email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ทาบทามสู่ขอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ธ.ค. 2564 19:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทาบทามสู่ขอ
แบบอักษร

นานจน(เกือบ)ลืมเธอ

ep.75 ทาบทามสู่ขอ

 

หลังจากที่นรีกานต์และศศิยืนรอส่งนนท์ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปพร้อมดลวิทย์และณัฐณิธานเรียบร้อย โดยมีเอื้ออังกูรเพื่อนรักทำหน้าที่เป็นนักบิน สองสาวยืนมองจนเฮลิคอปเตอร์ลับสายตาแล้วพากันเดินเข้าบ้าน

 

"ยัยศิ แกโทร.บอกคุณดินซิว่าปู่กำลังเดินทางไปหา ฉันไม่ได้เอามือถือมา"

 

ศศิพยักหน้ารับแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.ออกหาคู่หมั้นทันที

 

"พี่คะ ไอ้เอื้อกำลังพาปู่ไปหานะคะ พยายามถ่วงเวลาน้ามัลลิการ์ไว้ก่อนนะที่รัก"

 

"เฮ้อ มาซะที นี่พี่ก็แทบจะหมดเรื่องคุยกันแล้ว ดีนะที่ไอ้วินเอารูปลูกชายให้คุญน้าดู เลยพอจะมีเรื่องเลี้ยงลูกคุยต่อได้อีกสักพักใหญ่ แล้วหนูเป็นยังไงบ้างฮะ พี่คิดถึงหนูจังเลยอยากให้มาด้วย"

 

"หนูก็อยากไปค่ะ แต่ไอ้เอื้อไม่ยอม มันบอกให้หนูอยู่ช่วยยัยกานต์เลี้ยงลูก พี่ก็รีบปิดดีลคุณอธิปเร็วๆ น้า หนูคิดถึง อยากกอดพี่จะแย่อยู่แล้ว"

 

เสียงออดอ้อนคู่หมั้นของเพื่อนรักทำนรีกานต์ส่ายหน้าหมั่นไส้แกมอิจฉาแล้วพูดลอยๆ ให้ทางปลายสายได้ยินว่า

 

"โอ้ย หวานเกินไปแล้วนะยัยศิ อิจฉานะเนี้ย ฝากบอกกวินด้วยนะคะคุณดินว่ากานต์ก็คิดถึงคุณสามีมากๆเหมือนกัน"

 

"ไม่รับฝากย่ะ แค่ฉันช่วยแกเลี้ยงลูกก็หนักมากสำหรับคนไม่มีลูกอย่างฉันแล้ว นี่ยังจะมาฝากให้คู่หมั้นฉันบอกสามีแกอีก โทร.ไปบอกคิดถึงกันเอง ไม่รับฝากโว้ย" ศศิพูดรัวจนฟังแทบไม่ทัน ทำให้บดินทร์แอบหัวเราะเบาๆ

 

"น้องหนู อย่าพูดเยอะซิฮะ เก็บเสียงไว้ขายของบ้าง เดี๋ยวถึงเวลาไลฟ์สดหนูจะไม่มีเสียงพูดกับลูกค้านะครับ"

 

"พี่ดิน แซวหนูเหรอคะเนี้ย?" ศศิแม่ค้าออนไลน์พูดเสียงออดอ้อนคู่หมั้น จนนรีกานต์ส่ายหน้าเบาๆ แล้วรีบเดินเข้าบ้านทันที

 

 

☆☆☆☆☆☆☆☆☆

 

 

เสียงเฮลิคอปเตอร์ขับมาวนใกล้เคียงบริเวณบ้านจนเสียงดังเข้ามาข้างในตัวบ้าน กนกกานต์เงยหน้ามองไปตามเสียงแล้วพูดว่า

 

"ณัฐคงกลับมาแล้วล่ะ เออ..แล้วรสาอยู่ไหน ไม่เห็นเลยตั้งแต่เช้า"

 

พูดจบศิรสากับศศิพิมก็เดินออกมาจากห้องนอนเพราะได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ สองสาวเดินมานั่งอยู่ใกล้ๆ กับบดินทร์และกวินภพพร้อมส่งซิกยิ้มหวานให้สองหนุ่มเพราะเตี๊ยมกันไว้แล้ว เพียงครู่เดียวรถตู้ที่ขับไปรับผู้โดยสารก็มาจอดที่ประตูหน้าบ้าน

 

"อ้าว นั่นณัฐพาใครมาด้วยล่ะ" กนกกานต์ที่ชะเง้อคอมองถามขึ้นทันที

 

เมื่อทุกคนเดินเข้ามาในห้องมีณัฐนิธานเดินมาพร้อมดลวิทย์ ตามมาด้วยชายสูงวัยโดยมีเอื้ออังกูรที่คอยประคองนนท์เดินปิดท้ายเข้ามา

 

"คุณแม่ครับ นี่ปู่นนท์ครับ"

 

ณัฐนิธานพูดแล้วย่อตัวลงใกล้กับคุณแม่ของเขา แต่คนที่ได้ฟังอีกคนอย่างมัลลิการ์กลับสะดุ้งตกใจแล้วหันไปมองทันที

 

"คุณท่านคะ" เธอเปล่งเสียงออกมาอย่างแผ่วเบา

 

"ว่าไงมะลิ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"

 

นนท์ทักกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มพร้อมรอยยิ้มส่งไปให้ มัลลิการ์รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปก้มกราบที่แทบเท้านนท์ ชายชราใช้ฝ่ามือลูบศีรษะเธอด้วยความเอ็นดู

 

"กลับมาเมืองไทยไม่เห็นไปหากันบ้างเลย คนทางนั้นบ่นคิดถึงมะลิอยู่นะ"

 

"ขอประทานโทษค่ะคุณท่าน"

 

กิริยาและคำพูดของทั้งสองคนทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องรับแขกต่างตกตะลึง แม้จะสงสัยว่าทำไมนนท์ถึงเรียกมัลลิการ์ว่ามะลิแต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดหรือถามอะไรออกไป ปล่อยให้นนท์จัดการทุกอย่างด้วยตัวเขาเอง

 

"ฉันมาเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายชาย จะมาทาบทามลูกสาวคนเล็กของมะลิน่ะ คือเอาตรงประเด็นเลยนะ อยากจะสู่ขอหนูจัสมินให้เจ้าอธิปหลานชายฉันเอง"

 

นนท์พูดขึ้นหลังจากมองเห็นทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้ว

 

"คะ? อะไรนะคะคุณท่าน?" มัลลิการ์ถามย้ำอีกครั้งด้วยเสียงที่ไม่แน่ใจ

 

"หลานฉันคนนี้มันออกจะห่ามๆ อยู่สักหน่อย ไม่ค่อยเหมือนคนอื่นเขาหรอก แต่มันเป็นเด็กดี มีสัมมาคารวะ ถ้าหนูจัสมินยังไม่มีใคร ก็อยากจะให้มะลิลองพิจารณาหลานชายฉันไว้สักคน"

 

"คะ..คือคุณอธิปเป็นหลานคุณท่านหรือคะ?"

 

"ใช่ ก็ทั้งหมดที่นั่งอยู่นี่แหละ หลานชายฉันหมดเลย นี่มะลิจำดินลูกชายทนายบดีศวรได้ไหม โตเป็นหนุ่มแน่นเป็นทนายเหมือนพ่อเขาเลยนะ ส่วนที่นั่งติดกันก็เจ้าวินหลานเขยคนเดียวของฉันเอง พี่ชายกวินตราไง นี่ก็หมอดลควบสองตำแหน่งเป็นทั้งหลานชายแล้วก็หมอประจำตัว ฉันป่วยกี่โรคต้องกินยาอะไรบ้าง ถามคนนี้ได้เลย ส่วนนักบินสุดหล่อนั้นก็พ่อเอื้อ อ้าว! แล้วอธิปหลานตี๋ของฉันไปไหนแล้ว ไม่มาด้วยกันหรอกหรือวิน"

 

เสียงทักเปิดทางของนนท์ทำให้กวินภพรับคำทันที

 

"มาครับปู่นนท์ แต่อยู่ในห้อง"

 

"อ้าว แล้วทำไมไม่มาอยู่ด้วยกันล่ะ ไปเรียกมาหาปู่ทีซิ"

 

ศศิพิมที่เป็นเจ้าของห้องจึงรับอาสาไปตามอธิปและจัสมินให้ เธอเปิดประตูห้องนอนเข้าไปมองเห็นพี่ชายนั่งหลับตาเอนหลังอยู่บนเตียงโดยสองมือโอบกอดจัสมินไว้แนบอก

 

"พี่อธิป น้องแจ๊สคะ ปู่นนท์มาถึงแล้วค่ะ"

 

"ปู่มาแล้วเหรอพิม?"

 

อธิปรีบลุกขึ้นยืนแล้วประคองจัสมินให้ยืนตามแล้วพากันจูงมือเดินออกไปจากห้อง เมื่อทั้งสามคนเดินมาถึงห้องรับแขกจัสมินก็ยืนตัวแข็งไม่กล้าเดินต่อเพราะมองเห็นสายตาดุของแม่ที่มองสองหนุ่มสาวจับมือกันมา

 

"มะลิ พร้อมจะสู้ไปกับเฮียไหมครับ"

 

อธิปเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล หญิงสาวรีบพยักหน้ารับแล้วพากันเดินเข้าไปทันที ผู้จัดการหน้าตี๋รีบยกมือไหว้นนท์ที่ยิ้มรับด้วยสายตาของผู้ใหญ่ใจดี

 

"ไงไอ้เสือ มาๆ มานั่งข้างๆปู่ หนูจัสมินด้วย"

 

เมื่ออธิปกับจัสมินนั่งลงข้างนนท์เรียบร้อย ชายหนุ่มก็ยกมือไหว้มัลลิการ์

 

"สวัสดีครับคุณน้า ผม คือ.. ผม"

 

"อ้าว ติดอ่างซะแล้วหลานปู่ งั้นเดี๋ยวปู่พูดให้ มะลิ..นี่อธิปหลานชายฉัน พ่อแม่เขาเปิดร้านทองอยู่แถวนี้แหละ เขาเรียนจบปริญญาโททางด้านวิศวะจากอเมริกา ตอนนี้ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตอยู่โรงงานผลิตสายไฟในรถยนต์ เงินเดือนก็หลายแสนอยู่นะ สามารถเลี้ยงดูหนูจัสมินไม่ให้ลำบากไปตลอดชีวิตเลยล่ะ สรรพคุณเยอะขนาดนี้มันดีพอสำหรับลูกสาวมะลิไหมล่ะ?"

 

นนท์ถามน้ำเสียงจริงจังจนมัลลิการ์อึกอักที่จะตอบ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเธอเริ่มใจอ่อนลงแล้ว ปู่จึงพูดต่อไปว่า

 

"หลานฉันมันอาจจะเข้ามาผิดวิธีไปหน่อย แต่มะลิดูก็รู้ใช่ไหมว่าทั้งสองคนเขารักกัน ลูกสาวมะลิน่ะรักหลานชายฉัน แต่ก็ยังเกรงใจคุณแม่อยู่ แล้วมะลิอยากเห็นลูกสาวที่ตัวเองเลี้ยงมากับมือมีความสุขหรือความทุกข์กันล่ะ ลองไปคิดดูนะ"

 

เมื่อนนท์พูดจบมัลลิการ์ก็ซบหน้ากับฝ่ามือตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้น

 

"มะลิจำได้ไหม ตอนที่เจ้าแฟรงค์สามีเรามาจีบน่ะ แล้วแม่เรากีดกันจนฉันต้องออกมารับหน้าการันตีให้ แล้วเป็นไงตอนนี้แม่เราเห่อแต่เขยฝรั่ง เอาไปคุยเจ็ดย่านน้ำว่าลูกเขยดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ฉันเคยให้โอกาสแฟรงค์ได้พิสูจน์ตัวเองกับแม่ยายไปแล้ว มะลิจะไม่ลองให้โอกาสเจ้าตี๋ของฉันได้พิสูจน์ตัวเองหน่อยเชียวหรือ"

 

"แต่จัสมินยังเด็กอยู่เลยค่ะคุณท่าน" มัลลิการ์ที่มีใจเอนเอียงมาทางนนท์พูดขึ้นอย่างลังเล

 

"เด็กอะไรกัน ยี่สิบเอ็ดไม่เด็กแล้วนะ เรียนจบปริญญาตรีแล้ว ให้จัสมินได้ตัดสินใจเองซิ ลองถามลูกดู" นนท์ชี้ช่องทำให้มัลลิการ์หันหน้าไปหาลูกสาว

 

"แล้วหนูว่ายังไงลูก?"

 

"แม่คะ แจ๊สขอโทษค่ะ คือว่า.. แจ๊สรักเฮีย แล้วอยากใช้ชีวิตกับเฮียตี๋ไปตลอด แต่ถ้าแม่ยังไม่อยากให้เราแต่งงานกัน แค่แม่ยอมให้เราสองคนคบกัน แจ๊สก็ดีใจมากแล้วค่ะ"

 

คำพูดลูกสาวทำให้มัลลิการ์เดินเข้าไปดึงตัวจัสมินเข้ามาในอ้อมกอดด้วยความรัก

 

"แล้วทำไมหนูไม่บอกแม่ล่ะลูก"

 

"ก็แจ๊สกลัวแม่โกรธนี่ค่ะ แจ๊สทำเรื่องไม่ดีไว้ตั้งเยอะ เลยไม่อยากขัดใจแม่ค่ะ"

 

จัสมินสารภาพความในใจออกมา ทำให้คุณแม่ถึงกับอึ้งไป ก่อนจะหันไปพูดกับนนท์อย่างคนที่ตัดสินใจแล้ว

 

"คุณท่านคะ ถ้าเด็กสองคนนี้รักกันจริง ก็จะไม่ขัดขวางอะไรค่ะ แต่ตอนนี้อาจจะยังไม่สะดวกให้แต่งงานกัน แต่ถ้าจะทาบทามสู่ขอไว้ก่อนก็ได้นะคะ คือ.. จัสมินเป็นหัวใจของครอบครัวเรา ถ้าคุณอธิปอยากได้หัวใจของพวกเราไปดูแลก็ต้องหาสิ่งของที่มีมูลค่ามาแลกไปค่ะ"

 

"พูดมาตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อมก็ได้นะมะลิ ว่าค่าสินสอดหนูจัสมินแพงมากใช่ไหม ว่าไงอธิป เขาร้องค่าตัวมาสูง สู้เขาไหมล่ะ"

 

นนท์หันมาถามอธิปที่พยักหน้ารับทันที

 

"สู้ครับ สู้แค่หมดตัวครับปู่ ครอบครัวผมมีเงินเก็บอยู่ไม่มาก ทองคำอีกนิดหน่อย โฉนดที่ดินสองสามแปลง มีคอนโดอีกหนึ่งห้องครับ"

 

"ใครว่ามีแค่นั้นล่ะตี๋"

 

เสียงวันเอ่ยขึ้นขัดจังหวะจนลูกชายเงยหน้าไปมองเห็นป๊ากับม๊าเดินเข้ามาในห้องก็ยิ้มอย่างมีความหวัง

 

"ขอโทษนะคะที่มาช้า ม๊าเป็นแม่ของอธิปค่ะ คือครอบครัวเรามีทรัพย์สมบัติเท่าไหร่ก็ขนมาเป็นสินสอดให้ลูกชายหมดเลยค่ะ"

 

"ใช่ครับ ผมเป็นป๊าของอาตี๋นะครับ ครอบครัวเรารักหนูมะลิมากนะ อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้ตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกันเลย ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนูมะลิคบอยู่กับอาตี๋แล้ว ผมไม่รู้ว่าทรัพย์สินที่บ้านเรามีมันจะมากพอกับเกียรติของลูกสาวคุณนายหรือเปล่า แต่ก็เอามาหมดบ้านหมดธนาคารกันเลยนะครับ" เฮงพูดขึ้นบ้าง ถือเป็นการพูดที่ยาวที่สุดของเขาเลย

 

"หมดบ้านหมดธนาคารนี่มันเท่าไหร่ล่ะคะ?" กนกกานต์รีบถามทันที

 

"อืม เงินสดมีไม่มากนะคะแค่ห้าสิบล้าน โฉนดที่ดินห้าหกแปลง อ่อ มีคอนโดอาตี๋ห้องที่ติดกับหนูมะลินั่นเท่าไหร่นะป๊า สามสิบล้านใช่ไหม ห้องนี้ซื้อเงินสดค่ะไม่มีพันธะกับธนาคาร รถเบนซ์ป้ายแดงที่จอดไว้ในโรงรถนี่ก็เงินสดเหมือนกันค่ะ พระเครื่องสิบกว่าองค์มีใบรับรองว่าเป็นของจริงทั้งหมดนะคะ บูชามาหลักล้านแต่ก็หลายสิบปีแล้วป่านนี้คงขึ้นเป็นสิบล้านแล้วค่ะ มีเครื่องเพชรพร้อมใบเซอร์อีกร้อยกว่าชิ้น แล้วสุดท้ายธุรกิจของครอบครัวเรา ทองคำค่ะ มีเท่าไหร่ไม่ทราบเหมือนกันเพราะไม่เคยนับสักที แต่เอามาด้วยนะคะ อยู่ในตู้เซฟรถยนต์ของธนาคารจอดอยู่สามสี่คันในบ้านของเราที่อยู่ตรงข้ามบ้านนี้น่ะค่ะ ลองไปนับดูก็ได้นะคะ"

 

วันร่ายยาวจนเหนื่อยหอบตั้งใจจะพูดให้จบก่อนที่จะมีคนขัดจังหวะเพราะกลัวจะลืมที่ท่องมา

 

"โหห เยอะพอไหมมะลิ แต่ถ้าเป็นฉันจบตั้งแต่ดีลรถเบนซ์แล้วนะ ใครจะไปนับได้ล่ะก็เล่นขนทองคำมาเป็นคันรถแบบนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า" นนท์พูดด้วยน้ำเสียงถูกใจในการเตรียมพร้อมของพ่อแม่อธิป

 

 

 

☆☆☆☆☆☆☆☆☆

สมบัติไม่เยอะจริงๆ ด้วยม๊า

ถ้าชอบขอคนไลค์นะคะ

ฝากติดตามด้วยค๊าบ

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว