facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รุกครั้งที่ 14 วิธีการ

ชื่อตอน : รุกครั้งที่ 14 วิธีการ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 40

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2564 19:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รุกครั้งที่ 14 วิธีการ
แบบอักษร

 

รุกครั้งที่ 14 วิธีการ

 

สายตาของผมจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของการันต์ลุ้นกับคำตอบที่เขาจะพูดออกมา ผมไม่รู้เลยว่าถ้าเขาเกลียดผมจริงๆ จนไม่อยากอยู่ใกล้ เลยพาลทำให้ไม่อยากรับงานถ่ายแบบด้วย ผมจะแก้ปัญหานี้ยังไงดี เพราะงานนี้ก็เหลือเวลาไม่มากแล้ว ถ้านายแบบไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครไปได้อีก ซึ่งในหัวผมตอนนี้ไม่มีใครที่พอจะนึกออกเลย

แต่รอแล้วรอเล่าเขาก็ไม่ตอบออกมาสักที เอาแต่จ้องมองผมด้วยสายตาที่ยากจะเข้าใจ ทำให้ผมเป็นฝ่ายที่ทนกับความอึดอัดนี้ไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากถามเขาอีกรอบ

“มึงเกลียดกูรึเปล่า การันต์”

“ไม่ได้เกลียด”

“แล้วทำไมมึงถึงไม่รับงานถ่ายแบบ”

“ก็แค่ไม่อยากทำ”

คำตอบของเขาทำผมโล่งใจไม่น้อย  ถึงแม้ว่าเขายังคงปฏิเสธรับงานถ่ายแบบอยู่ก็ตาม อย่างน้อยๆ มันก็ไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่ชอบหรือเกลียดผมอะไรแบบนั้น แต่แล้วผมก็ต้องเรียกรั้งเขาไว้อีกรอบ เมื่อเห็นเขาทำท่าจะเดินเข้าไปในตัวอาคารอีกครั้ง

“เดี๋ยวสิ”

“อะไรอีก” เขาหมุนตัวกลับมามองผมด้วยสายตารำคาญดังเดิม

“ยังมีเรื่องนึงที่มันค้างคาใจกูมานานแสนนาน แล้วกูอยากรู้มาก ไม่ว่ายังไงวันนี้กูก็ต้องถามให้รู้เรื่อง”

“คำถามเยอะจริง”

“กูขอถามตรงๆ เลยละกันนะ”

“คุณเคยพูดอ้อมๆ ด้วยเหรอ”

“เถอะน่า กูถามได้ยัง”

“ฟังอยู่”

“มึงชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย?”

ผมตัดสินใจถามคำถามที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด การที่ผมมาตามจีบเขาอยู่แบบนี้ มันก็เป็นเพราะซีม่อนอยากหาแฟนให้เพื่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าเพื่อนเขาชอบผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ เลยให้ผมมาพิสูจน์ดูเพื่อความแน่ใจ แต่ถ้าเอาความคิดผม ผมว่าเขาต้องชอบผู้ชายแน่ๆ เพราะเท่าที่ฟังมาเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงเลยนะ แต่พอคิดดูดีๆ อีกที เขาก็ไม่เคยสนใจผู้ชายเหมือนกันนี่นา

“คำถามนี้เหรอที่บอกว่าค้างคาใจ”

“ใช่ กูอยากรู้ ช่วยตอบที”

“ถ้างั้นก็ค้างคาใจต่อไปละกัน” เขาหมุนตัวกลับไปทางเดิมก่อนจะก้าวขาเดินไปยังประตูทางเข้าหอ แต่ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเข้าไป ผมก็ทำการถามย้ำเขาอีกรอบ

“มึงจะไม่ตอบจริงๆ เหรอ”

“จำเป็นด้วยเหรอ”

การันต์เปิดประตูก่อนจะสอดตัวเข้าไปด้านใน และในตอนที่ประตูกำลังจะปิด ผมก็ตะโกนบอกให้เขาคิดเรื่องถ่ายแบบดูอีกครั้ง ผมมองดูเขาเดินเข้าไปในตัวอาคารผ่านบานประตูกระจกใสก่อนจะหมุนตัวหันหลังกลับเดินออกมา ผมมองทางที่เดินมาแล้วก็ต้องถอนหายใจ เดินมาแล้วก็ต้องเดินกลับ ตูดก็เจ็บ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงต้องทรมานตัวเองขนาดนี้ การที่จะตามจีบหรือเอาใจใครสักคนมันต้องลำบากขนาดนี้เลยหรือครับ

 

 

 

“ทำไรอยู่วะไอ้ทัช”

ผมเดินตรงไปหาอิงทัชที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ใต้ตึกคณะนิเทศฯ พวกผมเพิ่งเลิกคลาสในช่วงเช้าน่ะ แต่ด้วยความที่วิชานี้เราสองคนลงไม่ตรงกันเลยไม่ได้เรียนด้วยกัน ผมกะว่าจะแวะไปกินข้าวที่โรงอาหารก่อนแล้วค่อยไปหาการันต์ที่หอสมุดเหมือนเดิม แต่ก็ดันเจออิงทัชนั่งเล่นอยู่นี่เลยทักเข้าสักหน่อย

“ก็นั่งรอสาวเลิกเรียนดิวะ พอดีนัดกินข้าวด้วยกันน่ะ” อิงทัชว่าพลางเขยิบตัวเล็กน้อยให้ผมนั่งลงข้างๆ

“เด็กมึงเรียนคณะนี้เหรอ”

“เด็กเดิกอะไร คนนี้อยู่ปีสี่เว้ย”

“เล่นของสูงเลยนะมึง” ผมพูดก่อนจะยักคิ้วหลิ่วตาอย่างแซวๆ ปกติไอ้ทัชมันชอบควงสาวที่อายุน้อยกว่ามันนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มันหันมาสนใจลองควงคนที่อายุมากกว่าแบบนี้

บางทีก็แอบสงสัยเหมือนกันว่ามันเดินควงสาวแล้วทิ้งมากี่คนแล้ว คือเรื่องที่มันเจ้าชู้ควงไปทั่วมันก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไรหรอก แต่สาวๆ ส่วนใหญ่ที่ยอมเดินควงกับมันก็เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนผมเจ้าชู้ แต่ก็ยังยอมด้วยเหตุผลต่างกันไป เท่าที่รู้ก็มีแค่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเคยเดินควงหนุ่มฮอตอันดับสองกับหลอกเอาเงินไอ้ทัช เพราะเพื่อนผมมันเป็นผู้ชายสายเปย์น่ะ

“ว่าแต่มึงเถอะ”

“กูทำไมอีก”

“เรื่องของการันต์อ่ะเป็นไงบ้าง เขายอมมาถ่ายให้มั้ย”

“เขาปฏิเสธว่ะ แต่เมื่อคืนกูก็บอกให้เขาไปคิดดูอีกที ไม่รู้ว่ายังไงเหมือนกัน เดี๋ยวกูเมล์ถามแป๊บ” ผมเล่าให้อิงทัชฟัง แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันสำหรับส่งอีเมล์

“เดี๋ยวนะ! นี่พวกมึงคุยกันโดยใช้อีเมล์เหรอ”

“ก็เออดิ” นิ้วเรียวยาวของผมกดส่งอีเมล์ทันทีที่พิมพ์ข้อความเสร็จ ปากก็ตอบคำถามของอิงทัชไปด้วย

“ทำไมไม่คุยไลน์กันวะ กูงง”

“ก็เขาไม่เล่นไลน์”

“เมสเซนเจอร์ก็ได้ อย่าบอกนะว่าไม่เล่นเหมือนกัน”

“ก็ใช่ไง ไม่งั้นกูจะพิมพ์อีเมล์หาเขาอยู่นี่เหรอ โคตรยุ่งยากเลย”

“โคตรสุดเลยว่ะ กูไม่เคยเจอคนแบบนี้เลย”

“มึงคิดว่ากูเคยเจอเหรอ”

“ลำบากหน่อยนะมึง” อิงทัชตบไหล่ผมอย่างปลอบใจ

เอาเถอะครับ ยังไงก็ไม่มีใครเข้าใจความลำบากของผมหรอก ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยตามจีบใคร แต่ผมก็รู้อยู่บ้างว่าการจีบใครสักคนให้ติดมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ดูท่าแล้วการจีบการันต์ให้ติดมันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้พอๆ กับการให้คนมีปีกงอกและบินได้นั่นแหละครับ

“เขาตอบมาแล้ว” ผมกดปลดล็อกหน้าจออีกรอบ เมื่อโทรศัพท์สั่นแจ้งเตือนเหมือนมีข้อความเข้า

“ว่าไงๆ”

“ดูเอาเองละกัน”

ผมหันหน้าจอโทรศัพท์ให้อิงทัชดู และมันกำลังโชว์ข้อความที่ถูกพิมพ์ส่งมาทางอีเมล์ ซึ่งมันเป็นข้อความสั้นๆ ว่า ‘ไม่’ พวกผมมองหน้ากันอย่างไม่รู้จะทำยังไงต่อ ถึงแม้ในใจผมจะรู้คำตอบอยู่กลายๆ แล้ว แต่พอมาเห็นจังๆ แบบนี้ก็ทำเอาไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน

“เอาไงต่อดีวะ”

“เขาไม่อยากทำน่ะ เมื่อคืนเขาก็ตอบแต่คำว่าไม่”

“แต่ถ้านายแบบไม่ใช่การันต์ กูก็ไม่รู้จะเอาใครมาถ่ายคอนเซ็ปต์นี้แล้วนะเว้ย”

“นั่นดิ กูก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือว่าเราควรเปลี่ยนคอนเซ็ปต์วะ”

“ถ้าเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ก็ไม่รู้จะเอาคอนเซ็ปต์อะไรอีกอยู่ดี ทำไมมันดูไร้ทางออกแบบนี้วะ”

“กูเริ่มเครียดแล้วนะเนี่ย” ผมก้มหน้าอย่างคิดไม่ตก เวลาก็เหลือน้อยลงเต็มที ไหนจะหาสถานที่ ซื้อเสื้อผ้า ออกไปถ่ายอีก ถ้ายังไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างมีหวังส่งงานนี้ไม่ทันแน่ๆ

“หรือว่าจะให้ซีม่อนช่วยดีวะ”

“เอางั้นเหรอ”

“ยังไงมันก็เป็นเพื่อนกับการันต์นี่นา”

“การันต์อ่ะเป็นเพื่อนซีม่อน แต่ซีม่อนเป็นเพื่อนการันต์รึเปล่าอันนี้อีกเรื่องนึงนะ”

คำพูดผมอาจจะดูใจร้ายไปบ้าง แต่ต้องยอมรับว่ามันคือเรื่องจริงครับ เท่าที่ผมสังเกตการันต์ดูไม่ค่อยสนใจซีม่อนเท่าไหร่ บางครั้งก็พูดคุยบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเมินซะมากกว่า อีกอย่างตลอดเวลาที่อยู่กับผมเขาก็ไม่เคยพูดถึงซีม่อนให้ฟังเลย ถ้าซีม่อนเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเขาจริง อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีพูดถึงให้ได้ยินบ้าง

“ลองดูหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรไม่ใช่เหรอวะ”

“โอเคๆ ตามใจมึงละกัน”

พอผมพูดอย่างเห็นด้วย อิงทัชก็ทำการส่งข้อความหาซีม่อนทันที และดูเหมือนซีม่อนจะว่างด้วย ใช้เวลาไม่นานซีม่อนก็เดินมาถึงตึกคณะของพวกผม

“อิงทัช มาร์ติน” ชายร่างเล็กโบกมือให้พวกผมพลางยิ้มให้อย่างร่าเริง แล้วเดินมายังโต๊ะที่พวกผมนั่งอยู่

“ไม่เจอกันนานเลย” ผมพูดก่อนจะยิ้มตอบกลับไป

“อย่าว่าแต่มาร์ตินเลย กูก็ไม่ได้เจอมึงเหมือนกันนะไอ้ทัช”

“มึงก็รู้อยู่ว่ากูไม่ค่อยว่างหรอก” อิงทัชว่าด้วยสีหน้ายิ้มๆ ก่อนจะขยิบตาส่งให้ซีม่อนอันเป็นว่ารู้กัน

“เพราะวันๆ มัวแต่ขลุกอยู่กับสาวสินะ”

“มึงจะเผาเพื่อนแบบนี้ไม่ได้นะไอ้ติน” ไหล่ของผมถูกบีบเบาๆ ด้วยฝีมือของอิงทัช ผมก็กลัวว่าซีม่อนจะไม่เข้าใจความหมายที่อิงทัชจะสื่อ เลยช่วยพูดให้เข้าใจแค่นั้นเอง

“ฮ่าๆๆ พูดได้ถูกใจมากมาร์ติน ว่าแต่พวกมึงมีเรื่องอะไรรึเปล่าถึงเรียกกูมานี่” ซีม่อนหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม โดยมีโต๊ะกั้นระหว่างเราสองคนกับซีม่อน

“มึงเล่าเลย”

“คือว่าพวกกูมีงานถ่ายแบบที่ต้องทำส่งอาจารย์น่ะ แล้วอยากได้การันต์มาเป็นนายแบบ” ผมเล่าอย่างย่อๆ ให้ซีม่อนฟังตามคำสั่งของอิงทัช

“ขอเดาว่าการันต์ปฏิเสธแบบไม่คิดเลยสินะ”

“ใช่ พวกกูเลยไม่รู้จะทำยังไงกันต่อดี มึงช่วยพูดให้หน่อยได้มั้ยไอ้ม่อน” อิงทัชถามซีม่อนอย่างมีความหวัง

“เอาจริงกูก็ไม่ได้สนิทกับการันต์อะไรขนาดนั้น คงช่วยพูดให้ไม่ได้ว่ะ”

และมันก็เป็นอย่างที่ผมคิด ซีม่อนกับการันต์ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นจริงด้วย แต่ประโยคต่อมาของซีม่อนก็ทำเอาผมอึ้งเล็กน้อย และก็ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินด้วย

“กูว่าการันต์สนิทกับมาร์ตินมากกว่านะ ถ้ามาร์ตินพูดแล้วยังไม่ยอมช่วยเนี่ยก็ยากแล้วล่ะ”

“การันต์เนี่ยนะสนิทกับกู?” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยสีหน้างุนงง

คือซีม่อนมองจากมุมไหนเหรอถึงคิดว่าพวกผมสนิทกัน ทำไมผมถึงไม่รู้สึกถึงความสนิทนั้นเลยสักนิด ทุกวันนี้ความสัมพันธ์ของพวกผมมันแย่สุดๆ เลยต่างหาก เขาถึงขั้นเคยบอกให้ผมออกไปจากชีวิตเขา แล้วที่ยอมให้ผมกลับมาเดินตามจีบแบบเดิม น่าจะเพราะรำคาญบวกกับเอือมระอามากกว่านะผมว่า

“ถึงแม้ว่าการันต์จะเป็นคนพูดน้อย...”

“น้อยมากด้วย” ผมพูดแทรกย้ำให้ซีม่อนเข้าใจตรงกันว่าการันต์ไม่ได้พูดน้อยธรรมดา แต่เป็นคนพูดน้อยมาก ไม่รู้ว่าปากอมอะไรอยู่ พูดแต่ละทีมีแต่ประโยคสั้นๆ แถมน้ำเสียงที่ใช้พูดยังเย็นชามากอีกต่างหาก

“แต่เชื่อเถอะว่าการันต์พูดกับมาร์ตินเยอะสุดแล้วในมหา’ลัยนี้” ซีม่อนพูดต่อด้วยสีหน้าค่อนข้างจริงจัง ทำเอาผมเผลอรู้สึกดีกับสิ่งที่ได้ยินอยู่ครู่นึง มันเหมือนกับผมเป็นคนพิเศษสำหรับการันต์จนเขาถึงกับยอมพูดคุยด้วยอะไรแบบนั้น แต่ผมก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่จริง

“แล้วเราจะเอายังไงกันต่อดี” อิงทัชถามขึ้นอีกรอบ ทำให้สติผมถูกเรียกกลับมาจดจ่อกับเรื่องงานที่คุยกันมากขึ้น

“มันก็พอมีวิธีอยู่นะ แต่ต้องให้รุ่นพี่ที่คณะกูช่วยอ่ะ”

“มึงลองคุยกับเขาให้หน่อยได้มั้ย” อิงทัชพูดขึ้นทันทีที่รู้ว่าพอมีทางที่จะทำให้การันต์ยอมถ่ายแบบให้ ถึงแม้ว่าวิธีที่ซีม่อนเสนอจะต้องให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยก็ตาม

“เดี๋ยวกูลองทักหาเขาดู” ซีม่อนว่าก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแชทคุยกับใครสักคน คุยกันไม่กี่นาทีชายร่างเล็กก็เงยหน้ามาบอกข่าวดีกับพวกผม “พี่เขาอยู่แถวนี้พอดี กำลังเดินมาหาน่ะ”

“คนนั้นเหรอ?” ผมเอ่ยปากถาม สายตาก็มองผู้ชายร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินเข้ามาหาพวกผม เขาอยู่ในชุดนักศึกษา ทั้งๆ ที่มหา’ลัยนี้ไม่ได้ห้ามนักศึกษาให้ใส่ชุดไปรเวทมาเรียน แค่ต้องใส่ชุดสุภาพหน่อยแค่นั้น จะมีก็แต่ตอนสอบหรืองานวันพิธีสำคัญที่บังคับให้ใส่ชุดนักศึกษา

“ใช่ๆ คนนั้นแหละ”

“สวัสดีครับ” ผมกับอิงทัชยกมือไหว้และพูดขึ้นพร้อมกัน เมื่อรุ่นพี่คนดังกล่าวเดินมาถึงที่โต๊ะ

“นี่พี่ไทป์ ส่วนนี่เพื่อนผมครับ อิงทัชกับมาร์ติน” ซีม่อนทำการแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน พี่คนนั้นยิ้มให้พวกผมอย่างเป็นมิตร ผมแอบลอบมองทั้งทรงผม การแต่งกาย กระเป๋าที่ถือและการวางตัวของพี่เขา ทุกอย่างมันดูเนี้ยบไปหมด มันทำให้ผมนึกถึงพวกนักธุรกิจแนวหน้าอะไรเทือกนั้น

“พี่รู้เรื่องทั้งหมดแล้วนะ”

“แล้วพี่พอจะมีวิธีช่วยพวกผมมั้ยครับ” อิงทัชถามเข้าประเด็นทันทีไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ ผมแอบเห็นมันดูเวลาด้วยนะ สงสัยคงใกล้เวลาที่สาวมันจะเลิกเรียนแล้วล่ะมั้ง

“เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง ปกติพี่ไม่ช่วยใครฟรีๆ นะ แต่เห็นเป็นเพื่อนซีม่อน จะยอมช่วยสักครั้งละกัน”

“ขอบคุณมากเลยครับพี่” อิงทัชกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม ตัดภาพมาที่ผมที่กำลังมองพี่ไทป์นิ่ง ถ้าจะช่วยก็ช่วยแค่นั้น ทำไมต้องมาพูดนู่นนี่นั่นให้ดูเป็นบุญคุณต่อกันด้วย ผมไม่เข้าใจเลย หรือว่าผมจะคิดมากเกินไปก็ไม่รู้เหมือนกัน

หลังจากนั้นเราสี่คนก็แยกย้ายต่างคนต่างไปทำธุระของตัวเอง และแน่นอนว่าผมกำลังเดินไปหาการันต์ที่หอสมุด โดยแวะซื้อขนมปังที่โรงอาหารมากินแก้หิวไปก่อน พอดีผมขี้เกียจไปแออัดซื้อข้าวกินน่ะ อีกอย่างความเจ็บบริเวณช่องทางด้านหลังยังคงมีอยู่ แต่ก็พอทุเลาลงแล้ว มันทำให้ผมเดินเร็วขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่มากก็เถอะ

พอเดินมาถึงหอสมุดผมก็ตรงดิ่งไปที่โต๊ะประจำที่ตอนนี้การันต์กำลังนั่งจับจองมันอยู่อย่างเคย เขาเหลือบมองผมนิดหน่อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ ถามจริงว่าผมน่าสนใจน้อยกว่าหนังสือเล่มหนาๆ พวกนั้นตรงไหน ทำไมเขาเอาแต่อ่านมันและเมินผมตลอดเลย แบบนี้เหรอที่ซีม่อนบอกว่าเราสองคนสนิทกัน ไม่ว่าจะดูยังไงมันก็ไม่ใช่เลยนะ

“ห้ามพูดเรื่องถ่ายแบบอีก” การันต์เงยหน้ามองผมแล้วพูดขึ้นทันที เมื่อเห็นผมตั้งท่าจะอ้าปากคุยด้วย

“ไม่ได้จะคุยเรื่องนั้นสักหน่อย”

“ถ้างั้นก็แล้วไป” เขาก้มลงไปอ่านหนังสือต่ออย่างไม่ใส่ใจ

“มึงว่าเราสองคนสนิทกันมั้ย” ผมยกมือขึ้นเท้าคางกับโต๊ะแล้วถามการันต์อย่างอยากรู้ความคิดของเขา แต่เขาดันไม่ตอบและถามกลับ ทั้งๆ ที่สายตายังคงจ้องหน้ากระดาษที่มีตัวอักษรยาวเป็นพรืดไม่หยุด

“ถามทำไม”

“มีคนบอกว่าเราสองคนดูสนิทกันน่ะ แต่กูกลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลย”

“ผมก็ไม่รู้สึก” ในที่สุดเขาก็เงยหน้ามาคุยกับผมอีกรอบ ถึงแม้ว่าสีหน้าจะดูเรียบนิ่งและเฉยชาเหมือนเดิมก็ตาม

“เห็นมั้ยล่ะ ความสัมพันธ์ของเรามันออกจะดูแย่ด้วยซ้ำ”

“ก็ไม่ได้แย่นะ”

“มึงคิดงั้นเหรอ”

“เพราะว่าผมคุยกับคุณเยอะสุดแล้ว”

อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าแปลกๆ หวังว่ามันจะไม่แดงจนคนตรงหน้าสังเกตเห็นหรอกนะ คำพูดของการันต์ทำให้ผมรู้สึกดี ทั้งๆ ที่ตัวผมเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงรู้สึกดีขนาดนี้ เพราะมันก็เป็นแค่เพียงประโยคบอกเล่าธรรมดา เขาไม่ได้กำลังสารภาพรักกับผมสักหน่อย

“จริงดิ นี่เยอะแล้วเหรอ” ผมรีบปรับอารมณ์ตัวเองให้กลับมาเป็นปกติก่อนจะถามกลับอย่างรวดเร็ว

“เยอะแล้ว”

“แต่กูว่า...”

ผมจำใจต้องกลืนคำที่จะพูดกลับลงไปในลำคอ เมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังขัดขึ้น การันต์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง นิ้วเรียวยาวกดรับสายก่อนจะถือโทรศัพท์แนบหู ซึ่งผมแอบเห็นชื่อคนโทรเข้าที่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าจอว่า ‘คุณพ่อ’ ผมเงียบไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการลอบมองสีหน้าของการันต์

ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมรู้สึกว่าเขาดูเครียดตั้งแต่เห็นชื่อคนโทรเข้า แถมตลอดเวลาที่คนตรงหน้าคุยกับคนปลายสายสีหน้าเขาก็ดูเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกอย่างเขาไม่ได้พูดตอบโต้กับคนปลายสายอะไรมากนัก ส่วนใหญ่จะตอบแค่คำว่า ‘ครับ’ มากกว่า ถึงแม้ว่าการันต์จะดูเป็นคนนิ่งๆ พูดน้อย ชอบทำสีหน้าเย็นชา แต่เขาไม่เคยแสดงสีหน้าเครียดหรือพูดน้อยขนาดนี้เวลาที่อยู่กับผม มันทำให้ลึกๆ ผมอดเป็นห่วงเขาไม่ได้

สักพักเขาก็กดวางสายแล้วเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกงดังเดิม จากนั้นเขาก็มองหน้าผมนิ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เอาแต่มองจนเป็นผมเองที่รู้สึกอึดอัดกับสายตาของเขาที่จ้องมองมาไม่หยุด ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นความไม่พอใจที่แฝงอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้นอีกด้วย นี่ผมทำอะไรให้เขาไม่พอใจรึเปล่านะ เมื่อกี้ก็ยังคุยกันดีๆ อยู่เลย

และในที่สุดผมก็เป็นคนเปิดปากถามก่อน

“มีเรื่องอะไรรึเปล่า”

“อยากให้ผมถ่ายแบบมากจนต้องใช้วิธีนี้เลยเหรอ?”

 

 

 

 

 

 

To be continue...

#Goafterการันต์มาร์ติน

#อ้วนพุงพลุ้ย

Facebook :: อ้วนพุงพลุ้ย

Twitter :: @AuanPungPui

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว