facebook-icon

มาอ่านเถอะนะ ตั้งใจเขียนจริงจริ๊ง >//<

ยอมให้รู้ความลับ

ชื่อตอน : ยอมให้รู้ความลับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.1k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2564 10:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ยอมให้รู้ความลับ
แบบอักษร

๒๒ 

ยอมให้รู้ความลับ 

           เช้าวันนี้หลังจากพาวิศเวศและเวริตาไปฝากไว้กับยลญาดา อัณณิการ์ก็ขับตรงมายังสถานีตำรวจที่ประจำการอยู่ ร่างบางฉวยกระเป๋าคู่ใจพร้อมตวัดขาลงจากรถ ทว่าไม่ทันได้ก้าวต่อไปไหน เพราะทางเดินถูกขวางกั้นด้วยร่างสูงที่อัณณิการ์ไม่ประสงค์พบหน้า หนำซ้ำไม่ได้มาตัวเปล่าในมือถือดอกไม้ช่อโตมาด้วย

             “คุณอัณณ์ผมขอโทษ” เหนือภพขอร้องหน้าเครียด ส่วนหญิงสาวมีเพียงความเย็นชาที่สาดส่งไป

             “ขอร้องล่ะค่ะ อย่ามาเกะกะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก”

             “วันนั้นที่ปากพล่อยผมไม่ได้หมายความอย่างที่พูดเลยนะ” เพราะเก็บเอาโทสะที่คุยกับชุนหงมาใส่ใจ บวกกับเหล้าเข้าปากแล้วนิสัยก็เปลี่ยน ร่องรอยฝ่ามือของอัณณิการ์ที่ฝากไว้ยังชาหนึบสะท้านอยู่ในใจจนถึงตอนนี้

             “แต่คุณพูดออกมาแล้ว แม้คุณจะอ้างว่าไม่ได้หมายความแบบนั้นก็ตาม แต่ในเมื่อมันออกมาจากปากแสดงว่าสำนึกส่วนลึกของคุณคิดแบบนั้นกับฉันจริงๆ” เธอมองหน้าเขาอย่างไร้เยื่อใย “เรื่องของเราเมื่อสามปีที่แล้วและการบังเอิญกลับมาเจอกันครั้งนี้ คุณอาจมองว่ามันเป็นเรื่องสนุก ท้าทาย หรืออะไรก็ตามที่คุณกำลังคิดอยู่ ได้โปรดหยุดเจตนาบ้าๆ ของคุณไปให้หมด เราไม่มีทางจะไปต่อด้วยกันได้”

             อัณณิการ์เบี่ยงตัวไปทางซ้ายเพื่อเดินหนี แต่ร่างสูงก้าวมาดักไว้อีกครั้ง “คุณอัณณ์ผมขอโทษ ผมรู้สึกผิดมากจริงๆ ผมไม่อยากเสียคุณไปแบบนี้ ผมจริงจังกับคุณนะ”

             ร่างบางทั้งฉุนทั้งอาย เพราะเวลานี้เธอเริ่มตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนร่วมงานและประชาชนที่มาร้องทุกข์ ดังนั้นอัณณิการ์จึงตัดรำคาญด้วยการหยิบดอกไม้จากในช่อมาเพียงดอกเดียว “ฉันรับคำขอโทษแต่ไม่ได้หมายความว่าจะยกโทษให้”

             คนตัวสูงขมวดคิ้วไม่เข้าใจ ภาษาไทยตนก็ง่อยพออยู่แล้ว เธอยังมาพูดอะไรซับซ้อนอีก และราวกับหญิงสาวรับรู้ถึงกระแสความคิดที่ดังก้องอยู่ในใจเขาจึงเอ่ยดักทาง “ฉันก็เป็นคนเข้าใจยากแบบนี้แหละค่ะ ไม่ต้องมาเสียเวลาทำความเข้าใจหรอก แล้วก็กลับไปได้แล้ว”

             “ผมไม่อยากไป อยากคุยกับคุณให้เข้าใจก่อน”

             “กลับไปซะ” อัณณิการ์ออกปากไล่อย่างจริงจังเมื่อเห็นรถยนต์ของครองภูมิแล่นมาจอดเคียงข้างกับรถของเธอ ผู้กองยิ่งแคลงใจในความสัมพันธ์ของเธอกับเหนือภพอยู่ด้วย ยิ่งเห็นเขาถือดอกไม้ช่อโตมาง้องอนแบบนี้ แล้วเธอจะแก้ตัวอย่างไรอีก

             ร้อยตำรวจเอกครองภูมิก้าวลงมาจากรถพร้อมสายตาเป็นคำถามที่มองสลับอัณณิการ์และเหนือภพ “คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ”

             “ไม่ใช่เรื่องของคุณ” น้ำเสียงและสีหน้าของเหนือภพต่างจากที่ใช้กับอัณณิการ์โดยสิ้นเชิง เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจให้เขาง้อหญิงสาว ร่างสูงจึงเดินกลับไปที่รถของตัวเอง อัณณิการ์ค้อมศีรษะทักทายครองภูมิแล้วเดินเข้าไปในสถานีตำรวจด้วยท่าทีสงบเงียบ

             ผู้หมวดอัณณิการ์หย่อนกายนั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งได้ก็ทิ้งกุหลาบสีโอรสซึ่งหยิบออกมาจากช่อลงถังขยะ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ครองภูมิเดินเข้ามาเห็นพอดี เขานึกสงสัยในการกระทำนั้น แต่เก็บเอาไว้ในใจไม่ถามตอนนี้ เพราะสีหน้าของหญิงสาวทั้งตึงทั้งเครียด แม้นึกเป็นห่วงแต่ครองภูมิรู้ดีว่าควรเว้นระยะห่างให้เป็นเรื่องส่วนตัวของลูกน้อง  

             “สวัสดียามเช้าทุกคน” สารวัตรเมธาในชุดเครื่องแบบตำรวจเต็มยศเดินเข้ามาพร้อมโบกไม้โบกมือทักทาย “ไหนล่ะผู้กองภูมิเรื่องที่แจ้งว่าจะอัพเดทพร้อมกันวันนี้”

             ครองภูมิกวาดตามองบุคลากรภายในห้องของทีมสืบสวน เมื่อเห็นว่าอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วจึงก้าวออกไปกลางห้อง กระแอมเรียกความสนใจจากทุกคน “คือผมได้เรื่องพินัยกรรมของมิสเตอร์หลินแล้วครับ”

             “ทนายฝั่งนู้นยอมพูดแล้วเหรอคะ” อัณณิการ์หูผึ่งพลันลุกมารวมกลุ่มกลางห้อง

             “ใช่ หลังจากที่ผมโทร.ตื๊อเช้ากลางวันเย็นหนักๆ เข้า เมื่อคืนเขาเลยโทร.หาผมเอง” หากไม่ติดว่าทนายของครอบครัวหลินกำลังล่องเรือสำราญอยู่กลางมหาสมุทร ครองภูมิคงตีตั๋วตามไปถึงที่แล้ว “ซึ่งหลังจากที่ฟังคร่าวๆ ดูเหมือนพินัยกรรมนั้นจะก่อให้เกิดแรงจูงใจอยู่ไม่น้อยเลย”

             “หมายความว่าเป็นคดีมรดกเลือดสินะครับ” ดาบตำรวจปรีดาถามอย่างสนใจ

             “ก็ยังไม่อาจสรุปได้นะ แต่มีความเป็นไปได้อยู่มาก เพราะทรัพย์สินในพินัยกรรมตกเป็นของหลินจินหลงที่ได้มากกว่าใคร และมากกว่าหลินเล่อคุณ”

             “มากกว่าเล่อคุณงั้นเหรอ?” อัณณิการ์พึมพำแปลกใจ “ทั้งที่เหนือภพเขาบริหารกิจการของพ่อมาตั้งมากตั้งมายเลยนะ”

             “นายเล่อคุณคงเจ็บใจไม่น้อยที่อยู่ๆ ทรัพย์สินก็ตกเป็นของพี่ชายที่หายหน้าหายตาไปเหมือนไม่เคยมีตัวตน ทั้งยังไม่เคยได้หยิบจับช่วยอะไรในครอบครัว” ถิรนัยเสนอความคิดเห็นที่สามารถต่อยอดเป็นปมแรงจูงใจในการก่อเหตุได้

             “แล้วภรรยาอย่างคุณปภาและลูกสาวล่ะ” สารวัตรเมธาถาม

             “ถามแล้วครับแต่ทนายตัดบทผม ตอบเลี่ยงๆ แทนแค่ว่าคุณปภาและลูกสาวก็ได้รับมรดกเช่นกัน แต่น้อยกว่าคนอื่นๆ และบอกว่าจะส่งเอกสารตามมาทีหลัง”

             “ถ้าเกิดคุณปภาและลูกสาวได้น้อยกว่าคนอื่นๆ จริง แบบนี้ก็ลำเอียงน่ะสิครับ” ดาบตำรวจปรีดาว่า “ทั้งที่คุณปภาและลูกอยู่กับเวยซูมาตลอดยี่สิบกว่าปี”

             “มันคงมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่มากกว่านี้ ว่าแต่ภรรยาอีกคนของผู้ตายล่ะได้อะไรไปบ้าง” สารวัตรเมธาถามต่อ

             “คุณทนายไม่เอ่ยถึงรุ่งรวีเลยครับ เขาบอกเพียงแค่ว่าใครบ้างที่มีสิทธิ์ในมรดกของเวยซู และจะส่งเอกสารตามมาทีหลัง ให้เรารอไปก่อน”

             “แล้วหนึ่งในนั้นมีหลินชุนหงไหมคะผู้กอง”

             “มีหลินชุนหงอยู่ด้วย รู้สึกว่าก็ได้รับทรัพย์สินไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน แต่อยู่ที่ว่าจะพอใจหรือเปล่า” ครองภูมิให้คำตอบผู้หมวด ซึ่งใจเขายังไม่คิดสลัดชุนหงออกจากลิสต์ผู้ต้องสงสัย แม้แรงจูงใจตอนนี้เป็นเหมือนหมอกจางๆ ที่จับต้องไม่ได้

             “หากด่วนสรุปจากข้อมูลคร่าวๆ นี้ก็แปลว่าคนที่ได้ทรัพย์สินน้อยที่สุดคือภรรยาและลูกที่อยู่กับเขามาครึ่งชีวิต มิสเตอร์หลินเขาคิดอะไรอยู่นะ”

             “หรือใครกันที่ทำให้เขาคิด” ครองภูมิกล่าวเสริมข้อสงสัยของสิบตำรวจเอกถิรนัย ทีมสืบสวนเงียบไปชั่วครู่ก่อนระบายลมหายใจออกมาพร้อมกัน

             “เป็นไปได้ไหมครับผู้กองว่าหลินจินหลงจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ประมาณว่าเขาอาจมาข่มขู่พ่ออะไรทำนองนี้น่ะครับ” ถิรนัยให้ข้อสันนิษฐานที่ทุกคนฟังแล้วต่างส่งเสียงอืออออย่างเห็นด้วย ยกเว้นอัณณิการ์ที่ส่ายหน้าแย้ง

             “ไม่แน่ว่าอาจเป็นเหนือภพ เขาคงอิจฉาที่จู่ๆ พี่ชายที่ไม่เคยช่วยงานอะไรเลยกลับชุบมือเปิบไปอย่างง่ายดาย”

             “หากเหนือภพแค้นเรื่องมรดกจริงก็คงไปฆ่าพี่ชายมากกว่าไปทำกับพ่อสิ หรือไม่เหนือภพอาจต่อรองเพื่อให้ได้มรดกที่เท่าเทียมกัน มากกว่าการวางแผนฆาตกรรม” ครองภูมิค้านความเห็นของผู้หมวด

             “หรือนายเล่อคุณอาจรู้ความจริงเรื่องพินัยกรรมก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้” ถิรนัยว่า

             “รู้ก่อนแล้วยังไง ถึงรู้ก่อนแล้ววางแผนฆ่าพ่อก็ดูไม่ใช่เท่าไหร่นะ เพราะถึงทำแบบนั้นเขาก็ยังได้มรดกน้อยกว่าพี่ชายอยู่ดี สู้ต่อรองให้พ่อแก้ไขพินัยกรรมไม่ดีกว่าเหรอ” ครองภูมิปัดตกความคิดนั้นอย่างไม่เห็นด้วย

             อัณณิการ์ตาโตดีดนิ้วดังเปาะเมื่อนึกบางอย่างได้ “ที่ผู้กองพูดมา คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยค่ะ หากเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะมรดกจริง คนที่ลงมือฆ่าก็คงเป็นหลินจินหลง เพราะอยู่ๆ คนที่หายสาบสูญไปยี่สิบปีก็ดันได้รับทรัพย์สินมากกว่า และเมื่อรู้ว่าบิดาเขียนพินัยกรรมตามที่ตนต้องการแล้ว จากนั้นก็วางแผนฆ่าทันทีเพื่อให้ได้เงิน”

             “งั้นแสดงว่าเขาอาจกำลังเดือดร้อนและรีบใช้เงิน” ถิรนัยเสริม สารวัตรเมธาเดินไปที่กระดานซึ่งโยงแผนผังคดีหลินเวยซู หยิบปากกาเมจิกสีดำแล้ววาดเครื่องหมายคำถามพร้อมกำกับชื่อหลินจินหลงตัวโตๆ

             “ทำไมอยู่ๆ ทนายถึงให้ความร่วมมือกับเราล่ะคะ หรือเพราะรำคาญที่โดนผู้กองโทร.จิกทุกวี่ทุกวัน” อัณณิการ์ถามครองภูมิ แต่ถิรนัยพึมพำออกมาแทน

             “หรือก่อนหน้านั้นอาจมีคนสั่งไม่ให้ทนายพูด”

             สิ่งที่ถิรนัยสันนิษฐานฟังดูน่าสนใจจนผู้กองและผู้หมวดหันมองหน้ากันอย่างรู้ความนัย หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็อาจเป็นไปได้ที่คนบงการทนายในเรื่องนี้คือคนเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังการตายของหลินเวยซู โดยส่วนตัวแล้วอัณณิการ์คิดว่าคนร้ายไม่น่าใช่คนอื่นคนไกล มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นคนในตระกูลเดียวกัน ผู้หมวดสาวเดินกลับโต๊ะเมื่อหัวข้อสนทนาจบลงและสารวัตรเมธาก็ออกไปจากห้องแล้ว ร่างบางกำลังเลื่อนเก้าอี้แต่ยังไม่ทันได้นั่งลง มือถือเครื่องบางที่วางไว้บนโต๊ะก็สั่นครืดคราดเรียกร้องความสนใจ หมายเลขสิบหลักที่โชว์เด่นหราเป็นเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกเอาไว้ หญิงสาวลังเลเพียงครู่เดียวก่อนกดรับ

             “สวัสดีค่ะ”

             “คุณรับดอกไม้แค่ดอกเดียว งั้นผมขออีกอย่างหนึ่งได้ไหมครับ เลิกบล็อกเบอร์ผมเถอะนะ”

             “ไม่!” อัณณิการ์กระแทกเสียงใส่พร้อมกดปุ่มสีแดงบนหน้าจอทัชสกรีนอย่างแรงราวกับทุ่มอารมณ์โกรธลงไปในนั้นด้วย เล่นเอาคนในห้องสืบสวนต่างหันมองเธอเป็นตาเดียว ผู้หมวดสาวพ่นลมหายใจหนักหน่วงเพื่อระบายความตึงเครียดออกไป กระนั้นก็ยังรู้สึกเหมือนในหัวกองสุมไปด้วยขยะที่พูนสูงจนแทบมองไม่เห็นปลายยอด หากอารมณ์ยังเป็นเช่นนี้คงไม่มีแก่ใจทำงานแน่ ดังนั้นอัณณิการ์จึงคว้าแจ็คเก็ตแล้วหันไปทางครองภูมิ “ผู้กองคะ เดี๋ยวอัณณ์ขอออกไปข้างนอกแป๊บนึงนะคะ”

             “หมวดครับฝากซื้อขนมมาปลอบใจหน่อยสิ” ถิรนัยไหว้วานในขณะที่หญิงสาวกำลังจะเดินออกจากห้อง

             “ปลอบใจเรื่องอะไร” อัณณิการ์ถาม

             “ได้ยินว่าคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายออกวันนี้ ก็รู้สึกเสียวๆ อะ” การโยกย้ายตำแหน่งเป็นเรื่องปกติของวงการสีกากีที่เกิดขึ้นปีละสองหน ก็มีทั้งคนที่รู้ตัวว่าจะโดนย้ายและคนที่ต้องเซอร์ไพร์สเอาเองว่าจะโดนเด้งไปที่ไหน ด้วยความที่ถิรนัยได้ยินว่ามีคนอยากมาเสียบที่นั่งของเขาก็เลยทำเอานั่งไม่ติดที่มาตั้งแต่เช้า

             อัณณิการ์พยักหน้ารับส่งๆ แล้วเดินลิ่วออกไปจากโรงพัก เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัย แต่ยังไม่ทันได้สตาร์ทรถ ประตูอีกฝั่งก็เปิดออกพร้อมกับร่างของครองภูมิที่เข้ามานั่งแหมะข้างเธอ ทั้งยังคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย

             “ผมไปด้วยคนนะ”

             “ผู้กองรู้เหรอคะว่าอัณณ์จะไปไหน”

             “แล้วคุณจะไปไหนล่ะ”

             “อัณณ์แค่อยากไปสูดอากาศข้างนอก ไปซื้อกาแฟเย็นๆ สักแก้ว”

             “โอเค ผมไปด้วย”

             อัณณิการ์ผายไหล่ไม่ถือสาอะไรที่ครองภูมิตามมาด้วย เธอตั้งใจจะไปซื้อกาแฟอยู่แล้วไม่ได้มีแผนเถลไถล ร่างบางขับรถไปตามเส้นทางเงียบๆ ในขณะที่ผู้บังคับบัญชาคอยปรายตาสังเกตเป็นระยะ กระนั้นก็ไร้บทพูดชวนคุย กระทั่งอัณณิการ์จอดรถหน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่งซึ่งเพิ่งเคยมาเยือนเป็นครั้งแรก โดยที่เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดถึงหักพวงมาลัยเข้ามาในซอยนี้ อันเป็นซอยที่พบสัญญาณโทรศัพท์ของหลินเวยซู

             อัณณิการ์และครองภูมิได้รับเครื่องดื่มพร้อมชำระเงินเรียบร้อยจึงออกมานอกร้าน ทรุดนั่งที่แคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่อาศัยร่มเงาใบเขียวที่แผ่กิ่งก้านบดบังแสงอาทิตย์ยามสาย

             “วันนี้หมวดดูไม่แจ่มใสเลยนะ” ครองภูมิชวนคุยในขณะที่นั่งลงข้างเธอ “ทำงานด้วยกันมาเกือบปีผมไม่ค่อยเห็นคุณเงียบเท่าไหร่”

             อัณณิการ์หันขวับขมวดคิ้วมุ่น “นี่ผู้กองหลอกด่าว่าอัณณ์พูดมากเหรอคะ”

             “ไม่ใช่แบบนั้น ผมหมายความว่าปกติคุณมักจะยิ้ม หัวเราะ ร่าเริงตลอด เวลาคุณเครียดกับงานก็ไม่เย็นชาเท่านี้ เพราะนายเหนือภพเหรอที่ทำให้คุณเป็นแบบนี้”

             ร่างบางเงียบไม่ตอบในทันที ที่ครองภูมิตามมาด้วยก็คงเพราะข้องใจเรื่องนี้เป็นสำคัญ หากว่ากันตามจริงครองภูมิมีสิทธิ์สงสัยในความสัมพันธ์ของเธอกับเหนือภพ ก็ในเมื่อลูกน้องเป็นตำรวจและอีกฝั่งคือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หนำซ้ำน้องสาวยังปักใจเชื่อว่าพี่ชายเป็นฆาตกร ผิดที่อัณณิการ์เองที่ไม่ซื่อตรงกับผู้บังคับบัญชา จงใจปกปิดอย่างชัดเจน

             “ผมไม่รู้นะว่าความสัมพันธ์ของคุณกับเขาเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ก็ดูคุณจะแคร์เขามากอยู่”

             “อัณณ์น่ะเหรอคะแคร์เขา”

             “ถ้าไม่แคร์ คุณคงไม่หน้ามุ่ยขนาดนี้ ชอบมากก็จะแคร์มากๆ แบบนี้ล่ะนะ” หญิงสาวไม่รู้เลยหรือไงว่าแววตาของเธอมันแสดงออกมาอย่างชัดเจน สีหน้าเศร้าปนเย็นชาเช่นนั้นครองภูมิตีความได้อย่างเดียวว่ามันคือความน้อยใจ

             “อัณณ์ไม่ได้ชอบเขาซะหน่อย” หญิงสาวทำปากยื่นปากยาวแล้วดูดกาแฟแก้เขิน

             “ความรู้สึกที่คุณมีต่อเขาทำให้คุณเครียดกับเรื่องคดีใช่ไหม หรือเป็นเพราะผมที่กดดันให้คุณไปหาข้อมูลเชิงลึกจากเขา” ครองภูมิเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่เคยพูดกับอัณณิการ์เช่นนั้น “เพราะเหนือภพก็ยังไม่หลุดจากผู้ต้องสงสัยเสียทีเดียว เขาคงพิเศษสำหรับคุณมาก”

             “ค่ะ พิเศษมาก ก็เพราะเขาเป็นพ่อของลูกอัณณ์ไงคะ” ดวงตาสีเข้มที่อัดแน่นด้วยความกังวลมองสบชายหนุ่มตรงๆ และร่างสูงเองก็ดูตกใจไม่น้อย “ใช่ค่ะ นายเหนือภพเป็นพ่อแท้ๆ ของเด็กแฝดทั้งสองคน”

             ครองภูมิยังมองหน้าเธอนิ่ง หัวคิ้วเขยื้อนเข้าหาจนแทบจะชนกัน แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความอึ้งและเครื่องหมายคำถามที่วนกระจัดกระจายเต็มไปหมด อัณณิการ์ตัดสินใจบอกความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงความคลางแคลงใจ อีกอย่างครองภูมิคือบุคคลหนึ่งในชีวิตที่อัณณิการ์อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ และเชื่อใจเขา

             “เขาคือสามีเก่าคุณเหรอ?”

             “ไม่ใช่ค่ะ” อัณณิการ์ส่ายหน้าแล้วเล่าให้ฟังจนหมดเปลือกถึงปฐมบทเริ่มแรกตั้งแต่สามปีก่อน อารมณ์ที่เผลอไผลโดยมีฤทธิ์สุราเป็นตัวกล่อมเกลาสำคัญ แต่สัมพันธ์เพียงแค่คืนเดียวกลับเปลี่ยนชะตาชีวิตอัณณิการ์ตลอดกาล เธอกับเขาอยู่คนละฟากฝั่งจากกันไปนานนับปี ใครเล่าจะคิดว่าความตลกร้ายมันจะแผลงฤทธิ์ดึงเขากลับมา แต่เป็นในสถานะที่เธอไม่อาจบอกความจริงได้ในทันที

             “นี่หมายความว่าเหนือภพยังไม่รู้ว่าวายุและเวย์ราเป็นลูกของเขางั้นเหรอ?”

             “ค่ะ เขายังไม่รู้ อัณณ์ตั้งใจรอให้คดีจบก่อน เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ และขอร้องผู้กองนะคะว่าอย่าเพิ่งบอกเขา”

             “ผมจะบอกเขาทำไมล่ะ จริงอย่างที่คุณว่าความปลอดภัยของลูกคุณสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็อย่าให้มันสายเกินไป เหนือภพควรรู้ว่าเขามีลูก...” แล้วใบหน้าคมคายก็ระบายลมหายใจพร้อมรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความโล่งอก “...คุณสองคนนี่สงสัยจะเป็นเนื้อคู่กันจริงๆ อยู่ห่างกันคนละประเทศ จากกันไปตั้งสามปี สุดท้ายก็วนมาเจอกันจนได้”

             “ก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไปเท่านั้นแหละค่ะ” อัณณิการ์ไม่ต้องการหลงในภาพฝัน ไม่อยากหวังลมๆ แล้งๆ อะไรอีกแล้ว

             “คงไม่มั้ง มีโซ่ทองคล้องใจตั้งสองคน คิดเหรอว่าเหนือภพจะปล่อยคุณไปง่ายๆ”

             “อะไรของผู้กองเนี่ย ตะกี้ยังทำเหมือนเตือนเราให้อยู่ห่างๆ เหนือภพ พอมาตอนนี้กลับเชียร์ให้ลงเอยกันซะงั้น”

             “ผมพูดหรือแสดงให้คุณเห็นตอนไหน ถึงเข้าใจว่าผมอยากให้คุณอยู่ห่างๆ จากเขา ผมแค่อยากรู้เท่านั้นเองว่าแท้จริงแล้วระหว่างคุณกับเหนือภพมันมีอะไรผูกไว้กันแน่ และอีกอย่างผมไม่อยากให้เด็กกำพร้าพ่อ แถมพ่อพวกเขาก็รวยซะด้วย เพราะอย่างนี้นี่เองคุณถึงไม่ยอมบอกใครเรื่องพ่อของลูก เพราะคุณไม่รู้ว่าพ่อของพวกเขาชื่ออะไร ผมก็นึกว่าสามีเก่าทำให้เจ็บช้ำจนไม่อยากพูดถึงซะอีก”

             “เอ? ผู้กองนี่เป็นคนยังไงนะ ทีเงียบก็เงียบจนน่าขนลุก พอได้พูดได้แซวคนอื่นเข้าหน่อยล่ะก็เอาใหญ่เลยนะ ถ้าผู้กองเป็นไอ้นัยนะ อัณณ์จะ...” หญิงสาวหักนิ้วมือกรอบแกรบประกอบคำพูด ร่างสูงยกยิ้มมุมปากดื่มกาแฟร้อนจนหมดแก้วแล้วเดินเอาไปทิ้งที่ถังขยะซึ่งตั้งอยู่หน้าทางเข้าร้าน  

             “เมื่อตอนจอดรถคุณบอกว่าซอยนี้ใช่ไหมที่จับสัญญาณมือถือของมิสเตอร์หลินได้” ครองภูมิเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเมื่อพอใจกับความจริงที่ได้รับ และไม่อยากแหย่ผู้หมวดมากนัก เดี๋ยวจากอารมณ์ที่กำลังยกระดับดีขึ้นจะขุ่นมัวเสียก่อน

             “ใช่ค่ะ” ผู้หมวดสาวลุกยืนตามพลางทิ้งแก้วพลาสติกในถังขยะ “เราไปสำรวจกันอีกสักรอบไหมคะ ไหนๆ ก็มาแล้ว”

             “ก็ดีเหมือนกัน”

             ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองนายเลือกวิธีการเดินเท้าเข้าไปในซอย ครองภูมิให้เหตุผลว่าวิธีนี้อาจทำให้มองเห็นสภาพแวดล้อมได้ละเอียดกว่า มองเห็นในสิ่งที่เคยมองข้ามไป อัณณิการ์ไม่บ่นคำใดเธอเดินนำไปจนกระทั่งถึงรั้วของพลเมืองที่เคยให้ข้อมูล แต่ร่างบางกลับเท้าเอวหยุดมองบ้านที่อยู่ถัดไปอีกหลัง ซึ่งครั้งที่มากับถิรนัยไม่มีใครอยู่ เช่นเดียวกับตอนนี้ที่เงียบเชียบ รถยนต์ยังจอดอยู่ที่เดิมพร้อมกับผ้าที่คลุมไว้ เศษใบไม้แห้งหลายใบที่ร่วงหล่นอยู่บนรถบ่งบอกว่าคงจอดทิ้งไว้นานแล้ว

             “หมวดหาอะไรอยู่เหรอ” ครองภูมิถามเมื่อเห็นหญิงสาวเอาแต่ด้อมๆ มองๆ บ้านหลังนี้

             “มันต้องมีกล้องวงจรปิดบ้างล่ะน่า” เธอตอบโดยไม่หันมอง ร่างสูงจึงชะเง้อชะแง้ดูบ้าง

             “นั่นไงกล้อง ถ้าเป็นงูคุณคงโดนฉกไปแล้ว” ครองภูมิชี้ให้ดูกล้องวงจรปิดที่คลุมด้วยเถาไม้เลื้อย ซึ่งกลมกลืนแนบเนียนหากไม่เพ่งตาสังเกตก็คงไม่เห็น อัณณิการ์อ้าปากหวอมองร่างสูงสลับกับกล้องไปมา จริงอย่างที่เขาว่าถ้าเป็นงูเธอคงโดนฉกตาไปแล้ว

             “เอ้า คุณตำรวจยังมาที่นี่อีกเหรอ” ชายหนุ่มซึ่งอยู่รั้วติดกันเดินออกมาทิ้งขยะหน้าบ้าน เมื่อบังเอิญเห็นเข้าก็อดทักทายไม่ได้

             “บ้านหลังนี้เจ้าของไม่อยู่เหรอ” อัณณิการ์ถามพลางเดินไปหาชายหนุ่ม

             “เขาไปต่างประเทศเกือบเดือนแล้ว เห็นตอนนั้นบอกว่าจะกลับช่วงสิ้นเดือน นี่ก็ใกล้แล้ว อีกสองสามวันแหละ” ชายหนุ่มบ้านใกล้เรือนเคียงตอบ

             “คุณพอจะมีเบอร์ติดต่อไหมครับ” ครองภูมิถาม

             “ไม่มีอะ ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น”

             อัณณิการ์หรี่ตามองชายหนุ่มอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่ได้สนิทกันแต่รู้ว่าเขาไปไหน รู้ด้วยว่าอีกสองสามวันจะกลับ ดูท่าแล้วไม่ค่อยอยากให้ความร่วมมือกับตำรวจเสียมากกว่า หรือไม่ก็อยากช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวให้เพื่อนบ้าน ไม่ประสงค์ให้เบอร์ใครสุ่มสี่สุ่มห้า หากเป็นเหตุผลอย่างหลังก็ต้องชื่นชมเขาล่ะนะ ผู้หมวดอัณณิการ์พิจารณาจากท่าทางของเขาแล้วว่าคงไม่ยอมให้ข้อมูลที่นอกเหนือไปกว่านี้ เธอจึงหยิบสมุดพกเล่มเล็กออกมา และเขียนเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลงไป

             “รบกวนหน่อยล่ะกันค่ะ หากเจ้าของบ้านหลังนี้กลับมาคุณช่วยโทร.บอกฉันทีนะ” หญิงสาวยื่นแผ่นกระดาษไปตรงหน้าชายหนุ่ม ซึ่งเขาก็รับไว้แม้จะทำหน้าไม่เต็มใจก็ตาม จากนั้นก็เดินกลับเข้าบ้านตัวเอง

             “ขอบคุณนะที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เป็นคนดีจริงๆ นี่สินะพลเมืองตัวอย่าง!” อัณณิการ์ตะโกนไล่หลัง ในประโยคนั้นแอบแฝงความประชดอยู่ในที เพราะชายหนุ่มมักแสดงออกว่ารำคาญเจ้าหน้าที่ตำรวจและไม่อยากให้ความร่วมมือเท่าใด


พออัณณ์ได้โกรธแล้วหายยากซะด้วยสิ ต้องเอาใจช่วยคูมพ่อเจ้าแฝดแล้วล่ะ ...กดถูกใจถ้าชอบนิยายเรื่องนี้ 1 ไลก์เป็นเหมือน 1 คะแนนในการตัดสิน ^^
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว