facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 / 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 421

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2564 10:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 / 5
แบบอักษร

หญิงชราร่างอวบวัยเจ็ดสิบเดินอย่างช้าๆ โดยมีหญิงวัยกลางคนที่มีหน้าที่บริบาลผู้สูงอายุโดยตรงประคองมา ก่อนจะหยุดตรงโต๊ะทานข้าวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ 

สายตากวาดมองสำรับที่ถูกจัดวางไว้แค่สองที่ ทั้งๆ ที่บ้านหลังนี้มีคนอาศัยถึงสี่คน 

"เช้านี้ทานกันสองคนอีกแล้วรึ ประไพ" ถามพลางเบือนหน้าไปถามแม่ครัวใหญ่ที่คอยดูแลเรื่องสำรับกับข้าวของที่นี่ 

"ค่ะ คุณท่าน" 

'คุณท่าน' ถอนหายใจ แล้วค่อยๆ ลงนั่งกับเก้าอี้ ก่อนจะบอกคนที่มีหน้าที่ดูแลตนให้ขยับออกไปได้ แล้วหันมาถามลูกชายวัยห้าสิบที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษตรงหน้าว่า "นี่ยัยทรายไม่กลับมานอนบ้านอีกแล้วสินะ" 

"แกนอนคอนโดฯ ครับ" 

"คงปาร์ตี้กันดึกอีกแล้วล่ะสิ" ว่าแล้วก็ถอนหายใจอีกครั้ง แล้วบ่นตามอีก "คนสมัยใหม่นี้ปาร์ตี้เป็นหลัก หนังสือหนังหาไม่ค่อยจะเอาใจใส่ แบบนี้ในอนาคตถ้าหวังจะพึ่งพาอะไรก็เหนื่อยหน่อย" 

แล้วถามถึงอีกคนบ้าง "แล้วเมียแกล่ะ" 

ดวงฤทธิ์พับหนังสือพิมพ์ในมือลง โยนมันออกห่างตัวเบาๆ ก่อนจะหันมาตอบมารดาก็ขอเป็นฝ่ายที่ถอนหายใจบ้าง "ยังไม่ตื่น คุณแม่ก็น่าจะรู้ดีว่ากุลเขาต้องนอนให้ครบวันและแปดชั่วโมง ไม่อย่างนั้นร่างกายจะทรุดโทรมเอาได้ สิ่งที่กุลกลัวที่สุดไม่ใช่ราคาหุ้นของบริษัทจะดิ่งลงหรอกนะครับ แต่กลัวหน้าตาร่างกายทรุดโทรมลงมากกว่า" 

ทั้งตอบทั้งได้ยอกย้อนมารดาไปในคราวเดียวกัน แต่ถึงแม้จะรู้ว่าลูกชายยอกย้อน เมื่อได้ฟังแบบนี้ผู้เป็นแม่ที่ควบตำแหน่งแม่สามีในคราวเดียวกัน ก็อดที่จะเบะปากด้วยความหมั่นไส้ต่อพฤติกรรมของลูกสะใภ้คนนี้ไม่ได้ 

"มีลูกสะใภ้หัวแข็งก็งี้ ถือว่าพ่อแม่ให้ท้าย พ่อแม่ชอบมาก้าวก่ายบ้านนี้ พอเราจะตักจะเตือนทีก็ทำไม่ได้ รีบมาโอ๋ลูกสาวกันใหญ่" 

ดวงฤทธิ์ฟังมารดาบ่น เขาก็เอ่ยสำทับอีก "เธอเป็นลูกสะใภ้ที่แม่หาเองนะครับ" จะบอกว่าเขาไม่ได้หาเองตั้งแต่แรก 

นฤนาถช้อนตามองลูกชายอย่างขัดเคือง 

"แกประชดแม่หรือ!" 

ดวงฤทธิ์ไม่สบตามารดา เขาเสยกกาแฟดำมาจรดริมฝีปาก ก่อนจะจิบเข้าไปก็อดจะพูดประชดอีกไม่ได้ "ผมพูดตามตรง ลูกสะใภ้คนนี้คุณแม่เลือกเอง" 

ยิ่งฟังก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ แต่ที่ลูกชายว่ามานั้นก็หาที่ผิดสักคำไม่ นี่แหละหนาลูกสาวคนเล็กตระกูลไฮโซดัง บิดามารดาคอยให้ท้ายตั้งแต่เด็กจนแก่ปูนนี้ ตอนทีแรกก็ซ่อนมารยาเขี้ยวเล็บเอาไว้จนมิด ให้ดูเรียบร้อยหัวอ่อนไว้ก่อน 

ครั้นตบแต่งเข้ามาบ้านนี้ที่รากฐานของตระกูลมาจากพ่อค้าแม่ค้า ค้าขายจนร่ำรวยไม่ใช่ตระกูลดังเก่าแก่ ทางบ้านนั้นเมื่อเห็นว่าตนเหนือกว่าก็มาข่ม มาถือตัวถือตนใส่ นี่จึงถือว่าเป็นข้อเสียที่มีลูกสะใภ้ในระดับไฮคลาสนั่นเอง 

เมื่อเห็นว่าพูดอะไรกับแม่ลูกสะใภ้คนนี้ก็มีแต่ความขัดเคือง นฤนาทเลยไม่พูดจะดีกว่า เอื้อมไปหยิบน้ำขิงอุ่นๆ มาจิบ แล้วคุยกับลูกชายคนเดียวด้วยเรื่องอื่นแทน 

"ว่าแต่วันนี้ ตอนบ่ายแกว่างมั้ย" 

"ผมต้องไปโรงพยาบาล" ดวงฤทธิ์ตอบเรียบๆ 

"อะไร" นฤนาทประหลาดใจ วางถ้วยน้ำขิงลงแล้วเอ่ยถามอีก "เดือนที่แล้วแกก็เพิ่งไปตรวจร่างกายประจำปีมานี่นา ทำไมต้องไปอีก" 

"แค่เป็นมีเรื่องค้างมาจากการตรวจร่างกายครั้งก่อนน่ะครับ" ดวงฤทธิ์ตอบ พยายามไม่สบตามารดาที่ย่นหัวคิ้วสีดอกเลามองตนด้วยความไม่เข้าใจเช่นเดิม 

แล้วคนเป็นมารดาก็ถามอีก "แกไม่ได้มีอะไรที่ปิดบังแม่อยู่นะ" 

ดวงฤทธิ์เงยหน้าจากสลัดผักในจาน แล้วตอบมารดาราบเรียบเหมือนเดิม "ไม่นี่ครับ" 

"ดีแล้ว ตอนนี้ตระกูลเรา ธุรกิจเราก็มีแต่แกนี่แหละเป็นคนแบกรับ ถ้าแกเป็นอะไรไป ภายหน้าจะลำบากไปกันหมด" 

ที่ผู้เป็นแม่เอ่ยถึงก็คือธุรกิจเกี่ยวกับขให้บริการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรนั่นเอง และกี่ครั้งแล้วที่พูดคำเหล่านี้ของผู้เป็นแม่คอยย้ำเตือนถึงภาระที่หนักอึ้ง ที่ตนต้องแบกรับมาตลอดหลายสิบปี 

ตอนนั้นมารดาเขา ท่านเป็นม่ายสามีตายตอนสาวๆ มีลูกชายคนเพียงเดียวคือดวงฤทธิ์ ท่านสู้ชีวิตมากเพื่อแบกรับกิจการแทนสามีที่ตายจากไปก่อน แม้แต่การกระเตงลูกชายไปขายของร้านก่อสร้างท่านก็ทำมาแล้ว ท่านทำงานหนักมากมาทั้งชีวิต จนส่งเสียเขาเรียนจบ ธุรกิจก่อสร้างค่อยๆ ขยับขยายใหญ่ขึ้น 

จนเมื่อเขาอายุครบสามสิบ ได้เกิดมรสุมลูกใหญ่พัดเข้ามาในชีวิต เพราะธุรกิจเกิดการขาดทุนสะสมจนแทบประคองธุรกิจไม่ได้ กระทั่งได้เขาได้มารู้จักกับกุลสินี ผู้หญิงที่มีตระกูลร่ำรวยคนนี้ การแต่งงานทางธุรกิจก็เริ่มต้นขึ้น 

เพราะต้องแบกรับภาระมากมาย ทำให้เขาต้องเลือกตัดทิ้งผู้หญิงอีกสองคนออกจากชีวิตไป 

จิตใจเขาไม่เคยสงบ นับตั้งแต่วันที่อรพิมบอกว่าตั้งท้อง และยิ่งทุรนทุรายมากขึ้น ก็ในวันที่เธอจูงมือลูกสาวที่โตแล้วกลับมาหาเขาที่นี่อีก เขาจำใบหน้าเด็กคนนั้นได้ดี เธอเหมือนอรพิมทีเดียว ป่านนี้หากโต คงอายุก็ใกล้เคียงศรุตาและหน้าตาของเด็กคนนั้นคงไม่ต่างจากอรพิมเมื่อครั้งเป็นสาวๆ แน่นอน 

หลังจากเงียบขรึมไปด้วยความรู้สึกผิด และความหวาดหวั่นกับอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ ดวงฤทธิ์ได้ช้อนดวงตาจากสลัดผักน่าทานขึ้นมา พยายามสลัดใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น แต่ก็ไม่ได้ 

"เมื่อคืนผม...ฝันถึงพิมพ์" 

นฤนาทปรายตามามองบุตรชายคนเดียวทันที ไม่ทันจะดุ ดวงฤทธิ์ก็รีบพูดขึ้นอีก 

"ภาพที่เธอจูงมือเด็กคนนั้นมาหาเราในวันนั้น ผมไม่เคยลืมนะครับ" 

เขาจะถามว่า ท่านจำได้หรือไม่ ท่านมีภาพเช่นนั้นติดตาเหมือนเขาหรือไม่นั่นเอง 

แต่ดวงฤทธิ์ก็ต้องผิดหวัง เพราะผู้เป็นแม่นอกจากจะไม่จดจำภาพของผู้หญิงและเด็กหญิงอีกคนแล้ว ท่านกลับโกรธขึงที่เขาเอ่ยถึงทั้งสองคนนั่นอีกครั้ง 

"แกจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกทำไม แกรู้มั้ย กว่าแม่จะประสานใจบ้านของแม่กุลเขาได้ ก็แทบแย่ พ่อแม่เขาโกรธมากแค่ไหนที่มารู้ทีหลังกับเรื่องที่แกแอบไปทำไว้" 

"เราหลบความจริงเรื่องนี้ไม่ได้หรอกนะครับแม่ ผมมีลูกสาวสองคน" 

"พูดอีกครั้งซิ..." 

"ผมมีลูกสาวสองคน" ดวงฤทธิ์ย้ำหนักแน่น ตามที่ท่านต้องการฟัง ทว่า มารดาเขาก็ไม่ยอมรับเหมือนเดิม 

"แม่บอกกี่ครั้งแล้ว ว่าแกมีลูกสาวแค่คนเดียว แกมีลูกสาวแค่คนเดียวเท่านั้น" 

"ผมรู้สึกผิดมาตลอด ที่ผมปล่อยให้แม่บงการชีวิตผมมากเกินไป" 

"ตกลงเราจะคุยกันเรื่องนี้ใช่มั้ย ถ้าแกจะคุยต่อ แม่ก็จะบอกว่า ตอนนั้นน่ะ พวกเราทำถูกแล้ว เพราะถ้าแกไม่เลือกทำแบบนี้ แกจะปล่อยคนหลายร้อยคนอดตาย แกจะปล่อยให้คนที่เขาทำงานมากับแก ต่อสู้กับแกมาหลายปีลำบากเพื่อแลกกับผู้หญิงและเด็กนั่นรึ" 

ดวงฤทธิ์ก้มหน้าลงซ่อนความอดสู และปวดร้าวเอาไว้ เสียงที่เอ่ยออกมา จึงเป็นแค่การพึมพำกับตัวเองมากกว่า "ผมอดนึกถึงใบหน้าอรพิม ใบหน้าของเด็กคนนั้น ไม่ได้จริงๆ" 

เกิดเสียงวางช้อนดังคลิก! ตามด้วยเสียงตบโต๊ะอีกหนึ่งทีดัง ปึก! 

"พอ! หยุดพูดเรื่องนี้! แม่กินข้าวไม่ลง แกอยากเห็นแม่กินอะไรไม่ลงหรือ" 

ดวงฤทธิ์เงยหน้าขึ้นมาสบตากับมารดาที่จ้องเขาเขม็งอยู่ก่อนแล้ว เขาจำใจพูดสิ่งที่อึดอัดอยู่ภายในใจเขามาระยะเวลาหนึ่งแล้วว่า "แต่สักวันเราอาจจะต้องได้พึ่งพาเด็กคนนั้น คนที่เราไม่เคยต้องการแกตั้งแต่แรก" 

นฤนาทนิ่วหน้า ทำท่าคล้ายไม่เข้าใจที่บุตรชายพูด "แกพูดเรื่องอะไร แม่ไม่เข้าใจ ทำไมเราต้องไปพึ่งพามันด้วย" 

ดวงฤทธิ์สูดลมหายใจเข้าลึก ผุดลุกขึ้นคว้าเสื้อนอกที่พาดกับพนักเก้าอี้มาถือ แล้วเอ่ยอีกว่า "ผมก็อยากให้แม่ทำใจไว้แต่เนิ่นๆ สุดท้ายเราอาจจะต้องได้พึ่งพาเด็กคนนั้น" 

นฤนาทมองตามร่างลูกชายที่เดินออกไปจากห้องอาการไปลับตา ก่อนจะตบมือข้างเดิมลงกับโต๊ะอีกครั้ง แล้วหันไปเอ่ยกับประไพผู้ที่อยู่บ้านนี้มานานที่สุด จนได้รับรู้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ดีว่า 

"มันพูดอะไรของมัน ฉันไม่เห็นจะเข้าใจ ว่ามั้ยประไพ" 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว