facebook-icon

มาอ่านเถอะนะ ตั้งใจเขียนจริงจริ๊ง >//<

ชื่อตอน : วาจาคนหวง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2565 21:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วาจาคนหวง
แบบอักษร

๑๓ 

วาจาคนหวง  

           ออกนอกเขตแดนไทยได้เพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน นักธุรกิจหนุ่มหมื่นล้านก็บินข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาหาคนในดวงใจ เขาจัดการภาระงานทุกอย่างด้วยความฉับไวเพียงแค่อยากเจอหน้าอัณณิการ์ให้เร็วที่สุด แต่ดูคนที่เขาพะวงหาใจจะขาดนั่นสิ หล่อนกำลังฉอเลาะอย่างสนิทสนมกับคนที่หล่อนเรียกว่าผู้กอง เหนือภพนั่งอยู่ในรถหรูมองผ่านเลนส์แว่นกันแดดสีชาด้วยความไม่พอใจ เขารู้สึกอยากเข้าไปแทรกกลางเสียเดี๋ยวนี้ แต่สู้กัดฟันทดสอบความอดทนของตัวเองก่อน ลองกล่อมใจให้มองในแง่ดีว่าทั้งคู่อาจกำลังคุยกันเรื่องงาน กระทั่งนาทีต่อมาอัณณิการ์เข้าไปนั่งในรถของร้อยตำรวจเอกครองภูมิจากนั้นพาหนะสี่ล้อก็เคลื่อนออกจากสถานีตำรวจไป

             “เลิกงานแล้วยังจะไปไหนกันอีก” คนอารมณ์บูดพึมพำแล้วสตาร์ทรถตามไปอย่างไม่ให้คลาดสายตา เขามารอเธอหน้าสถานีตำรวจราวสิบนาทีได้ ตั้งใจจะมาเซอร์ไพร์สแล้วรับเธอกลับบ้าน แต่กลับผิดแผนไปหมด หนึ่งวันหนึ่งคืนที่ผ่านมาเขาอุตส่าห์อดทนต่อการเมินเฉยของเธอ ไม่คิดมากที่เธอทำเพียงแค่อ่านข้อความของเขาแล้วไม่ตอบ อีกทั้งกว่าจะยอมรับสายได้ก็ต้องให้รอเป็นสายที่สิบ ก่อนหน้าจะไปไต้หวันก็ยังคุยกับเขาดีอยู่แท้ๆ แต่ทำไมคล้อยหลังเพียงวันเดียวถึงได้เมินเฉยต่อกันราวกับคนไม่รู้จัก แล้วไอ้ผู้กองนั่นทำไมอัณณิการ์ถึงได้ดูสนิทสนมกันนัก มันเกินกว่าเพื่อนร่วมงานแล้วมั้ง

             เหนือภพขับรถสะกดตามเป้าหมายไม่ลดละ กระทั่งรถคันขาวของครองภูมิเลี้ยวเข้าซอยหมู่บ้านที่อัณณิการ์อาศัยอยู่ เหนือภพเลือกจอดเทียบห่างจากบ้านหญิงสาวไปสองหลังเพื่อสังเกตการณ์ต่ออีกสักหน่อย ในขณะที่ครองภูมิจอดริมรั้วบ้านอัณณิการ์แล้วพากันเดินเข้าไปข้างใน

             “ถึงกับพากันเข้าบ้านเลยเหรอ คุณอัณณ์คุณจะทำกับผมแบบนี้ไม่ได้นะ” คนหัวเสียตบฝ่ามือกับพวงมาลัยอย่างหงุดหงิด เขายอมรออยู่ในรถโดยกำหนดเวลาว่าผู้กองนั่นต้องออกมาภายในสิบนาที ถ้าเลทกว่านี้แม้เพียงเสี้ยววินาทีเขาจะเข้าไปอาละวาดให้เละ

             ภายในบ้านเดี่ยวสองชั้น อัณณิการ์แนะนำผู้บังคับบัญชาให้รู้จักกับป้าเดือนเด่น หญิงวัยห้าสิบห้าปีละมือจากเสื้อผ้าของลูกค้าบนราวแขวน แล้วตรงมาหาชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม

             “สวัสดีจ้ะพ่อหนุ่ม ไหว้พระเถอะลูก” ป้าเดือนเด่นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พิจารณาชายหนุ่มทั้งร่าง ก่อนหันมาขยิบตากับหลานสาว

             อัณณิการ์ส่ายหน้าหวือ กลอกตามองบนใส่ “ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลย รู้ทันหรอกนะว่าป้าคิดอะไรอยู่ ผู้กองภูมิเขาเป็นผู้บังคับบัญชาของอัณณ์ แค่เจ้านายลูกน้อง โอเค๊”

             “โถ่ ฉันก็นึกว่าแกใกล้จะได้ลงจากคานแล้วเสียอีก” ป้าเดือนเด่นพ่นลมหายใจอย่างแสนเสียดาย ก่อนป้องปากกระซิบกับหลานสาว ทว่าคนตัวสูงที่ยืนห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งคืบก็ได้ยินอย่างชัดแจ๋ว “หล่อขนาดนี้แกทำไมไม่จีบเขาเองล่ะ”

             “หยุดเลยป้า” อัณณิการ์โบกมือปัดๆ เหลือบมองครองภูมิที่หัวเราะเล็กน้อย “แล้วนี่ป้ากำลังจะออกไปไหนหรือเปล่าเนี่ย แต่งตัวดีแบบนี้ มีนัดที่ไหนอีกล่ะ”

             “จะไปเยี่ยมตาสันต์ที่โรงบาล เมื่อเช้าแกหกล้มในห้องน้ำหัวฟาดพื้นหมดสติ นี่ก็รอแกกลับมาดูลูกน่ะแหละ ฉันจะไปกับยายพิณ”

             “ตายจริง ลุงสันต์คงไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม อัณณ์ก็เห็นแกแข็งแรงอยู่นะ” อัณณิการ์ตกใจเมื่อรับรู้ข่าวไม่สู้ดีของคุณลุงข้างบ้าน ลุงสันต์เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ โอบอ้อมอารีและสอนอัณณิการ์หลายเรื่องตั้งแต่สมัยที่ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ใหม่ๆ

             “ก็ได้แต่หวังว่าแกจะไม่เป็นอะไรมาก ป้าไปล่ะนะ หาข้าวหาน้ำให้ลูกกินด้วยล่ะ” ป้าเดือนเด่นกำชับหลานสาวก่อนหันไปยิ้มให้ครองภูมิ “ไปก่อนนะจ๊ะพ่อหนุ่ม วันหลังคงได้คุยกันยาวกว่านี้”

             “ครับ สวัสดีครับ” เจ้านายของอัณณิการ์ยกมือไหว้ลาผู้อาวุโสที่แวะไปหยิบกระเป๋าใบโปรดบนโต๊ะ เขามองส่งจนร่างท้วมนั้นเปิดประตูออกนอกรั้วไปแล้ว

             “วายุ เวย์รามาหาแม่สิคะ มาเร็ว” อัณณิการ์เรียกลูกๆ ที่กำลังนอนเล่นกันอยู่ในคอกบุนวมสีขาว แน่นอนว่ายัยลูกสาวตัวน้อยวิ่งลิ่วมาหาก่อนเป็นคนแรก ตามด้วยวายุที่เดินอย่างไม่เร่งรีบ “นี่คุณลุงภูมิค่ะ สวัสดีสิคะ”

             “หวัดดีครับ / หวัดดีค่ะ” เด็กน้อยทั้งสองพนมมือปุ้มๆ ในระดับอก พลางยิ้มแฉ่งให้คุณลุงที่ยอบตัวนั่งทักทาย อัณณิการ์ถือโอกาสพาครองภูมิมาแนะนำให้ครอบครัวเธอรู้จัก ไหนๆ เขาก็แวะมาส่งถึงบ้านแล้ว และเหตุที่ต้องอาศัยมากับผู้กองก็เนื่องจากรถยนต์คู่ใจของเธอถูกลากเข้าอู่ไปเมื่อตอนกลางวัน

             “สวัสดีครับ วายุและเวย์ราใครเป็นพี่ใครเป็นน้องล่ะครับ” ใบหน้าที่มักขรึมเข้มแต่ยามอยู่กับเด็กกลับแตกต่างออกไป ผู้กองของเธอยิ้มละมุนสดใส ดวงตาหยีเป็นประกาย อัณณิการ์เพิ่งเคยเห็นมุมนี้ของเจ้านายหลังจากร่วมงานกันมาเกือบค่อนปี

             “ผมครับ ผมเป็นพี่” เจ้าวายุรีบชูมือ ในขณะที่น้องสาวย่นหน้า

             “หนูเวย์ขอเป็นพี่หนึ่งวันพี่วาก็ไม่ยอมอะ แม่จ๋า บอกพี่วาที” ยัยตัวเล็กหันไปกระตุกชายเสื้อมารดาด้วยดวงตาเว้าวอน อัณณิการ์ได้แต่ส่ายหน้าเอ็นดู

             “ลูกสาวนี่เหมือนคุณเลยนะ” ครองภูมิว่าพลางหยัดกายลุกขึ้นยืน ลูกๆ ของหมวดอัณณ์น่ารักน่าชังกันทั้งสองคน เจ้าคนน้องคงขี้อ้อนเอาเรื่อง ถ้าได้อยู่กับแม่เขาล่ะก็คงโดนเปย์โดนสปอยล์หมดหน้าตักแน่ ครองภูมิลูบศีรษะวายุอย่างเอ็นดูก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ผมต้องกลับแล้วนะหมวด ไว้วันหลังจะเอาขนมมาฝากเด็กๆ”

             “พูดแล้วนะ ลูกๆ อัณณ์ตั้งความหวังแล้วนะ” คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแหย่อย่างอารมณ์ดี ก่อนใช้เสียงสองละมุนบอกเจ้าแฝดให้รออยู่ที่นี่ระหว่างที่คุณแม่เดินไปส่งคุณลุงภูมิ ก่อนหน้านี้อัณณิการ์ตั้งใจจะโดยสารแท็กซี่กลับบ้าน แต่ครองภูมิอาสามาส่งเสียก่อน เธอก็ออกจะเกรงอกเกรงใจอยู่ไม่น้อย และด้วยความที่เขาคะยั้นคะยอหนักเข้า ประกอบกับอ้างว่าถือเป็นโอกาสที่จะได้เจอลูกของเธอสักที อัณณิการ์จึงไม่อาจปฏิเสธความหวังดีนั้น

             “รถคุณยังซ่อมไม่เสร็จใช่ไหม งั้นพรุ่งนี้เช้าให้ผมแวะมารับไหม จริงๆ ก็ทางเดียวกันพอดีนะ” ครองภูมิว่าเมื่อเดินมาถึงรถของตัวเองที่จอดไว้

             หญิงสาวโบกไม้โบกมืออย่างเกรงใจ “ไม่เป็นไรค่ะผู้กอง อัณณ์เกรงใจ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้แปดโมงเช้าเจอกันหน้าเซเว่นฝั่งถนนตรงนู้นนะคะ อัณณ์จะข้ามสะพานลอยไปรอ คิกๆ”

             ครองภูมิส่ายหน้าขำให้กับความช่างกวนของหล่อน “สรุปไปด้วยใช่ไหม จะได้ไม่ลืมมารับ”

             “ลืมก็ได้ค่ะ อัณณ์ไม่ว่าเลย จะได้ถือโอกาสหยุดงาน โอ๊ย!” เสียงโอดครวญที่ตบท้ายประโยค นั่นเพราะเธอโดนเจ้านายเขกหัวให้อย่างหมั่นไส้ ครองภูมิส่ายหน้าแกมขำแล้วเปิดประตูเข้าไปในรถ หญิงสาวโบกมือลาและมองตามกระทั่งรถคันคุ้นเคยเคลื่อนลับสายตาไปแล้ว มือบางจึงทำการปิดประตูรั้ว ทว่ากลับมีแรงดึงต่อต้านอย่างแรง

             “คุณเหนือ!” ดวงตาสีสนิมมีความตกใจในขณะช้อนมองร่างสูงที่มาพร้อมใบหน้าถมึงทึง เหนือภพดึงประตูเปิดกว้างแล้วก้าวเข้ามายืนเคียงข้างเธอ ในมือถือถุงกระดาษใบใหญ่มาด้วย “คุณมาได้ไงคะ”  

             “แล้วทำไมจะมาไม่ได้ ทีไอ้ผู้กองนั่นยังมาได้เลย” กระแสเสียงทุ้มฟังดูช่างหาเรื่อง “ระริกระรี้สีหน้ามีความสุข คุยอะไรกันนักหนา กลัวคนแถวนี้ไม่รู้รึไงว่าพาผู้ชายเข้าบ้าน”

             “เดี๋ยวเถอะนะ! คุณเป็นบ้าอะไร ไปกินรังแตนมาจากไหน มาถึงก็ด่าฉันเป็นชุดๆ” อัณณิการ์ถึงกับเหวอไม่คิดว่าเขาจะปากคอเราะร้ายถึงเพียงนี้ “ด่าขนาดนี้ไม่ว่าฉันแรดไปเลยล่ะ”

             “แรด!” เหนือภพจัดให้ตามคำประชด อัณณิการ์เหวอยิ่งกว่าเมื่อครู่ มือบางกำแน่นแทบอยากพุ่งไปข่วนหน้าเขา เธอกำลังอารมณ์ดีอยู่แท้ๆ เชียว อีตาบ้านี่มาถึงก็กวนน้ำให้ขุ่นเลย

             “คุณมาทางไหนกลับไปทางนั้นเลยนะ ฉันไม่ต้อนรับ!”

             คนตัวสูงใช่จะฟัง กลับเดินอาดๆ เข้าไปในบ้าน พร้อมพูดไล่หลังอย่างไม่สนใจ “คุณไม่ต้อนรับ แต่ลูกคุณต้อนรับผมแน่”

             ร่างบางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไล่หลัง หน้าด้านเบอร์นี้เห็นทีคงไล่ยาก อัณณิการ์หายใจฮึดฮัดปิดประตูรั้วบ้านแล้วเดินตามเข้าไปด้านใน ดีนะที่ป้าไม่อยู่ ไม่งั้นคงได้อธิบายกันยาวแน่

             “วายุ เวย์รา ลุงเหนือมาแล้ว คิดถึงลุงกันไหมเอ่ย”

             “คุณลุง” เวริตาวิ่งมาเกาะขาเหนือภพ เช่นเดียวกับวายุที่ละมือจากของเล่นตรงมาหาชายหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มละไม ผู้เป็นบิดา (แต่ยังไม่รู้ตัว) ยอบนั่งในระดับความสูงกับเด็กๆ พลางเปิดถุงกระดาษอันเต็มไปด้วยของเล่นที่เขาตั้งใจซื้อมาฝากลูกๆ ของอัณณิการ์โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นธรรมดาของเด็กวัยนี้ที่มักตาโตเรืองวาวกับของเล่นสีสันยั่วใจ เหนือภพแกะสินค้าออกจากกล่องแล้วส่งต่อให้พวกเขาไปเล่นกันเอง

             “ขอบคุณครับคุณลุง” วายุพนมมือไหว้อย่างไม่ต้องรอให้มารดาเตือน ส่วนเจ้าลูกสาวก็โผกอดคอคุณลุงเป็นการแสดงความขอบคุณ

             “แบ่งกันเล่นนะครับ ว่าแต่วายุกับเวย์ราจะใจดีให้ลุงอยู่เล่นด้วยไหมน้อ?” เขาแกล้งทำเป็นถามเด็ก แต่สายตาแอบเหล่มองอัณณิการ์ที่ยืนกอดอกปั้นหน้าดุ เจ้าแฝดนี่ก็ช่างกระไร ไม่เข้าข้างแม่แถมยังรีบขานรับให้ลุงเหนือได้ใจ

             “ให้อยู่ครับ คุณลุงใจดี มาหาวายุบ่อยๆ นะครับ”

             “หนูเวย์ชอบคุณลุง อยากให้มาหาคุณแม่ทุกวันเลย”

             “เดี๋ยวเถอะหนูเวย์ เข้าไปเล่นกันในคอกไป” อัณณิการ์ดุอย่างไม่จริงจังนัก เวริตายิ้มแป้นให้คุณลุงหนึ่งทีก่อนตามพี่ชายเข้าเล่นในคอกกั้นอันเป็นโซนปลอดภัยของเด็กเล็ก เมื่อนั้นร่างสูงจึงลุกขึ้นยืนพลางถอดเสื้อนอกแล้วโยนมาให้อัณณิการ์หน้าตาเฉย

             “เอาไปแขวนให้ที”

             ร่างบางโยนกลับอย่างไม่ใยดี ซ้ำยังตีหน้าดุใส่ไม่เลิก โมโหตั้งแต่มาด่าว่าเธอแรด นี่ยังหาพรรคหาพวกเป็นลูกของเธออีก “เชิญกลับได้แล้วค่ะ”

             เหนือภพถอนหายใจพลางวางเสื้อสูทกับพนักโซฟา ก่อนก้าวเข้ามาใกล้หญิงสาวอีกนิด อัณณิการ์เองก็ยืนกอดอกทำเป็นสู้ไม่หวั่นเกรง ดวงตาสองคู่สบผสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร และสุดท้ายก็เป็นเหนือภพที่ยิ้มออกมา

             “คิดถึงคุณจัง ผมหายไปตั้งยี่สิบสี่ชั่วโมงคุณไม่คิดถึงผมบ้างเหรอ ผมแชทหาคุณคุณก็ทำแค่อ่านแต่ไม่ตอบ ไร้มารยาทชะมัด”

             กำปั้นที่ชื่อว่าความหวั่นไหวพุ่งเข้าใส่อัณณิการ์อย่างจัง ก็เขาเล่นจ้องด้วยแววตาเสน่หาเช่นนี้ใครบ้างล่ะจะไม่รู้สึก แต่เธอสามารถคิดไกลกับเขาได้จริงหรือ ในเมื่อผู้ชายคนนี้คือว่าที่สามีของเพื่อนสนิท ไหนจะข้อครหาเรื่องคดีไปจนถึงยาเสพติดที่ปาลิดาให้การว่าเหนือภพมีส่วนเกี่ยวข้อง อัณณิการ์ห่วงลูก ห่วงความปลอดภัยของพวกเขา เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่เธอทำเมินไม่ยอมตอบข้อความของเขา อัณณิการ์ละสายตาจากร่างสูง เลิกกอดอกแล้วหันหลังให้

             “มีอะไรหรือเปล่าครับ” เหนือภพประชิดถาม เขารับรู้จากแววตาของเธอว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป คล้ายมีก้อนน้ำแข็งแห่งความเย็นชาเกาะพร่างพราวอยู่ทั่วใบหน้างาม ท่าทีเช่นนี้เหนือภพไม่ชอบเอาเสียเลย “คุณอัณณ์คุณมีอะไรคาใจเหรอครับ ถามผมสิ ผมจะตอบถ้ามันทำให้คุณไม่แง่งอน ไม่เย็นชาใส่ผม ผมไม่ชอบ”

             อัณณิการ์หันกลับไปประจันหน้า ทว่าร่างบางต้องดีดตัวผงะถอย เพราะไม่คิดว่าร่างสูงจะอยู่ใกล้ถึงขนาดที่ใบหน้าแทบชนกันแล้ว เหนือภพมือไว เดาทางปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดได้ ดังนั้นลำแขนแกร่งจึงโอบรั้งแผ่นหลังบางไว้ ครั้นอัณณิการ์จะเอ่ยปากเขาก็ขัดขึ้นอย่างรู้ทัน

             “ไม่ปล่อยหรอก จนกว่าจะบอกว่าทำไมถึงเย็นชา”

             อัณณิการ์ดิ้นยุกยิก แต่ยิ่งทำแบบนั้นเขายิ่งรัดแน่นขึ้นทุกขณะ “นี่คุณอย่ามาทำแบบนี้ในบ้านฉันนะ เดี๋ยวลูกเห็น”

             “เห็นก็เห็นไปสิ เดี๋ยวต่อๆ ไปเขาจะเห็นมากกว่านี้อีก ว่าไง คุณบอกได้หรือยังว่าทำไมถึงทำเมินผม แชทไปก็ไม่ตอบ โทร.หาก็ยากเย็นกว่าจะยอมรับสาย”

             “ฉันเจอข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับคุณ ฉันก็เลยรู้สึกไม่ดี”

             “ข่าว?”

             “ที่คุณเกี่ยวข้องกับยาเสพติด”

             ใบหน้าคมสันพยักรับรู้ ความโล่งใจฉายชัดในแววตาก่อนยอมคลายอ้อมกอด แล้วเปลี่ยนมาจูงมือบางพาไปนั่งคุยกันที่โซฟา “ลิด้าบอกคุณเรื่องนี้ใช่ไหม”

             “ค่ะ เธอให้การว่าอย่างนั้น ฉันลองค้นดูจากข่าวต่างประเทศก็เจอตามที่บอก”

             เหนือภพแค่นยิ้มก่อนตั้งต้นอธิบายอย่างใจเย็น “ผมยืนยันได้ว่าไม่เคยเกี่ยวกับข้องกับยานรก ไม่ว่าจะค้าหรือเสพ จริงๆ ผมไม่อยากพูดหรอกนะเพราะเรื่องมันก็จบไปตั้งนานแล้ว ยาเคที่เคยพบในไนต์คลับของผม ลิด้ากับเพื่อนเป็นคนเอาเข้ามาเอง ตอนนั้นก็เห็นแก่ว่ามีพ่อคนเดียวกันหรอกผมเลยช่วยไม่ให้เธอมีเอี่ยว ยินดีลบคลิปในกล้องวงจรปิดของร้านตามที่ลิด้าอ้อนวอน แต่ความเป็นคนดีของผมถูกตอบแทนด้วยอะไรรู้ไหม? ลิด้าให้สำนักข่าวเขียนโจมตีผม ใส่ไข่เป็นเรื่องเป็นราวว่าผมเอาไนต์คลับมาบังหน้าค้าขายยาเสพติดให้เหล่าไฮโซ ผมก็เลยให้ทีมกฎหมายจัดการฟ้องร้องสำนักข่าวจนชนะคดีไปแล้ว คุณลองไปหาข่าวฟ้องร้องนี้ดูได้ ธุรกิจครอบครัวของผมล้วนถูกกฎหมาย ไนต์คลับนั่นก็แค่สร้างขำๆ และตอนนี้ก็ยกให้คนอื่นบริหารต่อแล้ว...มีเรื่องอะไรสงสัยอีกไหมครับ ยกเว้นเรื่องแม่เพราะผมไม่ตอบ”

             เขารีบดักทางไว้ราวกับรู้ว่าจะโดนเธอจี้ถาม เหนือภพกำลังแสดงให้หญิงสาวรู้สึกว่าอะไรก็ตามที่ยิ่งปกปิดติดป้ายต้องห้าม มันก็ยิ่งกระตุ้นต่อมกระหายใคร่รู้มากขึ้นเท่านั้น ครั้งนี้อัณณิการ์อ่อนข้อให้เขาเรื่อง ‘แม่’ ก็ได้ แต่สำหรับเรื่องอื่นเธอควรต้องรู้ไว้ในฐานะผู้รับผิดชอบคดีหลินเวยซู

             “มีค่ะ เรื่องที่คุณถูกคุณพ่อของคุณปลดจากตำแหน่ง”

             “เรื่องนั้นน่ะเหรอ มันเป็นแค่คำขู่เพราะอารมณ์ เขาไม่ปลดผมหรอกมีแต่ยัดงานนั่นนี่มาให้มากกว่า” เหนือภพนึกย้อนถึงตอนที่บิดาเอาแต่ใส่อารมณ์กับเขาเพราะข่าวโจมตีเรื่องยาเสพติด หลินเวยซูเคยห้ามไม่ให้เขาลงทุนกับไนต์คลับ พอเกิดเรื่องก็ทำชื่อเสียงบริษัทอื่นๆ พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย บวกกับความห่างเหินในสัมพันธ์พ่อลูก เหนือภพจึงไม่ได้อธิบายให้เขาฟังตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องว่าทั้งหมดคือฝีมือของลูกสาวคนโปรดของเขาทั้งสิ้น

             ในตอนนั้นนอกจากเหนือภพไม่อธิบายความจริงแล้ว เขายังท้าให้บิดาปลดออกจากทุกตำแหน่งได้เลย ผู้ชายคนนั้นไม่เคยใยดีเขา ไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของเขา หากไม่ติดว่าตัวเองมีกิจการมากมายในความรับผิดชอบก็คงตัดกาฝากอย่างเขาออกจากตระกูลไปนานแล้ว คงเห็นว่าเขาใช้งานได้เลยขอร้องให้ไปบริหารที่นั่นที่นี่ และสุดท้ายเมื่อมีข่าวที่เหนือภพฟ้องร้องสำนักข่าวและลบมลทินยาเสพติดได้ เวยซูก็ส่งดอกไม้พร้อมแนบการ์ดขอโทษที่เข้าใจผิด เหนือภพยืนมองกระเช้าดอกไม้นั้นด้วยความรู้สึกสมเพช พ่อที่ไหนเขาทำกันแบบนี้ ขอโทษอย่างกับเขาเป็นลูกค้า 

             “แล้วข่าวที่ออกมาว่าคุณประกาศถอนตัวจากตำแหน่งล่ะคะ”

             “นั่นก็ฝีมือลิด้า มันมีสำนักข่าวอยู่เจ้าหนึ่งที่มักเขียนข่าวโจมตีผม เขียนในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง” แม้เคยโดนเขาฟ้องร้องไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ใช่จะเข็ดหลาบเพราะมีคนสนับสนุนรายใหญ่นั่นก็คือน้องสาวต่างมารดาของเขา  

             “อย่างงั้นเหรอคะ” ดูท่าแล้วปาลิดาคงตามรังครานเขาเอาเรื่องอยู่ อัณณิการ์จำได้ในตอนแรกที่น้องสาวต่างมารดาของเหนือภพมาให้ปากคำ เธอออกตัวว่าต่างคนต่างอยู่ไม่มีการระรานกัน คำพูดของคนเหล่านี้อัณณิการ์ต้องเอามาลบมาหารอีกสักเท่าไหร่กันนะถึงจะได้ความจริง

             “โอเคนะ เคลียร์แล้วนะ งั้นเย็นนี้ผมขออยู่ทานข้าวด้วยนะ” เหนือภพสลัดภาพอดีตที่วนเวียนในห้วงคิด แล้วยิ้มออดอ้อนหญิงสาว อัณณิการ์มีสีหน้าลำบากใจ หันไปชะเง้อดูลูกๆ ที่เล่นกันอย่างสงบในพื้นที่ของพวกเขา ก่อนเปลี่ยนสายตาไปที่นาฬิกาบนผนังซึ่งเกือบจะหกโมงเย็นแล้ว จากประสบการณ์ของอัณณิการ์หากป้าเดือนเด่นได้ออกไปข้างนอกแล้วล่ะก็ ตราบใดที่นาฬิกายังไม่สองทุ่มแกไม่มีทางกลับเข้าบ้านแน่

             “ก็ได้ค่ะ แต่บ้านฉันไม่มีอะไรให้คุณกินนะ แล้วไม่ต้องมาบอกให้ฉันทำเพราะฉันทำเป็นแค่อาหารเด็ก” นิ้วเรียวชี้ดักทาง เหนือภพยิ้มขำที่เธอเดาความคิดเขาได้ ก็รู้ใจไปเสียทุกอย่างแบบนี้จะไม่ให้เขาหลงได้อย่างไร

             “เดี๋ยวสั่งเอาก็ได้ คุณอยากกินอะไรล่ะครับ”

             อัณณิการ์อมยิ้มตาวาวทันทีที่พูดถึงของกิน เธอตอบฉะฉานอย่างไม่คิดให้มากความว่าร่างกายกำลังรอต้อนรับอาหารญี่ปุ่น ซึ่งเหนือภพก็เห็นดีเห็นงามด้วย พลางโทร.สั่งเลขาฯ คนสนิทให้รีบจัดการ และไม่ลืมสั่งไข่ตุ๋นหรืออาหารอื่นๆ ที่เจ้าแฝดพอทานได้มาด้วย  


ตอนต่อไปคุณเหนือเขาจะมาไม้ไหนอีก มาลุ้นกัน >//<
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว