facebook-icon

มาอ่านเถอะนะ ตั้งใจเขียนจริงจริ๊ง >//<

น้ำเมาเป็นเหตุ

ชื่อตอน : น้ำเมาเป็นเหตุ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ธ.ค. 2564 19:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
น้ำเมาเป็นเหตุ
แบบอักษร

๑๕ 

น้ำเมาเป็นเหตุ 

             ตลอดทั้งบ่ายมานี้ อัณณิการ์นั่งถอนหายใจเป็นว่าเล่น เอาแต่วนดูคลิปในกล้องวงจรปิดซึ่งได้มาจากบริษัทอัมมรานธ์เมื่อหลายวันก่อน แม้นหล่อนจะวนดูซ้ำๆ เช่นนั้นหากแต่ก็ไม่มีเบาะแสใดๆ พุ่งวาบเข้ามาในสมองเลย คงเพราะมีเพียงกายหยาบที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตอนนี้ ส่วนวิญญาณนั้นล่องลอยจนเกือบไปถึงภพหน้าแล้วกระมัง ผู้หมวดสาวถอนหายใจพรืดพลางทิ้งแผ่นหลังเอนลงกับเบาะเต็มแรง ในขณะที่มือข้างหนึ่งเอื้อมหยิบช็อกโกแลตบนโต๊ะมากินหวังบรรเทาความเครียด 

             พลั่ก!  

             “โว้ย! ไอ้นัยอะไรของแกเนี่ย” ช็อกโกแลตลูกกลมร่วงหล่นลงพื้นทั้งที่เกือบจะสัมผัสริมฝีปากอยู่แล้ว อัณณิการ์หันขวับมองลูกน้องที่ตั้งใจไถลเก้าอี้ล้อเลื่อนมาชนเธอ  

             “ซิสคนสวย คืนนี้วันศุกร์ไปเที่ยวกันไหม” สิบตำรวจเอกถิรนัยใช้เสียงในระดับกระซิบ ซึ่งร้อยตำรวจเอกครองภูมิที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกลก็ได้ยินอย่างชัดเจน เพียงแค่ไม่สนใจเท่านั้นเอง  

             อัณณิการ์ฉวยโทรศัพท์เครื่องบาง กดปุ่มแสดงภาพพักหน้าจอแล้วยื่นจ่อตรงหน้าถิรนัย “ดู! เผื่อแกจะลืมว่าฉันมีดักแด้น้อยที่ต้องคอยฟูมฟัก ไปทงไปเที่ยวบ้าบออะไรล่ะ” 

             “ก็เอาแต่นั่งหน้าเครียดแบบนี้สภาพจิตใจก็ย่ำแย่กันพอดี พอกลับบ้านก็ต้องเลี้ยงลูกอีก น่านะไปดูผู้ชายเต้นกัน” ถิรนัยผู้มีเลือด LGBTQ ไหลเวียนในร่างกายยังคงพยายามออดอ้อน แต่ผู้ที่เขาเรียกว่าซิสก็ยืนยันเจตนารมย์เดิม 

             “ฉันไม่มีอารมณ์ไปไหนทั้งนั้น คดีพวกนี้มันกวนใจเป็นบ้าเลย คุณปภาก็ไม่อยู่ให้ซักไซ้อีก” ตั้งแต่เหนือภพสวมแหวนประกาศจองเธออย่างกล้าหาญชาญชัย อัณณิการ์ก็เอาแต่นอนฝันหวานชุ่มฉ่ำหัวใจทั้งคืน พร้อมกับความปรารถนาที่พลุ่งพล่านจนล้นอกนั่นคือต้องการให้คดีของหลินเวยซูสิ้นสุดโดยเร็ว ทว่าในความเป็นจริงมันไม่ง่ายเลย พอๆ กับการที่เธอเก็บงำความสัมพันธ์ของเหนือภพไว้เป็นความลับ  

             อัณณิการ์ยังไม่พร้อมให้เขารู้ว่าเธอกับยลญาดาเป็นเพื่อนกัน ใจคิดมโนไปร้อยแปดกลัวว่าเขาจะเค้นถามจากยลญาดาว่าเธอท้องกับใคร ที่สำคัญไปกว่านั้นอัณณิการ์กลัวเพื่อนเสียใจที่เธอมีสัมพันธ์กับว่าที่สามีในอนาคต กระนั้นตอนนี้ทุกอย่างมันก็ถลำลึกไปหมดแล้ว อัณณิการ์ยอมรับแหวนวงนั้นทั้งยังใส่ติดนิ้วจนถึงตอนนี้ ใจเธอก็เอนเอียงไปที่เขาเกือบค่อนดวงแล้ว 

             สักวันฉันจะบอกแกนะย่าหยา  

             “ตอนนี้เหมือนเราเจอทางตันที่ไม่ตัน” ถิรนัยเท้าคางว่า อัณณิการ์จึงได้สติหลังจากจมหายในภวังค์ความคิด  

             “หมายความว่าไง ช่วยพูดอะไรที่เข้าใจง่ายที ตอนนี้สมองเหลืออยู่ 2%” 

             “คือผมคิดว่ามันมีตื้นลึกหนาบางมากกว่านั้น และตอนนี้เหมือนเรากำลังงมหาเศษเหรียญในบึงที่มีแต่โคลนขุ่นคลั่ก เราไปต่อไม่ได้ ไม่รู้จะไปทิศทางไหน หากว่าอุบัติเหตุนั้นเป็นการจัดฉากจริงก็ต้องยอมรับว่าทำได้ดี จัดการกล้องวงจรปิดที่เป็นอุปสรรคได้หมด” 

             “จริงสิ!” อัณณิการ์ดีดตัวนั่งตรงหันขวับไปทางถิรนัยเมื่อนึกบางอย่างได้ “กล้องบนถนนจับภาพของมิสเตอร์หลินตอนขับออกมาจากบริษัทได้ถึงตรงไหนนะ” 

             “ตอนนั้นเช็กดูจากกล้องหลายๆ ตัว พบว่าระยะทางอยู่ที่ประมาณสองกิโลเมตรก่อนที่รถของผู้ตายจะหักเลี้ยวสู่ถนนสายอื่น” ถิรนัยให้คำตอบจากที่เขาเคยตรวจสอบกับฝ่ายจราจร 

             “ไม่ใช่ถนนเส้นที่เกิดอุบัติเหตุใช่ไหม” อัณณิการ์ถามย้ำเพื่อพิจารณาสิ่งที่กำลังคิดอยู่ในใจ แม้ว่าเคยถกเถียงและแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้มาแล้วรอบหนึ่งในการประชุมทีม แต่ตอนนั้นเธอยังไม่เอะใจ  

             “ไม่ใช่เส้นนั้น” 

             คำตอบจากถิรนัยสร้างความรู้สึกหนักอึ้งในอกราวกับถูกลูกตุ้มหล่นทับกลางใจอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอเพิ่งมานึกได้เดี๋ยวนี้เองว่าจุดที่หลินเวยซูเสียชีวิตเป็นถนนที่มุ่งสู่บ้านของเหนือภพ อีกแล้วสินะที่ประเด็นมันหนีไม่พ้นเขาสักที ตกลงว่าเขาจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกันแน่ 

             “ถ้าเรารู้ว่าวันนั้นมิสเตอร์หลินไปพบใคร ใครที่เขาเจอเป็นคนสุดท้ายเราอาจจะได้คำตอบมากกว่านี้” ถิรนัยเอ่ยต่อ “ส่วนเส้นทางการเงินเท่าที่ตรวจสอบได้ก็ดูไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ได้โอนเงินหรือหุ้นให้ใครที่น่าสงสัย เขามีกิจการเยอะทั้งโรงแรมที่ไต้หวัน มาเก๊า ลาสเวกัส และที่ไทย ไหนจะธุรกิจอสังหาฯ อีก ดูทรงพลังแล้วพันธมิตรก็คงเยอะพอๆ กับศัตรู”  

             “งั้นเราก็ต้องสืบลึกอีกหน่อยว่าใครที่ได้ผลประโยชน์จากการตายของหลินเวยซู” ผู้กองครองภูมิที่นั่งทำงานเงียบๆ แทรกเสียงขึ้นบ้าง  

             “แล้วเรื่องพินัยกรรมที่ผู้กองกำลังตามอยู่ล่ะคะ” ผู้หมวดอัณณิการ์ถาม 

             ครองภูมิถอนหายใจที่ชวนให้ทั้งทีมรู้สึกหมดสิ้นความหวัง “ผมติดต่อทนายประจำตระกูลได้แล้ว แต่เขาบอกว่าให้รอก่อนเพราะกำลังอยู่ระหว่างพักผ่อนล่องเรือสำราญ ตอนนี้อยู่ที่หมู่เกาะบาฮามาส” 

             อัณณิการ์และถิรนัยถอนหายใจทิ้งเสียงดังพร้อมกัน ร่างบางเอนไถลตัวกับเก้าอี้ราวกับวิญญาณกำลังจะลอยออกจากร่าง “ให้มันได้อย่างงี้สิ งั้นแปลว่าเบาะแสที่ดูมีหวังมากที่สุดตอนนี้ก็คือคุณปภาใช่ไหม” 

             “ใช่ แต่ไม่รู้ว่าเขากลับมาหรือยัง” ครองภูมิตอบ 

             “ยังไม่กลับค่ะ เห็นว่าเปลี่ยนกำหนดการอยู่อเมริกาต่ออย่างไม่มีกำหนด” ที่อัณณิการ์รู้เพราะเหนือภพส่งข้อความบอกเธอเมื่อเช้า ถึงแม้เขาไม่ยอมเอ่ยถึงมารดาผู้ให้กำเนิด แต่อย่างน้อยก็มีประโยชน์ในเรื่องของปภา  

             “เหมือนทุกคนกำลังดึงเชิง ยื้อเวลาให้การสืบสวนที่ควรจะง่ายกลับยาก”  

             “ผู้กองหมายถึงใครคะ” 

             “ใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้” และดูเหมือนว่าคนที่ครองภูมิหมายหัวขึ้นบัญชีคือคนรอบข้างของมิสเตอร์หลินทั้งสิ้น  

             “วกกลับมาที่เรื่องคืนนี้ต่อ ตกลงไม่ไปบาร์โฮสด้วยกันจริงเหรอ” ถิรนัยกลับมาโน้มน้าวผู้หมวดเมื่อเห็นว่าเสียงพูดคุยเรื่องงานเงียบหายไปหลายนาทีแล้ว 

             “บาร์โฮสไม่ใช่สไตล์” อัณณิการ์ดึงผ้าผูกผมสีดำออก ปล่อยเรือนผมสยายยาวเมื่อรู้สึกถึงความตึงเครียดที่กองกระจุกอยู่บนศีรษะ  

             “ก็ลองไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือที่ที่ไม่ใช่สไตล์ดูบ้างเผื่อจะได้พัฒนาศักยภาพของอีคิว” 

             “นี่แกหลอกด่าฉันเหรอ” คนที่กำลังทำท่าเกล้าผมหันมองขวับทันที  

             “เปล่า ไม่ได้ด่า ใครจะกล้าด่าผู้หมวดคนดี” ใบหน้าของคนโกหกอมยิ้มปฏิเสธ “นี่เราก็ไม่ได้นั่งดริ๊งกันนานมากแล้วนะ” 

             “ก็ถ้าเป็นเลานจ์หรือร้านเหล้าที่ดื่มจนเมาแอ๋ก็ว่าไปอย่าง สถานที่ที่แกเสนอมามันไม่ถูกจริตกับฉันนี่นา” 

             “งั้นร้านเหล้าก็ได้” ถิรนัยยอมเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อเอาใจผู้หมวด 

             มันจะไปให้ได้เลยสินะ...อัณณิการ์ส่ายหน้าอ่อนอกอ่อนใจ เหลือบไปทางผู้กองที่กำลังเอนหลังพิงท้ายทอยกับพนักเบาะ พร้อมปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งลง พลันรอยยิ้มมีเล่ห์ของผู้หมวดก็ระบายทางสีหน้า “ถ้าผู้กองไป ฉันก็ไป” 

             ถิรนัยไถลเก้าอี้กลับไปยังโต๊ะของตัวเองอย่างหมดหวัง เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางได้รับการตอบรับจากผู้กองแน่ แต่ทว่ากลับผิดคลาดจนเรียกเสียงฮือฮาและดวงตาเบิกกว้างอย่างน่าขันทั้งจากผู้หมวดและผู้หมู่ 

             “ถ้าเพื่อนคุณที่ชื่อย่าหยาไป ผมจะไป” ครองภูมิทำราวกับไม่จริงจังในประโยคนั้น ขณะพูดพลางสายตาก็จ้องหน้าจอแล็ปท็อปไปด้วย อัณณิการ์ประหลาดใจไม่น้อยว่าทำไมต้องย่าหยา 

             “ผู้กองชอบย่าหยาเหรอ” อัณณิการ์ตัดสินใจโพล่งถาม ครองภูมิไม่ตอบในทันที ร่างสูงลุกขึ้นยืนหยิบแฟ้มคดีเก่าๆ แล้วทำท่าเดินออกไป ก่อนตอบเสียงอ้อมแอ้มในขณะกำลังจะพ้นจากประตูห้อง  

             “ก็คงงั้น” 

             คล้อยหลังผู้กองมาดขรึม คนที่ได้ยินคำตอบชัดเจนทุกถ้อยคำก็เบิกตาโตร้องกรี๊ดกร๊าด อัณณิการ์ให้ถิรนัยเลือกร้านและจองโต๊ะสำหรับคืนนี้ไว้เลย ส่วนเธอกดโทร.หายลญาดาในขณะนั้น คนถูกชวนตอบตกลงทันทีเพียงแค่บอกว่ามีถิรนัยและเธอที่ร่วมวงเหล้า ยลญาดารู้จักถิรนัยผ่านอัณณิการ์ เพราะช่วงนอกเวลางานในบางครั้งอัณณิการ์มักไปไหนมาไหนกับถิรนัย ยลญาดาก็เลยพลอยสนิทไปด้วย 

             หลังเลิกงานวันนี้อัณณิการ์จึงกลับบ้านเร็วกว่าปกติเพื่อใช้เวลากับลูกๆ อยู่เล่นเป็นเพื่อน ป้อนข้าวอาบน้ำ แต่ไม่ทันได้ส่งเข้านอน เพราะสองทุ่มเป็นเวลานัดหมายปาร์ตี้พอดี อัณณิการ์ในชุดกางเกงยีนส์เดฟสีขาวและสียืดสีเดียวกันทำท่าพรวดพราดออกจากบ้าน แสร้งทำหน้ารีบร้อนกับป้าเดือนเด่นว่ามีงานด่วน ซึ่งป้าไม่ทันได้ฝากฝังคำใดอัณณิการ์ก็พุ่งตัวออกไปจากบ้านเดี่ยวสองชั้นแล้ว โดยมีราชรถมาเกยถึงที่ นั่นคือผู้กองครองภูมิที่อาสามารับเนื่องจากรถของอัณณิการ์ยังไม่ออกจากอู่ และอีกหนึ่งเหตุผลที่เขาเสนอตัวไปรับไปส่งเพราะครองภูมิเคยรู้ฤทธิ์เดชของลูกน้องตอนเมาแล้ว ถึงแม้ชั่วโมงทำงานเธอสวมมาดเป็นหญิงแกร่ง หากแต่เมื่อถอดคราบเครื่องแบบเธอก็คือผู้หญิงคนหนึ่ง 

             บรรยากาศร้านเหล้าที่ถิรนัยเลือกถือว่าดูดีไม่น้อย ครึกครื้นและมากล้นไปด้วยมนุษย์ผู้รักคืนวันศุกร์ ถิรนัยมาถึงก่อนเป็นคนแรกพร้อมจัดการสั่งเครื่องดื่มและกับแกล้มเรียบร้อย จากนั้นก็ตามมาด้วยครองภูมิและอัณณิการ์ ส่วนยลญาดาเพิ่งเข้ามาร่วมวงหลังเลยเวลานัดไปยี่สิบนาที  

             ร่างอรชรในชุดเดรสสีเบอร์กันดีเปลือยไหล่ข้างหนึ่งยอบนั่งชิดอัณณิการ์ เค้าหน้างุนงงพุ่งไปทางครองภูมิ “ไม่ยักรู้ว่าเจ้านายแกก็มาด้วย นี่กะนัดมามอมเหล้าแล้วหลอกถามข้อมูลตระกูลหลินหรือเปล่า”  

             “ไม่ใช่อย่างนั้น อย่าคิดมากน่า นี่นอกเหนือเวลางานใครเขาคุยเรื่องเครียดๆ กัน...” อัณณิการ์บอกปัดพร้อมยื่นแก้วเหล้าที่ถิรนัยผสมแล้วส่งให้ยลญาดา ร่างบางยังคงปรายมองครองภูมิอย่างไม่ไว้ใจ ในประกายตาคู่นั้นผู้กองหนุ่มเห็นถึงความเคืองใจที่เธอมีต่อเขา คงยังไม่หายโกรธเรื่องที่ลานจอดรถบนห้างสินะ “...คือเรื่องของเรื่องน่ะผู้กองภูมิเขาอยากรู้จักแก” 

             “หมวด” ครองภูมิกระแอมเสียงเตือนเมื่อสังหรณ์ใจว่าสาวเจ้าจะพูดอะไรที่ไม่เข้าท่า  

             “ก็รู้จักไปแล้วนี่” ยลญาดาว่า 

             “ไม่ใช่อยากรู้จักแบบนั้น อยากรู้จักแบบ...” อัณณิการ์ยังคงจ้อต่อ ประกายตาแพรวพราวมีเล่ห์ ยลญาดามองไม่ออกว่าเพื่อนกำลังเมาหรือเพราะอะไรกันแน่  

             “หมวดอัณณ์” ครองภูมิขัดอัณณิการ์เสียงต่ำ ผู้หมวดจึงเบือนกลับไปทางเขาอย่างไม่เข้าใจ  

             “อะไรคะผู้กอง นี่อัณณ์กำลังทำหน้าที่แม่สื่อให้ไง” คนหวังดีกระซิบกระซาบ 

             “คุณน่ะอยู่เฉยๆ ไปเลย” 

             อัณณิการ์ทำเสียงชิชะแต่ก็ยอมทำตามคำสั่ง ทว่าเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นคนหวังดีที่เริ่มกรึ่มๆ ด้วยฤทธิ์เมรัยก็หาเรื่องชงเพื่อนให้กับผู้กองสุดหล่อที่เอาแต่นั่งดื่มเงียบๆ อัณณิการ์ไม่เข้าใจว่าเขาอยากให้ชวนยลญาดามาทำไมในเมื่อไม่คุยด้วยสักคำ  

             “นี่ย่าหยาช่วงนี้แกโสดๆ เหงาๆ รับผู้กองของฉันไปคุยเล่นด้วยสักคนไหม” 

             ป้าบ! 

             “โอ๊ย! ผู้กองมาทำตีอัณณ์ทำไม” อัณณิการ์เบะหน้าหันไปเอาเรื่องครองภูมิที่เพิ่งฟาดฝ่ามือใส่แผ่นหลังเธอ ซึ่งผู้ชายมาดนิ่งก็ช่างปฏิเสธได้หน้าตายไร้พิรุธ 

             “ผมตบยุงให้” 

             มืดขนาดนี้จะเห็นยุงได้ยังไง อัณณิการ์หรี่ตามองครองภูมิที่ซ่อนพิรุธได้แนบเนียน ส่วนถิรนัยขำก๊ากและเอ่ยขึ้นว่า 

             “คือซิสผู้กองเขาต้องการจะสื่อว่าไม่ต้องสอสระเอือก” 

             “มีอะไรกัน ทำไมถึงทำตัวมีลับลมคมใน” ยลญาดามองตำรวจทั้งสามนายด้วยสีหน้าที่ค่อนไปทางไม่พอใจ อัณณิการ์ก็ทำท่ากระซิบกระซาบกับผู้กองที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ไหนจะถิรนัยที่แววตาพราวเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ มันดูออกไม่ยากเลยว่าท่าทีของพวกเขาที่เป็นอยู่ตอนนี้ต้องเกี่ยวกับเธอที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แน่ 

             “ไม่มีอะไรหรอกครับคุณย่าหยา” ครองภูมิตอบพร้อมกับยิ้มให้ยลญาดา “ผมแค่อยากตามลูกน้องมาดื่มด้วยเท่านั้นเอง ก็ไม่คิดว่าคุณจะมาด้วย หวังว่าคงไม่ทำให้อึดอัดเกินไปนะครับ” 

             อัณณิการ์และถิรนัยมองสบกันตาโตอย่างไม่น่าเชื่อกับความโกหกหน้าตายของผู้กอง ถิรนัยโน้มตัวกระซิบกับผู้หมวดที่ก็ยื่นหน้ามาฟังเช่นกัน โดยมีครองภูมินั่งคั่นหัวโด่ได้ยินชัดทุกคำ “ใครจะไปรู้ เห็นมาดนิ่งๆ นัยน์ตามั่นคงแบบนั้นจะโกหกแนบเนียนไร้พิรุธขนาดนี้” 

             “จริง! ประมาทผู้กองไม่ได้ซะแล้ว” 

             ครองภูมิเขม่นมองลูกน้องทั้งสองนายที่พอเหล้ากระแทกปากเข้าหน่อยก็ห้าวไม่เกรงใจเขา แต่ร่างสูงไม่ทันได้เอ่ยอะไรกับคนที่โน้มหน้านินทา เสียงของยลญาดาและรอยยิ้มบนกลีบปากก็เรียกความสนใจจากเขาเสียก่อน 

             “ถ้าไม่เอาเรื่องงานมาพูดก็ไม่อึดอัดหรอกค่ะ” 

             “ไม่พูดถึงหรอกครับ เวลายี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ได้มีแค่เรื่องงานอย่างเดียว คุณย่าหยาเชิญตามสบายนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ” ครองภูมิว่าพลางปรายมองลูกน้องสองแสบที่เท้าคางทำตาเยิ้มแซวเขา “เหมือนอย่างที่สองคนนี้ไม่เกรงใจผมแล้ว” 

             ยลญาดายิ้มขำก่อนสะกิดให้ทุกคนชนแก้ว จากนั้นนักธุรกิจสาวก็กวักเรียกพนักงานเพื่อสั่งกับแกล้มเพิ่ม และเติมเหล้าให้ตัวเองอีกแก้ว ครองภูมิแอบสังเกตว่าเธอก็ดื่มเก่งไม่แพ้อัณณิการ์ เวลาล่วงเลยไปโดยที่ถิรนัยมักนั่งไม่ติดเก้าอี้เดินไปคุยกับคนนั้นคนนี้ตลอด ส่วนสองสาวมักจ้อกันมากกว่าตามประสาผู้หญิง ครองภูมิไม่ได้พูดอะไรกับยลญาดามากนัก หากแต่สายตาคมไม่เคยห่างจากหล่อนเลย ใบหน้าเรียวได้รูปดูสวยหวานจับใจ ดวงตาและรอยยิ้มมีเสน่ห์ชวนมอง มงกุฎที่เคยได้มาจากเวทีนางงามถือว่าไม่ค้านสายตาเลยสักนิด  

             ยลญาดาเองก็ใช่จะไม่รู้ตัวว่าถูกเขาจ้องมอง และยามใดที่เผลอผสานสายตาด้วยมันราวกับมีกระแสไฟวิ่งผ่านเปรี๊ยะปร๊ะ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มดูสุขุมเรียบนิ่ง หากแต่เหมือนมีพลังบางอย่างที่คล้ายส่งกระแสให้หญิงสาวรับรู้ถึงความรู้สึกในดวงตาที่ไม่ได้นิ่งสนิทอย่างที่เห็น เขาเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ทางเพศรุนแรง หญิงใดไม่หวั่นไหวกับสายตาคู่นั้นจิตใจคงถูกห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็กกล้า แม้ทั้งสองไม่ได้สนทนากันมากนัก แต่เหมือนภายในใจได้สื่อสารกันเป็นร้อยเป็นพันประโยคแล้ว 

             ผ่านไปกว่าสามชั่วโมงฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มซึมซ่านทั่วร่างกาย ทั้งอัณณิการ์และยลญาดาต่างเริ่มครองสติไม่อยู่ ในขณะที่ครองภูมิไม่ได้ดื่มมากนัก และยามใดที่สายตาไม่ได้จับอยู่ที่ใบหน้างามของยลญาดาก็มักจมอยู่ในกระแสความคิดที่เกี่ยวพันกันยุ่งเหยิง 

             “พอเมาแล้วหมวดอัณณ์รั่วชะมัด” ถิรนัยที่เพิ่งกลับมาหลังจากหายไปชนแก้วกับหนุ่มโต๊ะอื่นพักใหญ่ กระซิบคุยกับครองภูมิพลางสายตาก็แลไปทางผู้หมวดอัณณิการ์ที่กำลังหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับเพื่อนสาว สลับกับตะโกนร้องเพลง  

             “ปกติก็รั่วอยู่แล้ว” ครองภูมิว่า 

             “ว๊าย!” สองสาวร้องพร้อมกันอย่างตกใจ เพราะอัณณิการ์ที่มืออยู่ไม่นิ่งพลั้งทำแก้วเหล้าหกใส่ยลญาดา 

             “ฮือ ชุดนี้เพิ่งซื้อนะ” หญิงสาวที่เมาได้ที่เบะปากทำท่าจะร้องไห้ 

             “แค่ทำหกใส่ ไม่ได้จุดไฟเผาซะหน่อย” คนทำผิดยังไม่สำนึก อัณณิการ์เพียงแค่เอามือปัดๆ ชุดสวยของยลญาดาสองสามทีแล้วก็กระดกน้ำสีอำพันต่อ  

             “ไปล้างตัวดีกว่า”  

             “โอเค! โชคดีนะ” แทนที่จะขอโทษแต่คุณแม่ลูกสองกลับโบกมือยิ้มอวยพรในขณะที่ยลญาดาลุกโซเซตรงไปทางห้องน้ำหญิง สายตาคมของผู้กองหนุ่มมองตามอย่างเป็นห่วง และตัดสลับมาทางลูกน้องทั้งสองที่ไม่มีท่าทีจะตามไป หรือเพราะจงใจเปิดโอกาสให้เขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งครองภูมิไม่มัวลังเลให้เสียเวลา ด้วยนึกห่วงคนตัวเล็กที่สภาพเมามายแถมยังอยู่ในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยอีก ดังนั้นเขาจึงลุกตามหลังเธอไปเงียบๆ  

             ถิรนัยยิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อผู้กองรู้งานดีไม่ต้องสอน เขาเองไม่ใช่ไม่ห่วงยลญาดา แต่เพราะเชื่อมั่นในความเป็นสุภาพบุรุษของผู้บังคับบัญชาจึงเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกัน “ซิส ผู้กองเขาตามไปดูแลย่าหยาแล้วล่ะ” 

             “เหรอ” คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวตอบเพียงสั้นๆ จากนั้นก็ตะโกนแหกปากร้องเพลง ก่อนชะงักกึกกลางคันเมื่อโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะกะพริบสว่างวาบเพราะมีสายเรียกเข้า อัณณิการ์เพ่งดวงตาที่หยาดเยิ้มมองและเมื่อเห็นว่าไม่ใช่รูปใบหน้าของป้าเดือนเด่นก็กดรับสายทันที “อ้าว วิดีโอคอลหรอกเหรอ หน้าใครวะเนี่ย” 

             “นี่คุณอยู่ไหน” ปลายสายหน้านิ่วคิ้วขมวดเพ่งมองบรรยากาศจากภาพหน้าจอที่เห็น ดวงตาหยาดเยิ้มบวกกับแก้มแดงปลั่งชักเริ่มทำเหนือภพอยู่ไม่สุข “คุณเมาเหรอ” 

             “เปล๊าๆ ไม่เมา” อัณณิการ์ส่ายหน้าระรัวพลางยิ้มหวานจนแทบจะฉีกถึงหู ก่อนหลบออกจากกล้องเบือนหน้าไปทางถิรนัยพลางเอานิ้วชี้ทาบริมฝีปาก “ชู่ว แกเงียบนะ ขอคุยกับผัวแป๊บ” 

             “มันจะเงียบได้ไงวะ ดูรอบตัวสิเนี่ย ว่าแต่ซิสมีผัวด้วยเหรอ เขาคือใครอะ” 

             อัณณิการ์ไม่สนใจตอบคำถามของถิรนัย เธอโผล่หน้ากลับเข้ามาในกล้องพร้อมแพนมั่วๆ ให้อีกฝ่ายเห็นบรรยายกาศสุดคึกคัก ยิ่งดึกดนตรียิ่งมันส์ ผู้คนเริ่มเมาก็เต้นกันอย่างสนุกสนาน ทว่าเหนือภพกลับรู้สึกร้อนรุ่มในอกเสียมากกว่า  

             “คุณอยู่ที่ไหน” หากอัณณิการ์อยู่ในสภาพสติสตังสมบูรณ์คงได้เห็นว่านัยน์ตานั้นกร้าวกระด้างแค่ไหน ทั้งน้ำเสียงก็กดต่ำพรั่นพรึง  

             “อยู่ที่ไหนนะ? ร้านอะไรนะนัย” อัณณิการ์เหลียวไปถามถิรนัย เมื่อได้คำตอบก็กลับมาตอบคนปลายสาย ถิรนัยที่สงสัยว่าสามีของผู้หมวดคือใครก็ทำท่าชะโงกหน้ามองจอ แต่ไม่ทันได้เห็นแม้แต่เส้นผมเพราะอัณณิการ์เบี่ยงหลบเร็วไว 

             “คุณไปกับใคร” 

             “มากับเพื่อนตำรวจนี่แหละ ง่วงแล้วอะ อยากกลับไปนอน” คนเมาให้คำตอบพลางเท้าคางทำตาปริบๆ ใส่กล้อง  

             “งั้นคุณออกมารอข้างนอก เดี๋ยวผมจะรีบไปรับ ไม่เกินสิบนาที” อีกฝั่งกดวางสายทันทีที่พูดจบ อัณณิการ์ปล่อยโทรศัพท์นอนแอ้งแม้งบนโต๊ะเช่นเดียวกับผู้เป็นเจ้าของที่ฟุบนอนหนุนแขนตัวเอง  

             “นี่ซิสจะกลับแล้วเหรอ” ถิรนัยสะกิดถาม ด้วยความที่เมื่อครู่พยายามเงี่ยหูฟังหลังจากที่ผู้หมวดไม่ยอมให้เห็นหน้าสามี 

             “อือ ไม่ไหวแล้วอะ ฝากบอกผู้กองด้วยล่ะกัน” อัณณิการ์หาวหวอดพลางชันตัวนั่งตรง แม้ปากบอกไม่ไหวแต่กลับคว้าน้ำสีอำพันมาดื่มต่ออีกแก้วแล้วก็อีกแก้ว ถิรนัยได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจกับความย้อนแย้งในประโยค  

             ขณะนั้นครองภูมิประคองร่างยลญาดากลับมาที่โต๊ะพอดี เธอยังไม่หมดสติเพียงแค่ทรงตัวลำบาก แขนข้างหนึ่งงออยู่ในระดับหน้าท้องโดยมีมือของผู้กองหนุ่มช่วยจับไว้เพราะเธอได้รับบาดเจ็บ  

             “คุณย่าหยาหกล้ม ฉันจะพาเธอไปส่งที่บ้าน” ครองภูมิเอ่ยพลางยื่นบัตรเครดิตให้ชายหนุ่มอีกคนที่สติยังสมบูรณ์กว่าสองสาว “นัยฝากดูแลหมวดและพาไปส่งให้ถึงที่ด้วย” 

             ร่างสูงฝากฝังหน้าเครียด หยิบกระเป๋าของยลญาดาที่วางไว้ใต้โต๊ะแล้วประคองออกไปจากร้านทันที ถิรนัยจึงไม่ทันได้บอกว่าผู้หมวดอัณณิการ์มีคนมารับแล้ว แถมยังเป็นสามีอีกต่างหาก และหลังจากครองภูมิกลับไปได้เพียงครู่เดียว โทรศัพท์ของอัณณิการ์ก็มีสายเรียกเข้า 

             “ถึงแล้วเหรอ” อัณณิการ์ยกโทรศัพท์แนบหูกลอกเสียงตอบอ้อแอ้  

             “อยู่หน้าร้านแล้ว จำรถผมได้ใช่ไหม จอดรออยู่แล้วด้านนอก”    

             “รอแป๊บ กำลังไป” อัณณิการ์กดวางสาย ลุกขึ้นยืนแล้วฉวยกระเป๋าของตัวเองที่วางอยู่มาด้วย พลางโบกมือหย็อยๆ ให้ถิรนัย แต่ร่างสูงลุกขึ้นตามแล้วจูงมือพาเธอส่งที่หน้าร้านด้วยกลัวว่าจะเดินเซแล้วสร้างความเดือดร้อนให้ใครเข้า แทนที่จะได้กลับไปนอนดีๆ เดี๋ยวได้มีเรื่องมีราวจนสร่างเมา  

             ถิรนัยส่งอัณณิการ์เพียงหน้าประตูทางเข้าร้านและปล่อยให้เธอเดินออกไปเองเพราะตนยังไม่ได้เคลียร์ค่าใช้จ่าย อีกทั้งการ์ดหน้าประตูก็จ้องเขม็งมองอยู่ ถิรนัยหวังใจจะได้เห็นหน้าสามีของผู้หมวด ทว่าก็ต้องผิดหวังเมื่ออีกฝ่ายลดกระจกรถเพียงเล็กน้อยไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำในขณะกวักมือเรียกอัณณิการ์ บวกกับแสงไฟริมทางที่ความสว่างไม่เพียงพอจึงมองไม่เห็นอะไรเลย ถิรนัยฝากสายตามองตามกระทั่งเจ้านายสาวพาร่างเมาๆ เข้าไปนั่งในรถแล้ว เมื่อนั้นเขาจึงถอนหายใจโล่งอกแล้วกลับเข้าไปจัดการค่าใช้จ่ายโดยใช้บัตรเครดิตของครองภูมิ 

             ภายในรถหรูสัญชาติอิตาลี เหนือภพยังไม่ออกตัวไปไหน สายตาคมปลาบแกมดุมองหญิงสาวที่เอนศีรษะพิงกระจก ฝ่ามืออุ่นจึงประคองใบหน้านวลกลับมาพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้ ความถึงเนื้อถึงตัวที่เกิดขึ้นขณะนี้ทำเลือดเนื้อในกายชายหนุ่มสูบฉีดหนักหน่วงจนเผลอกลืนน้ำลาย ริมฝีปากบางที่เผยอเล็กน้อยดูช่างน่าประทับจูบเสียจริง  

             “จะทำอะไรฉัน” อัณณิการ์ลืมตา เห็นใบหน้าคมสันที่อยู่ห่างเพียงไม่กี่นิ้ว มือเล็กต่อต้านดันเขาออกห่าง ซึ่งเหนือภพก็ยอมถอยอย่างว่าง่าย ไม่อยากชวนทะเลาะตอนนี้แม้จะโมโหที่หล่อนทำตัวเมามาย แถมมาโดยไม่บอกไม่กล่าวเขาอีก          

             “ทำไมถึงเมาได้ขนาดนี้” 

             “กินเหล้าก็ต้องให้เมาสิ ไม่งั้นจะกินให้เสียของทำไม” เธอตอบเสียงอ้อแอ้ คอพับคออ่อนแล้วปิดเปลือกตาลง  

             หากเหนือภพพาเธอกลับบ้านในสภาพนี้คงไม่ดีแน่ อีกอย่างเขายังไม่เคยเจอคุณป้าของอัณณิการ์เลย เกิดทะเล่อทะล่าพรวดพราดไปเจอกันครั้งแรกในสถานการณ์เช่นนี้มีหวังคะแนนเขาคงตกต่ำ ความประทับใจแรกเจออาจถูกหักจนเกือบติดลบ  

             “งั้นไปนอนที่บ้านผมก่อนล่ะกัน” เหนือภพพึมพำกับร่างบางที่แน่นิ่งไปแล้ว ก่อนขับรถออกไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากร้านเหล้าที่อัณณิการ์มาสิง ในตอนขามาเขาเร่งความเร็วโดยไม่สนใจกฎหมายจราจร ปาดซ้ายแซงขวาเท่าที่ทำได้ โชคดีที่ช่วงดึกรถสัญจรไม่มากนัก ก็เพราะเป็นห่วงหรอกถึงสนใจความปลอดภัยของตัวเองน้อยกว่าความปลอดภัยของเธอ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว