email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 26 เก็บอาการไม่อยู่

ชื่อตอน : ตอนที่ 26 เก็บอาการไม่อยู่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 31

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2564 06:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26 เก็บอาการไม่อยู่
แบบอักษร

ตอนที่ 26 

โดย แยมขนมปัง 

 

 

 

#FHANDEE 

เสียงออดโรงเรียนดังขึ้นบ่งบอกว่าถึงเวลาเลิกเรียน... 

ผมเดินมานั่งรอพี่ท้องฟ้าตรงศาลาใกล้ประตูโรงเรียนเหมือนอย่างทุก ๆ วัน แต่ที่ต่างออกไปคงจะเป็นสายตาของผู้คนที่มองผมราวกับมีเรื่องอะไรอยากจะถาม ไม่ก็ดูสนใจผมกันเป็นพิเศษ มันไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น ทว่ามันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่หลังจากวันที่กลับจากค่าย ซึ่งนี่มันก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่สายตาแปลก ๆ ยังไม่จางหาย ตอนแรกผมก็ว่าจะไม่สนใจเพราะคิดว่าคงไม่มีอะไร แต่เล่นผ่านมาอาทิตย์นึงแล้วยังเป็นแบบเดิม ผมเองก็เริ่มไม่สบายใจแล้วนะ หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือเปล่า 

"ฝันดี" ชายหนุ่มเสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อให้ผมหันไปมอง ก็เจอกับเปเปอร์ที่กำลังเดินเข้ามาหาผมในศาลา  

"ว่าไงเปเปอร์ ทำไมยังไม่กลับล่ะ"  

"ก็ไอ้ข้าวตูน่ะสิ ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา เราเลยต้องมาอยู่รอมันเข้าห้องน้ำก่อนเนี่ย ว่าแต่ฝันดีล่ะ มารอพี่ท้องฟ้าเหรอ" 

"อื้ม"  

"แล้วนี่ข้อเท้าหายดีหรือยัง" 

"ก็กลับมาเดินได้เป็นปกติแล้วนะ" 

เปเปอร์พยักหน้า 

ขณะที่ผมกับเปเปอร์กำลังยืนคุยกัน ก็ยังมีสายตาของเหล่านักเรียนที่กำลังกลับบ้าน ต่างหันมามองทางพวกเรา ไม่สิ เรียกว่าหันมามองที่ผมมากกว่า 

"อย่าไปสนใจเลย" จู่ ๆ เปเปอร์ก็พูดขึ้น คงเพราะเขาสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของผม 

"เราแค่รู้สึกแปลก ๆ น่ะที่มีคนเอาแต่มองเรา เราแค่อยากรู้ว่าเพราะอะไร" 

"นี่...พวกมะนาวยังไม่บอกฝันดีเรื่องข่าวลือในโรงเรียนเหรอ" 

ผมขมวดคิ้ว 

"ข่าวลือ? ข่าวลืออะไร" เปเปอร์เงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกับไม่ค่อยอยากจะพูดนัก "เปเปอร์บอกเรามาเถอะ" 

"เอ่อ...ก็เรื่องที่ค่ายนั่นแหละ มีคนมาพูดกันต่อ ๆ ว่า พี่ท้องฟ้ากับทะเลมีปัญหากันเพราะ...ฝันดีน่ะ"  

สิ่งที่เปเปอร์พูดบอกทำเอาผมตาเบิกกว้างขมวดคิ้วมุน รู้สึกเป็นกังวลอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย เพื่อนในกลุ่มก็ไม่ได้บอกอะไรผมด้วย อาจเป็นเพราะพวกเธอคงไม่อยากให้ผมไม่สบายใจ แต่ตอนนี้ผมพอจะเข้าใจสายตาแปลก ๆ ของทุกคนแล้วล่ะ 

"ทุกคนคงมองเราไม่ดีแล้วสินะ" 

"เฮ้ยไม่ใช่อย่างนั้นหรอก อย่าไปคิดมากเลย ข่าวลือไม่นานเดี๋ยวก็เงียบไป" 

ผมรู้ว่าเปเปอร์กำลังปลอบผมอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากข่าวลือนี้ ไม่ได้มีแค่ผม แต่มีพี่ท้องฟ้าด้วย คนที่มีประวัติดีมาตลอดอย่างพี่เขา ไม่ควรมาถูกพูดลับหลังด้วยเรื่องแบบนี้เลย ไม่รู้ว่าพี่เขาจะรู้เรื่องนี้หรือยัง ไหนจะทะเลอีก หากเขาได้ยินข่าวลือนี้ เขาจะคิดยังไงนะ 

"คุยอะไรกัน" เสียงของคนที่กำลังอยู่ในหัวของผมเอ่ยทักขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะมาจอดรถอยู่ตรงหน้าผม ซึ่งการที่เขามาอยู่ตรงนี้ เหมือนจะยิ่งเรียกสายตาของผู้คนให้หันมามอง เขาถอดหมวกกันน็อกแล้วใช้สายตาคู่ดุดันมองผมสลับกับเปเปอร์ไม่วางตา "กูถามว่าคุยอะไรกัน ทำไมถึงมายืนลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ตรงนี้กันสองคน" 

"ไม่มีอะไรหรอกมึง กูแค่เข้ามาทักฝันดีน่ะ เห็นว่าฝันดียืนอยู่คนเดียว" เปเปอร์เป็นคนเอ่ยตอบ แต่สีหน้าของอีกฝ่ายดูจะไม่ค่อยเชื่อนัก ใบหน้าคมหันมามองหน้าผม 

"จะยืนอยู่ทำไม ขึ้นรถสิ"  

ผมขวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่ทะเลพูด 

"เดี๋ยวพี่ท้องฟ้าก็มาแล้ว ทะเลก็รู้นี่ว่าเราต้องกลับกับพี่ท้องฟ้า" คำพูดของผมคงไม่เข้าหูคนหน้าดุนัก เขาถึงมองผมด้วยสายตาวาวโรจน์แบบนั้น 

"จะกลับกับใครก็เหมือนกันนั่นแหละ กูก็อยู่บ้านติดกับมึงเหมือนกันนะเผื่อมึงลืม ขึ้นมาได้แล้ว อย่าให้กูต้องพูดหลายรอบ"  

ผมเม้มริมฝีปาก รู้สึกลังเลที่จะกลับกับทะเล เพราะเรายิ่งมีประเด็นกันอยู่ หากผมซ้อนท้ายรถทะเลออกไป มีหวังคงได้ยิ่งเป็นขี้ปากคนอื่นแน่ แต่หากคิดอีกทาง ต่อให้ผมกลับกับพี่ท้องฟ้า มันก็คงไม่ต่างกันนัก เพราะข่าวลือนั้นก็มีพี่เขาอยู่ในประเด็นด้วย ผมควรทำยังไงดีนะ 

/"ฝันดีกลับกับทะเลเถอะ เดี๋ยวถ้าพี่ท้องฟ้ามา เราจะบอกพี่เขาให้ว่าฝันดีกลับไปแล้ว ขืนยังอยู่แบบนี้ ทะเลมันก็คงไม่ยอมแน่"/ เปเปอร์กระซิบบอกผม ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาว่า 

"กระซิบกระซาบอะไรกัน" ทะเลถามเสียงเข้ม 

"เปล่าไม่มีอะไร" ผมเอ่ยตอบทะเล แล้วหันกลับมาหาเปเปอร์ "งั้นเรากลับก่อนนะเปเปอร์ ขอบใจที่มายืนคุยเป็นเพื่อน" 

"อื้ม กลับดี ๆ ล่ะ" 

ผมพยักหน้าตอบรับหัวหน้าห้อง ก่อนจะขึ้นมาซ้อนมอเตอร์ไซค์รถคนหน้าดุ ซึ่งผมไม่ทันจะนั่งเต็มก้นด้วยซ้ำ เจ้าของรถก็รีบขับรถออกจากโรงเรียนทันทีจนผมสะดุ้งเสียหลักเกือบตกรถ ดีนะที่ผมใช้มือเกาะไหล่คนตรงหน้าไว้ได้ทัน เป็นอะไรของเขาอีกเนี่ย ตอนเรียนยังดี ๆ อยู่เลย ทำไมตอนนี้ทำหน้ายักษ์เหมือนอยากจะฆ่าใคร ไปอารมณ์เสียมาจากไหนอีกล่ะ 

ตลอดทางที่นั่งรถกลับบ้าน เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ ผมทำเพียงนั่งจ้องมองแผ่นหลังกว้างของทะเล แล้วก็ได้แต่นึกย้อนไปถึงเรื่องเล่าที่ข้าวตูเล่าให้ผมฟัง ถึงอดีตของทะเลที่ตัวผมไม่เคยรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมนอนคิดมาทั้งอาทิตย์ ว่าคนอย่างทะเลจะทำร้ายคนอื่นจนเกือบถึงแก่ความตายได้จริง ๆ หรือเปล่า อยากจะถามเจ้าตัว แต่ก็กลัวเกินกว่าจะถาม เพราะหากผมไปรื้อฟื้นเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมา ทะเลอาจจะไม่พอใจแล้วพาลจะมาโมโหร้ายใส่ผมเสียเปล่า ๆ ผมคงต้องหาจังหวะเหมาะ ๆ ในตอนที่ทะเลอารมณ์ดีเพื่อถามถึงเรื่องนั้นดีกว่า ผมเองก็อยากจะรู้ความจริงที่เกิดขึ้นในวันนั้นจากปากของทะเลมากกว่ารู้จากเรื่องเล่าปากต่อปากของคนอื่น 

"ไอ้ฝันดี!" ผมสะดุ้งเฮือกกับเสียงตะคอกเรียกจากคนขับรถ หันมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าตอนนี้รถมอเตอร์ไซค์ที่ผมนั่งมา จอดสนิทอยู่ตรงหน้าบ้านของผมแล้ว ซึ่งผมแทบไม่รู้ตัวเลย "เหม่ออะไร กูเรียกตั้งนาน" 

"เอ่อ...โทษที พอดีเราคิดเรื่องการบ้านวิชาคณิตน่ะ" ผมตอบเลี่ยงไป แล้วจึงลงจากรถ  

"ไอ้ฝันดี แม่มึงซื้อรถใหม่เหรอ"  

"ไม่นี่ ทำไมเหรอ" 

"แล้วนั่นรถใครวะ ที่จอดอยู่ในบ้านมึง ไม่ใช่รถของแม่มึงนี่"  

ทะเลพูดพลางหันมองเข้าไปในรั้วบ้านของผม ผมจึงหันไปมองตามสายตาคู่คมก็เป็นต้องขมวดคิ้ว เพราะเป็นอย่างที่ทะเลพูดจริง ๆ รถที่จอดอยู่ในบ้านของผม ไม่ใช่รถของแม่ แต่เป็นรถป้ายแดงคันสีดำที่ผมไม่คุ้นตาเลย แต่ก็ไม่ต้องให้ผมได้สงสัยนาน เมื่อมีชายร่างสูงเดินออกมาจากในบ้านของผม เขาส่งยิ้มกว้างเมื่อเราสบตากัน ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบวิ่งมาเปิดประตูรั้วเพื่อตรงเข้ามาหาผม 

หมับ! 

"ฝันดี พี่โคตรคิดถึงฝันเลย" ร่างแกร่งกระโจนเข้ามากอดผมแน่น ผมที่กำลังดีใจและตกใจที่ได้เจอชายตรงหน้าเช่นกันก็รีบกอดตอบทันที 

"พี่นัทมาที่นี่ได้ไง ไม่เห็นบอกฝันก่อนเลย" ผมถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น 

"ก็มาเซอร์ไพรส์ไง เป็นไงบ้าง มาอยู่ที่นี่สบายดีไหม สู้ตอนอยู่กรุงเทพฯ ได้หรือเปล่า" 

"สบายดีครับ ที่นี่บรรยากาศดี" 

ผมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอพี่นัทที่นี่ พี่นัทเป็นลูกพี่ลูกน้องของผมที่แก่กว่าผมปีนึง เราค่อนข้างสนิทกันมาก ราวกับเป็นพี่น้องแท้ ๆ ปกติตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมมักจะตัวติดกับพี่เขาตลอด  

พลั่ก! 

"มึงไปใครฮะ กล้าดียังไงมากอดไอ้ฝันดี!" ผมตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ เมื่อชายอีกคนที่ผมแทบจะลืมไปเสียแล้วว่าเขายังอยู่ตรงนี้ด้วย เข้าไปผลักพี่นัทที่กำลังกอดผมอยู่ จนพี่เขาเสียหลักเซไปชนกับประตูรั้วบ้าน ดีที่พี่เขาตั้งหลักได้ทัน แต่ดูแล้วสีหน้าของพี่นัทดูจะไม่พอใจการกระทำของทะเลสักเท่าไหร่ 

พี่นัทเข้ามาผลักทะเลกลับ 

"มึงนั่นแหละเป็นใคร กูจะกอดฝันดีแล้วเกี่ยวอะไรกับมึง" 

"กูก็เป็น..." 

หมับ 

ผมรีบเข้าไปจับแขนของทะเลไว้เพื่อไม่ให้เข้าพูดในสิ่งที่กำลังจะพูดออกมา เพราะผมเชื่อว่ามันต้องเป็นคำพูดที่ทำให้คนฟังอย่างพี่นัทตกใจแน่ ทะเลชะงักปากที่จะพูดแล้วตวัดสายตามามองผมตาเข้ม 

"มึงเป็นใครพูดมาสิ" 

"นะ...นี่ทะเล เพื่อนที่โรงเรียนฝันเองครับ"  

ผมเลือกที่จะเป็นฝ่ายแนะนำทะเลให้พี่นัทรู้จัก พี่นัทเงียบไปแล้วมองดูทะเลตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่สายตาของพี่เขาจะมาหยุดอยู่ตรงมือของผมที่กำลังรั้งแขนของทะเลอยู่ นั่นจึงทำให้ผมต้องรีบปล่อยมือออกจากทะเลทันที ซึ่งการกระทำของผมเหมือนจะยิ่งทำให้ทะเลไม่พอใจ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ผมไม่สามารถให้พี่นัทรู้เรื่องผมกับทะเลได้ เพราะหากพี่นัทรู้ อาจจะทำให้แม่ผมรู้ไปด้วยก็ได้ 

"เข้าบ้านกันเถอะฝันดี ไม่ได้เจอกันตั้งนาน พี่มีเรื่องจะคุยกับฝันเยอะแยะเลย" พี่นัทพูดบอกผม แต่สายตายังคงจ้องมองทะเลไม่วางตา ทะเลเองก็เช่นกัน สายตานี่แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนในแบบที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ ทั้งที่ทั้งสองคนไม่เคยรู้จักกันสักหน่อย แต่ทำไมทะเลถึงดูตั้งแง่กับพี่นัทนัก 

"ทะล งั้นเดี๋ยวเราเข้าบ้านก่อนนะ ขอบใจที่มาส่ง" ผมพูดบอกร่างแกร่งหน้ายักษ์ ที่ไม่แม้แต่จะตอบรับอะไรผม เพียงแค่หันมามองดุผมเท่านั้น 

ผมไม่ได้พูดอะไรกับทะเลต่อ เพราะถูกพี่นัทลากเข้าบ้าน ขณะที่เท้ากำลังเดินเข้ามาในบ้าน สายตาของผมยังคงหันมองร่างแกร่งที่ยืนอยู่หน้าประตูรั้ว ไม่มีแววจะขับรถกลับบ้านของตัวเองไป เขาจ้องมองมาที่ผมนิ่ง ๆ ด้วยสายตาที่ทำเอาผมขนลุกซู่ เสียวสันหลังวาบ แต่คงไม่มีอะไรหรอก ผมคงคิดมากไปเอง ทะเลอาจจะแค่อารมณ์เสียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยหงุดหงิดง่ายแบบไม่มีสาเหตุมั้ง  

ใช่ คงไม่มีอะไรหรอก 

------------ 

#THALAY 

พระอาทิตย์ทอแสง บ่งบอกถึงเช้าวันใหม่ที่ผมไม่ต้องเร่งรีบ เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันที่ผมไม่ควรจะตื่นเช้าเลย แต่ผมกลับลืมตาตื่นตั้งแต่พระอาทิตย์ไม่ทันจะได้ทักทายขอบฟ้า แต่อย่าเรียกว่าตื่นเลย เรียกว่าเมื่อคืนผมแทบนอนไม่หลับเลยดีกว่า 

พี่นัทงั้นเหรอ... 

นัทเหี้ยไหนวะ! ไอ้เหี้ยนั่นมันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงได้เข้าไปกอดไอ้ฝันดีแบบนั้น ไหนจะคำพูดคำจาที่ฟังดูสนิทสนมกันอีก ถึงขั้นเข้าไปในบ้านได้ง่าย ๆแถมยังได้นอนค้างบ้านไอ้ฝันดีอีก คงจะสนิทกับแม่ของไอ้ฝันดีด้วยสินะ หรือว่าจะเป็นแฟนเก่ามันตอนที่อยู่กรุงเทพฯ ไม่ก็... 

เป็นแฟนที่มันยังไม่ได้เลิก 

ไม่สิ ไม่มีทาง ก็ไอ้ฝันดีมันชอบไอ้ท้องฟ้า มันจะมีแฟนอยู่แล้วได้ไง อีกอย่าง คนที่ไม่แม้แต่จะเคยช่วยตัวเองอย่างมันเนี่ยนะจะมีแฟน เป็นไปไม่ได้ แล้วไอ้บ้านั่นมันเป็นใครกันวะ 

แต่สิ่งที่มันน่าหงุดหงิดเสียยิ่งกว่าการที่ผมไม่รู้ว่าไอ้บ้านั่นคือใคร ก็คงเป็นไอ้ฝันดีที่ผมพยายามติดต่อหามันตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวานหลังจากที่ผมไปส่งมันที่บ้านจนถึงเมื่อคืน แต่กลับติดต่อมันไม่ได้เลย ส่งข้อความไปมันก็ไม่อ่านไม่ตอบ โทรไปก็โทรไม่ติด ยิ่งทำให้ผมฟุ้งซ่านจนถึงขั้นจะปีนเข้าไปในบ้านของมันเหมือนอย่างที่เคยทำ ทว่าไอ้บ้าที่ชื่อนัท มันก็ดันมายืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าบ้านทั้งคืน ทำให้ผมไม่สามารถลักลอบเข้าไปในบ้านของไอ้ฝันดีได้ ผมเลยต้องระเห็จกลับมานอนที่ห้องของตัวเอง  

ปกติแค่มีไอ้ท้องฟ้า ไอ้ข้าวตู ไอ้เปเปอร์ ผมก็จะกินหัวไอ้ฝันดีวันละร้อยรอบอยู่แล้ว แล้วนี่ยังมีไอ้นัทอะไรนั่นโผล่มาอีก มันจะเนื้อหอมไปแล้วนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด 

ตี ดี ดี้ ดี~ 

ในขณะที่ผมกำลังนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่บนเตียง เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น ซึ่งพอหยิบมาดูก็เจอกับชื่อของไอ้มอสที่โทรเข้ามา ผมจึงกดรับ 

"มึงโทรมาทำเหี้ยอะไรป่านนี้ฮะ" ผมถามปลายสายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด 

("มึงรับสายเร็วแบบนี้แสดงว่าตื่นแล้วสินะ เป็นไปได้ ปกติวันเสาร์กว่ามึงจะตื่นก็เที่ยงไม่ใช่เหรอ")  

"เรื่องของกู มึงโทรมามีอะไร" 

("กูจะโทรมาถามว่าวันนี้มึงว่างไหม") 

"ทำไมวะ" 

("กูว่าจะชวนมึงไปซื้อของเป็นเพื่อนกูหน่อย กูโทรไปหาไอ้บีกันกับไอ้คูปอง ไม่มีใครว่างสักคน")  

ผมเงียบไปครู่หนึ่งอย่างใช้ความคิด เอาจริงผมก็ขี้เกียจไปนะ แต่หากอยู่แต่บ้านก็คงน่าเบื่อ ออกไปข้างนอกกับไอ้มอสเพื่อคลายเครียดคงจะดีกว่า 

"เออ กูว่าง มึงมารับกูด้วยแล้วกัน" 

("ได้เลยเพื่อน") 

"แล้วจะไปกี่โมง" 

("สักบ่ายโมงแล้วกัน") 

"เออ ๆ" 

หลังจากผมตอบรับ ไอ้มอสก็วางสายไป ผมที่ขี้เกียจนอนต่อ จึงลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูขึ้นพาดบ่าแล้วตรงเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการชำระล้างร่างกายสร้างความสดชื่นให้ตัวเองไม่นานผมก็ออกมาแต่งตัว เดินทำนั่นนี่ในห้องจนถึงเวลานัดหมาย ผมจึงหยิบโทรศัพท์กับกระเป๋าเงินเดินออกจากห้อง เพื่อจะลงไปรอไอ้มอสหน้าบ้าน 

"จะออกไปไหนอีก" ผมถอนหายใจแรงเมื่อเดินไม่ทันจะถึงประตูบ้าน ก็มีเสียงของคนที่ผมไม่อยากเห็นหน้าพูดทักผมขึ้น ผมจึงหันกลับไปมองหน้ามัน 

"เรื่องของกู" 

"วันหยุดแกควรจะอยู่กินข้าวที่บ้านกับพ่อแม่บ้างนะ ไม่ใช่เอาแต่ตะลอน ๆ ออกไปข้างนอก"  

"เมื่อไหร่มึงจะเลิกเสือกเรื่องของกูสักทีฮะไอ้ท้องฟ้า มึงเอาแค่เรื่องตัวเองก็พอมั้ง" 

"ที่พี่พูดเพราะพี่เป็นห่วง ยังไงแกก็เป็นน้องชายพี่นะ" ผมกัดฟันกรอด เมื่อได้ยินคำที่มันใช้เรียกแทนผม  

"หึ น้องชายงั้นเหรอ มึงยังกล้าเรียกกูแบบนั้นอีกนะ มึงกับกูไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้น อย่ามาสะเหล่อพูดแบบนั้นกับกูอีก"  

ผมไม่คิดจะพูดต่อความยาวสาวความยืดกับคนอย่างมัน แล้วเดินออกมาจากรั้วบ้าน ซึ่งเป็นจังหวะที่ไอ้มอสมารับผมพอดี  

"มีอะไรกันวะ" ไอ้มอสถามพลางหันมองไอ้ท้องฟ้าที่ยังคงยืนมองผมอยู่ 

"ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ" ผมพูดตัดบท  

ไอ้มอสไม่ได้ถามเซ้าซี้อะไร มันขับรถออกจากหน้าบ้านผมตามที่ผมบอก ตลอดทางผมไม่ได้พูดอะไรกับไอ้มอส เพราะกำลังนึกหงุดหงิดไอ้ท้องฟ้าอยู่ ทำไมคนใส่หน้ากากอย่างมันถึงได้เสแสร้งไม่เลิกนะ ผมโคตรไม่เข้าใจมันเลย ทำไมมันถึงชอบมาทำเป็นห่วงใยผม ในเมื่อมันเองก็ไม่ได้เห็นผมเป็นน้องชายอยู่แล้ว เพราะถ้ามันเห็นผมเป็นน้องชายของมันจริง ๆ อย่างที่ปากมันพูด  

มันคงไม่ทำเรื่องนั้น... 

ผมนั่งรถมากับไอ้มอสเกือบยี่สิบนาที ก็มาถึงซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจมากที่ไอ้มอสชวนผมมาสถานที่แบบนี้ ดูจะไม่เข้ากับมันเลยสักนิด 

"ไอ้มอส มึงคิดไงชวนกูมาซูเปอร์มาร์เก็ตวะ" 

"ก็แม่กูน่ะสิ ใช้ให้กูมาซื้อของเข้าครัวเนี่ย มึงดูรายการของที่แม่กูสั่งให้ซื้อสิ ยาวเป็นหางว่าว" ไอ้มอสพูดบ่นพร้อมทั้งยกกระดาษแผ่นยาวยืดขึ้นมาให้ผมดู 

ผมถอนหายใจ 

"สัดเสียเวลากูฉิบหาย กูอยู่เล่นเกมที่บ้านยังดีเสียกว่า" 

"เถอะน่ามึง มาช่วยกูหาของหน่อย ถ้ากูหาคนเดียวมีหวังกูตายแน่" 

"เออ ๆ"  

สุดท้ายผมก็ต้องเดินเข้ามาในซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมกับไอ้มอส คิดดูสิ ชายฉกรรจ์สองคนลากรถเข็นเข้ามาในโซนของสดของใช้ในครัว ช่างดูเป็นอะไรที่น่าอุจาดตายิ่งนัก 

"มึงโซนน้ำปลาอยู่ไหนวะ" ไอ้มอสถามผมพลางหันมองไปรอบ ๆ 

"กูจะไปรู้เหรอ กูไม่ใช่พนักงานสักหน่อย" 

"มึงก็ช่วยกูหาหน่อยสิวะ"  

ผมถอนหายใจเป็นรอบที่ล้านด้วยความรำคาญไอ้มอส ก่อนจะช่วยมันหาล็อกที่ขายของจำพวกน้ำปลา ซึ่งก็ไม่ใช่ง่าย ๆ เลย ของละลานตาไปหมดแบบนี้ ใครมันจะไปหาเจอวะ 

หืม... 

ผมขมวดคิ้ว เมื่อในจังหวะที่ผมกำลังกวาดสายตามองหาน้ำปลาให้ไอ้มอสอยู่ สายตาของผมก็ดันหันไปเห็นแผ่นหลังบางที่ผมแสนจะคุ้นตา ผมจึงลองเพ่งมองดี ๆ อืม...ชัดเลย 

"มึงมองอะไรอยู่วะไอ้ทะเล เจอน้ำปลากูหรือยัง" ไอ้มอสถาม แต่ผมไม่ได้ตอบมันเพราะกำลังยืนจ้องคนร่างบางเขม็ง ไอ้มอสจึงหันไปดูตามสายตาของผม "เฮ้ยมึง นั่นมันไอ้ฝันดีนี่ ว่าแต่มันมากับใครวะ หน้าไม่คุ้นเลย แต่หล่อสัด" 

ใช่แล้วครับ คนที่ผมเห็นโดยบังเอิญไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นไอ้ฝันดี ไอ้คนที่ผมติดต่อไม่ได้ทั้งคืน ทั้งที่ผมเอาแต่กระวนกระวายใจ แต่มันกลับมาเดินเลือกซื้อของสดกับผู้ชายคนอื่นหน้าตาเฉย แถมยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แทบจะถลาเข้าไปหาไอ้นัทนั่นอยู่ร่อมร่อ 

"เดี๋ยวกูมานะ"  

"เฮ้ยมึงจะไปไหนไอ้ทะเล ไอ้ทะเล!!" 

ผมไม่สนใจเสียงเรียกของไอ้มอส แล้วเดินจ้ำอ้าวตรงไปหาไอ้ตัวดี 

"พี่นัทจะกินแบบทอดหรือแบบต้มล่ะครับ" 

"พี่ว่าต้มดีกว่านะ ช่วงนี้พี่รักษาหุ่นอยู่น่ะ"  

"พี่นัทไม่เห็นอ้วนสักหน่อย ฝันนี่สิที่มีแต่เนื้อ อ้วนจะตายแล้ว" 

"ไหน เราเอวบางร่างเล็กขนาดนี้ เอาอะไรมาอ้วน" 

กรอด! 

ผมกัดฟันกรอดเมื่อมือหนาของไอ้บ้านั่นเอื้อมไปจับเอวของไอ้ฝันดีก่อนที่มันจะบีบเบา ๆ โดยที่ไอ้ตัวเล็กมันก็ไม่มีท่าทีที่จะดีดตัวออกเลยแม้แต่นิด มิหนำซ้ำยังยืนยิ้มให้ผู้ชายลูบคลำอีก ไม่อายคนอื่นเขาบ้างหรือไง 

หมับ 

ผมจับรั้งแขนเรียวบางก่อนจะดึงเข้ามาหาตัว ทำให้ทั้งไอ้ฝันดีและไอ้นัทชะงักหันมามองผม ซึ่งดูเหมือนว่าไอ้ฝันดีจะตกใจเล็กน้อยที่เห็นหน้าผม ส่วนไอ้คนชื่อนัท มันก็ทำเพียงมองผมนิ่ง ๆ แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่ถูกชะโหลกกับมันอยู่ดี 

"เอ้าทะเล มาทำอะไรที่นี่เหรอ" ไอ้ฝันดีเอ่ยถามผมด้วยสีหน้าปกติ ช่างไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองเลยสินะ 

"กูมาซื้อของกับไอ้มอส ว่าแต่มึงเถอะมาทำอะไร"  

"ก็เห็นอยู่ว่ากำลังเดินเลือกปลา ไม่น่าถาม"  

นี่ไม่ใช่คำตอบของไอ้ฝันดี เพราะคนอย่างมันไม่มีทางกล้าพูดแบบนี้กับผมแน่นอน แต่ไอ้คนที่พูดคือไอ้บ้าที่ยืนอยู่ตรงข้ามผมต่างหาก ผมรู้ว่ามันตั้งใจพูดลอย ๆ ให้ลอยมาเข้าหูผมจนผมอยากเอาตีนกระแทกหน้ามันเลยล่ะ 

"พี่นัท" ไอ้ฝันดีเรียกไอ้บ้านั่นเป็นเชิงห้าม ซึ่งมันก็ทำลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้ดูน่าหมั่นไส้ ยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ "คือเรามาซื้อของสดไปทำมื้อเที่ยงน่ะ พอดีพี่นัทจะกลับกรุงเทพฯ วันนี้ เลยขอให้เราทำมื้อเที่ยงให้" 

"จะกลับก็กลับไปสิ หาแดกเองไม่ได้หรือไง" คราวนี้ผมเป็นฝ่ายที่จงใจพูดลอย ๆ ขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็คงลอยเข้าหูไอ้คนชื่อนัทเต็ม ๆ มันถึงได้จ้องผมเขม็งแบบนั้น 

ทั้งผมทั้งไอ้นัทจ้องหน้าฟาดฟันสายตากันอย่างไม่มีใครยอมใครราวกับกำลังปล่อยกระแสอาฆาตเชือดเฉือนใส่กันไปมาโดยที่มีไอ้คนต้นเหตุอย่างไอ้ฝันดียืนคั่นกลาง 

"เอ่อ...แล้วนี่มอสอยู่ไหนเหรอ ไหนทะเลบอกมากับมอสไง" ไอ้ฝันดีถามผมขึ้นมา ทำให้ผมต้องละสายตาจากไอ้บ้าตรงหน้า หันมามองไอ้ตัวเล็กข้าง ๆ ผม 

"มันกลับไปแล้ว" 

"อ๋อ แล้วนี่ทะเลจะอยู่ซื้อของต่อ หรือจะกลับเลยล่ะ" 

"กูว่าจะเดินดูของ..." ผมเว้นเสียงแล้วใช้มือโอบเอวบางของคนข้าง ๆ เบา ๆ "...กับมึงต่อน่ะ"  

"ฮะ? เดินกับเรา"  

"อืม ทำไม หรือมึงไม่อยากให้กูอยู่เป็นก้าง" ผมถามมันเสียงเข้ม 

"ก้างอะไรเล่า ไม่ชะ..." 

พรึ่บ 

"ถ้ารู้ตัวว่าเป็นก้าง ก็ไม่ควรอยู่ต่อนะ" มือหนาของอีกฝ่ายเอื้อมมารั้งข้อมือของไอ้ฝันดีก่อนที่มันจะดึงฝันดีเข้าไปหาตัวมัน เรียกอารมณ์ขุ่นเคืองของผมให้ปะทุขึ้นแรงกว่าเดิม 

หมับ 

"กูจะเดินซื้อของกับไอ้ฝันดี แล้วมึงเสือกอะไรด้วย มึงเป็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ทหรือไง" ผมดึงแขนของไอ้ฝันดีกลับมาหาผม 

"นี่ไม่รู้หรือไงว่ากูแก่กว่ามึงนะ พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย" 

"แก่กว่าแล้วไง กูพอใจจะพูดแบบนี้ มึงมีปัญหาอะไร" 

"มึง"  

"ทำไม!"  

มันจะเข้ามาหาผมอย่างเอาเรื่อง ผมเองก็พร้อมปะทะ ไม่มีกลัวมันอยู่แล้ว 

พลั่ก พลั่ก 

"พอเลยทั้งสองคน" มือเล็กผลักอกของผมกับอกของไอ้นัท จนเราต่างผละถอยหลังกันไปคนละก้าว "ไม่อายคนอื่นหรือไง เถียงกันเป็นเด็ก ๆ เลย"  

"มึงกล้าว่ากูเหรอฝันดี" ผมถามมันเสียงเข้มจนมันก้มหน้า 

"ก็...ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย" มันพูดเสียงแผ่ว "ทะเลจะเดินซื้อของกับเราไม่ใช่เหรอ งั้นไปกันเถอะ พี่นัทด้วย ไหนบอกอยากซื้อหลายอย่างเลยนี่ ไปเลือกของกันเถอะ ฝันอยากกลับบ้านแล้ว รีบซื้อรีบกลับ" 

ไอ้ฝันดีพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ก่อนที่มันจะเดินนำไปโดยที่ไม่หันมาสนใจผมกับไอ้นัทอีก เราหันมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนที่มันจะเดินตามไอ้ฝันดีไป ผมเองก็ไม่ยอม จึงเร่งเท้าเดินเข้าไปประกบไอ้ฝันดีด้วย 

การเลือกซื้อของโดยเฉพาะของสดของทำครัว มันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ทางของผมจริง ๆ ทั้งน่าเบื่อ ทั้งเสียเวลา แถมยังต้องมาหงุดหงิดรำคาญสายตาที่เห็นไอ้คนชื่อนัทเอาแต่เกาะหนึบไอ้ฝันดีไม่ปล่อย ในบรรดาผู้ชายรอบตัวไอ้ฝันดีที่ผมเคยปะทะด้วย ผมยอมรับเลยว่าไอ้บ้านี่มันหน้าด้านที่สุดแล้ว สงสัยคงต้องเจอหมัดเจอตีนผมก่อนสินะ ถึงจะรู้สึก 

"พี่นัทอยากได้อะไรเพิ่มไหม" ไอ้ฝันดีถาม ไอ้นัทก็ก้มมองในรถเข็นอย่างพิจารณา 

"เออ ที่บ้านน้ำมันหมดไม่ใช่เหรอ เห็นน้าจิตราบ่น ๆ อยู่เมื่อคืน" 

"อื้มจริงด้วย งั้นไปซื้อน้ำมันกันเถอะ ล็อกขายน้ำมัน น่าจะอยู่แถวนั้นนะครับ"  

ไอ้ฝันดีชี้ไปทางล็อกหนึ่ง ก่อนที่มันกับไอ้นัทจะเดินลากรถเข็นกันไปสองคน โดยที่ไม่หันมาสนใจผมสักนิด ไอ้ผมก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินกอดอกตามหลังพวกมันไป ถึงแม้ตอนนี้อารมณ์ผมจะไม่คงที่นัก ทั้งโมโห ทั้งหงุดหงิด ทั้งรำคาญ แต่ผมก็ไม่มีทางปล่อยให้มันสองคนอยู่ด้วยกันสองต่อสองเด็ดขาด 

"ปกติที่บ้านใช้น้ำมันอะไรเหรอ"  

"แม่จะใช้น้ำมันมะกอกน่ะครับ เห็นว่ามันดีต่อสุขภาพ" 

ผมชะงักเท้าที่กำลังเดินตามคนทั้งสอง ก่อนจะกระตุกยิ้ม เมื่อได้ยินคำว่าน้ำมันมะกอก ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่สายตาของผมหันไปเห็นขวดน้ำมันมะกอกแสนคุ้นตาพอดี อะไรมันจะเหมาะเจาะได้ขนาดนี้ ผมไม่รอช้ารีบหยิบขวดนั้นมาไว้ในมือทันที 

"ไอ้ฝันดี มึงหาน้ำมันมะกอกอยู่ใช่ไหม" ผมถามคนร่างบางที่หันกลับมามองผม 

"อื้ม"  

ผมกระตุกยิ้ม 

"อะ กูหยิบมาให้แล้ว ขวดนี้ใช้ดีมากเลยมึงจำได้ไหม" ผมยื่นขวดน้ำมันไปตรงหน้าไอ้ฝันดี มันก็จ้องมองขวดอย่างพิจารณา คงจะจำไม่ได้สินะ "ก็ขวดแบบนี้ที่เราเคยใช้ในครัวบ้านไอ้บีกันไง น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น มึงจำไม่ได้เหรอ เราสองคนใช้เกือบหมดขวดเลยนะ" 

คนตัวเล็กชะงักนิ่งไป ก่อนที่ใบหน้าหวานจะเห่อแดงก่ำไปทั่วทั้งใบหน้าลามไปถึงกกหูบอกให้รู้ว่าความทรงจำระหว่างเราในวันนั้นคงกำลังหลังไหลเข้าไปในหัวน้อย ๆ ของไอ้ฝันดี มันถึงได้หน้าแดงตาโตขนาดนั้น ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาที่ผมค่อนข้างถูกใจเลยล่ะ 

"เอาขวดนี้ละกันเนอะ พอดีฝันดีมันชอบมากน่ะ" ผมพูดบอกไอ้นัทด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะวางขวดน้ำมันลงในรถเข็น แค่เห็นสีหน้าสงสัยของไอ้นัทผมก็โคตรสะใจแล้ว  

"ฝันดีเคยทำอาหารกับมันด้วยเหรอ" ไอ้นัทหันไปถามไอ้ฝันดี ที่ตอนนี้เลิ่กลั่กแทบจะเก็บสีหน้าไม่อยู่ ผมล่ะอยากจะรู้จริง ๆ ว่ามันจะตอบว่าอะไร  

"เอ่อ...คะ...ครับ เอ่อฝันว่าเรากลับบ้านกันเถอะ จะได้รีบไปทำกับข้าวให้พี่ เพราะนี่มันก็เลยเวลาอาหารเที่ยงมาเป็นชั่วโมงแล้ว พี่นัทคงหิวแย่ เราไปจ่ายตังค์กันเถอะ"  

ไอ้ฝันดีพูดตัดบทจบ ก็รีบลากรถเข็นไปยังเคาน์เตอร์จ่ายเงินทันที ผมส่ายหน้ายิ้มขำกับท่าทางเบิ่น ๆ ของคนตัวเล็กก่อนจะหันไปยกยิ้มมุมปากให้ไอ้นัทที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก แล้วจึงเดินตามไอ้ฝันดีไปคิดเงิน จู่ ๆ ก็รู้สึกอารมณ์ดีแฮะ สงสัยคงเป็นเพราะเจอน้ำมันที่ถูกใจ 

หลังจากคิดเงินเสร็จ ปัญหาใหญ่ก็วิ่งเข้ามาหาผมทันที เมื่อผมพึ่งนึกขึ้นได้ว่าผมไม่ได้เอารถมา แถมไอ้มอสมันก็คงกลับไปแล้วด้วย  

"ทะเลกลับยังไงเหรอ เอารถมาหรือเปล่า" ไอ้ฝันดีถามผมเมื่อพวกเราเดินมาถึงรถคันหรูที่จอดอยู่ตรงลานจอดรถหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นรถคันเดียวกันกับที่ผมเห็นว่าจอดอยู่ในบ้านของไอ้ฝันดีเมื่อวาน คงเป็นรถของไอ้นัทสินะ รู้แบบนี้น่าจะออกมากรีดให้เละทั้งคันรถ 

"กูมากับไอ้มอสน่ะ แต่ไอ้มอสมันกลับไปแล้ว"  

"เอ้า แล้วทะเลจะกลับยังไง" 

"ไม่รู้สิ" ผมพูดโดยหันมองไปทางอื่น จะให้พูดได้ยังไงล่ะว่าไม่มีรถกลับ ขายขี้หน้าตายห่า 

"ช่างมันเถอะฝันดี เรากลับกันเถอะ โตแล้วคงหาทางกลับเองได้แหละ" ผมเขม่นมองไอ้นัทที่มันจงใจพูดเหน็บแนมผมอีกแล้ว ผมว่าผมกับมันคงต้องวางมวยกันก่อนสักห้าหกสิบหมัดสินะ มันถึงจะเลิกปากดีใส่ผมสักที 

"ยังไงบ้านทะเลก็อยู่ข้างบ้างฝันอยู่แล้ว งั้นให้ทะเลกลับด้วยนะพี่นัท" 

ไอ้นัททำสีหน้าเหมือนไม่อยากจะให้ผมกลับด้วย เหอะ คิดว่าผมอยากจะนั่งรถกาก ๆ ของมันหรือไง ผมแค่จะไปนั่งขัดคอไม่ให้มันได้พูดอะไรกับไอ้ฝันดีก็เท่านั้น 

"อืม ถ้าฝันดีว่างั้นก็แล้วแต่ฝันแล้วกัน" มันตอบไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหิ้วของทั้งหมดไปไว้หลังรถแล้วเดินอ้อมไปนั่งยังที่นั่งคนขับ  

หมับ 

ผมรีบชิงตัดหน้าไอ้ฝันดีเปิดประตูขึ้นมานั่งยังที่นั่งด้านหน้าข้าง ๆ คนขับ ทำเอาไอ้ฝันดีงุนงง แต่ก็ยอมเปิดประตูรถไปนั่งด้านหลัง ไอ้นัทเองก็ขมวดคิ้วมองผมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มันไม่หยุด 

"พอดีกูเมารถง่ายน่ะ นั่งข้างหลังไม่ได้" ผมพูดโดยไม่หันมองหน้าใคร 

"กระแดะฉิบหาย"  

ผมชำเลืองมองไอ้นัทที่พูดแขวะผม แต่ก็ไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับมัน ไม่นานมันก็ขับรถออก โดยที่ระหว่างทางกลับบ้าน มันก็เอาแต่จะชวนไอ้ฝันดีคุยไม่หยุด ปากมากฉิบหาย จนผมนี่รำคาญแล้วรำคาญอีก 

"พี่นัทแวะร้านน้ำร้านนั้นให้หน่อย ฝันอยากซื้อชาเย็น" ไอ้ฝันดีพูดบอกพลางชี้นิ้วไปยังร้านน้ำร้านหนึ่ง ซึ่งไอ้นัทก็ตบไฟเลี้ยวจอดรถให้ตามที่ไอ้ฝันดีขอ "พี่จะเอาน้ำอะไรไหม" 

"เอาชาเย็นเหมือนฝันแล้วกัน" 

ไอ้ฝันดีพยักหน้ารับก่อนหันมามองผม 

"แล้วทะเลล่ะ เอาน้ำอะไรไหม"  

"เดี๋ยวกูลงไปเลือกเอง"  

ผมเปิดประตูลงจากรถโดยที่ไม่รอให้ไอ้ฝันดีตอบรับอะไร ไม่นานนักมันก็ลงตามผมมา ก่อนที่เราจะเดินมายังร้านขายน้ำริมถนน 

"เอาชาเย็นสองแก้วครับ"  

"ได้จ้า รอสักครู่นะ"  

เมื่อแม่ค้าตอบรับ ไอ้ฝันดีก็หันมามองหน้าผมที่ยืนกอดอกนิ่ง ๆ อยู่ข้าง ๆ มัน 

"ทะเลไม่สั่งน้ำล่ะ" 

"กูไม่ชอบน้ำหวาน" 

ไอ้ฝันดีขมวดคิ้ว 

"ถ้าไม่ซื้อแล้วจะลงมาทำไม" 

"กูแค่อยากลงมามึงมีปัญหาอะไร" 

ไอ้ฝันดีมุ่ยหน้าใส่ผม 

"ใครจะกล้ามีปัญหา" มันพูดบ่นพึมพำ แต่ผมก็ได้ยินชัดเจน จึงใช้มือขยี้หัวมันด้วยความมันเขี้ยว  

"เออทำไมเมื่อคืนกูโทรหามึงไม่ติดวะ ส่งข้อความไปมึงก็ไม่ตอบ" ผมถามเมื่อนึกขึ้นได้ 

"ทะเลโทรมาเหรอพอดีแบตโทรศัพท์เราหมดตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียนแล้ว พอกลับถึงบ้านก็ลืมชาร์จน่ะ" 

"มึงนี่ตลอดเลยนะ เป็นคนแก่หรือไง ถึงได้ขี้ลืมนัก วันหลังถ้ามึงปล่อยให้แบตหมดจนติดต่อไม่ได้อีก กูจะเอาโทรศัพท์ของมึงไปปาทิ้ง" 

"ขอโทษ วันหลังไม่ลืมแล้ว" 

ใบหน้าเล็กย่นจมูกใส่ผม จนผมต้องบีบจมูกมันเพิ่มอีกหนึ่งดอก ซึ่งมันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนหน้ายุ่ง ๆ เพราะไม่กล้าว่าอะไรผมจนผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มให้กับความว่าง่ายของไอ้ฝันดีที่ราวกับเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ 

"กูเจอใครวะเนี่ย อะไรมันจะบังเอิญแบบนี้วะ" ผมหันไปตามเสียงของกลุ่มคนที่เดินเข้ามาทางผมก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อเห็นว่าเป็นกลุ่มของใคร "ช่วงนี้ไม่ค่อยเจอกันเลยนะไอ้ทะเล" ไอ้เมฆพูดทักผม 

"ไม่เจอกันก็ดีอยู่แล้วนี่ เพราะกูโคตรจะเหม็นขี้หน้ามึงเลย" 

"จะพูดอะไรมึงช่วยนับตีนพวกกูด้วยนะ ดูท่ามึงจะมาคนเดียวนี่" ไอ้หินพูดขึ้นตามแบบฉบับไอ้พวกปากเก่ง ที่เก่งแต่เห่าหอน 

"ใครเหรอทะเล" ไอ้ฝันดีขยับเข้ามาใกล้ผมก่อนเอ่ยถาม นั่นทำให้สายตาของกลุ่มไอ้เมฆต่างพากันหันไปมองที่ไอ้ฝันดีเป็นตาเดียว จนผมต้องเอาตัวเองยืนบังตัวไอ้ฝันดีไว้ ให้มันหลบไปอยู่ข้างหลังผม 

"กูก็คิดว่ามาคนเดียว ที่แท้ก็มากับไอ้ขาสวยนี่เอง แต่เอะ ทำไมวันนี้ใส่ขายาวล่ะ น่าเสียดาย" ผมกัดฟันกรอดกับคำพูดของไอ้เมฆที่พูดพลางใช้สายตาหยาบโลนก้มมองเรียวขาของไอ้ฝันดีที่ตอนนี้สองมือกำชายเสื้อของผมแน่น มันคงจะกลัวที่ไอ้พวกเหี้ยมองมันด้วยสายตาหื่นกระหายแบบนั้น 

"มึงไปให้พ้น ๆ ตีนกูไปไอ้เมฆ ถ้ามึงไม่อยากร้องเป็นหมาตอนโดนกูกระทืบเหมือนครั้งก่อน" ไอ้เมฆมองผมด้วยสายตาวาวโรจน์ เหมือนคำพูดของผมคงจะไปจี้ใจดำของมัน แต่มันก็ไม่พูดโต้ตอบอะไรผม แล้วหันกลับไปมองไอ้ฝันดีอีกครั้ง 

"ไอ้ขาสวย จำกันไม่ได้เหรอ" ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่ไอ้เมฆพูดนัก หรือมันจะหมายถึงคืนที่มันเจอผมอุ้มไอ้ฝันดีตอนเมาที่หน้าร้านของเฮียคูเปอร์ แต่ตอนนั้นไอ้ฝันดีมันเมาไม่ได้สตินะ แล้วทำไมไอ้เมฆถึงถามไอ้ฝันดีแบบนั้น 

"นายเป็นใคร เราไม่รู้จักนายนะ"  

"อะไรกัน ก็วันนั้นไง ที่เราอยู่ด้วยกันในห้องน้ำห้างน่ะ" ผมขมวดคิ้วหันขวับมองไอ้ฝันดีทันที ซึ่งเหมือนตอนนี้มันจะนึกอะไรบางอย่างได้แล้ว ถึงได้กำชายเสื้อผมแน่นขึ้น "ทำสีหน้าแบบนั้นจำกันได้แล้วสินะ ไม่คิดเลยว่าเราจะได้เจอกันอีกครั้ง งั้นกูขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเลยแล้วกัน กูชื่อเมฆ เรียนอยู่ที่โรงเรียนนิวิทย์ฯ" ไอ้เมฆพูดพร้อมทั้งยื่นมือมาตรงหน้าไอ้ฝันดี 

มือเล็กที่จับชายเสื้อผมอยู่มีแววลังเลนิด ๆ แต่ก็ตั้งท่าจะยื่นมือไปจับตอบรับไอ้เมฆ 

ฟึ่บ 

ผมปัดมือไอ้เมฆออก ไม่ให้มันได้มีโอกาสได้สัมผัสแม้แต่ปลายเล็บของไอ้ฝันดี ไอ้เมฆจ้องหน้าผมไม่วางตา ผมเองก็มองสบตามันอย่างไม่คิดกลัวเช่นกัน 

"น้ำได้แล้วจ้า" เสียงแม่ค้าเอ่ยเรียก 

"มึงไปเอาน้ำแล้วไปรอที่รถก่อนไป" ผมพูดบอกไอ้ตัวเล็ก 

"แต่ว่า..." 

"กูบอกให้ไปไง" ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง  

ไอ้ฝันดีมองผมกับไอ้เมฆด้วยความลังเล แต่สุดท้ายมันก็ยอมทำตามที่ผมบอกโดยการไปจ่ายเงินค่าน้ำ ก่อนจะรีบวิ่งไปขึ้นรถของไอ้นัทที่จอดอยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นว่าไอ้ฝันดีขึ้นรถไปแล้ว ผมจึงหันกลับมาหาไอ้เมฆ 

"คนนี้มึงหวงงั้นเหรอ" ไอ้เมฆถามผม 

"กูไม่ได้หวง" คำตอบของผมคงฟังดูตลกมาก ไอ้เมฆถึงยกยิ้มดูจะชอบใจนัก 

"หึหึ ชักจะสนุกแล้วสิ...พวกมึงไปกัน"  

ไอ้เมฆพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนที่มันจะชวนเพื่อนของมันเดินเข้าไปในร้านข้าวที่อยู่ถัดจากร้านน้ำ ผมยืนมองตามแผนหลังของพวกมันด้วยความไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะคำพูดของไอ้เมฆและสายตาเจ้าเล่ห์สไตล์หมาลอบกัดอย่างมันทำให้ผมเดาได้ไม่ยากว่าคนอย่างมันไม่จบอยู่แค่นี้แน่ 

ผมเดินกลับขึ้นมาบนรถ ไอ้ฝันดีก็ถามถึงเรื่องไอ้เมฆทันทีว่าผมกับมันมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า แต่ผมก็ไม่คิดจะตอบแล้วนั่งเงียบมาตลอดทางจนมาถึงบ้านของผม พอไอ้นัทจอดรถผมก็ลงจากรถทันที  

"เดี๋ยวทะเล" ผมชะงักเท้าที่กำลังจะเดินเข้าบ้าน แล้วหันกลับไปตามเสียงเรียกของคนตัวเล็ก "พี่นัท เดี๋ยวฝันขอคุยธุระกับทะเลหน่อยนะครับ" 

ไอ้นัทหันมามองหน้าผม ก่อนจะพยักหน้าตอบรับฝันดีแล้วมันก็ขับรถเข้าบ้านไป ส่วนไอ้ตัวเล็กที่บอกว่ามีเรื่องจะคุยกับผม ก็เดินมาหาผมที่หน้าบ้าน 

"มีอะไร" 

"ทะเลมีปัญหาอะไรกับคนชื่อเมฆเหรอ" 

"มึงอยากรู้ไปทำไม" ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันนิด ๆ 

"คนคนนั้นเขาดูน่ากลัวมากเลยนะ" 

"งั้นเหรอ ถึงขั้นน่ากลัวกว่ากูเลยไหม" 

"ทะเลน่ากลัวกว่า" มันตอบเสียงแผ่ว 

"ว่าแต่มึงเถอะ ที่มันพูดหมายความว่าไง ไอ้ห้องน้ำห้างน่ะ" ผมเอ่ยถามในสิ่งที่ผมกะจะถามมันตั้งแต่ในรถ แต่เพราะมีไอ้นัทอยู่ด้วย ผมเลยยังไม่ถาม 

"เราเคยบังเอิญเจอคนชื่อเมฆที่ห้างน่ะ ตอนนั้นเขากับเพื่อนรุมทำร้ายคนในห้องน้ำชายแล้วพี่ท้องฟ้าเข้าไปห้าม พวกเขาเลยมารุมพี่ท้องฟ้า" 

ผมขมวดคิ้ว กลุ่มไอ้เมฆรุมไอ้ท้องฟ้างั้นเหรอ มันจะใช่เรื่องบังเอิญเหรอวะ หรือว่าพวกมันจงใจเพราะอาจจะรู้ว่าไอ้ท้องฟ้าเป็นอะไรกับผม มันเลยทำแบบนั้น 

แต่เดี๋ยวนะ 

"แล้วมึงไปอยู่กับไอ้ท้องฟ้าที่ห้างได้ไง นี่มึงแอบไปเที่ยวกับมันเหรอ" ผมถามเสียงเข้ม 

"ไม่ใช่ ก็วันนั้นไง ที่ทะเลไปเจอเราที่ห้างน่ะ ช่วงก่อนไปค่ายคุณธรรมไง" ผมอ๋อในใจอย่างนึกขึ้นได้ จะว่าไปวันนั้นตอนที่ผมไปเจอไอ้ฝันดี มันก็บอกผมแล้วนี่ว่าไอ้ท้องฟ้าโดนทำร้าย แถมวันนั้นไอ้ฝันดีก็เป็นคนทำแผลให้ไอ้ท้องฟ้าด้วย ที่แท้ก็เป็นกลุ่มของไอ้เมฆนี่เอง 

"มึงน่ะระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน ห้ามไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด ถ้าเจอกลุ่มไอ้เมฆที่ไหนก็ให้เลี่ยง อย่าเข้าไปยุ่งกับมันเข้าใจไหม" ผมพูดกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ความรู้สึกบางอย่างมันบอกกับผมว่าไอ้เมฆมันต้องกำลังเพ่งเล็งไอ้ฝันดีอยู่แน่ ๆ ถึงยังไม่มีอะไรยืนยัน แต่กันไว้ย่อมดีกว่าแก้ 

"อื้ม ทะเลเองก็เหมือนกัน อย่าไปมีเรื่องกับคนพวกนั้นเลยนะ" 

"ทำไม มึงเป็นห่วงกูเหรอ" ผมแกล้งถามเล่น ๆ ไม่ได้คิดจริงจังอะไรนัก 

"....." หืม? ทำไมมันเงียบล่ะ 

"มึงเป็นห่วงกูจริงดิ" ผมถามพลางเดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็กมากขึ้น ซึ่งอีกฝ่ายก็ก้มหน้ายกใหญ่จนแทบจะมุดอกตัวเองอยู่แล้ว "เป็นห่วงกูจริงเหรอ" 

"ทะเลอย่าแกล้ง" ถึงแม้มันจะก้มหน้าอยู่ แต่ก็ไม่สามารถปิดซ่อนใบหน้าแดง ๆ ของมันได้มิด 

ฟึ่บ ฟึ่บ 

ผมขยี้หัวมันด้วยความมันเขี้ยว 

"ฝันดีเข้าบ้านได้แล้ว" เสียงเรียกของไอ้นัทที่ดังมาจากรั้วบ้านของไอ้ฝันดี ทำเอาผมชะงักปากที่กำลังยิ้ม แล้วถอนหายใจแรง ๆ เฮือกใหญ่ทันที 

"ครับพี่นัท" ฝันดีตอบรับ ก่อนหันมามองผม "เราเข้าบ้านก่อนนะ"  

"เดี๋ยว" ผมจับข้อมือเล็กเพื่อรั้งไอ้ฝันดีไว้ 

"มีอะไรเหรอ" 

"มึงยังไม่ได้บอกกูเลยนะ ว่าไอ้นัทนั่นมันเป็นใคร มันเป็นอะไรกับมึง" ผมกดเสียงต่ำเอ่ยถาม ตอนแรกกะรอให้ไอ้ฝันดีเป็นฝ่ายพูดบอกขึ้นมาเอง แต่มันก็ไม่ยอมบอกผมสักที 

"ทำไมเหรอ"  

"กูถามก็ตอบ ไม่ใช่ให้มึงมาถามกูกลับ"  

"พี่นัทเป็น...เป็นอะไรดีนะ" ไอ้ฝันดีพูดยิ้ม ๆ  

"เดี๋ยวนี้หัดเล่นลิ้นกับกูเหรอ เดี๋ยวกูก็เล่นมึงตรงนี้หรอก" ผมแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าเล็กจนมันรีบผละหนีด้วยความตกใจ "คิดว่าจะแน่ บอกมาเร็ว ๆ" 

"พี่นัทเป็นลูกพี่ลูกน้องของเรา พอใจหรือยัง" 

ฮะ? 

ลูกพี่ลูกน้องงั้นเหรอ... 

"เดี๋ยวนะ ลูกพี่ลูกน้องแบบ...ญาติกันอะนะ" ผมถามย้ำ ไอ้ฝันดีถึงกับถอนหายใจ 

"ก็ใช่น่ะสิ แม่เราเป็นน้องสาวแท้ ๆ พ่อแม่เดียวกันกับแม่ของพี่นัท ทีนี้เข้าใจยัง" ทำไมจู่ ๆ รู้สึกเหมือนหน้ามันจะร้าว ๆ ยังไงไม่รู้นะ ราวกับกำลังจะแตก 

"ลูกพี่ลูกน้องอะไร หน้าไม่เห็นเหมือนกันสักนิด" ผมปล่อยมือเล็กแล้วหันมองทางอื่นทำทีเป็นเฉไฉ แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มชอบใจใหญ่ "มึงยิ้มอะไร" 

"เปล๊า แค่อยากยิ้มเฉย ๆ ไม่ได้เหรอ" มันตอบกลับเสียงสูงด้วยรอยยิ้มล้อเลียน 

"เดี๋ยวนี้เอาใหญ่แล้วนะ" 

"เอาอะไรใหญ่ ไม่ได้เอาอะไรซะหน่อย" มันยังคงพูดกวนผมกลับ ดูท่าผมคงจะใจดีกับมันเกินไปจนมันไม่เกรงกลัวผมเหมือนแต่ก่อนแล้วสินะ แบบนี้ต้องสั่งสอน 

"ไอ้ฝัน นั่นเพื่อนมึงหรือเปล่าวะ" ผมพูดพลางชี้ไปทางด้านหลังของมัน 

"ไหน ไม่เห็นมีคะ..." 

ฟอดดดด 

ผมใช้จังหวะที่คนปากเก่งเผลอจัดการฝังปลายจมูกเข้าที่แก้มนิ่มแล้วหอมฟอดใหญ่เต็มปอดจนเนื้อแก้มของมันแทบจะหลุดติดปลายจมูกผมมาด้วย ก่อนจะผละออก แม้จะเป็นแค่การหอม แต่ก็ทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น สองพวงแก้มมีสีมาเติมแต้มจนกลายเป็นสีลูกตำลึง 

"ทะเลบ้า!"  

ด่าผมเสร็จ ขาสั้น ๆ ของมันก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านของตัวเองทันที ผมที่มองตามก็ได้แต่ส่ายหัวยิ้มขำ มันจะรู้ตัวไหมนะ ว่าเวลามันเสียอาการท่าทางของมันโคตรตลก เดี๋ยวนะ แล้วนี่ผมยิ้มบ้าอะไรของผมวะ สงสัยเป็นเพราะอากาศร้อน คงต้องเข้าไปตากแอร์ในบ้านแล้วล่ะ 

. 

. 

ในขณะที่สองชายหนุ่มต่างเดินแยกย้ายกันเข้าบ้านของตัวเอง พวกเขาทั้งสองต่างไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีคนกลุ่มหนึ่งจ้องมองทุกการกระทำของพวกเขาไม่วางตา รอยยิ้มร้ายจุดขึ้นบนใบหน้าคม ก่อนที่เขาและพักพวกจะพากันขับรถออกไปหลังจากที่ได้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการแล้ว 

. 

. 

 To be continued 


มาอัปเดตตอนใหม่แล้วนะคะ ปั่นแบบโต้รุ่งเลย ปล. ฝากกดติดตามเพจเฟสบุ๊ก "แยมขนมปัง" และ ทวิตเตอร์ @AnglesKiss1234 ด้วยน้า 1 คอมเมนต์ดี ๆ = ร้อยกำลังใจ
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว