุณนั่นคือความโกรธอาฆาตมาเป็นอาวุธ คุณปภาคงรู้จักคุณดีถึงรู้ว่าหากคุณหนีก็จะหนีไปตลอดชีวิต”

               อันที่จริงปภาอาจคิดไม่ถึงว่าเธอจะหนีได้ตลอด แต่คงคาดเดาจากนิสัยของเพื่อนที่เมื่อมีปัญหาทีไรรุ่งรวีก็เลือกเงียบเลือกหนีหายไว้ก่อน และครั้งนี้ปภาคงเห็นแล้วว่ารุ่งรวีแค้นใจกับเวยซูแค่ไหน และเธอเองเมื่อได้ขึ้นเป็นเมียใหญ่สมใจอยากก็คงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้คงอยู่ในฐานะนั้นตลอดไป เพราะหากรุ่งรวีคิดกลับมาปภาเองนั่นแหละที่จะไม่ได้อะไรเลย

                “แล้วคุณกลับมาเจอป๊าตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องพินัยกรรมคุณมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือเปล่า” เหนือภพหยั่งเชิงถาม รุ่งรวีหลบตาก้มหน้าทันที มือสองข้างบีบกันไปมา

                “เรียกพี่ชายเรามาคุยด้วยสิ เขาอยากรู้เรื่องนี้มาตลอด”

               เหนือภพไม่รอช้าลุกออกไปตามครองภูมิ ณ ประตูห้องครัวเขาพบว่าผู้เป็นพี่ชายกำลังยืนกอดอกเอาหูแนบกรอบประตู เช่นเดียวกับอัณณิการ์ที่ยืนคนละฝั่งแต่อยู่ในลักษณะเดียวกัน ส่วนสองแฝดกำลังกินเค้กอย่างเอร็ดอร่อย

                “แม่คุณให้มาตามน่ะ”

                “แม่ฉันก็แม่นายนั่นแหละ” ครองภูมิส่ายหน้าให้กับคนเจ้าทิฐิมากฟอร์ม แต่กระนั้นก็เข้าใจหัวอกน้องชายดีว่าเรื่องราวที่เผชิญมามันไม่ง่ายเลยที่จะเรียกแม่ได้เต็มปากเต็มคำ ครองภูมิเดินเข้าไปในห้องรับแขกและนั่งลงข้างมารดา 

                “มีอะไรครับแม่”

                “เอ่อคือ...แม่...” แววตาส่อเค้ารู้สึกผิดเบนไปทางเหนือภพที่กำลังนั่งลงที่เดิม และสลับมาทางลูกชายคนโต “แม่เป็นคนยุแกมบังคับให้พ่อแก้ไขพินัยกรรมเอง”

กลับหน้าเรื่อง
มาจนถึงตอนนี้คิดว่าใครคือผู้ร้าย??
แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น