facebook-icon

มาอ่านเถอะนะ ตั้งใจเขียนจริงจริ๊ง >//<

สืบให้หายคาใจ

ชื่อตอน : สืบให้หายคาใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.8k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.พ. 2565 11:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
สืบให้หายคาใจ
แบบอักษร

๓๒

สืบให้หายคาใจ

             “คุณแม่ผู้กองเป็นยังไงบ้างคะ” อัณณิการ์เดินออกมาจากโซนครัวพลางมือก็คนกาแฟในแก้วไปด้วย หลังกลับบ้านก่อนเวลาเมื่อวานเธอก็เอาแต่ขลุกอยู่กับลูกเพื่อให้สมองมีพื้นที่สำหรับเรื่องอื่นบ้าง แต่พอเด็กน้อยหลับปุ๋ยผู้เป็นแม่กลับตาค้างเติ่ง และกว่าอัณณิการ์จะเข้าสู่นิทราสำเร็จก็ปาไปเกือบตีสอง

             “อ่อนเพลียนิดหน่อย แต่วันนี้ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อวานมาก” ครองภูมิตอบทั้งที่สายตายังจดจ้องอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์

             “ผู้กองนี่ดีจังเลยนะคะ ขนาดว่าไม่ใช่แม่แท้ๆ ก็ยังดูแลดีขนาดนี้ เป็นยอดกตัญญูจริงๆ” อัณณิการ์ไม่ได้ถามเพื่อฆ่าบรรยากาศ แต่เป็นการหยั่งเชิงเพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม

             “ผมเหลือเขาเพียงคนเดียวในชีวิต แม่อุษาดูแลผมมาตั้งแต่เด็ก”

             ผู้หมวดสาวลากเสียงยาวในลำคอพร้อมเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยังยืนเช็กข่าวสารในโทรศัพท์อยู่ริมหน้าต่าง พลางปั้นหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ “แหน่ๆ ระหว่างทางกลับบ้านแอบแวะไปหาสาวที่ไหนรึเปล่านะ”

             ครองภูมิเก็บโทรศัพท์เงยหน้าคุยกับหล่อนจริงจัง “คุณย่าหยาเล่าให้ฟังเหรอ ผมแค่แวะเอากาแฟไปฝากเธอ”

             “แล้วสาวอีกคนล่ะ ตั้งแต่ที่คุณลิด้าเอาปิ่นโตมาฝากตอนเช้าผู้กองได้นัดเจอเธออีกรึป่าวนะ”

             “ทำไม คุณจะเอาไปฟ้องเพื่อนคุณเหรอ”

             “อัณณ์ไม่ปากโป้งหรอกน่า แค่ขี้เผือกนิดๆ หืมๆ ว่าไงได้เจอคุณลิด้าอีกหรือเปล่า”

             “เปล่า ผมไม่ได้เจอเธอ”

             “แล้วไป” อัณณิการ์เดินกลับที่นั่งของตัวเอง รอยยิ้มหุบหายเพียงพริบตา เขาจงใจปิดบังเรื่องเจอปาลิดาที่โรงพยาบาลเมื่อวาน นาทีนี้อัณณิการ์ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกหลากหลายที่สุมทับในอกนี้อย่างไรดี มันทั้งกังวล ผิดหวัง หวั่นกลัว และเป็นห่วงยลญาดาที่อาจตกเป็นเครื่องมือในเกมนี้ เพราะครองภูมิทราบดีว่ายลญาดาเป็นว่าที่คู่หมั้นของเหนือภพ และไหนจะพะวงเรื่องของตัวเองเพราะอัณณิการ์พลั้งปากสารภาพกับครองภูมิไปหมดสิ้นว่าวิศเวศและเวริตาคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเหนือภพ

             สำหรับผู้ชายคนนั้นเธอส่งข้อความทักเขาไปแล้ว ทว่าวันแล้ววันเล่าเหนือภพยังคงทำเมิน เพียงอ่านแต่ไม่ตอบ ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเขาคงงานยุ่งมาก อัณณิการ์ตั้งใจแน่วแน่ว่าหากเหนือภพกลับมาคราวนี้เธอจะกลั้นใจถามเรื่องคารังคาซังให้จบๆ อย่างเช่นอาการซึมเศร้าที่เจ้าตัวเคยรักษา โดยตัดประเด็นเรื่องห่วงความรู้สึกของเขาออกไปก่อน เพราะดูเหมือนว่าปัญหาต่างๆ ที่ยุ่งเหยิงอยู่ตอนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปมที่เกิดขึ้นในอดีต และเป็นปมที่ยังพันรอบคอเหนือภพมาจนถึงทุกวันนี้

             “หมวดอัณณ์ลูกคุณเป็นยังไงบ้าง หายดีแล้วใช่ไหม” สารวัตรเมธาหิ้วถุงกระดาษใบใหญ่เข้ามาในห้องและยิงคำถามใส่อัณณิการ์คนแรก “เมื่อวานผมไม่อยู่สน. ก็เลยไม่ได้ถามอาการเด็กๆ”

             “ดีขึ้นแล้วค่ะ เป็นผื่นเพราะแพ้อาหาร ตอนนี้ก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว”

             ครองภูมิละสายตาจากแฟ้มสำนวนตรงหน้าและหันกลับมามองหญิงสาวอย่างสงสัย “เมื่อวานเด็กๆ ไม่สบายเหรอ”

             “ใช่ รู้สึกว่าหมวดทักมาลาผมตอนเกือบเที่ยงนี่แหละ” อัณณิการ์ไม่ทันได้ตอบครองภูมิ สารวัตรเมธากลับเป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นก่อน “หมวดก็น่าจะไปโรงพยาบาลเดียวกับผู้กองล่ะมั้ง ไม่เจอกันเหรอ เห็นหมวดเคยบอกว่ามีประกันของลูกอยู่ที่นั่น ผู้กองภูมิยังพาคุณแม่ไปทำคีโมที่เดิมใช่ไหมล่ะ”

             “งั้นเหรอคะ คุณแม่ผู้กองรักษาตัวที่นั่นหรอกเหรอ” ใบหน้าหญิงสาวแสร้งไม่รู้ได้อย่างแนบเนียน “แหม โรงพยาบาลตั้งใหญ่โต ถ้าเจอกันก็คงบังเอิญเกินไปแล้วเนอะ”

             “คุณไม่เห็นบอกผมเลยว่าลูกไม่สบาย” ร่างสูงเดินมาหาหญิงสาวที่โต๊ะ จ้องดวงหน้างามนิ่ง

             “พอดีอัณณ์รีบน่ะค่ะ เป็นห่วงลูก”

             “ก็ว่าสิ ผมเห็นหมวดรีบร้อนไปขึ้นรถตัวเองหลังจากที่ผู้กองมาส่งตรงหน้าบันไดได้ไม่เท่าไหร่” ดาบตำรวจปรีดาเสริม ครองภูมิปรายสายตามองไปทางคนพูดเล็กน้อย เพราะนั่นคือช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เขาไปหามารดาที่โรงพยาบาลพอดี

             “แล้วที่เมื่อวานคุณบอกว่าจะจัดการเองเรื่องทะเบียนรถของชุนหง คุณจัดการแล้วเหรอ จัดการยังไง”

             “ค่ะ อัณณ์ไปที่บ้านชุนหงมาแล้ว แต่ไม่พบตัวปภา อัณณ์ไม่ได้บอกชุนหงหรอกนะคะว่ามีอะไรกับทะเบียนรถนั่น เรื่องแค่นี้เองผู้กองทำห่วงไปได้ อัณณ์ไม่บุ่มบ่ามทำอะไรหรอกน่า ไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายสักหน่อย”

             “แต่คุณไม่รับสายผู้บังคับบัญชา” ครองภูมิติงเสียงเข้ม

             “ขอโทษค่ะ พอดีปิดเสียงไว้เลยไม่ได้ยิน”

             “เอาล่ะ พักเรื่องเครียดกันก่อน มาๆ กินขนมกัน ลูกสาวผมเพิ่งกลับจากจีนเลยซื้อของกินแปลกบ้างไม่แปลกบ้างมาให้ลองชิมดู” สารวัตรเมธาเอ่ยคั่นพลางวางถุงกระดาษลงบนโต๊ะกลางห้อง อัณณิการ์ยิ้มให้ครองภูมิเล็กน้อยแล้วเดินหายไปหลังฉากเพื่อชงกาแฟอีกแล้ว ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าถึงรู้สึกว่าสายตาและสีหน้าของครองภูมิที่มองเธอมันดูเปลี่ยนไป

             “อันนี้เนื้ออะไรวะเนี่ย อ่านไม่ออกสักตัว” ดาบตำรวจปรีดาพลิกดูห่ออาหารขนาดเล็กในมือไปมา

             “เนื้อหมู”

             “ผู้กองรู้ได้ไงอ่านออกเหรอครับ”

             “ก็เดาเอา”

             “อันนี้มีส่วนผสมของถั่วป่ะเนี่ย หน้าตาน่ากินแต่แพ้ถั่วอะ” เสียงถิรนัยดังขึ้น อัณณิการ์เยี่ยมหน้าจากขอบฉากกั้นออกไปดู เห็นครองภูมิดึงซองขนมจากถิรนัยพลางพลิกไปมาก่อนส่งคืนถิรนัย

             “ไม่มีหรอก กินไปเหอะ”

             “ผู้กองแน่ใจเหรอครับ ถ้าผู้กองอ่านออกผมจะกิน”

             “ถ้าแกแพ้ฉันจะพาไปให้หมอล้างท้องเอง” ครองภูมิว่าแล้วเดินไปนั่งที่ของตัวเองไม่ได้สนใจหยิบของฝากจากสารวัตรติดมือไปด้วย ถิรนัยที่อยากกินแต่รู้สึกไม่สบายใจเลยถือซองขนมเข้ามาหาอัณณิการ์เพื่อให้เธอเช็ก ผู้หมวดสาวยืนยันว่าไม่มีส่วนผสมของถั่ว เมื่อนั้นถิรนัยจึงยิ้มพอใจแล้วออกไปจากโซนครัว

             ผู้หมวดอัณณิการ์หวนถึงตอนที่ครองภูมิให้เช็กข่าวสารของเหนือภพในเว็บไซต์ต่างประเทศ และออกตัวว่าตนอ่านภาษาจีนไม่ออก เธอคิดว่าหลินจินหลงจากไต้หวันมาตอนอายุแปดขวบ ซึ่งวัยขนาดนั้นต้องอ่านออกเขียนได้บ้างล่ะ จะเป็นไปได้ไหมนะที่ผู้กองสามารถใช้ภาษานี้ได้? ความคิดเรื่องหลินจินหลงในคราบผู้กองวนกลับมาให้เธอเครียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันคงไม่ตกสะเก็ดง่ายๆ หากไม่ได้รับการไขให้กระจ่าง

             “สิ้นเดือนนี้ไม่มีใครลาใช่ไหม งั้นผมจะลานะ” เสียงถิรนัยที่กำลังเคี้ยวขนมอยู่ดังลอดมาถึงคนที่อยู่หลังฉากกั้น มือบางที่กำลังกดน้ำร้อนใส่ถ้วยกาแฟพลันชะงักกึก เรื่องลาทำอัณณิการ์ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ เมื่อตอนเกิดเรื่องของมิสเตอร์หลินช่วงก่อนหน้านั้นครองภูมิลาไปเป็นอาทิตย์เลยนี่นา ซึ่งคาบเกี่ยวกับที่เธอลาทิ้งลาขว้างเป็นสิบวันเหมือนกัน

             “เอาวะ สืบให้หายคาใจล่ะกัน” อัณณิการ์ปล่อยแก้วกาแฟที่ยังไม่ได้เติมน้ำร้อนไว้ที่เดิม แล้วเดินออกไปจากห้องเพื่อหาสถานที่ปลอดภัยสำหรับคุยโทรศัพท์ ร่างบางพ้นจากขั้นบันไดจนมาถึงลานจอดรถ เหลียวซ้ายแลขวาเมื่อพบว่าตนอยู่ปลอดจากหูตาสับปะรดจึงต่อสายหาเพื่อนซึ่งเป็นชุดสืบสวนภายใต้สังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประจำสนามบินใหญ่ของไทย

             “ผู้หมวดมิวคนสวย คิดถึงจัง เป็นไงบ้าง ทำงานอยู่หรือเปล่า”

             “แหม่ ร้อยวันพันปีไม่เคยโทร.หา แล้ววันนี้มาบอกว่าคิดถึง มีเรื่องจะให้ช่วยล่ะสิ มีอะไรก็รีบๆ ว่ามาเลยย่ะ ฉันจะออกเวรแล้ว”

             “งั้นไม่อ้อมค้อมล่ะนะ ฉันอยากให้แกช่วยเช็กให้หน่อยว่าคนคนนี้เข้าออกนอกประเทศเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาหรือเปล่า”

             “มีข้อมูลอะไรบ้างล่ะ ชื่อสกุล เลขพาสปอร์ต เลขประชาชน อะไรก็ได้ส่งมาทางแชทล่ะกัน” อัณณิการ์ตอบรับแล้วกดวางสาย ก่อนพิมพ์รายละเอียดซึ่งได้จากภาพถ่ายประวัติส่วนตัวของครองภูมิ เมื่อกดส่งให้ในช่องแชทของผู้หมวดมิวแล้ว อัณณิการ์ก็เดินลุ้นอย่างกระวนกระวาย รู้สึกว่าตอนนี้ผ่อนลมหายใจเข้าออกไม่สุดปอดแล้ว

             และผ่านไปเพียงครู่เดียวข้อมูลที่อัณณิการ์ต้องการก็ถูกส่งกลับมา มือบางรีบเปิดดูอย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นรูปภาพที่ผู้หมวดมิวถ่ายมาจากหน้าจอระบบ มีข้อความระบุข้างใต้เล็กน้อยว่าเดินทางออกนอกประเทศครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และหมายเลขเที่ยวบินนั้นปลายทางคือไต้หวัน!

             อัณณิการ์รู้สึกราวกับหัวใจหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ มือสั่นเทาพิมพ์ขอบคุณในความช่วยเหลือพร้อมกำชับว่าข้อมูลที่ให้หานี้เป็นความลับเฉพาะ หญิงสาวตั้งสติสูดลมหายใจยาวลึกแล้วกดโทร.หายลญาดา

             “หยา...คือช่วงนี้แกอยู่ห่างๆ ผู้กองหน่อยนะ” น้ำเสียงของอัณณิการ์ไม่ใช่ตื่นกลัว แต่แผ่วเบาเหมือนคนป่วยใกล้ตาย ทว่าผู้หมวดไม่ทันได้ฟังสิ่งที่ปลายสายตอบกลับก็มีเสียงอื่นแทรกขึ้นจนเธอตกใจ

             “ทำไมต้องอยู่ห่างๆ ผมด้วย” ร้อยตำรวจเอกครองภูมิบังเอิญเดินมาได้ยินพอดิบพอดีจึงโพล่งถามขึ้น อัณณิการ์กดวางสายทันที ปั้นรอยยิ้มเจื่อนในสีหน้าก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะกลบเกลื่อน

             “ขอโทษค่ะผู้กอง อัณณ์แค่เป็นห่วงเพื่อน ไม่อยากให้เพื่อนเสียใจ ก็ผู้กองมีคุณปาลิดามาวอแวด้วยนี่คะ”

             ถ้าตอนนี้ครองภูมิกินหัวเธอได้ก็คงทำไปแล้ว สายตาคู่นั้นดุวาบจนอัณณิการ์ลอบกลืนน้ำลาย

             “ผมจีบคุณย่าหยา ส่วนคุณลิด้าน่ะจีบผม หมวดพอจะมองเห็นความแตกต่างในเรื่องนี้ไหม ผมว่าเรื่องที่มันส่วนตัวมากๆ แบบนี้คุณอย่ายุ่งดีกว่า ผมเข้าใจดีว่าคุณเป็นห่วงเพื่อน แต่วางใจได้ ผมไม่คิดร้ายกับคุณย่าหยาหรอก ขอร้องล่ะ อย่าทำให้เธอเข้าใจผมผิด”

             ร่างสูงทิ้งความฉุนในน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบ แล้วสาวเท้าตรงไปยังร้านกาแฟที่อยู่ติดสถานีตำรวจ ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่ครองภูมิจะใช้บริการที่นี่ ต่างจากเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่มักไปสิงอยู่ที่นั่นเป็นชั่วโมง ประกายตาสีน้ำตาลเข้มที่เต็มไปด้วยความกังวลทอดมองตามร่างนั้นกระทั่งหายเข้าไปในร้านกาแฟ

             “เอาไงเอากันวะ” อัณณิการ์ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้วตรงไปขึ้นรถของตัวเอง ก่อนขับออกไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เธอคิดจะทำตอนนี้คือก้าวล่วงความเป็นส่วนตัวของผู้บังคับบัญชา

             “ในเมื่อพ่อแม่ตัวจริงของผู้กองไม่อยู่ให้ซักถามแล้ว ก็คงเหลือพยานรายสุดท้าย ไปทักทายคุณพรอุษาหน่อยดีกว่า”

.........             

             พรอุษานั่งมองฟ้ามองแดดอยู่หน้าบ้าน ข้างกันนั้นมีถาดไหมพรมวางอยู่ อัณณิการ์คาดว่าเธอกำลังวางมือจากการถักนิตติ้ง ตำรวจสาวจอดรถห่างจากรั้วบ้านสักหน่อยแล้วใช้วิธีเดินมากดกริ่งพร้อมตะโกนเรียก เธอเห็นแล้วว่าพรอุษาอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นและได้ยินอย่างชัดเจน มารดาอุปถัมภ์ของครองภูมินิ่วหน้าสงสัยว่าคนที่ชะเง้อชะแง้อยู่หน้าบ้านเป็นใคร ก่อนเดินมาทางประตูรั้วอย่างระมัดระวัง

             “สวัสดีค่ะคุณป้า จำอัณณ์ได้ไหมคะ อัณณิการ์ลูกน้องผู้กองภูมิเองค่ะ” หญิงสาวพนมมือไหว้ แอบรู้สึกผิดที่ทำให้คนป่วยร่างกายผอมซูบเดินมาเปิดประตู

             “อ๋อ หนูนั่นเอง มาๆ เข้ามาก่อนสิจ๊ะ” พรอุษาเลื่อนเปิดประตูโดยมีอัณณิการ์ช่วยออกแรง จากนั้นผู้หมวดก็ประคองพรอุษาไปยังม้านั่งตัวเดิมเมื่อครู่ “แล้วนี่หนูมีธุระอะไรล่ะจ๊ะ มาเอาของให้ตาภูมิหรือเปล่า”

             “เปล่าหรอกค่ะ อัณณ์มาเรื่องส่วนตัว” ร่างบางยิ้มให้หญิงวัยกลางคนอย่างเกรงใจ “ไม่ทราบว่าคุณป้ายังทำขนมอยู่ไหมคะ พอดีเปียกปูนที่อัณณ์เอาไปให้ลูกตอนนั้นพวกแกชอบมากเลยค่ะ อร่อยกว่าเจ้าอื่นๆ ที่เคยกินมาเลย นี่อัณณ์แอบมาถามถึงที่เพราะไม่อยากรบกวนผู้กอง ประมาณว่าหนีเจ้านายมาน่ะค่ะ”

             “ช่วงนี้ไม่ได้ทำเลยจ้ะ สุขภาพแย่ลง นั่งก่อนสิจ๊ะ ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว มานั่งคุยกันสักหน่อยก่อนจะกลับไปเครียดกับงานต่อ” พรอุษาเขยิบที่ให้หญิงสาวนั่งลงข้างๆ อากาศเช้านี้ร่มรื่นกำลังดีมีเพียงเงาแดดที่ส่องลอดผ่านเมฆก้อนใหญ่

             อัณณิการ์ยิ้มกริ่มเมื่อเห็นว่ากำลังเข้าทาง

             “เดี๋ยวป้าไปเอาน้ำเอาท่ามาให้นะ”

             “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณป้า ไม่เป็นไร” อัณณิการ์รีบห้าม ไม่อยากให้เธอออกแรงและไม่ต้องการเสียเวลามากไปกว่านี้ “เสียดายจังนะคะ อัณณ์ขอให้คุณป้าแข็งแรงไวไว หายป่วยเร็วๆ จะได้มาอุดหนุนขนมของคุณป้าอีก นี่คุณป้าทำขายมานานแล้วเหรอคะ”

             “ใช่แล้วลูก ทำมานานแล้ว แต่ก่อนนะ ก่อนจะเป็นมะเร็ง ป้ามีร้านขายขนมไทยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังนี้เท่าไหร่ พื้นที่ตรงนั้นทำเลดี ทำมาเท่าไหร่ก็ขายหมดทุกวัน สักบ่ายสองก็เก็บร้านแล้ว” ใบหน้าอ่อนล้ายิ้มได้อบอุ่นเมื่อย้อนถึงความหลัง

             “อย่างนี้ก็แสดงว่าทำขนมไทยเป็นทุกอย่างเลยสิคะ”

             “แบบน้ำแบบแห้งทำได้หมดจ้า ตอนที่ตาภูมิไปประจำอยู่ภาค ๘ ทางใต้นู่นน่ะ ป้าและแม่วรรณ แม่ของภูมิไปเที่ยวหาบ่อยมาก เดือนละสองสามครั้ง ไปทีก็ชอบทำขนมเลี้ยงตำรวจที่นั่น พูดแล้วก็คิดถึงสมัยที่ยังแข็งแรงอยู่” ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาประจำอยู่กรุงเทพฯ ครองภูมิเคยปฏิบัติงานที่ภาคใต้ร่วมสองปีก่อนย้ายมาอยู่ใกล้บ้าน

             “ถ้าอัณณ์จำไม่ผิดตำรวจภูธรภาค ๘ อยู่ที่ภูเก็ตใช่ไหมคะ คุณป้ากับพี่สาวเป็นคนใต้เหรอคะ”

             “ไม่ใช่หรอกลูก พื้นเพเดิมเป็นคนอีสาน ตาภูมิเขาเลือกที่จะไปหาประสบการณ์ต่างถิ่นเอง ทั้งที่เขามีตัวเลือกมากมาย ชีวิตเขาจะสามารถเลือกดำรงตำแหน่งตรงไหนก็ได้ แต่เขาเลือกของเขาเอง พ่อกับแม่ก็ตามใจไม่คัดค้าน”

             “งั้นเหรอคะ คุณป้าอยู่บ้านคนเดียวแบบนี้เวลาผู้กองไปทำงานคงเหงาแย่เลยนะคะ คุณป้าไม่หาสัตว์ เช่นหมาหรือแมวมาเลี้ยงเป็นเพื่อนล่ะคะ” อัณณิการ์ชวนคุยเรื่อยเปื่อยเพื่อไม่ให้พรอุษาสงสัยในเจตนามากเกินไป ภายใต้แววตาเหนื่อยล้าคู่นั้นอัณณิการ์สังเกตเห็นอารมณ์ที่หลากหลาย ยามพูดถึงลูกชายช่างอบอุ่นละมุนละไม และหากผู้หมวดไม่ได้คิดไปเองเธอรู้สึกว่าแววตาของพรอุษานอกจากเหนื่อยอ่อนแล้วยังซ่อนความเศร้าตรมเอาไว้

             “เออ นั่นสินะ น่าสนใจแฮะ ป้าก็ชอบสัตว์อยู่ด้วย” พรอุษามองหน้าอัณณิการ์ด้วยรอยยิ้มเอ็นดู “หนูอัณณ์กับตาภูมิไม่มีความรู้สึกพิเศษที่เกินกว่าเพื่อนร่วมงานบ้างเหรอจ๊ะ”

             อัณณิการ์ตกใจกับคำถามจู่โจม ใบหน้างามเหรอหราจนคนแก่หัวเราะเบาๆ

             “ป้าน่ะสุขภาพก็ย่ำแย่ลงทุกวัน ฝันอย่างเดียวแหละตอนนี้ฝันอยากเห็นลูกชายแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา ป้าไม่เคยเห็นตาภูมิพาผู้หญิงมาให้รู้จักเลย เฮ้อ สงสัยชาตินี้คงไม่มีหวังได้เป็นคุณย่าของใครแล้วล่ะ”

             “ก็ไม่แน่นะคะ ตอนนี้ผู้กองอาจจะทำคะแนนกับสาวอยู่ก็ได้” หรือหากว่าคุณป้าและลูกชายมีลับลมคมในบางอย่างที่เก็บงำเอาไว้จริง อย่างเช่นคุณป้ามีลูกชายอีกหนึ่งคนที่ชื่อหลินเล่อคุณ หากเป็นเช่นนั้นก็แปลว่าคุณป้าได้กลายเป็นย่าของเด็กแฝดแล้วล่ะ

             อัณณิการ์สะบัดศีรษะไล่ความคิดในจินตนาการ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจนเลยว่าแท้จริงแล้วพรอุษาคือใคร มีความสัมพันธ์อย่างไรกับครองภูมิ บางทีเธออาจไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิดก็ได้ อัณณิการ์จำได้ว่าตอนพบพรอุษาครั้งแรกเธอออกตัวว่าไม่ได้เป็นแม่คน งั้นแปลว่าวรรณรีมารดาอีกคนที่เสียชีวิตไปอาจคือรุ่งรวีก็ได้ ให้ตายเถอะ! เธอสับสนไปหมดแล้ว

             “ถ้างั้นก็ฝากบอกตาภูมิให้เร่งมือหน่อยล่ะ ป้าอยากรดน้ำสังข์ให้ก่อนตาย”

             “ไว้อัณณ์จะช่วยยุช่วยชงให้ผู้กองสมหวังในความรักเร็วๆ นะคะ งั้นอัณณ์ไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณป้าแล้ว แต่ก่อนกลับขอเข้าห้องน้ำหน่อยได้ไหมคะ” อัณณิการ์ลุกขึ้นยืนและเดินไปตามนิ้วของเจ้าของบ้านที่ชี้บอกทาง

             ร่างบางหันกลับไปมองข้างหลังอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าพ้นสายตาของพรอุษาแล้ว จากนั้นตำรวจสาวจึงกวาดสำรวจภายในบ้านอย่างลวกๆ และโชคก็เข้าข้างดีเหลือเกิน อัณณิการ์เหลือบเห็นถุงยาของพรอุษาที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าวพอดี หญิงสาวอ่านชื่อนามสกุลและจดจำให้ขึ้นใจ จากนั้นจึงตรงไปเข้าห้องน้ำครู่หนึ่ง ก่อนโผล่ไปลาพรอุษาแล้วขับรถออกไปจากหมู่บ้าน

             คล้อยหลังอัณณิการ์เพียงไม่กี่นาทีพรอุษาที่เพิ่งปิดประตูรั้ว ก็กดรับสายของครองภูมิที่มักโทร.มาเช็กเวลานี้เป็นประจำ

             “แม่ทานข้าวทานยาหรือยังครับ”

             “เรียบร้อยแล้วจ้าคุณลูกชาย”

             “น้ำเสียงดูอารมณ์ดีนะครับ ดูอะไรอยู่ล่ะครับ” เพราะมีไม่บ่อยครั้งจริงๆ ที่มารดาของเขาจะอารมณ์ดีน้ำเสียงเรียบเย็นรื่นหู ยามอยู่กับเขามักเอาแต่ซึมกระทือ มีแต่ความว่างเปล่าทางสายตาเสียมากกว่า

             “ไม่ได้ดูอะไรหรอก เมื่อกี้หนูอัณณ์มาคุยด้วยน่ะ”

             “ใครนะครับ”

             “ก็หนูอัณณ์ เพื่อนของลูกไง อุ๊ยตาย หนูอัณณ์บอกว่าแอบมาไม่ได้บอกภูมิไว้ ยังไงก็อย่าดุน้องนะลูก น้องแค่มาถามว่ายังทำขนมเปียกปูนอยู่ไหม ลูกของหนูอัณณ์อยากกิน”

             “งั้นเหรอครับ แล้วคุยอะไรกันบ้าง”

             “ก็ไม่ได้คุยอะไรมากหรอกจ้ะ ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องส่วนตัวขนาดนั้น ภูมิไม่ต้องห่วงหรอก หนูอัณณ์อยู่แป๊บเดียวก็ไปแล้ว”

             “งั้นพักผ่อนเถอะครับ อย่าโหมทำอะไรหนักๆ นะครับ”

             “จ้าๆ คุณตำรวจ” พรอุษาวางสายจากลูกชายแล้วเดินกลับเข้าไปพักผ่อนในบ้าน อย่างน้อยวันป่วยๆ อันแสนจืดชืดน่าเบื่อของเธอก็มีสีสันขึ้นอีกเล็กน้อย เธอรู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวคนนั้น ในขณะเดียวกันพรอุษารู้สึกว่าท่าทีของอัณณิการ์แฝงความต้องการบางอย่างที่ไม่ใช่เปียกปูน ซึ่งเธอไม่รู้และไม่สนใจใคร่ครวญต่อว่าหญิงสาวจะได้อะไรกลับไปบ้าง


วันนี้มาสองตอนรวด เพราะกลัวพี่เหนือจะไม่ได้โผล่มาสักที
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว