ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 27 Start The New Game (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 27 Start The New Game (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.9k

ความคิดเห็น : 44

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2559 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 27 Start The New Game (100%)
แบบอักษร

 

 

 

 Start The New Game

 

 

           

            เช้าตรู่ของอีกวัน.......

 

เป็นอีกวันที่ลมก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม

 

พัดเอื่อยๆของมันเรื่อยๆ โยกกิ่งก้านสาขาของใบไม้ให้ไหวเอนจนทั่วอาณาเขตเย็นสบายไม่อบอ้าว ปลุกทุกสิ่งทุกอย่างให้ตื่นขึ้นมากระชุ่มกระชวยและดำเนินชีวิตต่อไปอีกหนึ่งวัน

 

รวมทั้งคนสองคนบนบ้านต้นไม้ และหลังจากที่เก็บกวาดทุกอย่างให้อยู่ในสภาพเดิมเรียบร้อย สองมนุษย์กับอีกหนึ่งม้าก็พากันมุ่งหน้าจะกลับบ้านไม้ใหญ่

 

ตอนนี้....ถ้ามีใครมาจับสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาการเดินทางสั้นๆนั้น ไม่มีแม้แต่เสียงถามเจื้อยแจ้วเหมือนอย่างที่ควรจะเป็น เหตุเพราะเจ้าของเสียงหวานไม่มีอารมณ์ที่จะสนทนาไดๆทั้งนั้นตอนนี้

 

อาปาเช่ก็เดินช้าๆ ไม่วิ่งเหยาะๆเหมือนอย่างทุกที สาเหตุก็เพราะคนคุมม้าไม่อยากจะให้ใครบางคนกระทบกระเทือนไปมากกว่านี้ ผ้านุ่มมีกี่ผืนก็ขนมาพับให้คนที่กำลังหน้าบึ้งใช้รองก้นงอนอย่างเอาใจ

 

“ยังเจ็บอยู่อีกไหม?”

 

เสียงทุ้มถามอย่างห่วงใย และความเงียบที่ได้ก็คือคำตอบ

 

“พี่ขอโทษที่ลืมตัว”

 

“......”

 

คนหน้าบึ้งได้แต่คิดในใจ จริงๆแล้วไม่ได้โทษร่างสูงฝ่ายเดียวหรอก แต่ที่นั่งหน้าหงิกเพราะโมโหตัวเองตั่งหาก แทนที่จะห้ามกลับคล้อยตามไปเสียฉิบ แล้วก็มานั่งลำบากทีหลังอย่างงี้ไง!

 

ต แต่ ความผิดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนตัวหนาข้างหลังนั่นละ ชวนจนเคลิ้มขนาดนั้นจะไม่ให้คล้อยตามได้ไง ถ้าจบตั้งแต่ยกสองก็คงไม่มีปัญหา

 

คิดแล้วเคือง ฮึ!

 

เคืองทั้งตัวเองเคืองทั้งคนข้างหลังนี่ละ

 

“ร้อนเหรอ? แดดไม่มีทำไมหน้าแดง”

 

เสียงเปรยดังมาทำให้คนคิดมากตาโต ยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองเบาๆ   ใช่ที่ไหน พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นซะหน่อยจะร้อนได้ไง ที่แก้มไม่รักดีมันแดงเอาแดงเอาเพราะคิดมากเรื่องจะจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไงตั่งหาก

 

แต่ตะวันก็ไม่ได้หันไปอธิบายความให้กระจ่างแต่อย่างได นั่งนิ่งเป็นหุ่นให้มากที่สุด เพราะเอี้ยวตัวทีไรสันหลังก็กระเทือนจนร้าวลงทั้งขา

 

นี่แหละน้า รักสนุกจึงทุกข์ถนัดอย่างที่เขาว่าไว้ไม่มีผิด

 

เพราะมัวแต่ตีอกชกลมกับความคิดตัวเอง(?)เลยไม่ทันสังเกตว่าคนตัวสูงได้เอื้อมมือไปข้างหลัง ครู่เดียวหมวกใบโตก็วางบนหัวทุยๆให้

 

“ใส่ไว้ อาทิตย์ขึ้นแล้วอาจจะร้อนนิดหน่อย ทนอีกแป๊บเดียวก็ถึงบ้านแล้ว”

 

อยากจะบอกจริงๆว่าที่หน้าแดงไม่ได้ร้อน แต่กิริยาประคบประหงมเอาใจทำให้ตะวันรู้สึกดีจนขอแอบเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจอีกนิดดีกว่า

 

โอกาสแบบนี้มีไม่มาก ต้องรีบกอบโกยให้คุ้ม ฮึฮึฮึ!

 

“คุยกับพี่ก่อน เจ็บมากเลยเหรอ ไปหาหมอกันไหม?”

 

เท่านั้นแหละหน้าหวานจึงหันขวับ

 

“ไม่ได้เป็นอะไรมากขนาดนั้นซะหน่อย แล้วอีกอย่าง.....”

 

“หือ? อีกอย่างอะไร....?”

 

“ถ้าหมอถามจะตอบว่าไง!

 

“ก็บอกไปตามตรงว่าเมื่อคืนหนักไปหน่อยครับ ขอยาทา อุ๊ก!....”

 

ศอกเล็กที่ถองไปข้างหลังแบบไม่บอกไม่กล่าวจนเสียงทุ้มสะดุด พร้อมๆกับลำตัวสูงค่อยงอลงจนหน้าผากซบกับบ่าบางๆของคนข้างหน้า

 

“โอยยย!!

 

เสียงโอดครวญที่เหมือนเจ็บมากจนตะวันหมั่นไส้

 

“อย่าเว่อร์ครับ แรงแค่นี้ไม่ไปสะกิดหรอก”

 

“ใครบอก เจ็บมากตั่งหาก นี่คิดทำร้ายร่างกายสามีก่อนแต่ง โอ๊ย! โอ๊ย! โอ๊ย!......”

 

พจน์ปัดป้องไปแกล้งร้องโอดโอยไปพลางนึกขำ เล็บคมๆที่จิกลงมาดูเหมือนจะไม่ออมแรงเลยสักนิด หยิกแต่ละทีนี่เจ็บเอาเรื่อง

 

“จะพูดแบบนั้นอีกไหมห๊า?”

 

คนหน้าหวานถามพลางหอบแฮ่กๆ แก้มเนียนที่แดงก่ำอยู่แล้วลามไปทั้งหน้าเมื่อได้ยินคำนั้นเข้า

 

“ก็แล้วพี่พูดผิดตรงไหน หรืออยากให้พูดแบบนี้”

 

พจน์โอบคนตัวเล็กที่กำลังเขินดิ้นขลุกขลักไว้แน่น

 

“เมียจ๋า อย่าทำร้ายผัว”

 

ตาหวานเบิกโพลง ก่อนจะกระพริบปริบๆ หันมองซ้ายทีขวาทีเมื่อนึกขึ้นได้ เพราะจากที่เดินมาก็กำลังจะไปบ้านไม้ กลัวว่าภาพสนิทสนมเมื่อครู่จะมีใครเห็นแล้วเอาไปพูดกัน

 

แต่กิริยาแบบนั้นทำให้พจน์รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง

 

แถวนี้ไม่มีใครมาได้ยินหรอก

 

“รู้ได้ยังไงครับ อาจจะมีใครแอบมองอยู่ก็ได้ อย่างน้อยก็คนที่ต้อนวัวออกมาตอนเช้าๆแบบนี้”

 

“แต่ยังไงก็ไม่มีใครได้ยินเสียงของพี่ที่พูดกับน้องเมื่อกี้”

 

ฉ่า!

 

ไม่ต้องตอกย้ำคำพวกนั้นมากจะได้ไหม เขินจะตายอยู่แล้ว

 

หน้าที่ก้มงุดๆแล้วใช้หมวกปิดสองข้างแก้มไว้ยิ่งให้พจน์อยากแกล้งเข้าไปใหญ่

 

คนตัวสูงคิดและวางแผนความสุขข้างหน้าเวลาที่ไปถึงบ้านไม่ใหญ่ไว้ในหัวจนเสร็จสรรพ ยิ่งคิดหัวใจมันก็ยิ่งพองโตอย่างมีความสุข คิดถูกจริงๆที่หนีเรื่องวุ่นวายมาอยู่ที่นี่ ถึงจะดูเหมือนเห็นแก่ตัวไปหน่อย(?)แต่ผิดเหรอที่อยากใช้ชีวิตง่ายๆแบบนี้

 

ใบหน้าหล่อเปื้อนยิ้มน้อยๆอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำนัก แต่หากเพียงครู่เดียวเท่านั้น จู่ๆใบหน้าคมก็คลายกล้ามเนื้อหน้าจนเปลี่ยนมานิ่งแล้วขมวดคิ้วเพราะคล้ายหูจะได้ยินเครื่องยนต์บางอย่างที่ดูเหมือนจะดังอยู่ชั่วครู่และตอนนี้ก็เงียบไปแล้ว

 

พจน์ไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างได แต่เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ มือหนาจึงกระตุกบังเหียนพร้อมกับโอบเอวตะวันไว้แน่น

 

“ทำแบบนี้คงไม่เจ็บมากใช่ไหม?”

 

“ครับ มีอะไร?”

 

ตะวันแปลกใจที่จู่ๆเสียงทุ้มถามขึ้น

 

อาปาเช่ที่เดินเฉื่อยๆเมื่อครู่ก็ออกตัววิ่งเหยาะๆ แต่ตัวตะวันเองกลับไม่สะเทือนมากเหมือนอย่างตอนแรกเพราะพจน์อุ้มเอวบางไว้แน่นกันไม่ให้ก้นงอนกระทบกับอานม้าที่กำลังนั่งอยู่

 

พจน์มีสีหน้าครุ่นคิดจนลืมตอบคำถามของตะวัน

 

จนเมื่อทั้งสามชีวิตเลี้ยวหัวมุมเข้าสู่อาณาเขตของฟาร์ม ทิ้งภาพป่าทึบไว้เบื้องหลัง สิ่งที่จอดรอและเด่นสง่าท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวๆนั้นทำให้พจน์ไม่อยากนึกภาพความวุ่นวายที่กำลังจะตามมา

 

ลิบๆห่างออกไป ม้าของลุงสังข์กับคนงานอีกหลายคนก็กำลังควบเข้าไปใกล้เครื่องบินที่ใบพัดยังหมุนช้าๆบอกให้รู้ว่าเครื่องเพิ่งลงจอดได้ไม่นาน

 

บุคคลที่ก้าวลงมาจากเครื่องบินลำเล็กนั้นแม้จะมองจากระยะไกลแบบนี้พจน์ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร

 

คนที่พจน์รู้จักดีกำลังยกมือไหว้ผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มและกำลังชี้โบ้ชี้เบ้ไปทางบ้านไม้ใหญ่

 

“นั่นเขามาทำอะไรครับ”

 

 “เราไปรอที่บ้าน เดี๋ยวลุงสังข์คงจัดการพาไปส่ง”

 

ตะวันถอดหมวกออกมาถือไว้แล้วแหงนมองพจน์ แต่ใบหน้าเครียดๆนิ่งๆทำให้ตะวันไม่ออกความเห็นไดๆออกมาอีกจนทั้งสองถึงที่หมาย

 

 

 

 

 

ตาของผู้มาใหม่มองมือขาวๆที่บรรจงวางแก้วทรงสูงที่บรรจุน้ำใสลงบนโต๊ะตรงหน้า

 

และตาคมดุที่บอกถึงเผ่าพันธุ์ก็หมายว่าจะมองไล่แขนขาวๆขึ้นไปอย่างถูกใจ ถ้าไม่ได้ยินเสียงกระแอมกระไอเหมือนมีอะไรติดคอของเจ้าบ้านซะก่อน

 

“ว่าธุระของเอ็งมา”

 

“อะไรวะ เพิ่งจะมาถึงแท้ๆ หย่อนตูดนั่งยังไม่ทันจะอุ่นดี น้ำก็ยังไม่ได้จิบสักอึก ต้องถามข้าซักคำว่าหิวไหมสิ ข้าเดินทางมาไกลนะโว้ย”

 

คำพูดสนิทสนมของทั้งคู่ทำให้ตะวันที่กำลังจะถอยออกมาชะงัก ถามออกไปทันที

 

“หิวไหมครับ?”

 

“หิวครับตะวัน”

 

“เอ๋?”

 

แน่ละ ไม่ให้ตะวันงงได้ไง ไม่รู้จักคนตรงหน้าซักนิดแต่อีกฝ่ายทำเหมือนรู้จักทางนี้ดีซะอย่างนั้น

 

และเพื่อไม่ให้คนตัวบางขมวดคิ้วหนักไปมากกว่านี้ เสียงทุ้มของพจน์จึงเอ่ยขึ้นซะก่อน

 

“ตะวัน ขอแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการ ทางนี้คือคุณชีวิน เป็นผู้จัดการโรงแรมในเครือ P.T กรุ๊ป และรับผิดชอบดูแลในส่วนของระบบความปลอดภัยทั้งในและนอกประเทศทั้งหมดในเครือของเรา”

 

“วู๊วว!ๆ ของเรา เอ็งใช้คำว่า ของเรา เป็นแล้วเหรอวะ?”

 

เสียงแซวเล็กๆกับแววตารู้ทันหันมองพจน์ทีมองมาที่ตะวันที ทำให้คนตัวบางหน้าแดง พจน์ก็เบือนหน้าไปอีกทาง แต่มีหรือว่าคนที่คร่ำหวอดในวงการจับผิดมาตลอดจะมองปฏิกิริยาของคนทั้งคู่ไม่ออกและไม่หยุดเพียงแค่นั้น

 

“นอกเหนือจากตำแหน่งที่ว่ามาผมเป็นเพื่อนกับไอ้หยิ่งหน้านิ่งตรงนั้นด้วย ยินดีที่ได้รู้จักคุณตะวัน”

 

ร่างสูงที่อยู่ในชุดสูทอย่างดีลุกขึ้นแล้วยื่นมือมาเพื่อจะเช็กแฮนด์ มือบางก็ยื่นไปจับอย่างหวาดๆตาคมอีกคู่ที่จ้องมาเขม็ง

 

“เช่นกันครับคุณชีวิน ขอโทษจริงๆที่เมื่อครู่ผมเสียมารยาท”

 

“โอ๊ย! จิ๊บจ๊อย ไม่รู้จักแค่นี้เรื่องขี้ผง รู้ไหมผมเคยใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไม่โกนหนวดโกนเคราเดินเข้าโรงแรมเพราะอยากทำตัวสบายๆมั่ง ยามข้างหน้าไม่ให้เข้าซะอย่างนั้น”

 

“ฮ่าๆ เหรอครับ น่าสนุกจัง”

 

“แล้วก็มีอีก......”

 

“พอ พอ พอ บอกเรื่องที่เอ็งถ่อมาถึงที่นี่ซะที แล้วก็ปล่อยมือตะวันได้แล้ว”

 

ในใจของพจน์อยากจะบอกว่า ปล่อยมือเมียกูได้แล้ว แต่ก็ห้ามปากไว้ทัน นึกเคืองไอ้เพื่อนคนนี้ที่จู่ๆก็มาเยี่ยมไม่ดูรู้เวล่ำเวลา

 

ชีวินยกยิ้มเมื่อมองปฏิกิริยาหวงเลขาจนออกหน้าออกตาของพจน์ หน้าอมยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่จึงหุบลงแล้วเปลี่ยนมาจริงจังในทันที

 

“เอ็งจำเกาะที่เราเพิ่งสัมปทานมาได้ใช่ไหมวะ?”

 

เสียงของชีวินทำให้ตะวันที่หมายจะเดินเข้าครัวเพราะคิดว่าคงไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับตนชะงัก หันไปก็เห็นพจน์ตอบรับหน้าเครียด

 

“เรด้าร์เรือของนายภีมหายไปว่ะ หายไปเมื่อเย็นวานแถวๆนั้น”

 

พจน์กัดกราม ทำไมจะจำไม่ได้ว่าเกาะร้างที่พวกตนไปพบเมื่อหลายปีก่อน มันมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ สมบัติจากธรรมชาติที่ถ้าทำให้ถูกวิธีรายได้มหาศาลก็อยู่ในกำมือ

 

เกาะที่พจน์กับพรรคพวกออกเรือไปพบโดยบังเอิญ มันเต็มไปด้วยถ้ำนกนางแอ่นหลายล้านตัว และกว่าจะขอเอกสารและทำให้เป็นคนดูแลอย่างถูกต้องก็ใช้เวลาไปอีกนานโข

 

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหรอก ประเด็นสำคัญคือมันยังมีคนอีกหลายคนที่อยากได้ และตัวเลขมหาศาลที่คนหลายกลุ่มนำมาเสนอก็มากพอที่จะทำให้พจน์กับพรรคพวกขอเวลาคิดแบบแบ่งรับแบ่งสู้เพราะไม่อยากจะสร้างศัตรูโดยใช่เหตุ

 

แต่พจน์ไม่ได้บอกกับใครว่าขอเวลาคิดของตนนั้นคือ ตลอดกาล

 

แต่เหตุผลหลักๆที่พจน์ครอบครองไว้ไม่ทำรายได้จากนกตัวเล็กพวกนั้น คือ 'จะเอาไว้ดูเล่นใครจะทำไม' เงินน่ะมีแล้ว ใช้ชาตินี้ยันชาติหน้าก็ไม่หมด จะขวนขวายมาอีกทำไมเยอะแยะ

 

ธุรกิจที่อยู่ในมืออีกทั้งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอีกหลายต่อหลายอย่างตอนนี้ก็ทำเงินให้ไม่รู้จบ กับอีแค่ซื้อเกาะไว้ดูเล่นแค่เกาะสองเกาะไม่มากระทบขนหน้าแข้ง

 

“แล้วเอ็งคิดว่าไง?”

 

“ข้าจะเข้าไปดู แต่อยากได้เพื่อน”

 

“เลยลงทุนขับเครื่องบินมาชวนถึงนี่?”

 

“ขับรถมันช้านี่หว่า โทรมาก็ไม่รับ บินมาถามมันเร็วดี ว่าไง?”

 

“เฮ้ย อะไรกัน กินข้าวกินปลาก่อน นายภีมคงไม่ไปไหนไกลหรอก คงแวะจอดเรือเที่ยวแถวๆนั้น”

 

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิวะ มีคนมาโวยวายกับทางโรงแรมว่าคนของเขายังติดอยู่บนเรือ เป็นตายร้ายดียังไงป่านนี้ยังไม่เอามาส่ง” 

 

“ใคร?”

 

ต่อ...............

 

 “คนของบริษัทรูมม์ เดี๋ยวนะนึกชื่อก่อน อืม...ทิวา ใช่ทิวา ”

 

“อะไรนะครับ?”

 

เสียงถามดังลั่นทำเอาทั้งพจน์ทั้งชีวินหันขวับไปทางต้นเสียงพร้อมกันราวกับนัด

 

ท่าทางของคนตัวบางที่ดูเหมือนจะกังวลกว่าปกติ มือบางสองข้างบีบกันแน่น ทำไมโลกมันช่างกลมดีแท้

 

“ทิวาเหรอครับ คงไม่ใช่ทิวาคนที่......คนที่..” เสียงหวานยังพูดไม่ทันจะจบดีชีวินก็ต่อให้

 

“ผมยาวๆ”

 

“ใช่ครับ ผมยาวๆตัวเล็กๆขาวๆ เอ๊ะ? อยู่บนเรือเหรอครับ แล้วไปอยู่บนเรือคุณภีมได้ยังไง?

 

ความเป็นห่วงจะทำให้คนตัวเล็กยิงคำถามรัวจนพจน์ต้องยกมือ ชีวินก็เลิกคิ้วมองอย่างสงสัย

 

“รู้จักกันเหรอครับ?”

 

“คือ แค่อยากแน่ใจว่าเรากำลังพูดถึงคนคนเดียวกัน ชื่ออาจจะเหมือนแต่คงไม่มีใครผมยาว ผมยาวแล้วยังชื่อเหมือนกันคงไม่บังเอิญขนาดนั้น”

 

“ผมมีรูป” ว่าจบชีวินก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อสูทแล้วควักของที่ว่าออกมายื่นให้ตะวัน

 

“ใช่ทิวาจริงๆด้วย” ตะวันตาโตแล้วกระพริบปริบๆ ส่งรูปให้พจน์ดูเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด

 

“ใช่คนเดียวกัน ไปอยู่บนเรือได้ยังไง?”

 

“เรื่องมันยาว แต่เมื่อวานคนของบริษัทที่ว่าเข้ามาโวยวายใหญ่ บอกว่าพนักงานของเขาคนนึงยังติดอยู่บนเรือ จนป่านนี้ยังไม่มาซักที ทีแรกข้าก็งงนะเว้ย แต่มันแปลกๆไงก็เลยโทรถามฝ่ายที่รับผิดชอบ พนักงานเขาบอกว่าเป็นคำสั่งของท่านประธานเองที่ให้เอาเรือลำนี้ออกเช่า ฟังแล้วมันทะแม่งๆไหม?”

 

“เรือส่วนตัวหมอนั่นจะเอามาเช่าได้ไง?”

 

“โช๊ะ! เลยพวก ดูเหมือนลูกค้าจะไม่ยอมง่ายๆ บอกว่ายังไงก็ต้องรอเอาเพื่อนกลับไปด้วย เล่นเอาวุ่น โทรเช็กกันจ้าละวัน แต่นั่นมันยังไม่เท่ากับสัญญาณเรด้าร์เรือที่จู่ๆก็หายไปจากจอ นั่นน่ะปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าพ่อของปัญหาเลยทีนี้”

 

“แถวนั้นอาจจะเป็นจุดอับสัญญาณที่เรด้าร์ส่งมาไม่ถึง”

 

“ชะล่าใจเกินไปแล้วเอ็ง ถ้าเกิดไม่ใช่สัญญาณส่งไม่ถึงแต่เป็นโดนปิดไปล่ะ?”

 

“ใครมันจะโง่ปิด”

 

“แล้วเอ็งคิดว่าน้องเอ็งมันโง่ไหม?” ชีวินถามสีหน้าจริงจัง

 

พจน์ไม่ตอบ แต่คิดว่าถ้านายภีมเที่ยวคนเดียวจะไม่ห่วงเท่าไหร่ หมอนั่นเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว คงสนุกด้วยซ้ำตอนนี้

 

แต่เมื่อรู้แล้วว่าเจ้าน้องชายไม่ได้อยู่คนเดียวแถมคนที่อยู่ด้วยกันนั้นยังเป็นคนที่พจน์คาดไม่ถึง

 

มันมีอยู่สองทางคือไปเอาลูกค้ามาส่งก่อนหรือจะเข้าไปดูให้เห็นกับตาว่าหมอนั่นไม่ได้กำลังตกอยู่ที่นั่งลำบากแต่อย่างได เพราะที่ตรงนั้นอันตรายน้อยซะเมื่อไหร่

 

“เอ็งจะไปเมื่อไหร่”

 

“ทันทีที่พร้อม”

 

 

 

 

 

ในขณะที่คนพี่กำลังปรึกษากับเพื่อนหน้าตาเคร่งเครียด จะเอายังไง? จะตามดีไหม? หรือว่าไม่ต้อง!

 

ทางคนน้องเองก็กำลังยืนมองปัญหาที่ใหญ่เอามากๆพอๆกัน

 

ร่างสูงเพรียวกำลังยืนกอดอกมองเครื่องส่งที่จู่ๆสัญญาณก็ขาดๆหายๆ  รวมทั้งโทรศัพท์ที่ไม่มีขีดบอกสัญลักษณ์อะไรเลยสักขีดเดียว

 

ตายสนิท! ทั้งเรด้าร์ ทั้งโทรศัพท์ แถมเรือที่โกหกไปเมื่อวันก่อน วันนี้ก็ดันมาเสียจริงๆแบบสตาร์ทยังไงก็ไม่ติด

 

สมพรปากจริงๆ

 

ตอนที่อยากให้เป็นดังใจทำไมมันไม่เป็น? ทีอย่างนี้ล่ะเจอจั้ง พับผ่า!

 

ผีซ้ำด้ำพลอย ภีมนึกถึงคำนี้แล้วถอนฉุน

 

แต่ว่า.....ไอ้เรื่องที่จะมานั่งท้อแท้โทษแต่ชะตาก็ไม่เคยทำ เพราะถ้ามัวแต่คิดถึงสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ก็คงจะมัวกลุ้มใจทั้งวันจนไม่เป็นอันทำอะไรกันพอดี

 

ร่างสูงจึงหันไปมองข้างหลัง เพราะรู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังนั่งขัดสมาธิเอามือเท้าคางไว้บนเข่าข้างนึงจ้องนิ่งมาแบบไม่พูดไม่จา และที่สำคัญ ไม่โวยวาย

 

ใจจริงอยากจะให้โวยวายต่อว่าสักนิดก็ดีนะ ภีมนึกในใจ คนตรงนั้นนิ่งๆแล้วมันเหงายังไงบอกไม่ถูก(โรคจิตไปนะภีม?)

 

ส่วนทิวาที่เข้ามานั่งมองอยู่นานแล้ว เห็นกิริยาแบบนั้นก็เริ่มขมวดคิ้ว

 

มองคนตัวสูงที่เดี๋ยวกอดอกเดี๋ยวก็เอียงคอ ใช้ไขควงเล็กๆไขก๊อกแก๊กๆกับแผงควบคุมไปแล้วก็อมยิ้มไป อยากจะถามจริงๆว่าสนุกนักเหรอไงที่พากันมาติดแหงกอยู่ที่นี่

 

เรือลำใหญ่ที่ลอยเท้งเต้งอยู่กลางน้ำขยับไปไหนไม่ได้ เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อเย็นวาน

 

แต่จะว่าไป อยู่กลางน้ำก็ไม่ถูกซะทีเดียว  เรียกว่าอยู่ระหว่างช่องของภูเขาขนาดมหึมาที่โอบไว้คล้ายๆรูปตัวยูจะถูกกว่า

 

ตรงทางข้างหน้าเป็นน้ำก็จริง แต่ซ้ายกับขวาเป็นป่าเขียวๆทึบๆที่เต็มไปด้วยต้นมะพร้าวและเสียงแปลกๆของตัวอะไรที่ทิวาไม่รู้จัก และไม่คิดที่จะอยากทำความรู้จักด้วย

 

ป่าแบบนั้นน่ะเหรอที่คนตัวหนาบอกว่าจะพาไปสำรวจ ขอโทษทีเถอะนะ! มันน่าเดินตรงไหนป่ารกๆแบบนั้นขอถามหน่อย เผลอๆจะมีแต่งูยั้วเยี้ยเต็มพื้น อาจมีเสือ! หรือสัตว์แปลกๆอีกสารพัด

 

หยึ๊ย! คิดแล้วขนลุกขึ้นมาทันทีจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!

 

“พี่ภีมคร๊าบ เสร็จหรือยัง หิวแล้วนะ”

 

อย่าคิดนะว่าทิวาหมดฤทธิ์เป็นแมวเชื่อง

 

ถ้าคิดแบบนั้นน่ะผิดถนัด

 

การที่ยอมใช้เสียงอ้อนๆ อ่อยๆแบบนั้นออกไป เพราะประสบการณ์สามสี่วันที่ผ่านมาบอกให้ทิวารู้ว่า  รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง จะเป็นผลดีสำหรับตนที่สุด และคนอย่างภีมเป็นพวกที่ภูมิใจในความฉลาด แต่พวกที่ฉลาดมาก อีโก้เยอะร้อยทั้งร้อยมัก ตายน้ำตื้น ทั้งนั้น

 

หึๆ แล้วการทำตัวบอบบางน่าทะนุถนอม ผิดตรงไหน?

 

“เดี๋ยวนะ อีกแป๊บเดียว” เสียงทุ้มเอ่ยสั้นๆโดยที่เจ้าของเสียงไม่หันมา แต่ทิวากลับแบะปาก

 

“งั้นไปทำกินเองก็ได้”

 

ว่าแล้วคนผมยาวก็โดดลงจากเคาเตอร์เดินดุ่มๆไปอีกทางเหมือนจะงอน แต่ถึงกับทำเอาคนตัวหนารีบวางไขควงแล้วเดินตามมาโดยไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆของคนตัวบาง

 

“อยากกินอะไร?”

 

เสียงมาพร้อมกับคางสากๆวางบนไหล่บาง อ้อมแขนแกร่งโอบไว้รอบเอวเล็กแล้วรั้งจนหลังบางแนบกับแผงอกของคนตัวหนาที่โถมเข้ากอดจนคนในอ้อมแขนแทบจมหายเข้าไปในอกแกร่ง

 

“อะไรก็ได้”

 

“หึๆ อะไรก็ได้นี่คืออะไร?”

 

นั่นสิ! คำว่าอะไรก็ได้บางทีมันง่ายที่จะพูด แต่ยากที่จะคิดว่าง่ายๆนั้นคืออะไร

 

เพราะตู้แช่ในห้องครัวนั้นมีทั้งอาหารแช่แข็งที่เพียงแค่ยัดใส่ไมโครเวฟไม่กี่นาทีก็ได้กิน อย่างเช่นทั้งพิซซ่า บาบิคิวและอาหารอีกหลายเมนูที่ทำมาอย่างดี  หู เห็ด เป็ด ไก่ อีกทั้งผักสารพัดชนิดที่เก็บตุนไว้เต็มตู้ อยู่ได้อีกเป็นเดือนก็ไม่เดือดร้อน

 

“ไม่รู้....”

 

“อ่าว? งั้นพี่ก็แย่สิ อะไรก็ได้ ถ้างั้นกินข้าวเปล่ากันไหม?”

 

“ก็ได้ ข้าวเปล่ากับน้ำปลา มากินแข่งกันม่ะ”

 

“ล้อเล่นน่า ใครจะยอมให้เราอดอยากขนาดนั้น งั้นพี่ลงน้ำแป๊บเดียว”

 

“โอ้เข่ เร็วๆนะ”

 

ที่รีบตอบตกลงเพราะพอลงน้ำไปทีไรก็ได้ของกินกลับขึ้นมาทุกที

 

มือบางที่โบกบ๊ายบายะงักกึกเมื่อเห็นว่าคนตัวหนามุดลงน้ำไปแล้วเรียบร้อย

 

ร่างบางที่นั่งอยู่บนเรือก็รีบเดินกลับเข้าไปในห้องควบคุมอีกครั้งเพราะคิดว่าอีกหลายนาทีกว่าภีมจะโผล่ขึ้นมา

 

โทรศัพท์ของตนที่เอามาเปิดดูแล้วทิวาก็จิ๊กปากอย่างขัดใจ ก่อนจะยกขึ้นเหนือหัวแล้วเดินไปรอบๆบริเวณที่เดินไปได้คล้ายจะหาสัญญาณอย่างที่ตนชอบทำบ่อยๆ

 

หือ?

 

คนหน้าหวานยิ้มกว้าง เมื่อเห็นหน้าจอแว๊บว่าจะมา แต่ก็หายไปอีก บอกให้รู้ว่าแถวนี้มีสัญญาณแต่ไม่รู้ว่ามันมีตรงจุดไหนเท่านั้น

 

ตื๊ดดดด!!   กริ๊งงงง  กริ๊งงงงง!!!!

 

ฮะ เฮ้ยยยย!!!!

 

ร่างบางที่กำลังเดินอยู่ดีๆตกใจแทบหัวคะมำ ทำเอาเครื่องสื่อสารที่ถืออยู่แทบหลุดมือ เพราะจู่ๆมันก็มีเสียงเหมือนกำลังมีคนโทรเข้ามา จึงรีบกดรับมือไม้สั่น

 

“ฮัลโล โหล โหล ใครอ่ะ” พอมองหน้าจอก็ตาเหลือก

 

ตะวัน!

 

“ฮัลโล ตะวันช่วยที เราอยู่บนเรือ.....”

 

ตรู๊ดด! ตรู๊ดด! ตรู๊ดด!

 

“เฮ้ยย!! อย่าเพิ่งสิ ยังไม่ทันจะรู้เรื่องเลย!....”

 

ทิวาตะโกนใส่โทรศัพท์ที่ดับไปแล้ว เสียงที่ขาดๆหายๆทำให้จับใจความไม่ได้ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ทิวาก็รู้สึกถึงเสียงถามร้อนรนของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี

 

“ต้องไปบอกพี่ภีม ต้องรีบไปบอกว่ามันโทรได้”

 

คนตัวเล็กพึมพำเบาๆ

 

เท้าบางกำลังจะวิ่งไปยังจุดที่ร่างสูงมุดหายไปเมื่อครู่ให้เร็วที่สุด แต่หางตาหรือก็ดีเหลือเกิน ทำให้ร่างบางชะงักกึกเพราะคล้ายจะเห็นบางเคลื่อนไหวดำๆลิบๆบนหาด

 

“ หือ? คน? นั่นคนเหรอ?”

 

คนตัวเล็กหันซ้ายหันขวา แล้วก็เห็นของที่อยากได้วางอยู่ใกล้ๆกล่องอุปกรณ์เลยหยิบขึ้นมาแนบตา

 

“ไม่ใช่คน ลิงตั่งหาก!

 

ปากบางพึมพำแล้วแพนกล้องในมือไปเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลงเมื่อสิ่งที่ผ่านตาถึงกับทำให้ทิวาตาเหลือก นิ้วเล็กๆปรับเลนส์ให้ซูมเข้าไปจนเห็นอะไรบางอย่างจนทำให้ต้องละจากภาพนั้นรีบวิ่งไปหาภีมเพื่อจะบอกสิ่งที่ตนเห็นพร้อมกับหัวใจเล็กๆที่เต้นโครมคราม

 

ร่างบางวิ่งจนผมปลิวไปถึงจุดหมายในเวลาไม่ถึงห้าวินาทีแล้วยืนหอบแฮ่กๆก่อนจะยิ้มกว้างอย่างยินดีเพราะเป็นจังหวะเดียวกับที่ภีมกำลังโหนบันไดขึ้นมา

 

“รีบขึ้นมาเร็วเร้วววว!!!...”  

 

ท่าทางลุกลี้ลุกลนกับเสียงตื่นเต้นของคนบนเรือทำให้คนตัวสูงขมวดคิ้ว

 

“เป็นอะไร หิวมากเลยเหรอ?”

 

“ใช่ซะที่ไหนเล่า ดูโน่นก่อน”

 

ทิวาว่าแบบนั้นแล้วก็รีบยัดกล้องใส่มือหนา พร้อมกับหมุนไหล่ให้ร่างสูงหมุนไปยังทิศทางที่เป็นเป้าหมาย แล้วเร่งยิกๆพร้อมกับทำมือเอากล้องแนบตาบอกว่าให้ดูไปทางนั้นเร็วๆ

 

 “ทำไมพี่ไม่ทันสังเกต!

 

ภีมลดกล้องในมือแล้วขมวดคิ้วหน้าเครียด หันไปทางคนตัวเล็กที่ยังหน้าตื่นอย่างเป็นห่วง  ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะเอาเรือเล็กออกแล้วเปลี่ยนชุดแอบเข้าไปบนเกาะทันทีคนเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“มีคนใช่ไหม?”

 

ทิวาถามเสียงร้อนรน มือบางยกขึ้นบีบกันอย่างรู้สึกสับสนและเริ่มกลัวหน่อยๆ แถมตอนนี้ภาพข่าวอาชญากรรมต่างๆที่เคยเห็นในทีวีวิ่งเข้ามาในหัวเป็นทิวแถว

 

“ควันนั่นมันอยู่อีกฟากนึงของเกาะนะ ถ้ามีคนจริงๆจะเดินมาฟากนี้เห็นแบบนั้นก็ใช้เวลาพอสมควรเลยละ อีกอย่างถ้ามันเป็นแค่ไฟป่า”

 

“ต แต่ ถ้ามันไม่ใช่แค่ไฟป่าล่ะ เราก็เอาเรือออกจากที่นี่กันเถอะ เพราะถ้ามีคนไม่ดีอยู่จะทำยังไง?”

 

“อืม...”

 

“พี่ภีม เร็วๆเข้า!...” คนตัวเล็กเร่งแล้วเดินนำหน้าไปก่อน

 

“โอเค โอเค แล้วไม่หิวแล้วเหรอ?”

 

“เป็นแบบนี้ใครจะกินลง ขอให้อยู่ห่างๆจากเกาะนั้นก่อนค่อยกิน”

 

จนพากันมาหยุดอยู่ที่ห้องควบคุมเรือ และตาหวานมายืนมองแผงควบคุมทั้งคันโยกอะไรทั้งหลายแหล่ที่ทิวาไม่รู้จัก และไม่รู้ด้วยว่าจะช่วยยังไง ทำได้แค่ให้กำลังใจกับเร่งให้คนตัวสูงออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแหละตอนนี้

 

“มันจะติดใช่ไหม?”

 

เสียงสั่นๆถามอย่างมีความหวังเพราะเห็นมือหนาหมุนกุญแจไปหลายรอบแล้วแต่เสียงเครื่องยนต์ยังไม่ยอมทำงานซักทีจนเริ่มกังวล

 

สถานการณ์ที่นอกเหนือจากการควบคุมแบบนี้ภีมชอบนัก และตัวเองก็คงกำลังลืมอะไรไปซักอย่างที่มันนึกยังไงก็นึกไม่ออก

 

เหงื่อที่ซึมออกมาทั่วขมับกับกรามที่ขบกันตลอดเวลาเพราะใช้ความคิดอย่างหนักทำให้ทิวามองอย่างเป็นห่วง

 

แต่แล้วตาโตก็เบิกโพลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ลืมทำอะไรบางอย่าง

 

“จริงด้วย พี่ภีมๆ”

 

มือบางเขย่าไหล่หนาอย่างกับว่าได้ลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งมา

 

“เมื่อกี้เพื่อนทิโทรเข้ามาละ แต่ยังไม่ทันคุยกันสายก็หลุดไป จริงๆมันน่าจะโทรได้นะ แต่ต้องเดินหาคลื่นหน่อย เดี๋ยวจะทำให้ดู”

 

ทิวาอธิบายแบบนั้นแล้วยกโทรศัพท์ชูขึ้นเหนือหัว เดินๆ หยุดๆ ก้มๆเลยๆไม่นานคนหน้าหวานก็หันมายิ้มกว้างแล้วกวักมือให้ภีมเข้าไปหา

 

ภีมแหงนมองคลื่นสัญญาณที่มาๆหายๆ แล้วมองคนตัวบางที่ชูมือข้างนึงจนสุดแขนพร้อมทั้งเขย่งปลายเท้าขึ้นอีกอย่างขำๆ

 

“ต้องสูงๆหน่อย อ๊ะ! สูงอีกนิดจะมีสัญญาณ......เหวออออ!!!

 

ทิวาร้องเสียงหลงเพราะจู่ๆตัวเองก็สูงขึ้นทันทีแบบไม่ทันตั้งตัว

 

“สูงแค่นี้พอไหม?”

 

เมื่อก้มลงมองก็เห็นคนตัวหนาแหงนหน้าขึ้นถาม มองแขนแข็งๆที่กำลังรัดขาของตนไว้แนบอกด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม

 

“พอพอ หว๊าว สัญญาณมาแล้ว เดี๋ยวนะ อ๊ะ! ข้างหน้าเดินไปข้างหน้า หยุด หยุด หยุด ซ้ายนิดนึง พอแล้ว อ่าว? ถอยกลับ ถอยกลับ ค้างไว้แค่นี้นะ”

 

มือถือในมือถูกกดหาชื่อยิกๆ แต่แล้วทิวาก็ต้องร้องเสียงลั่น

 

“ห๊า! แบตหมด มาหมดอะไรตอนนี้!

 

“คงจะเพราะเปิดมาทั้งวัน ลองอีกเครื่องซิ”

 

ภีมวางทิวาลงแล้วเดินไปหยิบอีกเครื่องที่วางอยู่มาปลดล็อคแล้วส่งให้

 

“ไม่หนักเหรอ? เราลองเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือกันไหม เผื่อจะมีสัญญาณ?”

 

“ไม่หนักสักนิด ดูเหมือนว่าพี่จะชอบอุ้มเราแบบนี้ด้วยสินะ อึ้บ! เร็วเข้าลองดูอีกที”

 

คนฟังกัดปากฉับ ข่มความเขินไว้แล้วปากก็ถามอีก   

 

“ให้โทรหาใคร?”

 

“พี่เม็มชื่อไว้ว่า เฮีย....”

 

“เจอแล้ว”

 

เพียงไม่กี่วินาทีที่รอสายอยู่นั้น คนทั้งคู่แทบจะลืมหายใจเมื่อลุ้นว่าสัญญาณที่ส่งไปจะถึงปลายสายหรือเปล่า

 

ตรู๊ดดดดด!!

 

ตรู๊ดดดดด!!

 

แกร๊กกก

 

[นายอยู่ไหนภีม?]

 

“ผมอยู่ที่เกาะ”

 

[ว่าแล้วเชียว ไปทำอะไรที่นั่น?]

 

“กะมาเที่ยว แต่ผิดแผนนิดหน่อย พี่ฟังผมนะ บนเกาะผมเห็นควันไฟ ไม่แน่ใจว่ามีคนไปทำอะไรบนนั้น ตอนนี้เรือผมมีปัญหา อยากจะ..........

 

ตรู๊ดดดดตรู๊ดดดด!

 

“บ้าเอ้ย!....”

 

ร่างสูงปล่อยคนตัวบางลงแล้วยกมือขึ้นเสยผมอย่างหัวเสีย ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองไปที่แผงควบคุมเรือแล้วเดินเข้าไปหามันอีกครั้ง

 

ทิวามองคนตัวสูง แล้วขยับเดินตามจนมาหยุดลงใกล้ๆแผ่นหลังกว้าง

 

หมับ

 

“ใจเย็นๆ ค่อยๆคิดก็ได้นะครับ เดี๋ยวเราค่อยลองใหม่อีกที”

 

ภีมก้มลงมองแขนขาวที่สอดมากอดเอวหนาของตนไว้อย่างคิดไม่ถึง   

 

“ถ้าเรือไม่เป็นไร ตอนนี้พี่คงพาเราออกไปจากที่นี่”

 

“มันอาจจะมีอะไรซักอย่าง ประมาณว่าเส้นผมบังภูเขา”

 

“เช่นอะไร?”  อารมณ์เครียดๆเหมือนจะเปลี่ยนไปทันทีที่เสียงหวานออกความเห็น หน้าคมที่เริ่มเปื้อนยิ้มผินไปมองคนตัวบางข้างหลัง แต่ก็เห็นเพียงเส้นผมดำๆกับเสียงอู้อี้ดังมา 

 

“ไม่รู้สิ ตอนนี้คิดอะไรไม่ออก”

 

“หิวหรือยัง นี่จะเที่ยงแล้ว”

 

“ถามจังว่าหิวไหม นี่กะจะขุนกันใช่ไหมเนี่ย อืม จะว่าไปก็นิดหน่อย งั้นไปทำอะไรกินดีกว่าเผื่อสมองจะแล่น คิดอะไรออกบ้าง”

 

“ขุนยังไงก็คงไม่มีผล กินเท่าไหร่ก็เอวนิดเดียว”

 

“จะหาว่าตะกละละสิ ฮึ! นั่งลงซะ”

 

“พี่ไม่ใช่หมานะ”

 

ท่าทางทำมือเหมือนกับสอนลูกหมาตัวเล็กๆให้นั่งของคนตัวบาง ทำให้ร่างสูงยอมยอบตัวลงนั่งยิ้มๆแต่โดยดี

 

“ใครบอกว่าให้เป็นหมาเล่า ให้เป็นเรือตั่งหาก”

 

“งั้นเหรอ?”

 

ตอนนี้ภีมรู้สึกดีและผ่อนคลายจนเรียกได้ว่าหัวใจแทบโบยบินลืมอารมณ์หงุดหงิดเมื่อครู่ไปสนิท เมื่อแขนเรียวขาวกับแผ่นอกแบนราบของคนตัวบางโถมเข้ามากอดตนไว้แน่น

 

เมื่อรู้ว่าอีกคนต้องการทำอะไร ภีมจึงสนองให้โดยที่พอลุกขึ้นอีกทีก็มีคนตัวเล็กติดหลังแจเป็นลูกลิง

 

“เอาละ ทีนี้ก็ออกเรือแล้ว เราตรงไปที่ห้องครัวกันเล้ย!

 

เสียงหวานที่กำกับข้างหู พร้อมกับนิ้วขาวๆที่ชี้บอกจุดหมายตรงหน้าทำให้ภีมอดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้

 

 “หึๆ ถ้าให้พี่เป็นเรือ แล้วเราล่ะเป็นอะไรมาขี่หลังพี่แบบนี้ อยากเป็นกับตันเหรอ?”

 

ใบหน้าหล่อผินมามองอย่างชอบใจเมื่อได้เห็นหน้าหวานอยู่ใกล้จนชิดแบบนี้

 

“ใครบอกเล่า แต่กับตันน่ะตำแหน่งจิ๊บจ๊อย ทิจะอยู่เบื้องหลังคอยควบคุมเรืออีกทีตั่งหาก ทีนี้ก็เลี้ยวซ้าย อ๊ะ! หยุดๆ หยุดก่อน หยุดตรงนี้”

 

“หยุดทำไมยังไม่ถึงห้องครัวเลย?”

 

“หางเสือบอกให้หยุดก็ต้องหยุดสิ ห้ามมีคำถามไดๆทั้งนั้น!

 

กึก!

 

ร่างสูงของภีมชะงักค้างเหมือนเลือดในร่างโดนแช่แข็ง ก่อนที่แขนหนาที่เกี่ยวขาเรียวไว้จะค่อยๆอ่อนแรงแล้วปล่อยคนข้างหลังลงช้าๆจนร่างบางของทิวายืนพื้น

 

ตอนแรกทิวาก็งงขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

 

วินาทีต่อมาก็สะดุ้งโหยง เมื่อจู่ๆร่างสูงก็ยืนนิ่งหันหลังให้ก็หันขวับมามองหน้าตน

 

แต่วินาทีนี้ทิวาก็ต้องหลับตาปี๋ มือบางเกาะบ่าหนาๆของคนตัวสูงไว้แน่น เมื่อใบหน้าคมจู่ๆก็โน้มลงมาชิดจนปากหยักสีส้มจางบดปากอิ่มจนบิดเบี้ยว

 

“ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ”

 

อ้อมแขนแกร่งรัดคนตัวบางจนแบนแนบอก พร้อมทั้งจูบซับไปทั่วหน้าหวาน ขมับบาง ปากอิ่มอย่างยินดี แต่คนถูกรัดไว้แน่นกลับไม่เข้าใจ พยายามดิ้นขลุกขลักหนีเพราะเริ่มหายใจไม่ออก

 

“โอ๊ยยยย!!!

 

“หึๆ นี่สิแม่ย่านางของแท้”

 

ภีมพูดคำที่ทิวาไม่เข้าใจออกมาอีกแล้ว

 

ร่างสูงปล่อยคนในอ้อมแขน เดินไปหยิบมีดขนาดเหมาะมือพร้อมกับคว้าหน้ากากดำน้ำเดินไปทางเดินเรือด้านหลังแบบไม่บอกไม่กล่าว ไม่อธิบายไดๆจนทิวาต้องวิ่งตาม

 

“พี่ภีมจะไปไหน?”

 

ร่างบางทรุดลงนั่งราบกับพื้น มือเกาะเหล็กกั้นเรือไว้แน่น มองคนตัวหนาที่จมอยู่ในน้ำไปแล้วครึ่งตัว เห็นว่ามือหนาที่กำลังจะสวมหน้ากากชะงักไป แล้วก็ต้องขมวดคิ้วไม่เข้าใจอีกครั้งเมื่อเห็นนิ้วเรียวยาวกระดิกคล้ายๆกำลังจะพูดอะไรซักอย่าง

 

“ครับ? .....อ๊ะ!

 

ปากอิ่มโดนจู๊บไปแบบไม่ขอ ทำให้หน้าหวานๆที่จะโน้มเข้าหาชะงักค้าง

 

“กำลังใจ....”

 

คนบอกสวมหน้ากากเสร็จก็มุดลงน้ำไปในทันที

 

ไม่รอดูผลว่าตาโตๆของคนตัวบางเบิกโพลงแค่ไหน

 

มือบางที่ยกขึ้นแตะปากอิ่มของตัวเองเผลอๆค้างไว้อย่างนั้นนานเท่าได

 

แต่ที่แน่ๆหัวใจดวงน้อยที่กำลังเต้นโครมคราม มันได้กระดอนออกมานอกอกแล้วมุดลงน้ำตามคนตัวสูงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น