facebook-icon

มาอ่านเถอะนะ ตั้งใจเขียนจริงจริ๊ง >//<

ชื่อตอน : ในคืนไร้สติ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2564 10:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ในคืนไร้สติ
แบบอักษร

๑๖ 

ในคืนไร้สติ  

           ร่างบางบนเตียงกว้างพลิกกายซ้ายขวา เปลือกตาขยับไหวเมื่อแสงแดดยามเช้าส่องต้อง ส่วนศีรษะก็ปวดหนึบหน่วงเป็นระยะ เมื่อร่างกายถูกประท้วงหนักเช่นนี้ยลญาดาจึงไม่อาจทนนอนต่อไปได้ เธอหยีตาหลบแสงตะวันและกวาดมองสภาพห้องสี่เหลี่ยมสีขาวอันไม่คุ้นตา ตรงมุมประตูมีชุดตำรวจแขวนอยู่บนราวไม้สีน้ำตาล เธอคิดว่าเป็นชุดของอัณณิการ์จึงปิดเปลือกตาหนักอึ้งดังเดิม ทว่าในวินาทีต่อมาก็ลืมโพลงพร้อมดีดตัวลุกนั่ง เมื่อระลึกได้ว่าห้องของอัณณิการ์ไม่ได้หน้าตาแบบนี้

             เสียงหัวใจยิ่งกระหน่ำถี่แรงเมื่อพบว่าตนไม่ได้ใส่ชุดเดรสสีเบอร์กันดีแต่เป็นเชิ้ตตัวโคร่งสีขาวยาวคลุมเข่า มือบางดึงสาบเสื้อเปิดดูหน้าอก ก่อนผ่อนลมหายใจยาวเมื่อชุดชั้นในยังอยู่ครบ แต่กระนั้นก็ไม่อาจวางใจสถานการณ์ได้ ร่างบางกระวีกระวาดลงจากเตียงด้วยใจที่เต้นระทึก ภาวนาให้เป็นถิรนัยที่พาเธอมาที่นี่เพราะรู้ถึงเพศสภาพของเขาและมั่นใจว่าถิรนัยไม่มีทางทำอะไรผู้หญิงแน่ ฝีเท้าเล็กก้าวตรงไปยังชุดตำรวจที่แขวนตรงประตู เธอขยี้ตาเพื่ออ่านป้ายชื่อสีดำอันติดอยู่บนอกเสื้อด้านขวา

             “ครองภูมิ พัชระเสวี” ยลญาดาตกใจพลันก้าวเท้าถอยกรูด นี่มันยังไงกัน เธอมาอยู่ห้องเขาได้อย่างไร ให้ตายเถอะ เรือนร่างของเธอที่ได้รับการผลัดผ้าชุดใหม่ อย่าบอกนะว่าเขาเป็นคนเปลี่ยน นี่แปลว่าคงจะเห็นไปถึงไหนต่อแล้ว หรือซ้ำร้ายกว่านั้นเขาอาจจะ... “ไม่นะ! ไม่หรอก”

             ยลญาดาปลอบใจตัวเองด้วยความหวั่นกลัวในดวงตา ซึ่งเธอก็ไม่ปล่อยความสงสัยให้ค้างคานานนัก มือบางหมุนลูกบิดเปิดออกไปจากห้องนอน ได้ยินเสียงเครื่องปั่นผลไม้ดังอยู่ทางด้านขวามือ ร่างบางจึงก้าวไปตามเสียงจนพบร่างสูงในชุดกางเกงขายาวและเสื้อยืดสีขาว เขาสบตาเธอเข้าพอดีจึงปิดการทำงานของเครื่องปั่นแล้วรุดมายังหญิงสาวที่ตั้งท่าจะโวยวาย

             “อย่าเสียงดังไป ที่นี่เป็นแฟลตตำรวจ ผนังห้องไม่ได้หนามาก” ครองภูมิแตะนิ้วกับริมฝีปากของตัวเอง แอบขันกับท่าทางตกใจจนดวงตาแทบถลน ใบหน้าหวานซีดจางไร้เลือดฝาด ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะผลข้างเคียงจากเมรัย หรือเพราะหวั่นกลัวเขากันแน่

             “ทำไมฉันมาอยู่ที่นี่”

             “เมื่อคืนคุณเมา จำได้ไหมครับว่าอัณณ์ทำเหล้าหกใส่เสื้อผ้าคุณ แล้วคุณก็ไปล้างตัวในห้องน้ำจนหกล้ม ได้แผลที่ข้อศอก” ครองภูมิบุ้ยปากไปที่บาดแผลของหญิงสาว ยลญาดาถลกแขนเสื้อดูก็พบว่ามีผ้าก็อตสะอาดแปะไว้อยู่แล้ว

             “คุณทำแผลให้ฉันเหรอคะ” ดวงตาที่ยังไม่หายจากความระแวงช้อนมองร่างสูง

             “ครับ ผมทำให้เอง จริงๆ ผมตั้งใจจะพาคุณไปส่งที่บ้าน แต่พอคุณเข้าไปนั่งในรถปุ๊บก็หลับสนิททันที ครั้นจะพาไปส่งที่ออฟฟิศก็คิดว่าดึกป่านนั้นคงไม่มีใครอยู่ จะให้ผมพาคุณไปเปิดห้องที่โรงแรมก็กลัวคุณเสียหายอีก สภาพก็เมาเละไม่ได้สติ คุณเป็นลูกสาวคนดังผมไม่อยากให้ตัวเองแปดเปื้อน”

             ยลญาดานิ่วหน้าเมื่อฟังแล้วแปร่งหูพิกล “ทีแรกคุณยกเหตุผลเหมือนกลัวฉันเสียหาย แต่ฟังไปฟังมามันทะแม่งๆ นะ”

             “ผมเป็นตำรวจที่ไม่เคยมีข่าวเสียหาย และไม่อยากมีข่าวพัวพันกับนักธุรกิจดัง” ดังนั้นเขาจึงเลือกพาเธอมาที่แฟลตตำรวจ ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่เขาจะนอนที่นี่ เว้นก็แต่ช่วงที่งานหนักบวกกับดึกดื่นค่อนคืนแล้วไม่อยากกลับเข้าบ้านเวลานี้ ยิ่งช่วงนี้ครองภูมิยิ่งกลับบ้านทุกวันเพราะห่วงมารดาที่ไม่ค่อยแข็งแรง กระนั้นแม้นานทีปีหนจะหลับนอนที่แฟลตแต่ข้าวของในห้องก็ครบครันพร้อมใช้งานทุกชิ้น

             ยลญาดาย่นหน้าอย่างหมั่นไส้ ก่อนสายตาแปรเปลี่ยนเป็นกังวลในขณะก้มมองสารรูปตัวเอง “เสื้อผ้าฉัน...”

             “ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ได้ถือโอกาสกับร่างกายคุณ...” ร่างสูงว่าขณะเดินกลับไปยังสมูทตี้ที่ปั่นละมุนจนได้ที่แล้ว จากนั้นจึงเทใส่แก้วทรงสูง ก่อนกลับมาหาหญิงสาว “...คนเมาไร้สติมีแต่กลิ่นเหม็นเหล้าไม่ได้ทำให้เกิดอารมณ์ ตรงกันข้ามกลับทำให้หมดอารมณ์เสียมากกว่า”

             คนอะไรปากเสีย พูดกับเราให้นุ่มนวลกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ ยลญาดาต่อว่าในใจ ภายนอกเขาหน้านิ่งมาดสุขุมก็นึกว่าวาจาจะสำรวมกว่านี้เสียอีก

             “ก็คุณเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ฉัน จะไม่ให้กังวลได้ยังไงคะ”

             “ก็เสื้อผ้าคุณเปียกหมดเพราะเหล้าหกใส่นี่ครับ จะให้นอนทั้งแบบนั้นบนผ้าปูที่นอนของผมก็ใช่เรื่อง ครั้นจะให้นอนโซฟาก็ดูจะใจร้ายกับผู้หญิงเกินไป คุณไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่ได้แอบดูอะไรทั้งนั้น จริงๆ ก็ไม่เห็นต้องห่วง ตอนประกวดนางงามใส่ชุดว่ายน้ำเขาก็เห็นกันทั้งประเทศแล้ว”

             ร่างบางออกจะแปลกใจไม่น้อยที่เขารู้ว่าเธอเคยประกวดนางงาม ซึ่งนั่นก็ผ่านมานานหลายปีแล้วตั้งแต่สมัยที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีใหม่ๆ นี่เขาค้นประวัติเธอหรือรู้มาจากเพื่อนตัวดีกันแน่นะ? 

             “ดื่มนี่เถอะครับ ช่วยแก้อาการเมาค้าง” ผู้กองหนุ่มยื่นสมูทตี้เนื้อขาวเนียนส่งให้เธอ

             “อะไรคะ”

             “กล้วยหอม นมสด น้ำผึ้งปั่นรวมกันอยู่ในแก้วนี้ จะได้ช่วยสลายแอลกอฮอล์ในร่างกายคุณบ้าง” ชายหนุ่มอธิบาย ยลญาดามองส่วนผสมที่ถูกปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันด้วยสายตาชั่งใจ แต่ก็ยอมรับความหวังดีจากเขา เมื่อลองชิมรสก็พบว่ากินง่ายรสชาติไม่ประหลาดจนชวนขย้อน

             “แล้วเมื่อคืนคุณนอนไหนคะ” เธอถามอย่างไม่เต็มเสียงนัก เพราะความกระดากอายที่กองอยู่ในใจ เรื่องอะไรที่เธอต้องมาเมาหมดสภาพให้เขาเห็นด้วยล่ะเนี่ย แล้วยัยอัณณิการ์ตัวดีหายไปไหนถึงปล่อยให้เพื่อนมากับผู้ชายได้

             “ผมนอนโซฟาข้างนอกครับ” หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หญิงสาวภายใต้แสงสลัวแล้ว เขาก็หอบหมอนผ้าห่มไปล้มตัวนอนที่โซฟาในห้องนั่งเล่น แม้เตียงกว้างและยังมีที่ว่างมากพอสำหรับเขา แต่ครองภูมิถือว่าการให้เกียรติเพศตรงข้ามเป็นเรื่องสำคัญไม่ว่าเธอจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม “คุณย่าหยารอหน่อยล่ะกันนะครับ ผมเพิ่งซักเสื้อผ้าของคุณให้ เดี๋ยวก็คงแห้งแล้ว ไปนั่งที่โซฟาก่อนก็ได้ครับ”

             ร่างบางถือเครื่องดื่มแก้แฮงก์แล้วเดินตามร่างสูงที่นำไปยังโซฟาในห้องนั่งเล่น เยื้องกันนั้นเป็นโต๊ะรับประทานอาหารขนาดสี่ที่นั่ง ห้องของครองภูมิไม่เน้นการตกแต่งแต่เน้นการใช้งานที่จำเป็น จึงมีเพียงโซฟาเบดสีดำตั้งเคียงข้างกับชั้นวางหนังสือ ไม่มีทีวีหรือชุดโฮมเธียเตอร์ใดๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ห้องดูสะอาดสบายตา

             ยลญาดาที่ไล่สายตาสำรวจห้องของชายหนุ่มเงียบๆ บังเอิญวกกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าครองภูมิก็มองเธออยู่ก่อนนานแล้ว ให้ตายสิ ทำไมเขาถึงชอบมองเธอนัก มันปั่นป่วนนะไม่รู้หรือไง ยลญาดาหวนถึงสายตาของเขาที่เอาแต่ปรายมองเธอเมื่อคืนมันช่างหวั่นไหวเกินต้าน

             “เจ็บแผลไหมครับ” ครองภูมิถามหญิงสาวบนโซฟา ส่วนเขานั่งอยู่ที่เก้าอี้โต๊ะรับประทานอาหารซึ่งอยู่เยื้องกันเล็กน้อย

             “พอคุณถามก็รู้สึกแสบขึ้นมาเลย ยังไงก็ขอบคุณนะคะ”

             ครองภูมิพยักหน้ารับ นึกโล่งใจที่เธอหายระแวงในตัวเขาแล้ว แต่ก่อนที่ทั้งสองจะทันได้พูดคุยกันต่อ ประตูห้องก็มีเสียงเคาะเสียก่อน ร่างสูงลุกขึ้นไปเปิดในขณะที่หญิงสาวตั้งท่าจะลุกหลบด้วยกลัวเขาจะเสียหายหากเพื่อนร่วมงานทราบว่ามีผู้หญิงมานอนค้างด้วย ทว่ากลับเป็นคนส่งอาหารที่ครองภูมิมักใช้บริการเป็นประจำแทบทุกครั้งที่มานอนแฟลต เมื่อร่างสูงจ่ายเงินเรียบร้อยพร้อมปิดประตูห้อง ก็เดินเลยไปยังโซนครัวและเพียงครู่หนึ่งก็กลับออกมาพร้อมโจ๊กสองถ้วย

             “ทานอาหารเช้าแล้วค่อยไปก็ได้ครับ ถือว่าเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรอเสื้อผ้าแห้ง ผมสั่งมาเผื่อคุณอยู่แล้ว”

             “เอ่อ เกรงใจจังค่ะ” แม้ปากจะพูดออกไปเช่นนั้นแต่เรียวขางามกลับก้าวไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารแล้ว “ไว้มีโอกาสหยาขอเลี้ยงข้าวตอบแทนผู้กองบ้างนะคะ”

             “ด้วยความยินดีครับ” ครองภูมิต่อประโยคทันควันแทบจะไม่ถึงเสี้ยววินาทีที่หญิงสาวพูดจบ ทำเอาเธออดช้อนตามองอย่างช่วยไม่ได้ ครองภูมิกระแอมเสียงแก้เก้อเล็กน้อยก่อนเปลี่ยนไปเรื่องอื่น “แล้วแบบนี้แฟนคุณไม่ตามหาเหรอครับที่ไม่กลับบ้านกลับช่อง”

             “ใครคือแฟนฉัน อัณณ์พูดอะไรให้ผู้กองฟังอีกคะ”

             “หมวดอัณณ์ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังหรอกครับ ผมได้ยินจากคุณปาลิดาว่าคุณเป็นแฟนนายหลินเล่อคุณ”

             ยลญาดาเงียบไปครู่หนึ่ง เธอกลืนอาหารจนหมดคำแล้วจึงตอบคำถาม “ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รู้จักฉันดี แทบไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นคุณไม่ควรเก็บคำพูดเธอมาคิด เผลอๆ คำให้การของเธอก็อาจจะมีทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้าง”

             “คนไม่รู้จักกันจะวางท่าไม่ถูกกันขนาดนี้เลยเหรอครับ”

             ยลญาดาถอนหายใจแรงแสดงถึงความไม่สบอารมณ์ “ก็รายนั้นชอบทำนิสัยไม่ดีใส่ฉันก่อนนี่คะ ทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยทำอะไรให้เลย ครั้งแรกที่เจอกันลิด้าก็เบะปากหยันมองเหยียดใส่ฉัน แค่เพราะว่าฉันควงคู่ออกงานกับเฮียเล่อคุณ ทั้งๆ ที่ฉันอายุมากกว่าตั้งสองปีแต่ไม่เคยเคารพกันเลย ฉันไม่อยากลามปามถึงบุพการีหรอกนะคะ แต่นิสัยที่ผู้หญิงคนนั้นแสดงออกมาล้วนเป็นอิทธิพลจากมารดาทั้งสิ้น ลิด้าคงเป็นประเภทที่เกลียดใครก็พาลไปถึงคนรอบข้างของคนคนนั้นด้วยมั้งคะ”

             “ที่คุณจะสื่อก็คือเธอไม่ชอบพี่ชาย ก็เลยพาลไม่ชอบคนใกล้ตัวของพี่ชายด้วย อย่างนั้นสินะครับ?”

             “ใช่ค่ะ”

             “ครอบครัวคุณกับครอบครัวของหลินเวยซูรู้จักกันมานานแล้วเหรอครับ”

             “รู้นะคะว่าผู้กองกำลังหลอกถามอยู่” ริมฝีปากระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติยกยิ้มอย่างรู้ทัน “แต่ไม่เป็นไร ฉันจะพูดเท่าที่รู้ก็แล้วกันนะคะ เพราะเห็นแก่น้ำใจที่คุณแสดงต่อฉันครั้งนี้ ตอนที่ได้เจอหลินเล่อคุณครั้งแรกตอนนั้นฉันน่าจะอายุสักแปดขวบล่ะมั้งคะ เจอกันที่ไต้หวันซึ่งคุณพ่อพาไปเที่ยว ตอนนั้นตลอดทั้งสัปดาห์ก็เลยได้มีโอกาสรู้จักมักจี่กับเฮียเขาเป็นพิเศษ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันเพราะเฮียไปอยู่ต่างประเทศด้วย เพิ่งวนกลับมาเจอกันเมื่อช่วงที่ฉันรับดูแลกิจการต่อจากพี่ชายที่เสียชีวิต ซึ่งเฮียเล่อคุณเป็นทั้งลูกค้าและเป็นเพื่อนของเฮียคนที่สามของฉันอยู่แล้วค่ะ”

             “แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อของคุณกับหลินเวยซูก็ค่อนข้างเหนียวแน่นเลยใช่ไหมครับ” ครองภูมิถามพลางรินน้ำเปล่าแล้วเลื่อนไปตรงหน้าหญิงสาว พยายามชวนคุยอย่างเป็นกันเอง และจ้องตาอีกฝ่ายให้น้อยที่สุด ไม่อยากให้เธอรู้สึกเหมือนโดนสอบปากคำ

             “ฉันรู้แค่ว่าพวกเขารู้จักกันมานาน แต่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกันนะคะ ผู้ใหญ่ทั้งสองค่อนข้างสนิทกันถึงขั้นทาบทามฉันให้กับลูกชายคนโตของเขา ก็ไม่รู้ว่าคุณลุงมองเห็นอะไรในตัวฉันนะคะ ทั้งที่คุณลุงน่าจะดูออกว่าเราสองคนไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ทำนองหนุ่มสาวเลย”

             “เขามองไปถึงอนาคตมั้งครับ” ครองภูมิแสดงความเห็นเรียบๆ ไร้อาการทางสีหน้าให้เดาออก

             “ฉันให้ความร่วมมือตอบคำถามคุณแล้ว งั้นช่วยบอกหน่อยได้ไหมคะว่าตกลงการตายของคุณลุงไม่ใช่อุบัติเหตุจริงเหรอ”

             ครองภูมิวางช้อน พยักหน้ารับ “มันมีหลายจุดที่น่าสงสัยและไม่อาจสรุปได้ในตอนนี้ ว่าแต่ผมขอถามอีกคำถามหนึ่งสิครับ”

             “อะไรคะ”

             “ผมอยากรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเหนือภพกับครอบครัว เขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเข้ากับคนในบ้านไม่ได้ แม้แต่กับพ่อแท้ๆ ของตัวเอง” ครองภูมินึกย้อนไปถึงตอนที่ชายหนุ่มมาให้ปากคำแล้วเอ่ยถึงหลินเวยซูในทำนองว่าบิดาเลี้ยงเขาด้วยเงินมากกว่าความรักหรือคำสั่งสอน ครองภูมิอยากรู้ว่าหญิงสาวที่ถูกวางตัวให้เป็นคู่หมายของบุตรชายคนโตตระกูลหลินจะรู้ตื้นลึกหนาบางมากเพียงใด

             “คำว่าครอบครัวคือสิ่งที่อ่อนไหวที่สุดสำหรับเฮียคุณ เขาไม่เคยเอ่ยถึง ไม่ประสงค์พูดถึง ฉันเคยถามเขาครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ยังจำสีหน้าเขาวันนั้นได้ดี ซึ่งเหมือนจะโกรธฉันด้วยที่ถาม” ยลญาดานึกย้อนไปถึงวันวานซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำที่ยังค่อนข้างชัดเจนมาจนถึงปัจจุบัน เพราะทั้งความรู้สึกตลอดจนน้ำเสียงของเหนือภพในวันนั้นยังเป็นกลุ่มควันแห่งความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจยลญาดาเสมอมา

             “คุณถามเขาว่าอะไรเหรอครับ”

             “ฉันถามว่าแม่เขาอยู่ที่ไหน” สีหน้าของหญิงสาวหมองลง คำถามนั้นเกิดขึ้นในครั้งแรกที่เธอได้เจอเหนือภพ ซึ่งเธอเองก็ยังเด็กอยู่มาก เลยไม่หยั่งรู้ถึงความเป็นไปใดๆ ในครอบครัวหลิน ทราบเพียงว่าผู้หญิงที่ชื่อปภาเป็นแม่เลี้ยงของเขา เพราะผู้หญิงคนนั้นออกตัวกับยลญาดาตั้งแต่วันที่แนะนำสองครอบครัวให้รู้จักกันว่าหลินเล่อคุณไม่ใช่ลูกของเธอ

             “แล้วเขาตอบคุณว่ายังไงครับ”

             “เฮียคุณบอกว่าเขาไม่มีแม่ และพูดว่าตนคือคนที่ไม่เป็นที่ต้องการของใคร ความสัมพันธ์ของเฮียคุณกับลุงเวยซูมันเปราะบางมาก เย็นชาใส่กันจนน่ากลัว ฉันสัมผัสได้นะคะว่าคุณลุงก็พยายามหาทางเข้าหาเขาอยู่ แต่เฮียคุณไม่เปิดใจเลย...” ร่างบางดื่มน้ำตามเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความอิ่มในกระเพาะ ก่อนเอ่ยต่อ “...ไม่รู้สิคะ มันเป็นเพียงแค่การคาดเดาของฉัน เป็นการรับรู้จากมุมมองของฉัน ในใจของพี่คุณและคุณลุงฉันไม่รู้ว่าพวกเขาซ่อนความคับแค้นไว้แค่ไหน แต่ถึงแม้ความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกไม่ได้ดีเหมือนใครเขา แต่เฮียก็คงไม่เลวร้ายถึงขั้นฆ่าพ่อตัวเองหรอกค่ะ ผู้กองได้โปรดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนด้วยนะคะ คุณปภาและลิด้ากำลังปิดบังหรือไม่ก็มีแผนการอะไรอยู่แน่ๆ คุณห้ามจับผิดตัว ห้ามหาแพะรับบาปเด็ดขาดนะคะ”

             “คดีนี้จะไม่มีการจับแพะแน่นอน คุณย่าหยาสบายใจได้ครับ” การเปิดใจให้ความร่วมมือของยลญาดาในครั้งนี้นับเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนอย่างมาก ครองภูมิเห็นด้วยกับยลญาดาเรื่องสองแม่ลูก เห็นทีเขาต้องหาทางพูดคุยกับปภาภรรยาของผู้ตายให้ได้เสียแล้ว นับจากเจอกันที่ลานจอดรถบนห้างสรรพสินค้าวันนั้นครองภูมิก็ยังไม่มีโอกาสได้เจอปภาตัวเป็นๆ เลย


อย่าเพิ่งเบื่อกันนะ ทุกอย่างทุกตัวละครมันมีจุดเชื่อมโยงของมัน เปิดให้อ่านฟรีจนจบเรื่องนะ...เช่นเคยฝากกดถูกใจด้วยนะ ><
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว