ภารกิจทวงคืนแฟนใหม่ #ปั้นหมึกcontest
ตอนที่ 1 : มหัศจรรย์แห่งดาวตก – 1 (NC)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ตอนที่ 1 : มหัศจรรย์แห่งดาวตก – 1 (NC)

ตอนที่ 1 : มหัศจรรย์แห่งดาวตก – 1 (NC) 

  

              “ตึกนั่นมีชีวิต” 

              เสียงทุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากข้างหู ฉันไม่ได้ตกใจอะไรแต่กลับคลี่ยิ้มมาด้วยความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เบือนหน้าไปน้อย ๆ ก็พบกับชายเจ้าของใบหน้าคมคายที่สวมกอดเข้ามาจากเบื้องหลัง วางคางได้รูปไว้บนไหล่ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางเอกในนวนิยายชวนฝันก็ไม่ปาน 

              “ล้อพอใจเหรอคะ” 

              ฉันตอบไปอย่างแกล้งกระเง้ากระงอด อีกฝ่ายจึงหัวเราะออกมาเบา ๆ ผ่อนคลาย และเป็นกันเอง เมทิตย์ขยับไปนั่งบนที่นั่งว่างอีกด้าน บาร์บนชั้นดาดฟ้าโรงแรมหรูเงียบสงบ มีลูกค้าเพียงสองคนคือฉันและคนรัก ที่เหลือก็เป็นบริกรที่หลบฉากกันอยู่เงียบ ๆ คืนนี้ที่นี่ถูกปิดเพื่อความเป็นส่วนตัว 

              “เปล่าสักหน่อย” เมทิตย์ตอบด้วยรอยยิ้มสว่างไสว “ผมรู้จักคุณดีต่างหากถึงพูดออกมา เวลาคุณเห็นตึกไหนสวยถูกใจ คุณก็มักจะชมว่าตึกนั่นมีชีวิต แต่ถ้าตึกไหนดีไซน์ได้น่าขัดใจ คุณก็จะบอกว่าตึกนั่นตายแล้ว ใช่ไหมล่ะ คุณนักบัญชีผู้หลงรักสถาปัตยกรรม” 

              เขาตอบไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย ฉันเรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ทำอาชีพผู้ตรวจสอบบัญชี แต่ความจริงฉันหลงใหลใฝ่ฝันในการก่อร่างวางแบบสิ่งปลูกสร้างมากกว่าสิ่งไหน ฉันอยากเป็นสถาปนิกมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีแรงกล้าจะขัดใจพ่อแม่ได้เพียงพอ รู้ตัวอีกทีก็ได้แต่ยืนมองตึกสูงเหล่านี้อย่างทำอะไรไปมากไปกว่าหลงรักไม่ได้แล้ว หากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันคงจะเลือกลองทำตามหัวใจตัวเองสักครั้ง 

              “ฉันไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนะคะ” 

              ฉันหันมาจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยความมืดของกรุงเทพมหานครวันนี้ก็เจอกับคนรักหนุ่มที่กำลังยกโทรศัพท์มือถือค้างอยู่ เขาชอบแอบถ่ายรูปของฉันทีเผลอเก็บไว้ดูเล่น เปิดอินสตาแกรมลับที่ติดตามกันไปมากันอยู่แค่สองคน เขาพยักหน้า ฉันจึงลุกเดินออกไป 

              ฉันเดินออกมาจากส่วนบาร์ขนาดเล็กที่เมทิตย์จองไว้เป็นพิเศษในคืนนี้ เดินตรงเข้าไปในส่วนโรงแรมรวมที่มีห้องอาหารอื่นด้วย กวาดสายตาไม่นานก็เจอกับห้องน้ำหญิง ฉันเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง ปิดประตูลงกลอน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูอย่างติดนิสัย 

              “ฉันบอกแกแล้วว่าเป็นเรื่องจริง” 

              เสียงผู้หญิงที่ฉันไม่เห็นหน้าดังลอดเข้ามาจากบริเวณที่ล้างมือหน้ากระจก ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร คนพูดอาจจะไม่คิดว่ามีใครอยู่ในห้องริมสุดในห้องน้ำนี่ด้วย 

              “เบญจเพสของแกมีครั้งเดียว ฉันก็บอกแกแล้วให้คิดดี ๆ ไม่ใช่มาขอเล่นแบบนี้” 

              ประโยคต่อมานั่นทำเอาฉันสงสัยขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ มือที่กำลังกดโทรศัพท์เล่นในมือชะงักไปเปลี่ยนมาเป็นตั้งใจฟัง เบญจเพสที่แปลว่าอายุ 25 ปีอย่างนั้นน่ะหรือ 

              “ฉันบอกแล้วว่าพรศักดิ์สิทธิ์ในวันที่อายุครบเบญจเพสเป็นเรื่องจริง” เสียงคนพูดถอนหายใจยาวเหยียดอย่างระอาใจเสียเต็มประดา “แกรู้ไหมว่าการจะหาดาวตกได้ในวันที่อายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ในชีวิตเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องง่าย ชีวิตแกมีวันนี้วันเดียวนะ” 

              รู้ตัวอีกทีพอใจก็นิ่งฟังทุกคำในประโยคนั่นอย่างตั้งใจ 

              “ใช่สิ แกขอได้ครั้งเดียว” เสียงนั่นติดเหมือนจะรำคาญ “นี่แกใช้พรวิเศษย้อนเวลาได้ครั้งเดียวในชีวิตกลับไปดูหวยที่ออกงวดที่แล้วเนี่ยนะ ซื้อหวยสองตัวได้มาสองพัน คุ้มไหมเนี่ยกับพรวิเศษครั้งเดียวในชีวิตแก” 

              ครั้งเดียวในชีวิต? 

              “ไม่ได้ ต่อให้คืนนี้มีดาวตกอีก แกก็ขอไม่ได้แล้ว ฉันก็ย้ำนักย้ำหนาแล้วไงว่าจะขออะไรก็ให้คิดให้ดี อย่าทำอะไรเล่น ๆ” 

              ขอพรต่อหน้าดาวตก? 

              “แกไม่ได้ย้อนเวลากลับไปจริง ๆ แค่อดีตที่แกขอจะเปลี่ยนไป แล้วก็จะส่งผลมาถึงปัจจุบันด้วย เหมือนอย่างที่แกขอให้รู้ว่าหวยออกเลขอะไร แกก็ไม่ได้ไปโผล่ในอดีตจริง ๆ แกแค่รู้ว่าเลขอะไรจะออก แล้วแกก็ไปซื้อ ได้เงินมาเพิ่มในกระเป๋าสองพันตอนที่แกขอเสร็จแล้ว” 

              ย้อนเวลากลับไปแก้อดีต? 

              “ฉันจะไปรู้แกเหรอว่าทำไมแกซื้อแค่ใบเดียว แกอาจจะหาซื้อไม่ได้ ไม่ชอบการพนัน หรือไม่ก็ไม่เชื่อโพยหวยที่ตัวเองหาได้ก็ได้ ทั้งหมดมันจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ” 

              เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ? 

              “ทำใจเถอะ” เสียงนั่นเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นปลอบใจ “แกขอได้แค่ครั้งเดียว ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป อย่างน้อยแกก็ได้เงินมาสองพัน” 

              มือที่กำลังจับโทรศัพท์ของฉันสั่นน้อย ๆ ภาพหน้าจอที่เป็นรูปสถาปัตยกรรมสวยนั่นเหมือนจะร้องเรียกอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่อยู่ท่ามกลางความสับสนไม่เข้าใจที่ตีกันไปกันมาเละเทะในหัวสมองไปหมด ย้อนเวลาตอนอายุเบญจเพสอย่างนั้นหรือ โลกมีสิ่งมหัศจรรย์แบบนั้นอยู่จริงหรือเปล่านะ 

              “คุณคะ” 

              ฉันตัดสินใจเปิดประตูออกไปพร้อมกับคำถามที่อื้ออึงอยู่ในหัวเต็มไปหมด แต่ก็ว่างเปล่า ผู้หญิงเจ้าของเรื่องราวแปลกประหลาดนั่นหายไปแล้ว อ่างล้างหน้ายังเปียกชื้น ประตูยังสั่นไหว เหมือนเพิ่งจะหายไปเมื่อครู่นี่เอง ฉันรีบเดินตามออกไปแต่ก็พบกับทางเดินที่ว่างเปล่า เชื่อมต่อไปได้หลายทิศทาง ไม่รู้จะไปหาคำตอบแสนพิศวงนั่นจากที่ใด 

              “พอใจ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” 

              ไม่ใช่ผู้หญิงปริศนา แต่กลับเป็นเมทิตย์ที่เดินลับมาจากทางเดินอีกด้านหนึ่งที่เรียกฉันไว้แทน ฉันเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยอีกฝ่ายจึงรีบตอบกลับมา 

              “ผมเป็นห่วง เห็นคุณหายไปนาน กลัวว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือเปล่า” 

              “เปล่าหรอกค่ะ พอดีเพื่อนทักมาบ่นอะไรให้ฟังนิดหน่อยเลยเผลอตอบเพลินไปหน่อย” 

              เขาเป็นราวดั่งดวงอาทิตย์สุกไสวที่ใครต่อใครก็ล้วนหมายปอง ฉันเองก็ตอบไปอย่างแก้เก้อทำตัวไม่ถูก เมทิตย์จึงชวนเดินกลับไปที่บาร์ส่วนตัวที่ตั้งอยู่ฟากหนึ่งของดาดฟ้าโรงแรมหรู ลมอาจจะเริ่มแรง เขาจึงหยิบผ้าพันคอมาคลุมไหล่อันว่างเปล่าของฉันไว้ เสียงขอบคุณรับแผ่วเบาขณะที่ประตูบาร์เปิดออกอีกครั้ง 

              “ไปดูตึกของคุณกัน เมื่อกี๊ผมยังไม่รู้เลยว่าคุณหมายถึงตึกไหน” 

              เมทิตย์จูงมือพาฉันไปที่ดาดฟ้ากว้าง ท้องฟ้าของกรุงเทพมหานครมืดมิดเช่นทุกครั้ง ไม่มีดวงดาวแม้แต่ดวงเดียว หากแต่ขมุกขมัวไปด้วยความซีดจางของอากาศหนักอึ้ง แต่ฉันก็หลงรักเมืองสีหม่นนี่จับใจ 

              “00.00 นาฬิกา” 

              เสียงร้องเตือนเบา ๆ ดังมาจากนาฬิกาข้อมือของเมทิตย์ พอใจหันไปมองแบบยิ้ม ๆ และนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เสียงระเบิดเบา ๆ ดังขึ้นที่อีกฝั่งตึกสูง พลุสีสวยสว่างจ้าขึ้นท่ามกลางค่ำคืนอันแสนมืดมน สว่างจนรู้สึกอบอุ่นเหมือนโดนสวมกอดไว้ด้วยรักที่แสนคุ้นเคย 

              “สุขสันต์วันเกิดนะพอใจของผม” 

              ดวงตาสวยนั่นยิ้ม ริมฝีปากสวยนั่นก็ยิ้มเช่นกัน ฉันยิ้มตอบ ก่อนชั่วครู่วินาทีเดียวที่จะถูกดึงตัวเข้าไปตรงหน้า ขณะเดียวกันกับที่ท้องฟ้ายังเจิดจ้าด้วยพลุอันแตกเป็นประกาย 

              เมทิตย์ประทับรอยจุมพิตอย่างแผ่วเบา 

              รอยชุ่มชื้นนั่นยังเป็นที่รู้จักไม่เปลี่ยนแปลง ฉันเผยอริมฝีปากรับอย่างโหยหาคนตรงหน้าอย่างไรก็บอกไม่ถูก เนื้อตัวผิวผ่าวร้อนวูบวาบไปด้วยระคนยินดีกับวันเกิดครบเบญจเพสพอดีของตนในวินาทีนี้ มือแกร่งของเขาสัมผัสมาที่แผ่นหลัง ก่อนจะค่อย ๆ ดึงผ้าพันคอออก เผยให้เห็นผิวเนื้อบริเวณหัวไหล่และท่อนแขนที่ว่างเปล่า ก่อนจะสอดรับกับชุดกระโปรงยาวสีครีมเข้ารูปที่ไล่เรี่ยบอกส่วนเว้าส่วนโค้งของทรวดทรงไปจนจรดต้นขา 

              มือของเมทิตยเลื่อนไล่ลงมาที่กลางหลัง สัมผัสนั่นเรียกความรู้สึกวูบวาบให้ไหลกระจายไปทั่วทั้งตัว ในขณะเดียวกันรสชาติจูบหอมหวานก็ยังคงอยู่ไม่ห่าง สลับรับรู้ทำความรู้จักกันอีกครั้งและอีกครั้ง ซ้ำไปซ้ำมา รสชาติของเขาหอมหวานเหมือนเหล้ารสจางที่ถูกเจือไว้ในแก้วเครื่องดื่มสีสดสวย หากชิมในครั้งแรกก็สามารถทำให้หลงติดใจได้อย่างทันที อย่างจะทดลองรสชาติอีกครั้ง หอมหวานจนลืมรสชาติฝาดเฝื่อนที่แอบซ่อนไว้ตรงปลาย อันจะเป็นรสชาติมัวเมาที่ซ่อนไว้ให้ลุ่มหลงไม่รู้ลืม 

  

              “ไปที่ที่มีแต่เราสองคนดีไหม” 

              เขากระซิบ และฉันพยักหน้ารับแผ่วเบา 

 

******************************************************** 

 

นวนิยายเรื่องนี้เข้าร่วมการประกวด #ปั้นหมึกcontest 

ผมเขียนโดยใช้นามปากกา "กิตติศักดิ์ คงคา" (อีกนามปากกาหนึ่งของ นายพินต้า) 

การตัดสินนับคะแนนจากยอด view และยอด like ด้วย 

หากใครรักใครชอบเรื่องนี้ อย่าลืม กด like , comment หรือแวะเข้ามาอ่านกันบ่อย ๆ นะ 

 

ลง 1 ตอน / 1 วัน 

หากวันไหนงดจะแจ้งล่วงหน้าที่ twitter : นายพินต้า - NINEPINTA จ้า 

 

^ ^ ขอให้ความรักสถิตอยู่กับคุณ ^ ^ 

พินต้า (PINTA) เป็นชื่อเรือของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสที่แล่นพาเขาไปพบโลกใหม่ ผมจึงหยิบนำชื่อนี้มาใช้เป็นนามปากกา เพราะหวังว่านิยายของผมจะพาผู้อ่านทุกท่านไปพบโลกใหม่ได้เช่นกัน :)

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น