email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะ ขอให้สนุกกับการอ่านนิยายน้าา ^-^

ลิขิตครั้งที่ 7 ศัตรูหัวใจ?

ชื่อตอน : ลิขิตครั้งที่ 7 ศัตรูหัวใจ?

คำค้น : Destiny, ลิขิตกามเทพ, เกิดใหม่, แก้แค้น, Yaoi, Boyslove

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2564 01:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ลิขิตครั้งที่ 7 ศัตรูหัวใจ?
แบบอักษร

 

 

EP7# Run ศัตรูหัวใจ? 

 

“เออ! ผมรู้แล้วว่าต้องไปทำงาน! แต่ก็ไม่ต้องลากแบบนี้ก็ได้มั้ย! ได้ยินรึเปล่าคุณโก้! โว้ยยยย! จู่ๆ ของขึ้นได้ไงวะเนี่ย!”  

ผมแหกปากโวยวายไปตลอดทาง แต่ไอ้หนวดก็ไม่สนใจเลย เช่นเดียวกับคนงานที่ต่างพากันมองมาแถมยังซุบซิบกัน มันก็โนสนโนแคร์ ยังคงลากผมให้เดินตามต่อไปอยู่อย่างนั้น เป็นผมนั่นแหละที่เหนื่อยก่อนเลยเลิกโวยวาย เดินตามมันต้อยๆ จนกระทั่งถึงสถานที่ที่น่าจะเรียกว่าแพ 

ถึงจะบอกว่าแพ นี่ก็ไม่ใช่แค่แพเล็กๆ ที่เห็นได้ทั่วไป แต่เป็นแพที่มีหลังคาและมีขนาดใหญ่มากกกกกก คือใหญ่กว่าบ้านคนอะ ลอยอยู่ในน้ำทะเล แต่ถูกยึดไว้กับที่ไม่ให้ลอยไปตามคลื่นและกระแสน้ำ โดยมีทางเดินที่ทำจากไม้เช่นเดียวกับพื้นเชื่อมต่อกับฝั่ง 

ด้านข้างฝั่งซ้าย มองเผินๆ เหมือนจะเป็นกระชังเลี้ยงปลา เพราะมีลักษณะเป็นบ่อเรียงกันเกือบร้อย ขนาดประมาณ 1 ตารางเมตร ทำจากตาข่าย แต่รูจะกว้างจนแทบสอดมือเข้าไปได้ ซึ่งแตกต่างจากกระชังเปลี้ยงปลา แหงล่ะก็ที่นี่เป็นฟาร์มไข่มุก ดังนั้นบ่อนี่ก็ต้องเอาไว้เลี้ยงหอยมุกแน่นอนอยู่แล้ว 

ส่วนฝั่งขวาจะแตกต่างกัน เพราะจะวางท่อนไม้กลมๆ เท่าแขนเป็นแนวยาวหลายๆ แถว แต่ละแถวก็จะมีเชือกมัดและห้อยลงน้ำ ระยะห่างของเชือกแต่ละเส้นประมาณครึ่งเมตร ลักษณะที่เห็นทำเอาผมสงสัยว่านี่เอาไว้ทำอะไร แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีคนงานหย่อนเชือกที่มีหอยผูกอยู่ลงไป โดยเชือก 1 เส้นผูกหอยเอาไว้ 3 ตัว แต่ละตัวห่างกันประมาณ 1 ฟุตได้ 

“นั่นคืองานแรกของนาย” 

“หา?” ผมทำหน้างง แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร ไอ้หนวดก็ลากผมไปตามทางเดินที่ทำจากไม้ ซึ่งต่อออกจากแพผ่ากลางบ่อเลี้ยงหอย แล้วหยุดตรงคนงานที่พึ่งจะหย่อนหอยที่ผูกกับเชือกลงไปในน้ำ  

“บุหงา สอนเด็กนี่เซาะเพรียงออกจากหอยที แล้วก็จับตาดูไว้ อู้เมื่อไหร่รีบส่งคนมารายงานฉันเลย” 

“ค่ะนาย” พอสั่งเสร็จไอ้หนวดมันก็ทิ้งผมไว้แล้วเดินหนีไป ผมเลยหันไปแยกเขี้ยวใส่แล้วทำท่าจะทุบลับหลัง จากนั้นก็หันมาหาพี่บุหงา สาวใต้ผิวเข้มหน้าคม นี่ว่าถ้าจับแต่งดีๆ สามารถส่งประกวดเวทีนางงามได้เลยนะเนี่ย 

“สวัสดีครับพี่บุหงา ผมชื่อรันต์นะครับ” ผมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม เห็นปกติผมพูดจาไม่ค่อยดีกับไอ้หนวด แต่ความจริงแล้วผมเป็นคนที่มีสัมมาคารวะมากนะ 

“สวัสดีจ้ะ น้องรันต์เป็นคนงานมาใหม่หรอ” 

“ก็...ประมาณนั้นครับ” ผมเกาหัวแกรกๆ เอาตามนั้นแล้วกันเพราะไม่รู้จะอธิบายยังไง ถ้าบอกว่าเป็นเพื่อนกาย พี่แกก็คงจะงงว่าทำไมผมถึงถูกไอ้หนวดปฏิบัติด้วยแบบนี้ 

 “ดูจากหน้าตาผิวพรรณ ถ้าบอกว่าเป็นลูกคุณหนูพี่ก็เชื่อนะเนี่ย” 

“แหะๆ พี่บุหงาก็ว่าไป” ผมยิ้มแห้งๆ ไม่รู้จะตอบอะไร ก็เลยถามเรื่องงานที่ผมต้องทำซะเลย “ที่พี่บุหงาหย่อนลงทะเลเมื่อกี้คือหอยอะไรครับ อันโคตรใหญ่” 

“นี่เรียกว่าหอยมุกจาน” ผมว่าการได้ชื่อนี้ก็เพราะว่ามันอันใหญ่เท่าจานแน่ๆ 

“แล้วผมต้องทำอะไรกับมันครับ” เหมือนไอ้หนวดจะบอกว่าให้ทำอะไรสักอย่างกับหอย แต่ผมจำรายละเอียดไม่ได้ 

“ทำความสะอาด ทุก 1 – 2 เดือนต้องเอาหอยขึ้นมาเซาะเพรียงออก” เมื่อเห็นผมทำหน้างง พี่บุหงาก็ดึงเชือกที่ผูกหอยเอาไว้ในทะเลขึ้นมา  

เอ่อ...ถ้าไม่บอกว่านี่เป็นหอยก็ดูไม่ออกเลยเหอะ เพราะมันมีเพรียงที่มีลักษณะคล้ายๆ หิน ดิน โคลนผสมกันเกาะอยู่อย่างหนา พี่บุหงาบอกว่าต้องเอามีดเซาะไอ้พวกนี้ออก เพราะมันเป็นปรสิตที่แย่งอาหารจากหอย ถ้าไม่เอาออกหอยอาจจะตายหรือว่าไม่โต 

“พอไหวมั้ย” พี่บุหงาถามขึ้นหลังจากสาธิตการเซาะเพรียงออกจากหอยให้ผมดู 

จากคำถามก็ไม่รู้หมายถึงผมพอจะทำเป็นมั้ย หรือว่าจะฝืนใจทำลงรึเปล่า เพราะสภาพเพรียงที่เกาะหอยอยู่มันก็ดูน่าขยะแขยงใช่ย่อย งานนี้เลยไม่มีผู้หญิงทำนอกจากพี่บุหงา ที่ขอมาทำตรงนี้เพราะไม่อยากอยู่ในครัว ซึ่งพอมองไปรอบตัวก็มีแต่คนงานผู้ชายทั้งนั้น 

แต่สำหรับผมที่ผ่านการทำงานพิเศษมาตั้งแต่เด็กแทบจะทุกอย่าง ขนาดขัดส้วมตามปั๊มยังเคยมาแล้ว แค่นี้ถือว่าจิ๊บๆ 

“สบายครับ คอยดูได้เลยพี่” ผมยืดอก จากนั้นก็หยิบถุงมือยางมาสวม แล้วก็เริ่มลงมือเซาะเพรียงออกจากหอย ถึงจะใช้เวลานานกว่าพี่บุหงาเกือบ 2 เท่า แต่ครั้งแรกก็ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะงานนี้ไม่ได้เน้นความไวขนาดนั้น เน้นที่ความปลอดภัยของหอยมากกว่า ต้องระวังไม่ให้มีดฟันตรงเปลือกจนเกิดความเสียหาย  

ผมรู้สึกว่าพี่บุหงาแกคุยถูกคอดี ในระหว่างที่มือเซาะเพรียงผมก็ชวนพี่แกคุยไปเรื่อยๆ ถามเรื่องส่วนตัวนิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะถามเกี่ยวกับเกาะไข่มุกแห่งนี้ 

  ตรงที่พวกเราอยู่ถึงจะมีลักษณะเป็นแพ แต่ความจริงแล้วเรียกว่าโรงเรือนเพาะหอย เรียกสั้นๆ ว่าโรงเพาะ ส่วนที่มีลักษณะเป็นโดมที่อยู่ไม่ไกล มองเห็นได้จากตรงนี้ เรียกว่าโรงเรือนวิจัย หรือจะเรียกว่าแลปก็ได้ ซึ่งจะเอาไว้ฝังนิวเคลียสที่หอย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองจนก่อให้เกิดเม็ดไข่มุกขึ้น 

ที่นี่จะเพาะหอยอยู่ 3 สายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็จะมีวิธีการเลี้ยงและระยะเวลากว่าจะได้ไข่มุกแตกต่างกันด้วย เร็วสุดคือ 1 ปี นานสุดคือ 2 ปี ไข่มุกที่ได้ก็จะเป็นคนละชนิดกัน ได้แก่ ไข่มุกมาเบ้ (Mabe) ไข่มุกอะโกย่า (Akoya) และไข่มุกเซาท์ซี (South Sea) 

ส่วนราคาก็จะมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสน ไข่มุกเซาท์ซีจะมีราคาแพงที่สุด จะบอกว่าราคานี้คือต่อไข่มุกแค่ 1 เม็ดนะ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเอาไปทำเครื่องประดับแล้วจะมีราคาเท่าไหร่ แต่คนที่มีหน้าที่คัดแยกหอยและเอามุกออกมาจะเป็นพี่กร ซึ่งหอยแต่ละตัวโอกาสที่จะเจอไข่มุกที่สมบูรณ์มีเพียงแค่ 30% เท่านั้น 

“เคยมีคนแอบขโมยไข่มุกมั้ยครับ” ที่ผมถามไม่ได้หมายความว่าผมจะขโมยหรอกนะ แค่สงสัยเฉยๆ ครอบครัวใหม่ของผมรวยขนาดไหนก็รู้กันอยู่ 

“ถ้าเป็นเม็ดเลยไม่มีนะ เพราะคนที่เข้าโรงเรือนวิจัยได้มีแค่คุณโก้ คุณกร คุณกาย แต่ถ้าขโมยตัวหอยเลยน่ะมี แต่ก็ถูกจับได้ในวันนั้นนั่นแหละ” เพราะหอยแต่ละพันธุ์ก็ไม่ใช่ขนาดเล็กๆ จะซ่อนไม่ให้เห็นมันก็ยาก อย่างหอยมุกแกลบที่ข้างในมีไข่มุกอะโกย่า ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดแล้วยังตั้งครึ่งฝ่ามือของผม ส่วนขนาดใหญ่อย่างหอยมุกจาน ที่ข้างในมีไข่มุกเซาท์ซียิ่งไม่ต้องพูดถึง 

พี่บุหงาเล่าต่อว่า หอยที่ถูกฝังนิวเครียสแล้ว ไอ้หนวดจะเช็คทุกวันในช่วงเย็นว่ายังอยู่ครบมั้ย อีกอย่างการเอาไข่มุกออกมาจากหอย ก็ไม่ใช่แค่งัดออกมาแล้วหยิบเป็นเม็ดได้เลย เพราะไข่มุกจะฝังอยู่ที่เปลือก ต้องใช้เวลาพอสมควรในการเอาออกมา แต่ถึงจะได้มาแล้วก็ไม่มีทางหนีออกจากเกาะ สุดท้ายก็ต้องถูกจับได้อยู่ดี  

ดังนั้นเลยไม่ค่อยมีคนคิดสั้นคิดจะขโมย เพราะการทำงานที่นี่ได้เงินเดือนเยอะอยู่แล้ว แถมยังมีข้าวให้กินฟรี มีที่อยู่และสวัสดิการอื่นๆ ให้อีกด้วย ถึงจะแลกกับการได้กลับบ้าน 4 เดือนครั้ง แต่ก็ได้กลับครั้งละ 1 เดือน ซึ่งมันก็โอเคมากๆ ถ้าหากเป็นโสดหรือมีคนรักทำงานอยู่ที่นี่ 

ความจริงยังมีอะไรอีกเยอะที่ผมอยากจะถามพี่บุหงา โดยเฉพาะที่จอดสปีดโบ๊ท แต่ยังไม่ทันจะตะล่อมถาม ก็มีเสียงแป๋นแหลนดังขึ้นจากทางด้านหลังซะก่อน 

“ไหน! อีที่มาใหม่ที่พวกผู้ชายบอกว่าสวยนักหนา! เห็นว่าขาวอมชมพูด้วยนี่!”  

ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดหรอกว่าหมายถึงตัวเอง เลยเซาะเพรียงที่หอยต่อไม่ได้สนใจ แต่ทำได้ไม่เท่าไหร่ก็มีคนมายืนอยู่ตรงหน้า พอเงยขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นผู้หญิงทั้งหมด 3 คน 

“แกหรอที่คุณโก้พามา” คนที่ยืนอยู่ตรงกลางถามผมอย่างหาเรื่อง 

“อาฮะ” 

“นี่แกเป็นผู้ชายหรือว่าผู้หญิง” ได้ยินแบบนี้ผมเลยวางของที่อยู่ในมือลงแล้วก็ลุกยืนขึ้น 

“มีตาก็ดูเอาสิ คิดว่าไงล่ะ” ผมตอบอย่างกวนตีน คนแบบนี้ไม่จำเป็นต้องพูดดีด้วยอยู่แล้ว ไม่รู้เป็นบ้าอะไรถึงมาหาเรื่องคนที่ไม่รู้จักตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า ส่วนเพื่อน 2 คนที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่มีห้ามด้วยนะ ทำหน้าตาหาเรื่องผมเหมือนกันนั่นแหละ 

อีพวกครึ่งชายครึ่งหญิง! เฮอะ! ก็นึกว่าเมียคุณโก้ ทำกูตกใจหมดเลยนะพวกมึง” แล้วยัยตรงกลางก็หันไปวีนใส่เพื่อนที่มาด้วยกัน แต่หงอขนาดนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนหรือเป็นลูกไล่ล่ะนะ  

“แก๊งนี้เป็นใครครับพี่” ผมแอบกระซิบถามพี่บุหงา ที่ลุกขึ้นมายืนข้างๆ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว 

“อีตรงกลางชื่อดาหวัน เป็นลูกพี่อีติ๋มผมสั้นกับอีกุ้งผมยาว อีนี่มันอยากเป็นเมียคุณโก้ เวลามีผู้หญิงมาทำงานใหม่มันก็จะรีบมาแสดงอำนาจ ถ้าสวยกว่าแล้วไม่ยอมเป็นลูกไล่มัน มันก็จะแกล้งสารพัดจนอยู่ไม่ได้” งั้นเดาว่ายัยนี่คงจะเป็นแม่ครัว พี่บุหงาเลยไม่อยากทำงานในนั้นจนต้องขอมาทำตรงนี้ 

“นี่ แกน่ะ มาทำงานที่นี่ได้ยังไง” หลังจากที่วีนลูกไล่จนพอใจแล้ว ยัยดาหวันก็หันมาจิกตาถามผม ตอนแรกก็กะจะตอบว่าเสือกอยู่หรอก แต่พอคิดอะไรดีๆ ออกผมก็เลยตอบอย่างอื่น 

“ถ้าอยากรู้ก็ไปถามพี่โก้ดูสิ” ผมตอบยิ้มๆ เล่นหูเล่นตา ก็ไม่รู้ว่ายัยนั่นตีความยังไงล่ะนะ ถึงได้ควันออกหูจนเท้าสะเอวใส่ผม 

“อีนี่! มึงมีสิทธิ์อะไรถึงกล้าเรียกคุณโก้แบบนั้น! หรือคิดจะจับคุณโก้ ถ้างั้นก็บอกเลยนะว่าอย่าฝัน กูจองของกูมาเป็นปีๆ แล้ว!” ฮัลโหลลล ขนาดวัคซีนโมเดอร์น่ายังไม่จองนานขนาดนี้เลยมั้ย 

“ใคร?” ผมถาม แต่ยัยดาหวันก็ทำหน้างงจนผมต้องถามซ้ำอีกที “ใคร?” 

“ก็คุณโก้ไง กูบอกว่ากูจองมาเป็นปีๆ แล้ว” 

“ใครถาม! ฮัลโหล! สติ!” เท่านั้นแหละยัยดาหวันก็ถึงกับเหวอ ส่วนพี่บุหงาก็ถึงกับระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น ขนาดติ๋มกับกุ้งยังมีแอบขำ แต่ก็ขำมากไม่ได้เพราะโดนสายตามองแรงจากยัยตัวลูกพี่ 

 “อีดอกนี่! ปากดีแบบนี้ต้องเจอตบ!” ยัยดาหวันเงื้อมือขึ้นมา แต่ผมคงจะอยู่เฉยๆ ให้มันตบหรอก มือตีนก็มี ก็เอาซี้ว่ามันจะสู้แรงผมได้ 

“ก็มาดิค้าบบบ” ผมถลกแขนเสื้อขึ้น พร้อมไฟท์เต็มที่ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เปิดศึกจริงๆ ติ๋มก็จัดการสะกิดแขนยัยดาหวันซะก่อน 

“นายมาๆ!” พอผมหันไปมอง ก็พบว่าเป็นไอ้หนวดที่กำลังเดินจากฝั่งตรงมาทางนี้ ยัยดาหวันเลยเปลี่ยนท่าทีเป็นระริกระรี้ แล้วก็รีบวิ่งตรงไปต้อนรับ 

“สวัสดีค่ะนาย” 

“อืม” 

“นี่จะเที่ยงแล้วนะ นายไม่ไปรอกินข้าวที่โรงอาหารหรอ” 

“ก่อนจะถามฉันถามตัวเองก่อนมั้ย ใกล้จะเที่ยงอยู่แล้วมาทำอะไรที่นี่ ทำไมไม่ไปเตรียมอาหารในครัว” หวายยยยย ได้ยินแบบนี้ยัยดาหวันก็ถึงกับหน้าซีด ก่อนจะยิ้มแห้งๆ แล้วก็กวักมือเรียก 2 ลูกไล่ให้เดินตามตัวเองออกไป 

ส่วนไอ้หนวดเมื่อไม่มีใครขวางแล้วก็เดินตรงมาทางผม แต่ก็ไม่ได้พูดกับผมหรอก พูดกับพี่บุหงาที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างหาก 

“เด็กนี่ทำงานเป็นไงมั่ง” 

“ดีค่ะนาย สอนแป๊บเดียวก็เป็นงานแล้ว คล่องแคล่วด้วยค่ะ” ไอ้หนวดทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะหันมาหรี่ตามองผม 

“อะไรกันคุณ มองผมแบบนั้นหมายความว่าไง คิดว่าผมติดสินบนพี่บุหงา?” ได้ยินแบบนี้พี่แกก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที ไอ้หนวดเลยดูไม่ได้ติดใจอะไรเท่าไหร่ 

“ช่างเถอะ นี่ก็จะเที่ยงแล้ว ฉันมาพานายไปกินข้าว” ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมก็จะบอกอยู่หรอกว่าไม่ต้อง เดี๋ยวผมไปกินกับพี่บุหงา แต่พอถูกยัยดาหวันมาหาเรื่องผมก็เลยเปลี่ยนใจ 

“ดีเลย ผมกำลังหิว เมื่อเช้ากินข้าวไม่อิ่มเพราะใครก็ไม่รู้” 

“นายนี่นะ ถ้าจะกินก็ไม่ต้องพูดมาก” แล้วไอ้หนวดก็เดินนำผมออกไปจากโรงเพาะ ผมเลยหันไปยิ้มให้พี่บุหงานิดหนึ่ง จากนั้นก็รีบวิ่งตามคนตรงหน้าไป 

โรงอาหารอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ ขนาดไม่ใหญ่มากนักเพราะเท่าที่ดูคนงานทั้งหมดน่าจะมีประมาณ 30 นิดๆ มีโต๊ะสี่เหลี่ยมที่นั่งกินได้ 6 คนอยู่ทั้งหมด 6 โต๊ะ ไม่รวมโต๊ะที่ไอ้หนวดพาผมเดินไปนั่ง ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากโต๊ะอื่นเท่าไหร่ 

ตอนที่เดินมา คนงานแต่ละคนก็มองมาทางนี้ด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม ซึ่งไอ้หนวดก็ไม่ได้อธิบายอะไร ก่อนที่ผมจะรู้สึกได้ถึงสายตาอาฆาต พอหันไปมองก็พบว่าเป็นยัยดาหวันที่กำลังยืนอยู่หน้าหม้อกับข้าว ผมเลยเบ้ปากใส่แล้วไม่สนใจอีก 

“นี่คุณ แล้วพี่กรไม่มากินด้วยหรอ” ผมมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นพี่กรเลยแม้แต่เงา 

“ถ้ามากินก็เห็นแล้วสิ” แม่ง ถามดีๆ แต่เสือกตอบกวนตีน! นี่ถ้าไม่ติดว่าวันนี้ขี้เกียจมีเรื่องอีก ผมคงจะสวนไปสักหน่อยแล้ว 

“คุณจะกินอะไร เดี๋ยวผมไปเอามาให้” นี่ว่าถึงไม่ถาม แต่ไอ้หนวดมันก็คงจะสั่งให้ผมไปเอาข้าวมาให้อยู่ดี 

“มีอะไรก็เอาอันนั้นมา ฉันไม่เรื่องมาก กินได้หมด” ผมพยักหน้า จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปต่อแถวกับพวกคนงาน รอไม่นานก็ถึงคิว 

“2 ที่เผื่อพี่โก้ด้วย” แน่นอนที่ผมพูดแบบนี้ก็เพราะยัยดาหวันเป็นคนตักกับข้าวให้ ถึงจะไม่เต็มใจ แต่พอได้ยินว่าเอาไปให้ไอ้หนวดด้วยก็เลยต้องตักอาหารให้อย่างดี ปริมาณเนื้อที่ได้ก็จะเยอะกว่าคนงานอื่นๆ หลายเท่าตัว 

กับข้าวที่ผมถือใส่ถาดมามีแกงไก่แล้วก็ผัดเปรี้ยวหวาน สีสันหน้าตาว่าไม่ค่อยน่ากินแล้ว แต่พอตักเข้าปากนี่บอกก่อนว่าแทบจะขากถุย คือผมไม่ได้อคติเลยนะ แต่รสชาติแม่งโคตรห่วย! กระเดือกแทบไม่ลง! 

“นี่คุณ ผมถามจริงๆ เลยนะ ดาหวันน่ะใช่เมียคุณรึเปล่า” 

พรวด! 

ไอ้หนวดที่กำลังซดแกงอยู่ก็ถึงกับสำลัก รีบหยิบทิชชู่มาเช็ดมือเช็ดปากแทบไม่ทัน 

“ไปเอาความคิดบ้าๆ นั่นมาจากไหน!” 

“ก็ดูสิ ฝีมือทำอาหารห่วยซะขนาดนี้ แถมยังพูดจาวางท่าซะใหญ่โต” แค่คิดว่าก่อนหน้านี้โดนพูดจายังไงใส่ ผมก็อดที่จะเบ้ปากออกมาไม่ได้ 

“แม่ครัวประจำเกาะมันหายาก ถ้ามันพอกินได้ก็กินๆ ไปเถอะ” 

“ต้องใช้คำว่าทนๆ กินต่างหาก” ผมแก้ให้ใหม่ 

แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ ทำงานที่เกาะ 4 เดือนได้กลับบ้าน 1 เดือน คงจะมีผู้หญิงน้อยคนนั่นแหละที่อยากทำงานที่นี่ ถึงจะมีพี่บุหงาอีกคนก็เถอะ แต่การจะทำอาหารให้คนงานทั้งหมดกินด้วยตัวคนเดียวมันเป็นไปไม่ได้เลย 

“เออใช่ แต่ถ้าคุณจะไม่แคร์เรื่องรสชาติ อย่างน้อยก็ต้องแคร์เรื่องปริมาณเนื้อหน่อยมั้ยอะ ทำไมถึงงกให้คนงานคนอื่นกินวิญญาณเนื้อแบบนั้น” โอเคแหละผมก็พูดเวอร์ไป ที่ยัยดาหวันตักให้คนอื่นมันก็พอมีชิ้นเนื้ออยู่ แต่ไม่ได้เยอะแบบที่ตักให้พวกผม 

“หืม? งก? แต่สัปดาห์นึงฉันจ่ายค่าอาหาร 35,000 เลยนะ” 

“ถามจริ้ง!” ผมทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ไอ้หนวดเลยแจกแจงค่าอาหารให้ฟัง  

ไอ้หนวดให้งบอาหารของคนบนเกาะนี้ต่อคนต่อวันอยู่ที่ 150 บาท เฉลี่ย 3 มื้อก็ตกมื้อละ 50 บาท คนบนเกาะนี้ (รวมไอ้หนวดและพี่กร) มีทั้งหมด 34 คน ค่าอาหารทั้งหมดเลยเท่ากับ 35,700 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากๆ อย่างที่ทุกคนรู้ว่าการซื้อเนื้อและวัตถุดิบ ยิ่งปริมาณเยอะก็ยิ่งได้ราคาถูก ดังนั้นการที่คนงานจะได้กินเศษเนื้อแค่นี้มันไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย 

“ดาหวันกับแก๊งได้เงินเป็นเดือนใช่มั้ย หรือว่าได้จากการที่คุณเหมาจ่ายค่าอาหารเป็นรายหัว” 

“ทุกคนที่นี่ได้เป็นเงินเดือน ไอ้กรก็ด้วย” 

“ถ้างั้นก็ไม่ใช่ละ ปริมาณอาหารมันน้อยเกินไป ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวผมพาคุณไปเดินตลาดหรือพวกห้างฯ ค้าส่งก็ได้” แต่ทั้งที่ผมหวังดีขนาดนี้ ไอ้หนวดกลับมองเจตนาของผมเป็นอย่างอื่นไปซะงั้น 

“ที่พูดมาทั้งหมดคือนายวางแผนหลอกให้ฉันพาขึ้นฝั่ง?” What the fuck! นี่มันคิดได้ยังไง! 

“งั้นก็ช่างแม่งแล้วกัน! ถือซะว่าผมไม่ได้พูด! เชิญโง่โดนหลอกอมเงินต่อไปเถอะ!” ผมทุบโต๊ะอย่างหัวเสีย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วก็เดินหนีออกมาเลย 

จะมีสักมื้อมั้ยที่ผมจะได้กินข้าวแบบอิ่มๆ คิดแล้วก็โมโห! 

................................................... 

.................................. 

................. 

Koh 

“จริงสิพี่กร ผมขอบคุณนะครับ เรื่องที่พี่กรช่วยทำแผลกับแปะพลาสเตอร์ตรงข้อเท้าของผมให้” ไอ้เด็กนี่จะขยันทำให้ผมโมโหไปถึงไหน เรื่องแผลนั่นไอ้กรมันไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ คนที่แอบเข้าไปทำแผลให้รันต์ก็คือผมต่างหาก 

มันน่าปล่อยให้แผลอักเสบจนขาสวยๆ นั่นหมดสภาพจริงๆ! 

ด้วยความโมโหผมเลยลากรันต์ออกมาทั้งที่ยังกินข้าวไม่หมด แล้วก็ส่งไปทำงานที่ไม่ค่อยอยากจะมีใครทำ อย่างการเซาะเพรียงออกจากหอย ตอนที่เอาไปทิ้งไว้ผมก็คิดว่าลูกคุณหนูอย่างเด็กนั่นจะต้องร้องยี้โวยวาย เพราะเพรียงที่เกาะอยู่ที่หอยมันก็น่าผะอืดผะอมพอสมควร  

แต่ว่าผมก็คิดผิด ตลอดช่วงเช้าบุหงาไม่ได้ส่งคนมารายงานพฤติกรรมของรันต์เลย ทำเอาผมที่อยู่แลปกับไอ้โก้นึกสงสัย แต่ตอนนั้นยุ่งกับการฝังนิวเคลียสที่หอยอยู่เลยยังไม่มีเวลาไปดู จนใกล้เที่ยงที่ไอ้กรเตือนนั่นแหละ ผมถึงได้ปลีกตัวออกมาแล้วเดินไปถามบุหงาด้วยตัวเอง 

“เด็กนี่ทำงานเป็นไงมั่ง” 

“ดีค่ะนาย สอนแป๊บเดียวก็เป็นงานแล้ว คล่องแคล่วด้วยค่ะ” ผมแทบไม่อยากเชื่อกับคำตอบนั่นจนต้องหันไปหรี่ตามองรันต์ 

“อะไรกันคุณ มองผมแบบนั้นหมายความว่าไง คิดว่าผมติดสินบนพี่บุหงา?” ผมเชื่อว่าบุหงาที่เป็นคนซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ แต่ถ้าจะให้เชื่อว่าลูกคุณหนูอย่างเด็กนี่เป็นอย่างที่บุหงาบอกมันก็เชื่อได้ยาก 

ดังนั้นหลังจากที่กินอาหารเที่ยงเสร็จผมถึงได้ไปที่ห้องเซิฟเวอร์ ซึ่งอยู่ในแลปวิจัยอีกที นอกจากผม กร และกาย ไม่มีใครรู้ว่าที่เกาะนี้มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตและกล้องวงจรปิดครบทุกจุด โดยเฉพาะตรงโรงเรือนเพาะหอย เพราะกฎของการทำงานที่นี่ข้อแรกคือห้ามพกมือถือ ซึ่งจะตรวจค้นอย่างละเอียดก่อนขึ้นเรือมายังเกาะ นั่นก็เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลต่างๆ นายทุนที่อยากได้สัมปทานนี้และจ้องทำลายผมมีน้อยซะที่ไหน 

ผมไล่ดูไฟล์กล้องวงจรปิดที่โรงเพาะตรงจุดที่รันต์อยู่ โดยย้อนดูตั้งแต่ที่ผมเดินออกไป ไอ้เด็กนั่นก็ยังคงแสบเหมือนเดิม ทำท่าจะทุบผมลับหลังด้วยนะ คงจะคิดว่าผมไม่มีทางรู้ล่ะสิ คอยดูเถอะ เดี๋ยวผมจะคิดบัญชีทีหลัง 

จากนั้นบุหงากับรันต์ก็คุยอะไรกันสักพัก คงจะทำความรู้จักกันมั้ง ก่อนที่บุหงาจะดึงเชือกที่ผูกหอยมุกจานขึ้นมาจากในน้ำ แล้วก็เซาะเพรียงที่เกาะตามเปลือกหอยให้ดู 

พอถึงคราวที่ต้องทำบ้าง ท่าทางของรันต์ก็ดูคล่องแคล่ว เป็นงาน เหมือนกับที่บุหงาบอกผมไม่มีผิด ซึ่งมันแปลกมาก คุณหนูลูกเศรษฐีอย่างเด็กนั่นจะมีท่าทางแบบนั้นได้ยังไง แค่ไม่แสดงอาการรังเกียจก็เกินคาดแล้ว แต่นี่ยังเซาะเพรียงอย่างขยันขันแข็ง ทำไป คุยไป หัวเราะไป มันเป็นไปได้ด้วยหรอ? 

แต่อันที่จริงพอได้อยู่คลุกคลีกับรันต์ ถึงจะแค่วันสองวันก็เถอะ แต่ผมก็คิดว่าเด็กนี่ดูจะไม่ค่อยเหมือนกับที่กายเล่าเท่าไหร่ ถึงจะดูแสบๆ ร้ายๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเลวนรกขนาดนั้น ยิ่งเรื่องที่ทักผมเรื่องค่าอาหารก็ยิ่งเกินคาด นี่ถ้ากายไม่ได้เป็นคนพามาเอง ผมก็คงจะคิดว่าพามาผิดตัว 

“ดูอะไรอยู่น่ะครับ” ไอ้กรที่คงจะกินข้าวเสร็จแล้ว พอไม่เห็นผมอยู่ในแลปถึงได้เดินเข้ามาที่นี่ “หืม? นั่นรันต์นี่ ดูคล่องเลยนะพี่โก้” ขนาดไอ้กรยังคิดเหมือนกัน ถ้างั้นก็ไม่ใช่แค่ผมที่คิดไปเองแล้วล่ะ 

จากนั้นผมก็ตั้งใจจะปิดไฟล์วิดีโอ เพราะได้เห็นสิ่งที่ต้องการแล้ว แต่ในขณะนั้นเอง ผมก็เห็นว่าดาหวันเดินนำติ๋มกับกุ้งเดินเข้าไปหารันต์ ดังนั้นมือที่ตั้งใจจะปิดไฟล์ก็เลยหยุดชะงักไปซะก่อน 

วิดีโอเห็นแค่ภาพ เห็นทีหลังจากนี้ผมคงต้องสั่งซื้อรุ่นที่บันทึกเสียงได้ด้วย ถึงอย่างนั้นเท่านี้มันก็ชัดพอที่จะทำให้ผมเห็นสีหน้าที่ไม่เป็นมิตรของแก๊งดาหวัน ซึ่งก็ตรงกับที่รันต์บอกผมตอนที่กินข้าวด้วยกันว่าวางท่าใหญ่โต แต่อันที่จริงรันต์จะฟ้องผมว่าถูกหาเรื่องก็ได้ น่าแปลกที่ไม่ทำ เพราะถ้าผมไม่เข้าไปก่อน ดาหวันก็ตั้งท่าจะตบรันต์อยู่แล้ว 

“ฝากดูที่นี่ต่อด้วย พี่จะไปที่โรงเพาะ” 

“ครับพี่โก้” 

ก็คิดอยู่ว่าตอนเที่ยงดาหวันจะไปทำอะไรที่นั่น ทั้งที่ปกติก็ไม่เคยไปอยู่แล้ว แต่ผมก็คิดไม่ถึงว่าจะไปหาเรื่องรันต์ เพราะเด็กนั่นผู้ชาย 

เรื่องที่ดาหวันชอบผมอันนี้ผมรู้ ก็แสดงออกอย่างชัดเจนซะขนาดนั้น แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ แถมยังรำคาญมากด้วย นี่ถ้าไม่ติดว่าดาหวันเป็นลูกสาวของผู้ใหญ่ที่เคารพ ผมคงจะไล่ออกจากเกาะไปแล้ว เพราะขยันสร้างปัญหาซะเหลือเกิน 

ส่วนตอนนี้ผมรู้สึกสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง เลยรีบออกจากแลปตรงไปที่โรงเพาะ โดยภาวนาว่าขอให้ผมแค่คิดมากเกินไป แต่พอไปถึงลางสังหรณ์ของผมกลับถูกต้อง เพราะว่ารันต์กำลังตกอยู่ในทะเล! 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!” ผมหันไปคาดคั้นเอาคำตอบจากดาหวัน ท่ามกลางคนนับสิบที่เอาแต่มองรันต์ที่ตะเกียกตะกายอยู่อย่างเดียว ไม่มีใครคิดจะลงไปช่วยเลยสักคน ส่วนบุหงาก็ไม่รู้ว่าตอนนี้หายไปอยู่ที่ไหน 

“คะ...คือ...” ดาหวันพยายามจะพูดแก้ตัว แต่ผมก็ไม่สนใจจะฟังแล้ว เพราะรันต์ดูเหมือนว่าจะหมดแรงจนร่างค่อยๆ จมลงไปในน้ำ! เท่านั้นแหละ ผมก็ไม่รอช้ารีบกระโดดลงไปช่วยทันที 

โชคดีที่รันต์พึ่งจมลงไป แถมน้ำทะเลก็ยังใสจนผมมองเห็นได้ไม่ยาก เลยกอดเอวบางแล้วพาขึ้นมาเหนือน้ำ ซึ่งหลังจากที่คนงานช่วยดึงพวกเราขึ้นจนมาอยู่บนบกแล้ว ผมก็ไล่ทุกคนที่มุงดูอยู่ให้ออกไปไกลๆ แล้วจึงได้ทำการปั๊มหัวใจร่างที่แน่นิ่งอยู่ตรงหน้า 

แต่เมื่อครบ 30 ครั้งตามหลักการช่วยชีวิตแล้ว รันต์ก็ยังไม่ฟื้น ผมเลยต้องก้มลงไปผายปอดเพื่อช่วยกระตุ้นการหายใจ ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดมากอยู่แล้ว นาทีนี้การช่วยชีวิตคนสำคัญที่สุด แต่ประเด็นคือ...ทำไมคนที่ผมคิดว่าชีวิตกำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ ถึงสอดลิ้นเข้ามาในปากของผมได้! 

!!! 

ด้วยความตกใจผมเลยจะผละออกแล้วชันตัวลุกขึ้น แต่คนตรงหน้ากลับยกมือขึ้นมาโอบรอบลำคอของผมเอาไว้ แล้วดึงดันจูบกับผมต่อทั้งยังแลกลิ้นอย่างร้อนแรงอีกต่างหาก ถึงแม้อาจจะดูเงอะงะอยู่บ้าง แต่รสจูบของเด็กนี่กลับหวานเป็นบ้า จนร่างกายของผมโดยเฉพาะช่วงล่างชักจะร้อนๆ 

นี่ผมห่างหายจากเรื่องพวกนี้มานาน หรือเป็นเพราะว่าผมเสียสติไปแล้วกันแน่!? 

2bc 

 

สวัสดีค่า Destiny ตอนที่ 7 ก็จบลงไปแล้ว จบแบบค้างๆนิดนึง ซึ่งก็คงจะงงกันทั้งอิพี่โก้แล้วก็คนอ่านสินะ แต่ไว้เดี๋ยวตอนหน้าค่อยมารอดูเฉลยนะคะว่ามันอะไรยังไง อิอิ 

ตอนนี้มาช้านิดนึง แบบว่าที่บ้านฝนตกแรงจนไฟดับ เราเขียนในคอมด้วยเลยได้แต่รอ T__T แต่ตอนนี้ก็ยาวอยู่นะคะ ถึงจะมีข้อมูลเกี่ยวกับฟาร์มหอยมุกเยอะสักหน่อย แต่ก็แอบมีฉากเซอร์วิสตอนท้าย ก็หวังว่าจะทดแทนกันได้เนอะ หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ  


แล้วเจอกันตอนหน้าวันอังคารค่า จุ๊บๆ
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว