ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แตกที่ 43 …เสียงที่ได้ยิน... (The End)

ชื่อตอน : แตกที่ 43 …เสียงที่ได้ยิน... (The End)

คำค้น : brokenman, ใจแตก, vivace

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.2k

ความคิดเห็น : 171

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2559 20:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แตกที่ 43 …เสียงที่ได้ยิน... (The End)
แบบอักษร

 

 

 

 

 

แตกที่ 43

เสียงที่ได้ยิน...

 

 

 

 

ปิ่นในชุดนักศึกษาเดินเข้าไปในตึกใหญ่ของโรงพยาบาลที่มีทั้งคนไข้และญาติเข้ามาใช้บริการกันอย่างเนืองแน่น หญิงสาวยิ้มให้กับพยาบาลบางคนที่จำหน้าเธอได้โดยที่ปิ่นเองก็ยิ้มรับกลับไปเช่นกันก่อนที่หญิงสาวจะเดินเข้าไปพบกับคนที่โทรมานัดเธอไว้ตั้งแต่เมื่อวาน

 

 

“พี่โต้งหวัดดีค่ะ คนไข้เยอะเหมือนเดิมเลยนะพี่”

 

 

“ไม่ต้องมาประชดเลยปิ่น มาๆนั่งๆ”

 

 

โต้งที่อยู่ในชุดเสื้อกราวสีขาวเหมือนกับนายแพทย์ท่านอื่นๆแต่ก็คงแตกต่างกันตรงที่งานของเขาไม่ล้นมือมากนัก อย่างที่ปิ่นว่า แผนกจิตเวช ที่โต้งประจำอยู่นั้นไม่ใช่แผนกที่ผู้คนจะแวะเวียนมามากสักเท่าไหร่ บางคนเข้ามาแต่พอถึงคิวตรวจก็หนีหายกลับไปก็ยังมี

 

 

“พี่โต้งโทรตามปิ่นมาทำไมหรอคะ จะคุยเรื่องอาการของพ่อรึเปล่า”

 

 

“เรื่องนั้นก็ด้วย แต่ว่าก่อนอื่น...นี่ ไอ้กาลมันส่งของมาให้”

 

 

กระเป๋าแบรนด์เนมและสมุดภาพที่ปิ่นอยากได้ถูกส่งให้พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งถูกจ่าหน้าซองด้วยลายมือที่เขียนอย่างสวยงามว่า ‘Rattikarn’

 

 

“ทำไมพี่กาลต้องซื้อของให้ปิ่นด้วยพี่โต้ง มีแต่ของแพงๆทั้งนั้น”

 

 

“รับไว้เถอะน่า มันคงจะอยากตอบแทนปิ่นที่คอยดูแลปูนให้มันนั่นแหละ”

 

 

คำตอบของโต้งจุดรอยยิ้มหวานขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว เพียงแค่ได้ยินว่าคนที่ครั้งหนึ่งเคยเข้าใจพี่ชายของเธอผิดมากมายกำลังรู้สึกยังไง

 

 

“จริงๆแค่พี่กาลเลิกเข้าใจพี่ปูนผิดปิ่นก็พอใจแล้วล่ะค่ะ แล้วอีกอย่างพี่ปูนก็เป็นพี่ชายปิ่นนะคะ ยังไงปิ่นก็ต้องดูแลอยู่แล้ว”

 

 

“พี่ก็บอกมันแล้ว แต่ก็ปล่อยให้มันทำไปเถอะ มันคงอึดอัดน่ะเพราะอยู่ทางนั้นเลยเข้ามาช่วยเรื่องนี้ไม่ได้มาก”

 

 

“ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะค่ะ แต่ความจริงพี่กาลก็ช่วยพี่ปูนไว้หลายเรื่องเลยนะคะ โดยเฉพาะตอนที่ปิ่นโทรหาพี่โต้งไม่ติด ถ้าตอนนั้นปิ่นไม่โทรหาพี่กาลปิ่นก็ไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องพ่อยังไง”

 

 

ปิ่นคิดถึงตอนนั้นที่เธอย้อนกลับมาที่ถนนเพื่อจะมอบโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ปูนเคยใช้เมื่อสมัยก่อนให้พี่ชายแต่กลับเห็นภาพพ่อของตัวเองกำลังบังคับให้ปูนขึ้นรถแล้วขับหนีไปต่อหน้าต่อตา ปิ่นไม่รู้จะทำยังไง โทรหาโต้งที่คอยช่วยเหลือกันมาตลอดก็ไม่ติด เธอเลยเลือกที่จะโทรไปหารายชื่อที่ถูกบันทึกไว้ในมือถือเครื่องนั้น

 

 

 

 

ใช่...ปิ่นรู้จักรัตติกาลและรู้เรื่องราวทุกอย่างของปูนมานานแล้ว

 

 

 

 

หลังจากปูนหนีออกจากบ้านไปครั้งแรก ทุกคนที่นี่ก็พาร้อนใจกันไปหมดพ่อของเธอพยายามวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือ ในขณะที่ปิ่นเที่ยวสอบถามคนในมหาวิทยาลัยที่เธอกำลังจะไปเป็นนักศึกษา แต่สิ่งที่ปิ่นเจอกลับเป็นข่าวลือแปลกๆของปูนที่เธอไม่คิดจะเชื่อมันสักนิด ปิ่นพยายามตามหาปูนอย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งเธอได้มาเจอโทรศัพท์มือถือของปูนที่ตกอยู่ในห้องพักในมุมที่ไม่มีใครเคยสังเกตเห็นเช่นเดียวกับเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในนั้น

 

คำพูดของปูนและพ่อของปิ่นทุกคำหญิงสาวจำมันได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้ เสียงของปูนที่พยายามขอความช่วยเหลือแต่กลับไม่เคยมีใครได้ยินมันทำให้ปิ่นเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ชายของเธอจึงเลือกที่จะจากไป ปิ่นพยายามเสาะหาความจริงที่ยังขาดหายแต่สิ่งที่เธอรวบรวมมาได้นั้นมันน้อยนิด จนกระทั่งเธอตัดสินใจโทรไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่พยายามโทรหาปูนอยู่หลายครั้ง แม้ว่ามันจะสายเกินไป

 

 “ตอนแรกปิ่นเกลียดพี่กาลมากเลยนะคะ เพราะถ้าหากพี่กาลไม่ทิ้งพี่ปูนไว้คนเดียว พี่ชายของปิ่นคงไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ แต่ปิ่นก็คิดถูกจริงๆที่ลองติดต่อพี่กาลไปถึงได้รู้ว่าพี่กาลเองก็มีปัญหามากเหมือนกัน”

 

“แต่ยังไงซะสิ่งที่ไอ้กาลมันทำกับปูนก็ไม่ถูกหรอก โดยเฉพาะที่มันปักใจเชื่อคนอื่นทั้งๆที่ตัวเองน่าจะเป็นคนที่รู้จักนิสัยปูนดีที่สุด”

 

“ก็เหมือนคนพวกนั้นแหละค่ะ...ถึงพี่กาลจะช่วยจัดการเรื่องคลิปของพ่อกับพี่ปูนไปแล้ว แต่ทุกวันนี้ในมหาลัยก็ยังมีคนพูดถึงพี่ปูนในแง่ไม่ดีอยู่ดี”

 

นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่รัตติกาลพยายามชดใช้ให้กับปูน หลังจากที่ได้คุยกับปิ่นและรับรู้เรื่องราวบางส่วนที่เกิดขึ้น คนที่กำลังรักษาตัวอยู่ที่ต่างประเทศก็ใช้เงินตราและอำนาจที่มีอยู่ทางนี้จัดการเก็บคลิปทุกคลิปที่ถูกชายที่ชื่อแมนนำมาปล่อย และจากการกระทำนั้นก็ทำให้ทั้งรัตติกาลและปิ่นได้รู้เรื่องราวส่วนที่เหลือซึ่งมันทั้งตอกย้ำเรื่องราวเลวร้ายที่ปูนเคยเจอและความรู้สึกผิดในใจรัตติกาลให้ฝั่งแน่นเข้าไปอีกแต่ก็อย่างว่า แม้หลักฐานของเหตุการณ์นั้นอย่างคลิปจะถูกกำจัดไปแต่เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านปากของมนุษย์ยังคงมีอยู่โดยที่มันไม่มีทางลบออกไปได้

 

“เพราะมันเป็นเรื่องสนุกสำหรับพวกเขาไง บางทีคนเราก็ไม่ได้ใช้เหตุผลในการดำรงชีวิตมากนักหรอกปิ่น”

 

โต้งพูดปลอบทั้งๆที่รู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้เข้มแข็งยิ่งพี่ชายอย่างปูนเสียอีก โต้งยังจำได้ดีว่าตอนที่รัตติกาลติดต่อมาหาแล้วแนะนำเด็กคนนี้ให้เขารู้จักพร้อมกับฝากฝังให้โต้งคอยช่วยเหลือดูแลสภาพจิตใจของปิ่นที่ต้องแบกรับทั้งความรู้สึกผิดและความชิงชังต่อคนรอบข้างไว้ ตอนนั้นโต้งคิดภาพไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าปิ่นจะใช้ชีวิตยังไงในสังคมที่มีแต่คนกล่าวโทษพี่ชายของตัวเองตลอดเวลา แต่เธอก็ผ่านมันมาได้จนถึงทุกวันนี้

 

“ช่างเถอะค่ะ เดี๋ยวพอคนปล่อยข่าวอย่างนังก้อยกับไอ้แมนจบไป ทุกคนก็คงจะลืมเรื่องของพี่ปูนไปเอง ไม่สิ อันที่จริงขอแค่มีเรื่องสนุกใหม่ๆให้ได้เมาท์กันทุกคนก็พร้อมจะลืมเรื่องในอดีตไปแล้วมั้ง”

 

“ก็อย่างนี้ล่ะนะ เราก็อย่าไปยุ่งกับสองคนนั้นมากแล้วกัน นี่พี่ยังเสียดายถ้าหากตอนนั้นรู้ว่าไอ้คนที่เข้ามาหาเรื่องปูนกับพี่ที่ผับคือมัน คงจะปล่อยให้คณิตมันยำมันให้เละกว่านี้อีก”

 

“ฮ่าๆ โหดจริงๆพี่เรา ว่าแต่เรื่องของพ่อปิ่นล่ะคะ เป็นยังไงมั้ง”

 

 “ไม่มีอะไรมากหรอก พี่แค่จะให้คำแนะนำเรื่องสภาพจิตใจของพ่อปิ่นเพิ่มเติมเท่านั้นเอง”

 

พอพูดถึงเรื่องนี้ปิ่นก็เริ่มจะเป็นกังวลจนโต้งต้องลูบหัวกลมนั้นเบาๆ เพื่อให้เด็กสาวผ่อนคลายลงบ้าง

 

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกน่า”

 

“ก็พี่โต้งพูดเหมือน...พ่อปิ่นป่วย”

 

“ถ้าจะตีความว่าป่วยคือการไม่สบายล่ะก็ พี่กับปิ่นเองก็อาจจะถือว่าเป็นคนป่วยอยู่เหมือนกันนะ”

 

โต้งหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นปิ่นที่เขาเอ็นดูเหมือนน้องสาวทำหน้างงหนัก แต่ก็ไม่แปลกหรอกนะ ในเมื่อยังมีอีกหลายคนที่เข้าใจเรื่องพวกนี้แบบผิดๆ

 

“จิตใจมนุษย์เราก็เหมือนร่างกายแหละปิ่น มีป่วยมีล้าได้เหมือนกัน เพียงแต่จะมีอาการและความรุนแรงแตกต่างกันไป บางคนก็อาจจะแค่เครียด นอนไม่หลับ กินอะไรไม่ลง หรือแม้แต่ร่าเริงเกินไป หรือกินเยอะกว่าปกติ ซึ่งอาการพวกนี้ถ้าเป็นคนเขาก็ไม่ค่อยจะมาพบจิตแพทย์อย่างพี่กันหรอก คนที่เข้ารับการรักษาก็จะเป็นคนที่อาการของเขารุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว ทั้งๆที่คนพวกนั้นเป็นแค่หนึ่งในสี่ของผู้ป่วยเป็นโรคจิตเภททั้งหมดเท่านั้นเอง”

 

“เหมือนกับพี่กาลหรอคะ”

 

“ใช่ แต่ว่าเพราะเป็นความเข้าใจผิดๆแบบนั้นด้วยล่ะนะเลยทำให้คนที่อาการยังไม่แสดงออกมามากไม่อยากมาหาจิตแพทย์เพราะเห็นว่าไม่จำเป็น บ้างก็กลัวว่าคนอื่นจะหาว่าเป็นบ้า แล้วพอไม่ได้รับการรักษามันเลยทำให้อาการที่เป็นอยู่หนักขึ้นจนกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้แล้ว”

 

ปิ่นรับฟังแล้วพยายามทำความเข้าใจมันแม้จะขัดแย้งกับความรู้สึกเดิมที่เคยมีมาอยู่บ้าง แม้ลึกๆปิ่นจะเริ่มคิดไปแล้วว่าพฤติกรรมรุนแรงที่พ่อของตนนั้นกระทำต่อปูนมันอาจเกิดจากโรคแบบที่โต้งว่าจริงๆ

 

“กรณีของพ่อปิ่นพี่คงยังไม่สามารถยืนยันได้หรอกนะว่าท่านป่วยรึเปล่าจนกว่าท่านจะยอมมาคุยกับพี่ด้วยตัวเอง แต่พี่เป็นห่วงเพราะเท่าที่ปิ่นมาปรึกษาให้พี่ฟังว่าพ่อมีอาการเครียดแล้วก็นอนไม่หลับตั้งแต่วันที่ปูนจากไป ในเบื้องต้นพี่อยากให้ปิ่นกับแม่พยายามเข้าใจและดูแลสภาพจิตใจของพ่อก่อน พยายามชวนท่านคุยให้มากๆ ลองหากิจกรรมใหม่ๆทำอย่าให้ท่านจมอยู่กับความคิดเดิมๆตลอดเวลา ถ้าหากว่าอาการของพ่อปิ่นดีขึ้นท่านก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา แต่ถ้าไม่ปิ่นก็ควรจะพาท่านมาโรงพยาบาลเพื่อที่แพทย์จะได้ช่วยกันวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไปนะ”

 

โต้งพยายามพูดกับปิ่นด้วยเหตุผลและใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนจนหญิงสาวเริ่มที่จะแสดงอาการเปิดรับให้เห็น ปิ่นครุ่นคิดและเห็นว่าหากสิ่งที่โต้งพูดมันเกิดขึ้นจริงการพาพ่อมาพบแพทย์ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

 

“ปิ่นเข้าใจแล้วค่ะ ปิ่นจะลองไปพูดกับคุณแม่ดูนะคะแต่ก็ไม่รู้ว่าท่านจะเข้าใจสิ่งที่พ่อเป็นรึเปล่า”

 

“อืม ฝากบอกคุณแม่ด้วยว่าไม่ต้องเป็นกังวลนะ ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แม้จะพ่อของปิ่นจะป่วยขึ้นมาจริงๆมันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ร่วมกับพวกเขาไม่ได้ กลับกันกำลังใจจากครอบครัวต่างหากที่เป็นยาที่ดียิ่งกว่ายาไหนๆ ความรักและความเข้าใจเป็นสิ่งที่ปิ่นต้องมีมันให้มากๆนะ”

 

ปิ่นฟังแล้วพยักหน้ารับและบอกกับตัวเองว่าเธอจะดูแลพ่อให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าครั้งหนึ่งพ่อจะเคยทำสิ่งที่เลวร้ายก็ตาม

 

“ตอนเด็กๆปิ่นจำได้ว่าตอนที่แม่ของพี่ปูนเสีย พ่อปิ่นเสียใจมากที่ช่วยน้องสาวของตัวเองไม่ได้ พ่อเลยตัดสินใจรับพี่ปูนมาเลี้ยงทั้งๆที่บ้านของเรากำลังลำบาก...พ่อเลี้ยงปิ่นกับพี่ปูนมาดีมาก ไม่เคยสักครั้งที่พ่อจะว่าหรือทำให้เราเสียใจ ถึงแม้ว่าสุดท้าย...ความรักที่พ่อมีให้พี่ปูนนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเราทั้งหมด แต่ปิ่นก็เชื่อว่าพ่อไม่เคยตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้น”

 

โต้งได้ฟังแล้วก็ยิ้มได้ อย่างน้อยความพยายามที่จะเข้าใจที่ปิ่นมีให้กับพ่อของตัวเองนี้จะเป็นยาที่จะบรรเทาเรื่องเลวร้ายทุกอย่างได้ เขาให้คำแนะนำปิ่นอีกนิดหน่อยรวมถึงฝากหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสภาพจิตใจเบื้องต้นให้ปิ่นกับแม่ไปอ่าน เด็กสาวบอกขอบคุณเขาพร้อมกับรับปากว่าเจอกันครั้งหน้าจะทำขนมมาให้ทาน เล่นเอาพวกสวีททูธแบบโต้งพอใจเป็นอย่างมาก แต่หลังจากปิ่นเดินออกจากห้องไปไม่ถึงนาที แขกไม่ได้รับเชิญก็โผล่เข้ามา

 

“หื้ม เป็นอย่างนี้เองสินะ”

 

“ไอ้นิล!

 

นิลที่ไม่แม้แต่จะทักทาย เดินมานั่งบนเก้าอี้ที่เมื่อครู่น้องสาวของปูนนั่งอยู่โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องอนุญาต โต้งทำหน้าเลิกลั่กพยายามเก็บโทรศัพท์มือถือที่ใช้การอยู่แต่ก็ไม่ทัน นิลถือวิสาสะแย่งมันมาก่อนจะแสยะยิ้มเมื่อเห็นว่าโต้งกำลังคุยอยู่กับใคร

 

“กูเอาของให้ปิ่นเรียบร้อยแล้วนะ ส่วนนี่ก็ไอดีไลน์ใหม่ของปูน”

 

นิลอ่านข้อความที่โต้งเพิ่งพิมพ์ลงไปแต่ยังไม่ทันได้กดส่ง ชายหนุ่มผู้ที่มีจิตใจดีไม่แพ้หน้าตาเลยอาสากดให้โดยที่รูปประจำตัวของคู่สนทนาซึ่งเป็นรูปพระจันทร์ลอยอยู่กลางท้องฟ้ารีบตอบกลับมาว่าขอบคุณแทบจะทันที

 

“กูก็คิดอยู่ว่าทำไมเรื่องของเด็กนั่นมันถึงคลี่คลายได้ง่ายผิดปกติ ทั้งตอนที่มึงเสนอแผนให้ไอ้นิดปลอมตัวเข้าไปในงานเลี้ยงบริษัททั้งๆที่ไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าปูนจะได้โผล่ไปที่นั่น แล้วก็เรื่องที่ไอ้กาลเป็นคนแรกที่รู้ว่าปูนโดนลุงจับตัวไปทั้งๆที่มันอยู่เมืองนอก ฮ่าๆ มึงนี่ร้ายกว่าที่กูคิดอีกนะไอ้โต้ง”

 

ถึงปากจะชมแต่วแววตาของนิลไม่ได้บอกอย่างนั้นเลยสักนิด โต้งลอบกลืนน้ำลายตัวเองแล้วเลื่อนเก้าอี้ให้ถอยห่างออกไปเล็กน้อย

 

“กะ กูไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังนะเว้ย แต่ไอ้กาลขอไว้ว่าไม่ให้บอกใคร”

 

“อ่าฮะ เหมือนกับตอนนั้นใช่ไหม ที่มึงช่วยไอ้กาลปิดบังพวกกูว่ามันกำลังป่วยเป็นอะไร”

 

รอยยิ้มและแววตาคมกริบของนิลที่มองมาทำเอาโต้งอยากจะกระโดดหนีออกทางหน้าต่างหากไม่ติดว่าแผนกจิตเวชมันตั้งอยู่บนชั้นห้า จิตแพทย์หนุ่มจึงต้องตียิ้มซื่อแล้วพยายามหาทางเอาตัวรอดให้มันเจ็บตัวน้อยที่สุด

 

"คราวของไอ้กาลมันเป็นความลับของคนไข้ ถ้ามันไม่เต็มใจกูก็ไม่มีสิทธิบอกใครทั้งนั้น ส่วนเรื่องของปูนมันก็มีเหตุผลอยู่นะ ที่ไอ้กาลมันยังไม่เปิดเผยตัวนั่นก็เพราะว่ามันยังรู้สึกผิดกับปูนอยู่”

 

“รู้สึกผิดเลยมาทำตัวเป็นฮีโร่ลับหลังเนี่ยนะ นั่นมันการกระทำของพวกขี้ขลาดไม่ใช่รึไง”

 

แม้จะสนิทกันแต่โต้งก็ไม่ชอบเท่าไหร่ที่นิลพูดถึงสิ่งที่รัตติกาลทำแบบนี้ เขาจึงใช้เสียงที่เข้มขึ้นเพื่ออธิบายความคิดของคนที่ไม่มีโอกาสพูดแก้ตัว”

 

“มึงก็รู้สถานการณ์ของกาลมันดีนะนิล ว่าตอนนี้เพื่อนเรากำลังพยายามแค่ไหนอยู่ที่นั่น มันรู้ตัวว่ามันผิดแล้วมันก็รู้ด้วยว่าปูนคงไม่มีทางให้อภัยมันง่ายๆต่อให้มันบินกลับมาคุกเข่าตรงหน้า ทุกอย่างต้องใช้เวลามึงก็อย่าไปว่ามันนักเลย”

 

“ที่กูพูดก็เพราะว่ากูรู้จักมันดี ไอ้นิสัยชอบหนีปัญหาของมันเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว กูไม่ได้บอกว่าสิ่งที่มันทำอยู่ไม่ดีนะ แต่กูเชื่อว่าตราบใดที่ไอ้กาลไม่ออกมาเผชิญหน้ากับปัญหาตรงๆโดยไม่หวังหลบอยู่ใต้เงาคนอื่น บาดแผลที่มันสร้างไว้ให้ปูนก็จะไม่มีวันหาย ต่อให้เป็นเรื่องเข้าใจผิดแต่ที่มันไปทำตัวเหี้ยๆกับเขาไว้ก็คือความจริง ไอ้กาลมันยังต้องชดใช้ให้ปูนอีกเยอะ”

 

นิลไม่คิดโกรธโต้งที่พูดปกป้องรัตติกาลเลยแม้แต่น้อย กลับกันเขาชื่นชมในความอ่อนโยนของมันด้วยซ้ำซึ่งก็หวังว่าเพื่อนคนนี้จะเข้าใจ เสียงถอนหายใจของโต้งดังขึ้นชายหนุ่มพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองแล้วเก็บเหตุผลของนิลเอาไว้ในใจ คนกลางอย่างพวกเขาคงพูดอะไรมากไม่ได้นอกจากคอยดูผลของมันในอนาคตที่กำลังจะมาถึง

 

“แล้วมึงมาหากูมีอะไรรึเปล่า นัดของรพีมันอาทิตย์หน้าไม่ใช่รึไง”

 

“กูเปล่ามาเรื่องของหลาน พอดีไอ้นิดมันโทรมาเมื่อเช้าบอกให้ฝากชวนมึงไปงานเลี้ยงส่งปูนด้วยกันตอนสุดสัปดาห์”

 

“อ้าว จะไปอาทิตย์นี้แล้วหรอ”

 

“อืม เพื่อนมึงนี่แทบไม่เหลือสภาพ เสียงหงอยเป็นหมาเลยว่ะ ฮ่าๆ”

 

นิลหัวเราะอย่างสะใจ จนโต้งเริ่มชักสงสัยอีกครั้งแล้วว่าหมอนี่มันเคยเห็นอกเห็นใจเพื่อนบ้างรึเปล่า เพราะถ้าเป็นเขา หากต้องมาจากคนรักไปแบบนี้ก็คงออกอาการหงอยบ้างไม่ต่างกัน

 

“ฝากมึงบอกไอ้ขิงด้วยแล้วกันนะ กูไปล่ะ นัดกินข้าวกันผัวไว้”

 

“หึ เพื่อนจะเป็นจะตายยังมีกะใจไปเดทได้อีกนะมึง”

 

“ก็ใช่สิ ช่วงนี้ไอ้ชาติไม่ค่อยกลับบ้านต้องเก็บเกี่ยวกันหน่อย กูไปล่ะ”

 

นิลโบกมือลาโต้งแล้วทิ้งเพื่อนที่ทำสีหน้าเหม็นเบื่อออกมาไว้เบื้องหลัง โต้งส่ายหัวเบาๆอย่างอ่อนใจก่อนจะส่งข้อความไปหาขิงตามที่นิลบอก

 

 

.

.

.

.

.

.

.

 

สนามหญ้าหน้าบ้านเจริญวัฒนะถูกตกแต่งให้เป็นงานปาร์ตี้เล็กๆ ด้วยฝีมือของว่าที่ผู้บริหารใหญ่ของโรงแรม The Next ที่ตื่นมาเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆตั้งแต่หัววัน (แน่นอนว่าต้องมีแม่บ้านไปด้วย) โต๊ะที่ยาวที่สุดในบ้านถูกเลือกมาใช้งานเพื่อให้แขกทุกคนได้พูดคุยกันได้สะดวก ผ้าปูโต๊ะสีน้ำเงินถูกปูลงไปพร้อมกับแจกันที่เตรียมไว้เพื่อใส่ดอกไฮเดรนเยียสีฟ้า ซึ่งคณิตเลือกใช้มันเพื่อสื่อถึงจิตใจของใครบางคน

 

“เฮีย อาหารเตรียมเสร็จแล้วนะคะ เหลือแค่ยกออกมาตอนงานเริ่ม”

 

“อืม ขอบใจมาก หน่อยไปพักก่อนเถอะ”

 

ถึงปากจะบอกว่าให้น้องสาวไปพักแต่คนเป็นพี่อย่างคณิตกลับยังคงตั้งหน้าตั้งตา เตรียมดอกไฮเดรนเยียที่ว่าให้อยู่ในสภาพที่สวยที่สุด

 

“เฮียน่าจะพักกว่าหน่อยอีกนะคะ ตั้งแต่เช้าหน่อยเห็นเฮียทำนั่นทำนี่ไม่ยอมหยุดเลย”

 

“แค่ไม่อยากปล่อยตัวเองให้ว่างนะ แต่เฮียยังไหวไม่ต้องห่วงนะ”

 

หน่อยสายหัวเมื่อเห็นว่าสีหน้าของคณิตไม่ได้ไหวอย่างปากพูด รอยคล้ำใต้ดวงตาที่เหมือนกับเธอคู่นั้นบ่งบอกได้อย่างดีว่าคณิตกังวลมากแค่ไหน

 

“เดี๋ยวป๊าก็พาน้องกลับมาแล้ว เฮียไม่ต้องห่วงหรอกค่ะไปกันแค่นี้เอง”

 

“อืม...แต่ว่ามันก็อดเป็นกังวลไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”

 

คณิตว่าแล้วก็หัวเราะ เขารู้ว่าตัวเองคิดมากเกินไปแต่มันจะทำยังไงได้เมื่อในวันพรุ่งนี้ปูนก็จะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว...

 

“ถ้าคิดแล้วอะไรๆมันดีขึ้นก็คิดไปเถอะค่ะ แต่ถ้าไม่หน่อยว่าเฮียเอาเวลามาทำอย่างอื่นดีกว่านะ อย่างน้อยขึ้นก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง ทำตัวโทรมๆแบบนี้ถ้าปูนทิ้งไปมีแฟนใหม่นี่หัวเราะไม่ออกแน่ๆ”

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำขู่ของหน่อยรึเปล่า สาวใช้ในบ้านทั้งหลายจึงเห็นคณิตก้มๆเงยๆอยู่ที่โต๊ะไม่นานก่อนจะหายขึ้นไปบนห้องของตัวเอง  จนกระทั่งรถของบรรพตที่ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าขับกลับเข้ามาคณิตก็ยังไม่ลงมาเลย

 

“ขอบคุณนะครับ ที่วันนี้ยอมไปเป็นธุระให้ผม”

 

ปูนพูดกับพ่อของคนรักที่เขาเริ่มจะรู้สึกชินกับอาการพูดน้อยต่อยหนักของคนตรงหน้า ไม่ต้องพูดถึงนิสัยชอบเผด็จการที่เขารู้แล้วว่าคณิตได้มันมาจากใคร

 

“ไม่เป็นไร เธอขึ้นไปพักผ่อนเถอะ แต่อย่าเผลอหลับแล้วกัน เย็นนี้ต้องทำตามใจลูกชายฉันอีกไม่ใช่รึไง”

 

บรรพตว่าพลางหันไปมองสนามหน้าบ้านที่ถูกตกแต่งจนเสร็จเรียบร้อยเหลือแค่รอให้แขกเหรือมากันครบเท่านั้น

 

“ครับ...แต่ผมห้ามเขาแล้วนะครับ”

 

“แก้ตัวทำไม ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”

 

“แต่ตาคุณลุงบอกว่ามันไร้สาระ”

 

คำพูดของปูนทำให้บรรพตยิ้มได้ แต่ก็ช่างเป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุกซะเหลือเกิน ร่างเล็กแสร้งทำเป็นไม่กลัวในขณะที่ขาดันถอยออกไปแล้วสองก้าว ให้ตายสิ ทำไมใจกล้าเถียงเขาไปแบบนั้นวะ!

 

“ดูเหมือนว่านอกจากเรื่องที่เราเพิ่งไปจัดการกันเธอยังมีอะไรให้ต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยนะ โดยเฉพาะเรื่องมารยาท”

 

“...”

 

“หึ แต่ว่าเรื่องความกล้าบ้าบิ่นนี่คงไม่ต้องสอน”

 

ปูนกระพริบตาปริบๆ ไม่อยากเชื่อว่าพูดนั้นจะออกมาจากปากของคนที่เพิ่งเดินเข้าไปในห้องทำงานโดยไม่คิดจะสนใจเขาอีก ร่างเล็กอมยิ้ม ถึงแม้แม่และยายของคณิตจะยังไม่ยอมรับเขาแต่ดูเหมือนว่าการเข้าหาทางพ่อคงไม่ยากเท่าไหร่ พอมีเรื่องให้สบายอกสบายใจปูนก็เดินฮัมเพลงขึ้นไปยังห้องที่เขาใช้หลับนอนมานานกว่าสามอาทิตย์แล้ว

 

แน่นอนว่าปูนอยากกลับไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กของคณิตมากกว่า แต่ด้วยเพราะธุระอะไรหลายๆอย่าง และคำสั่งของบรรพตที่ไม่ยอมปล่อยให้พวกเขากลับไปที่นั่นตามลำพังอีก ปูนเลยเรียกร้องอะไรไม่ได้ แม้ว่าจะมีเรื่องให้อึดอัดใจอยู่บ้างอย่างสายตาของคนในบ้านที่มองมา...แต่เขาก็เริ่มชินกับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ขึ้นมาทีละน้อยถึงแม้จะเป็นก่อนที่เขาจะต้องจากไปก็เถอะ

 

“ป๋า...หลับอยู่หรอ”

 

ภาพของคณิตที่กำลังนอนขมวดคิ้วอยู่บนเตียงเป็นภาพแรกที่ปูนเห็นตอนที่เปิดประตูเข้ามา เขาวางกระเป๋าใบเล็กของตนลงบนโต๊ะก่อนจะเดินเข้าไปใกล้โดยระวังไม่ให้เกิดเสียงจนไปรบกวนการนอนของคนรักเข้า ปูนมองใบหน้าที่บ่งบอกความเหนื่อยล้าของร่างสูงด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งคิดถึง เป็นห่วง และรัก...จนอดไม่ไหวที่จะจูบเปลือกตาสีอ่อนของคณิตเบาๆด้วยทุกอย่างที่มี

 

“เหนื่อยมากเลยสิท่า บอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้องจัดๆ”

 

“...”

 

“วันนี้ผมจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนะ พรุ่งนี้ก็ต้องไปแล้ว...ต่อไปคงเหงาน่าดูเลยเนอะ”

 

“ถ้าเหงานักก็ไม่ต้องไปสิ”

 

คนที่ปูนเข้าใจว่าหลับอยู่ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับทำสีหน้าออดอ้อนแบบที่ปูนทนไม่ไหวจนต้องซุกกายเข้าหา กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆที่คุ้นเคยดีและไออุ่นที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับกลับคืนมาทำให้ปูนรู้สึกสงบลงในขณะที่คณิตยังคงว้าวุ่น

 

“วันนี้ป๋าทำอะไรบ้าง เห็นข้างล่างจัดของไว้เยอะแยะเลย”

 

“อย่าเปลี่ยนเรื่องสิ ตอบมาก่อนว่าถ้าเหงาแล้วยังคิดจะไปอีกหรอ”

 

ปูนยิ้มให้กับน้ำเสียงติดจะหงุดหงิดที่เขาได้ฟังมันมาตลอดสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือมันเป็นด้านเด็กๆที่มีอยู่ในตัวของคณิตอยู่แล้วชายหนุ่มที่เคยดูเคร่งขรึมและเป็นผู้นำช่วงนี้ถึงได้แสดงท่าทางอ่อนโยนแบบนี่ออกมาจนทำให้ปูนรู้สึกลังเลกับการตัดสินใจของตัวเองทุกครั้งแต่ว่า...เขาคงจะเปลี่ยนใจไม่ได้

 

“เหงาแต่ก็ต้องไป เพราะผมรับปากไว้แล้วว่าจะพยายามเพื่อป๋า”

 

“ฉันไม่ได้ขอร้องให้เธอทำสักหน่อย”

 

“แต่ผมอยากทำให้ ผมอยากให้ป๋าดีใจ...ป๋าไม่ชอบมันหรอครับ”

 

ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ...คณิตรู้สึกดีใจทุกๆครั้งที่เด็กคนนี้พยายามทำสิ่งต่างๆเพื่อเขาไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม หากแต่ครั้งนี้มันต่างออกไป...

 

“ถ้าแลกกับการที่เธอไม่ไป จะอยู่ขัดใจฉันมากเท่าไหร่ก็ได้นะ”

 

คำตอบของคณิตทำให้ปูนหลุดขำหากแต่ลึกๆแล้วเขารู้ดีว่ามันมีความจริงจังอยู่ในนั้นมากแค่ไหน

 

“ขอโทษนะ แต่ผมสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่านอกจากเรื่องนี้ผมจะเลิกดื้อกับป๋า ป๋าเองก็อย่าดื้อกับผมนะ แค่แปปเดียวเอง”

 

.

.

.

.

.

 

 

“นั่นสิ แค่สามเดือนนี่มันนานตรงไหนวะ”

 

ขิงที่เพิ่งบึ่งรถมาจากกรุงเทพพูดออกมากลางบทสนทนาที่ทั้งคณิตและปูนต่างถกกันใหญ่เลยว่าเวลาสามเดือนที่ปูนต้องไปเรียนต่อให้จบมันนานตรงไหน

 

“ให้แฟนมึงลองไปอยู่ที่อื่นสามเดือนบ้างเอาไหมล่ะ กูจะได้โทรบอกจิ๊บเขาให้เก็บของลองหนีไปเที่ยวไกลๆตอนนี้เลย”

 

“อย่าพาลดิวะไอ้นิด มันเทียบกันได้ที่ไหนระหว่างไปเที่ยวกับไปเรียนหนังสือ อีกอย่างสามเดือนนี่หายใจแปปเดียวก็พ้นไปแล้ว”

 

ทั้งโต๊ะพยักหน้าเชิงเห็นด้วย เรื่องนี้คงเป็นแค่เรื่องเดียวที่ทุกคนยอมเข้าข้างขิงเพราะตอนนี้คณิตเริ่มไร้เหตุผลจนเข้าขั้นบ้า ปูนถอนหายใจเขาพยายามลูบแขนคนรักให้ใจเย็นลงแต่มันก็ไม่เคยสำเร็จตั้งแต่วันที่ปูนตัดสินใจบอกคณิตว่าตัวเองรับข้อเสนออะไรไ

 

“ครั้งนี้มึงฟังขิงมันไว้บ้างเถอะไอ้นิด ปูนแค่ต้องกลับไปเก็บวิชาบังคับให้หมด เวลาแค่สามเดือนสั้นจะตาย”

 

“ถ้าแค่กลับไปเรียนสามเดือนกูไม่ว่าอะไรหรอกไอ้โต้ง...แต่ที่กูไม่เข้าใจคือป๊าจะให้ปูนตระเวนไปทำงานที่โรงแรมอื่นทำไม”

 

           แค่นึกถึงก็ฉุนคนเป็นพ่อ อย่างที่บอกคณิตเห็นด้วยติดจะยินดีด้วยซ้ำกับการที่ปูนจะได้กลับไปเรียนหนังสือต่อ แต่สิ่งที่เขายอมรับไม่ได้คือการฝึกงานที่พ่อของเขาตัดสินใจเอาเองว่าจะให้ปูนตระเวรไปฝึกงานตามโรงแรมต่างๆซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของคนที่รู้จักกันดี ฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นห่วงอะไร แต่พอคณิตถามพ่อของตนว่าปูนต้องทำมันไปนานแค่ไหนคำตอบก็คือ

           

 

จนกว่านายบรรพตจะบอกให้หยุด

 

“ถ้าเกิดว่าป๊าเล่นตุกติกไม่ยอมให้ปูนกลับมาที่นี่ขึ้นมากูจะทำยังไง จริงอยู่ที่เขายอมให้กูติดต่อกับปูนได้ แต่มันมีอะไรรับประกันได้ล่ะ ว่าทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม”

 

ไม่ใช่ว่าคณิตไม่เชื่อใจปูน แต่เพราะเรื่องที่ผ่านมามันสร้างความหวาดระแวงให้เขามากกว่าที่คิด...คณิตกลัวว่าจะมีคนมาพาปูนไป กลัวทุกๆครั้งที่ระยะห่างทำให้เขาไม่สามารถมองตาคนที่รักได้ แค่คิดก็อึดอัดในอกคณิตเอื้อมมือไปโอบไหล่ของปูนไว้อย่างหวงแหน จนทั้งโต้ง ขิง และนิลที่มองมาได้แต่ทำหน้าเอือมระอาในความติดปูนจนเกินเหตุ

 

“กูว่าที่ป๊ามึงทำอย่างนั้นก็เพราว่ามึงเป็นแบบนี้เนี่ยแหละ กูเข้าใจนะว่ามึงอยากเก็บปูนไว้ใกล้ๆจนแทบจะสิงร่าง แต่อย่าลืมสิว่านอกจากคอยรักเด็กนี่แล้วมึงยังมีอย่างอื่นที่ต้องทำอีก”

 

นิลพูดขึ้นพลางมองออกไปยังบ้านอีกหลังซึ่งปลูกไว้ในเขตรั้วบ้านเดียวกันแต่ตั้งใจแยกออกไปเพราะความรักสงบและความเป็นส่วนตัวอันเป็นนิสัยของประมุขตัวจริงของครอบครัวนี้

 

“ปูน ยังไม่ได้เจออาม่าอีกหรอ”

 

โต้งซึ่งเข้าใจในสิ่งที่นิลต้องการจะสื่อหันมาถามร่างเล็กด้วยความเป็นห่วง เพราะถึงแม้จะเข้มงวดไปบ้างแต่ยายของคณิตก็เป็นมิตรกับแขกของหลานชายเสมอแต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะไม่ใช่

 

“ยังไม่เคยเจอครับ ส่วนแม่ของป๋าผมเคยเจอแล้วแต่ก็ไม่ได้คุยกัน”

 

ปูนตอบกลับมาอย่างสบายๆดูไม่มีท่าทีกังวลอย่างที่โต้งคิด ผิดกับคณิตที่เริ่มทำท่าคิดมากอีกครั้งจนร่างเล็กต้องโอบเอวของคนรักกลับไป

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย อันที่จริงแค่เขายอมให้ผมอยู่ที่นี่ด้วยมันก็เกินคาดไปมากแล้วด้วยซ้ำ”

 

“นั่นก็ใช่ แต่ปูนคงไม่หวังแค่นี้ไปตลอดหรอกใช่ไหม”

 

“ฮ่าๆ ไม่มีทางแน่นอนพี่ เพราะแบบนี้ผมถึงต้องไปไงครับ”

 

การยินยอมให้ปูนอาศัยอยู่ที่นี่อาจจะไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าไมตรีที่เพื่อนมนุษย์จะมอบให้แก่กัน ซึ่งปูนก็คิดแบบนั้นแต่เขาก็ยังคงยิ้มได้ นิลมองหน้าคนที่ครั้งหนึ่งเคยผ่านความทุกข์มามากมาย ทั้งการถูกทำร้ายจากคนรอบข้างและการถูกทรยศหักหลังซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยเมื่อเทียบกับเวลาที่ต้องใช้เยียวยาทุกผลกระทบที่เกิดจากเรื่องนี้

 

“เข้มแข็งขึ้นเยอะเลยนี่ เอามันมาสอนเพื่อนกูบ้างแล้วกัน”

 

ปูนฟังแล้วก็สงสัยว่านิลหมายถึงเพื่อนคนที่นั่งอยู่ข้างๆเขานี่หรือคนที่ปูนไม่คิดจะพบเจออีกฝ่ายอีกแล้วในชีวิตนี้ นิลเองพอเห็นสีหน้าของปูนก็พอจะเดาออกว่าร่างเล็กคิดไปไกลแค่ไหน เขาจึงถอนหายใจแล้วอธิบายให้ฟัง

 

“กูหมายถึงไอ้คณิตเนี่ยแหละ ส่วนไอ้กาลก็ช่างหัวมันเถอะ มันกับมึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันอีกแล้วไม่ใช่รึไง”

 

นิลว่าพลางเหลือบไปมองโต้งที่สีหน้าเปลี่ยนไปและคณิตที่ดูจะเป็นห่วงความรู้สึกของคนในอ้อมแขนมากกว่ารัตติกาล ในขณะที่ปูนนั้นยังคงมองมาที่นิลนิ่งๆก่อนจะระบายยิ้มสวยออกมาแต่ทุกคนที่เห็นมันกลับรู้สึกเหมือนกันว่ารอยยิ้มของปูนครั้งนี้ดูเด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความรู้สึกดีๆเหมือนอย่างทุกครั้ง

 

“ครับ ผมกับเขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว พี่นิลสบายใจเถอะ”

 

“มึงจะว่ายังไงมันก็ไม่ช่วยให้กูสบายใจขึ้นหรือทุกข์ใจลงหรอก แต่พูดชัดเจนแบบนี้ก็ดีแล้ว ไอ้คณิตมันจะได้ไม่หึงจนเป็นบ้าขึ้นมาอีก”

 

“กูกับปูนเข้าใจกันแล้วเถอะ มึงอย่ามาชงซะให้ยาก”

 

คณิตแกล้งพูดให้มันเป็นเรื่องตลกไปเพื่อยุติความตึงเครียดที่ปกคลุมไปทั้วโต๊ะอาหาร ซึ่งทุกคนต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยเฉพาะปูนที่เอาแต่ใส่ใจคนข้างๆแล้วไม่คิดถึงคนในอดีตคนนั้นอีกแล้ว ค่ำคืนแห่งการอำลาที่ให้ความรู้สึกเหมือนงานฉลองมากกว่าดำเนินต่อไปเรื่อยๆท่ามกลางสายตาของคนในบ้าน ทั้งบรรดาสาวใช้ที่ยังไม่แน่ใจกับสถานะของแขกคนใหม่ หน่อยที่เดินมาคุยกับพวกเพื่อนของคณิตเป็นบางครั้ง บรรพตที่ออกมาดูสักพักก่อนจะกลับไปทำงานต่อ รวมถึงนันทยาที่เพิ่งกลับมาจากบ้านของผู้เป็นแม่ที่ยังคงบอกเล่าถึงความทุกข์ใจที่หลานชายคนโปรดเปลี่ยนไปให้เธอฟัง

 

“ไม่เข้าไปคุยกับเฮียหรอคะม๊า มายืนอยู่ตรงนี้ทำไม”

 

หน่อยพูดกับมารดาของตนผู้ที่เคยมีใบหน้าอิ่มสุขอยู่เสมอแต่บัดนี้กลับซูบผอมและไม่สดใสอย่างเคย นันทยาหันมามองหน้าลูกสาว เธอไม่คิดว่าหน่อยจะสังเกตเห็นเธอที่ยืนมองคณิตเงียบๆอยู่ตรงนี้ เหมือนกับที่ลูกชายเธอไม่เคยเห็น...

 

“ไม่ล่ะ อีกสักพักม๊าก็ไปแล้ว”

 

“แต่หน่อยว่าม๊าเข้าไปทักทุกคนสักหน่อยก็ดีนะคะ พวกพี่ๆเขาบ่นคิดถึงม๊ากันใหญ่ แต่หน่อยว่าคงคิดถึงกับข้าวฝีมือม๊ามากกว่า”

 

คนที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารในบ้านมาตลอดยิ้มอ่อน เพราะวันนี้อาหารที่เสิร์ฟให้แขกทุกอย่างเธอไม่ได้เป็นคนทำ แต่มันกลับเป็นลูกชายที่ไม่แทบจะไม่เคยเข้าครัวอย่างคณิตที่พยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองถึงแม้สุดท้ายจะเหลวไม่เป็นท่าจนพวกแม่บ้านทนไม่ไหวขออาสาทำแทนนั่นแหละ

 

“ม๊าฝากหน่อยไปขอโทษทุกคนแทนด้วยแล้วกันนะที่ไม่ได้ลงมาทำให้ ไว้คราวหน้าม๊าจะดูแลอย่างดีไม่ขาดตกบกพร่องแน่นอน”

 

“แล้วทำไมต้องรอคราวหน้าด้วยล่ะคะ คราวนี้ไม่ได้หรอ...หรือเป็นเพราะว่าปูนอยู่ด้วยม๊าเลยไม่อยากทำ”

 

หน่อยไม่ได้มีเจตนาจะกระทบกระเทียบมารดาของตัวเองหากแต่เธอรู้สึกว่าอคติที่คนในบ้านกำลังแบกไว้นั้น ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้แต่คนรักของพี่ชายหรือตัวคณิตเองเท่านั้น แต่มันยังส่งผลถึงทุกๆคนที่อยู่ที่นี่ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่หน่อยรักและห่วงใย

 

“หน่อยเข้าใจม๊านะว่าม๊าคงทำใจลำบาก แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องคอยดูกันต่อไปใช่ไหมล่ะคะ ว่าเฮียกับเด็กคนนั้นจะไปด้วยกันได้ไกลแค่ไหน”

 

นันทยามองหน้าลูกสาวที่มีความคิดความอ่านไกลไม่ต่างจากพ่อและพี่ชาย แต่ถึงจะเข้าใจมันก็เป็นเรื่องยากสำหรับเธออยู่ดี

 

“ขอเวลาให้ม๊ากับอาม่าอีกหน่อยเถอะ เพราะต่อให้มองยังไงม๊าก็ยังไม่เห็นอนาคตของสองคนนั้น พวกเขายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก...แค่คำว่ารักกันมันไม่พอหรอกนะสำหรับวันพรุ่งนี้”

 

 

หน่อยฟังแล้วค่อนข้างแปลกใจกับความคิดของแม่แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงยิ้มออกมาก่อนจะเดินเข้าไปกอดมารดาที่ถึงแม้จะเป็นช้างเท้าหลังของบ้านแต่หากมองดูดีๆแล้วผู้หญิงคนนี้คือเสาหลักที่มั่นคง เข้มแข็งและคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ

 

“ใจแข็งอย่างนี้หน่อยคงต้องเตือนเฮียแล้วว่าให้เร่งทำคะแนนหน่อย ไม่อย่างนั้นปูนแย่แน่ๆ”

 

“นี่ก็พูดไป ม๊าไม่ได้จะทำอะไรเขาสักหน่อย”

 

“ค่ะๆ ไม่ทำเนอะ แค่ม๊ายังไม่ยอมรับไหว้ปูนเท่านั้นเอง ว่าแต่ผิดคาดเหมือนกันนะคะเนี่ย หน่อยคิดว่าถ้าเฮียบอกทุกคนเรื่องนี้ม๊าจะรับได้ก่อนป๊าซะอีก แต่นี่อะไรเดี๋ยวนี้ป๊าตัวติดกับปูนอย่างกับอะไรดี อย่างวันนี้ที่ปูนต้องไปทำเรื่องขอลงทะเบียนเรียนพิเศษกับมหาลัย ป๊าก็อุตส่าห์ไปเป็นธุระให้ทั้งๆที่ความจริงส่งแค่เลขาไปก็พอแล้ว”

 

หน่อยได้ทีก็ฟ้องใหญ่ แต่เธอไม่ได้นึกเกลียดอะไรปูนหรอกนะ หญิงสาวเพียงแค่ออกอาการงอนที่ปูนแย่งเวลาว่างของบรรพตที่ปกติมักจะพาหน่อยไปช็อปปิ้งเสมอไปเท่านั้นเอง

 

“ก็นี่ล่ะนะป๊าเรา เห็นปากร้ายๆแบบนั้นเอาเข้าจริงไม่เคยใจแข็งกับใครเขาหรอก โดยเฉพาะกับเฮียเราน่ะตามใจจะตาย แล้วที่สำคัญ...”

 

 

นันทยายิ้มออกมาขณะที่หันไปมองลูกชายที่กำลังลูบหัวคนรักอย่างอ่อนโยน เธอเห็นแล้วก็คิดถึงอดีตที่เด็กชายคณิตตัวไหม้แดดวิ่งจูงมือน้องสาวที่อยู่ในสภาพพอๆกันมาหาเธอและสามีเพื่ออวดปูลมที่สองพี่น้องช่วยกันจับมาได้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอจำฝังใจไม่ใช่เรื่องนั้น...หากแต่เป็นภาพของปูลมตัวเล็กที่นอนตายอยู่ในฝ่ามือของคณิตที่กำลังยิ้มร่า ในขณะที่หน่อยกำลังร้องไห้ด้วยความสงสารมัน

 

 

เธอจำได้ว่าตอนนั้นเธอรีบปรี่เข้าไปกอดปลอบลูกสาวที่รู้ซึ้งถึงหนึ่งชีวิตที่จากไปไม่เหมือนกับพี่ชายที่มองมันเป็นแค่เรื่องสนุก...นันทยากลัว...กลัวมากว่าลูกชายที่เธอรักจะจดจำความรู้สึกเหล่านี้และเคยชินกับมันไปจนถึงวันข้างหน้า แต่ในขณะที่เธอได้แต่นึกกังวลเกี่ยวกับอนาคตที่ยังไม่มาถึง บรรพตผู้ที่เป็นทั้งพ่อและคู่ชีวิตได้ใช้มือของตัวเองตีลงไปที่มืออีกข้างของคณิตเป็นครั้งแรก

 

 

เพี๊ยะ!

 

 

ป๊าไม่เคยสอนตี๋ให้ทำแบบนี้ ตี๋จะรังแกคนที่อ่อนแอกว่าไม่ได้

 

เด็กชายคณิตที่ถูกตีจนมือชามองใบหน้าเคร่งขรึมของคนเป็นพ่อด้วยดวงตาที่มีน้ำเอ่อคลอ ก่อนที่จะค่อยๆหันกลับมามองปูลมตัวน้อยที่สิ้นลมอยู่บนมือของตัวเองอีกครั้ง

 

ตี๋ไม่ได้ตั้งใจ ตี๋แค่จะเล่นด้วยเฉยๆ

 

แต่ตี๋ทำเขาเจ็บ ปูลมตัวเล็กนิดเดียวตี๋จะจับเขาแรงๆแบบนี้ไม่ได้รู้ไหม

 

บรรพตว่าก่อนจะประคองมือลูกชายข้างที่หนึ่งชีวิตน้อยๆได้จากไปไว้ แล้วค่อยๆจับมือของคณิตที่กำลังสั่นเพื่อเททุกอย่างบนนั้นลงไปในมือของตัวเองอย่างทะนุถนอม ทั้งปูลมตัวเล็กและเม็ดทรายที่โอบล้อมมันไว้

 

สัญญากับป๊านะว่าตี๋จะไม่ทำอย่างนี้อีก เราเป็นลูกผู้ชายต้องอ่อนโยนให้มาก...ชีวิตของทุกคนมีค่า ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนตี๋ก็ต้องทะนุถนอมมันไว้เหมือนกับทรายในมือป๊า...ตี๋สัญญากับป๊าได้ไหม

 

เด็กชายคณิตที่กลั้นน้ำตาไม่ไหวอีกต่อไปแล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร แต่พร้อมกันนั้นก็ยังพยายามจะพูดในสิ่งที่ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ยิ้มออกมา

 

ตี๋สัญญาฮะ ฮึก ตี๋จะไม่ทำอีก ฮึก ตี๋จะเป็นคนดีของป๊ากับม๊า

 

เด็กชายคณิตที่ร้องไห้ในวันนั้นได้เติบโตเป็นนายคณิตที่อ่อนโยนกับทุกคนตามสัญญาที่เคยให้ไว้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครมาจากไหนคณิตก็พร้อมที่จะแสดงน้ำใจกับผู้คนเหล่านั้นเสมอ นันทยาดีใจที่ลูกชายเธอเป็นคนแบบนั้นแม้ว่ามันจะสร้างความลำบากใจให้เธอบ้างก็ตาม

 

“แล้วอะไรอีกคะม๊า ม๊าจะพูดว่าอะไรหรอ”

 

หน่อยถามมารดาถึงประโยคที่ยังพูดไม่จบดี เธอเห็นแม่ของตัวเองนิ่งไปแล้วทำหน้าเหมือนกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างจนอดที่จะสงสัยไม่ได้ หากแต่เมื่อเธอพูดออกไปแบบนั้นแม่ของเธอก็หันกลับมายิ้มให้เหมือนอย่างที่เคยทำ

 

 

 

“ม๊าจะบอกว่า นอกจากจะรักเฮียเรา ป๊าของหน่อยน่ะยังเป็นคนที่เข้าใจความไม่สมบูรณ์แบบของคณิตได้ดีที่สุดแล้ว”

 

 

.

.

.

.

.

 

คณิตที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพผ้าเช็ดตัวผืนเดียวคู้ตัวลงเล็กน้อยเพราะความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แต่ถึงจะหนาวยังไงเขาก็ไม่ได้ใส่ใจจะหาชุดนอนมาสวมเพราะตอนนี้ดวงตาที่บ่งบอกถึงเชื้อสายกำลังสอดส่ายหาคนที่สมควรนอนรอเขาอยู่ในห้อง

 

 

“ปูน เธออยู่ไหนน่ะ”

 

“ผมอยู่นี่ครับ ตรงระเบียง”

 

เสียงของปูนดังขึ้นตามทิศทางที่เจ้าตัวบอก โดยร่างเล็กที่ยังคงสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมนั้นกำลังส่งภาพถ่ายในวันนี้ไปให้น้องสาวอย่างปิ่นและชายปริศนาผู้เป็นเพื่อนของโต้งที่เพิ่งแอดไลน์ปูนมาอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันมานี้

 

“ทำอะไรอยู่น่ะ ส่งรูปหรอ”

 

“อืม รูปนี้ไง น่ารักไหม”

 

ความน่ารักที่ปูนว่า คือภาพที่ขิงถูกเพื่อนๆจับมัดมือมัดเท้าด้วยเนคไทเพราะแพ้พนันที่ว่าวันนี้คณิตจะร้องไห้เพราะปูนหนีไปเรียนต่อกี่ครั้ง แน่นอนว่าขิงผู้มีหัวใจอ่อนไหวเทคะแนนไปที่สามครั้งเป็นอย่างต่ำ ในขณะที่โต้งและนิลกลับบอกว่าหัวข้อพนันมันปัญญาอ่อนซึ่งก็ใช่ ใครจะร้องไห้เพราะเรื่องแบบนี้กันล่ะ สมน้ำหน้ามันแล้ว!

 

“เอารูปที่มันโดดเอาแครอทยัดจมูกไปด้วยสิ ส่งไปเลย”

 

“ฮ่าๆ ป๋านี่ไม่สงสารเพื่อนเลยนะ ป่านนี้พี่ขิงร้องไห้แย่แล้ว”

 

ปูนพูดออกมาด้วยความห่วงใยโดยหารู้ไม่ว่าคนที่ตีหน้าเศร้าเหมือนกับจะร้องไห้อยู่เมื่อหัวค่ำตอนนี้กำลังนัวกับสาวอยู่ในผับดังของบางแสนพร้อมกับโต้งและนิลที่วันนี้ไม่มีใครมาคุม แต่เชื่อเถอะว่าต่อให้ไม่มีก็ไม่กล้า...

 

“ช่างเรื่องไอ้ขิงมันเถอะน่า ว่าแต่เก็บของเสร็จแล้วหรอ ฉันยังเห็นของบางอย่างเธอยังไม่ได้เก็บเข้ากระเป๋าเลย”

 

ถึงปากจะบอกว่าไม่อยากให้ไป แต่พอถึงเวลาคณิตก็เป็นฝ่ายเตรียมพร้อมต่อการก้าวเดินอีกครั้งของปูนมากที่สุด เสื้อผ้าชุดใหม่ และข้าวของเครื่องใช้ที่ยังขาดร่างสูงก็เป็นคนจัดหามาให้จนปูนอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเห็นเขาเป็นเด็กประถมที่เพิ่งเข้าโรงเรียนเป็นวันแรกรึยังไง

 

“เรียบร้อยแล้วครับ ของพวกนั้นผมตั้งใจทิ้งไว้เอง เพราะยังไงสุดสัปดาห์ก็ต้องกลับมาค้างที่นี่อยู่ดี คุณลุงบอกว่าผมต้องมาช่วยงานที่โรงแรมในช่วงที่ป๋าไปทำงานที่สัตหีบ เหนื่อยหน่อยแต่ก็ต้องทำล่ะนะ”

 

พูดแล้วก็ยิ้มบาง เพราะความจริงต่อให้ปูนไม่ไปเรียนต่อพวกเขาก็ยังคงต้องห่างกันเพราะหน้าที่การงานของร่างสูงที่รุมเข้ามาตามกำหนดการณ์ที่เขียนไว้ โรงแรม The Next สาขาใหม่ที่สัตหีบกำลังจะเริ่มก่อสร้างให้เป็นรูปเป็นร่างภายใต้การควบคุมดูแลของคณิตโดยสมบูรณ์ ซึ่งสาขาหลักอย่างบางแสนจะมีนายบรรพตเข้ามาดูแลให้ชั่วคราวจนกว่าทุกอย่างจะลงตัว

 

“แล้วเรื่องที่มหาลัยไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม ป๊าช่วยจัดการให้รึเปล่า”

 

“ครับ ไม่มีปัญหาอะไร คุณลุงช่วยเคลียร์ให้หมดแล้ว”

 

“เรียกคุณลุงๆอยู่ได้ สนิทกันแล้วไม่ใช่รึไง ทำไมไม่เรียกป๊าล่ะ”

 

“ฮ่าๆ สนิทกันที่ไหนล่ะครับ ลองผมเรียกอย่างนั้นสิ คุณลงบรรพตผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นได้เอาผมตาย”

 

แม้จะฟังดูเป็นเรื่องใหญ่แต่ปูนกลับพูดมันออกมาราวกับว่าเป็นเรื่องขบขันซึ่งคณิตที่เป็นห่วงเรื่องการยอมรับของคนในครอบครัวก็สบายใจไปเปราะหนึ่งเมื่อได้ยินอย่างนั้น เพราะอย่างน้อยปูนก็ยังคงยิ้มได้

 

“ไม่เป็นไรนะ ฉันเชื่อว่าสักวันพวกเขาจะยอมรับเราได้ ทุกคนใจดีแล้วก็อ่อนโยนมาก เพียงแต่เธอยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันเท่านั้นเอง”

 

“ครับผมเข้าใจ ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา แต่ถึงผมต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการพิสูจน์มัน ผมก็ไม่ยอมถอยหรอกป๋าวางใจได้”

 

ได้ฟังอย่างนั้นคนที่มีความสุขอยู่แล้วก็อิ่มเอมไปทั้งใจ พลางคิดว่าตั้งแต่เขากับปูนได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งเราก็ต่างพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาตรงๆ ไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย

 

“ถ้ากลับไปเรียนแล้วมีปัญหาอะไรเธอต้องบอกฉันนะ คนชื่อก้อยกับแมนก็ยังเรียนไม่จบ...เธอคงต้องเจอกับพวกเขาอีก”

 

“ผมรู้ครับ แต่ไม่ต้องห่วง พี่นิลสอนผมแล้วว่าต้องรับมือกับคนพวกนั้นยังไง งานนี้รับรองมันไม่กล้ามาแหย่มกับผมอีกแน่”

 

คณิตเห็นปูนกับเพื่อนของเขาเข้ากันได้ก็ดีใจอยู่หรอก...แต่นี่มันจะดีเกินไปไหม ชายหนุ่มที่รู้ฤทธิ์เดชของเพื่อนดีเริ่มรู้สึกระแวงว่านิลจะเอาอะไรแผลงๆมายัดใส่หัวปูนรึเปล่าจนลืมคิดไปเลยว่าคนรักของตัวเองน่ะ...แสบพอกัน

 

พวกเขายืนคุยกันสักพักก่อนที่คณิตจะไล่ปูนไปอาบน้ำ โดยที่ตัวเองก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการเตรียมการบางอย่างซึ่งถือเป็นเซอร์ไพร์สครั้งแรกที่คณิตตั้งใจทำมันให้กับคนที่เขารัก กล่องไม้สีขาวสะอาดเช่นเดียวกับโบว์ที่ผูกมันไว้วางลงตรงข้างหมอนพร้อมกับดอกไฮเดรนเยียแบบเดียวกันกับที่ใช้ประดับโต๊ะอาหารในตอนเย็น ร่างสูงหันมาจุดเทียนหอมกลิ่นวานิลลาแบบที่ปูนชอบโดยไม่ลืมที่จะวางมันลงบนพื้นที่ว่างตรงหัวเตียงอย่างระมัดระวัง...นั่นแหละ...เขยิบเข้าไปอีกนิด

 

“ป๋าทำเซอร์ไพร์สให้ผมหรอ”

 

“เฮ้ย!!!

 

คณิตที่กำลังเพ่งสมาธิไปกับการจัดเทียนให้ตรงจุดสะดุ้งเฮือกก่อนจะร้องโวยวายเสียงดังจนปูนที่ตัวยังไม่แห้งดีต้องเข้ามาช่วยหุบปากอีกฝ่ายด้วยฝ่ามือนุ่มๆของตัวเอง แต่พอคณิตเริ่มตั้งสติได้เขาก็นึกอยากลองกัดมือของปูนแทนเพราะเด็กนี่มันดันเดินออกมาจากห้องน้ำทั้งๆที่ไม่ได้ใส่อะไรเลย!

 

“ทำไมเธอถึง…!!

 

“อย่าเพิ่งด่านะ ผมเผอิญทำผ้าขนหนูตกอ่ะ มันเลยเปียกผืนอื่นก็ไม่มีเลยต้องแอบย่องมาหยิบ แต่ดันเห็นป๋าทำอะไรลับล่อๆเลยเดินเข้ามาดูก่อน”

 

“เธอนี่มัน! โอ้ย! ไปใส่เสื้อเลยไป!

 

ร่างสูงโวยวายทั้งที่น้ำตาตกในไปแล้วเพราะงานเซอร์ไพร์สของตัวเองดันล่มไม่เป็นท่า แถมคนที่ทำมันพังยังอารมณ์ดีใส่เสื้อผ้าไปหัวเราะไปจนคณิตแค้นหนักอยากจะเดินเข้าไปฟัดแก้มก้นกลมๆนั่นเสียจริง แต่ก็ได้แค่คิด ความเป็นจริงคือคณิตกำลังนั่งคอตกแล้วจัดการดับเทียนหอมเจ้าปัญหาด้วยหัวใจห่อเหี่ยว ให้ตายสิ อุตส่าห์เตรียมมาอย่างดีแท้ๆ

 

“ไหนๆขอดูหน่อย ป๋าเตรียมอะไรไว้ให้ผมบ้างเนี่ย”

 

ปูนที่แต่งตัวเรียบร้อยดีแล้วเดินมาหาคนรักพร้อมกับล้มตัวลงนอนทันทีโดยไม่สนว่าคณิตกำลังทำหน้ายังไง เขามองช่อดอกไฮเดรนเยียที่มีความหมายว่า คุณนั้นช่างเย็นชาเหลือเกินที่วางอยู่เคียงข้างกับกล่องไม้ใบหนึ่งที่คงเป็นพระเอกของงานนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

“ผมเปิดเลยได้ไหม ขอเปิดเลยนะๆ”

 

“จะทำอะไรก็ทำ ตามสบายเลย”

 

ชายหนุ่มพูดพร้อมกับทำหน้าเซ็งๆก่อนจะหันหน้าหนีไปอีกทาง แต่ก็เมินไม่ได้นานเพราะปูนเลือกที่จะหยิบทั้งดอกไม้และกล่องของขวัญที่แค่ดูก็รู้ว่าคณิตตั้งใจเตรียมมันอย่างมากเพื่อเขามาแล้วพาตัวเองไปนั่งตรงหว่างขาเพื่อให้ร่างสูงสามารถโอบอุ้มเขาไว้ได้ทั้งตัว

 

“เปิดแล้วนะครับ ดูสิ มีอะไรเอ่ย”

 

ปูนค่อยๆบรรจงแกะโบว์อันเป็นปราการเพียงหนึ่งเดียวออกก่อนจะแง้มฝากล่องขึ้นจนเผยให้เห็นนาฬิกาข้อมือตัวเรือนสีเงินสว่างที่เล่นกับแสงไฟทันทีจนปูนรู้สึกตาพร่า แต่นั่นไม่ได้ทำให้ปูนรู้สึกพิเศษมากไปกว่าสีหน้าปัดของมันที่สื่อถึงตัวตนเขาได้อย่างชัดเจน...มันเป็นสีฟ้า

 

“อยากจะหายี่ห้อแพงๆกว่านี้ให้อยู่หรอก แต่คิดไปคิดมาเอายี่ห้อเดียวกันไว้คงดีกว่า นี่ฉันสั่งทำพิเศษให้เธอเชียวนะ เพราะถ้าจะเอาตัวเรือนเหมือนกันแต่หน้าปัดเป็นสีนี้เลยมันไม่มี”

 

คณิตอวดอ้างสรรพคุณของมันทันทีที่มีโอกาส แต่ความจริงเขาแค่อยากพูดอะไรก็ได้ระหว่างที่คนในอ้อมแขนของเขากำลังเสียน้ำตาก็เพราะมัน ตัวของปูนสั่นเล็กน้อยเพราะแรงสะอื้นจนคณิตต้องหยุดพูดแล้วคว้าเอาคนรักมากอดไว้ ความเข็มแข็งที่ปูนเพียรพยายามสร้างมันแทบตายพังทลายลงมา ไม่สิ ปูนแค่ยอมให้คณิตเห็นความอ่อนแอของตัวเองเท่านั้น

 

“อย่าร้องสิ ตอนนี้เข้มแข็งขึ้นแล้วไม่ใช่รึไง”

 

“ก็มันดีใจนิ ฮึก แล้วถึงจะร้องไห้ก็ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอลงสักหน่อย”

 

ร่างสูงยิ้มให้กับคำพูดนั้น...นั่นสินะ ปูนของเขาเข้มแข็งขึ้นมากจนบางครั้งคณิตรู้สึกใจหาย คนที่เคยวิ่งตามเขาตลอดเริ่มมีความคิดของตัวเองและพยายามก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความต้องการที่แรงกล้าซึ่งเขาไม่ได้ชี้นำให้...ปูนกำลังเติบโตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่แบบที่คณิตเคยหวังไว้

 

“แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ยังไงผมก็ยังเป็นผม ไม่เปลี่ยนไปหรอกน่า”

 

“...!!

 

“แล้วอีกอย่างนะ ผมจะเข้มแข็งแค่บางเรื่องเท่านั้นแหละ แต่ถ้าเป็นเรื่องอ้อนป๋าขออ่อนแออย่างเดิมแล้วกัน”

 

ปูนปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของตัวเองก่อนจะฉีกยิ้มให้คนที่ถึงแม้จะไม่พูดแต่แค่มองตาก็รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ร่างเล็กหยิบนาฬิกาสีฟ้าของเขามาใส่ก่อนจะยื่นไปให้คนที่ซื้อมันดูว่าสวยแค่ไหน ซึ่งคณิตก็คิดว่ามันสวยจริงๆ...รอยยิ้มที่ปูนมอบให้กับเขาน่ะ...สวยมาก

 

“ผมจะรักษาอย่างดีเลย ฝนตกก็จะไม่เอามาใส่”

 

“ใส่ไปเถอะ มันกันน้ำได้”

 

“ฮ่าๆ รู้แล้วล่ะน่า ล้อเล่นๆ ผมจะใส่มันตลอดเวลาเลย แบบนี้โอเคไหม”

 

คณิตตอบคำถามนั้นด้วยการประทับจูบหวานๆลงไปบนริมฝีปากอุ่นที่จ้อไม่หยุดของปูนจนทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ก่อนที่เสียงครางอื้ออึงของร่างเล็กจะดังขึ้นเบาๆตามแรงอารมณ์ที่คณิตส่งผ่านมาทางบทจูบที่ทั้งลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความรู้สึก

 

“เธอต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ ตั้งใจเรียนให้มากๆ...”

 

“อื้อ ป๋าก็เหมือนกันนะ อย่าหักโหมมาก กินข้าวเยอะๆ ไปที่นู้นก็อย่าไปเหล่สาวที่ไหนล่ะ เหล่ผมคนเดียวพอตกลงไหม”

 

“รู้แล้วล่ะน่า เธอนี่นะฉันจะทำซึ้งสักหน่อยนี่ไม่ได้เลยใช่ไหม”

 

“ซึ้งแค่นี้พอแล้ว ขืนซึ้งมากกว่านี้มีหวังผมจับป๋าปล้ำแน่”

 

ไม่พูดเปล่า ปูนโน้มคอของคณิตมาขบกัดเบาๆเพื่อยืนยันคำพูดของตัวเองซึ่งร่างสูงก็ดูพอใจกับการกระทำนั้น พวกเขาถ่ายทอดสัมผัสให้กันและกันอยู่สักพักก่อนที่คณิตจะเปลี่ยนเป็นล้มตัวลงนอนแล้วปล่อยให้หน้าที่ปิดโคมไฟตรงหัวเตียงเป็นของปูนที่ซุกเข้าหาอกของเขาทันทีที่หลังสัมผัสกับผืนผ้า

 

“พรุ่งนี้ตอนเข้ากรุงเทพป๋าไม่ต้องไปส่งผมนะ พี่โต้งนัดกับผมแล้วว่าเขาจะพาไปส่งที่หอให้ ส่วนของใหญ่ๆ เลขาของคุณลุงจะเอาไปให้ที่หลัง”

 

“เธอจะไปอยู่คอนโดของป๊าฉันใช่ไหม ทำไมไม่ให้ฉันไปส่งล่ะ รบกวนคนอื่นเขาทำไม”

 

“ไม่เอาหรอก ถ้าป๋าไปส่งมันก็เหมือนเราต้องจากกันจริงๆน่ะสิ”

 

“...?”

 

ในความมืดปูนยิ้มให้กับตัวเองและคนข้างๆ เขาคิดทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งดีและร้าย แต่ที่สำคัญที่สุดคือสิ่งที่ได้มาจากมัน

 

“ผมไม่อยากให้มันเป็นการจากลา ผมแค่กลับมาทำในสิ่งที่สมควรทำมานานแล้วเท่านั้น...ผมอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้น เป็นคนที่สามารถยืนอยู่เคียงข้างป๋าได้ในอนาคตข้างหน้าไม่ใช่แค่วันนี้ ผมรู้ว่าสำหรับป๋าผมคงดีพอแล้ว แต่สำหรับคนอื่นๆที่เขารักป๋าเหมือนผม...ผมก็ต้องคิดถึงเขาด้วย ป๋ารอผมหน่อยนะ สักวันผมจะกลายมาเป็นคนที่ทำให้ป๋าและทุกคนภูมิใจ”

 

ปูนพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงพร้อมกับกระชับมือของคณิตที่กำลังจับไว้ให้แน่น ซึ่งคนฟังก็เข้าใจมันและดีใจที่วันนี้ปูนมีหัวใจที่เข้มแข็งแล้ว แม้ครั้งหนึ่งมันจะเคยแตกสลายจากการกระทำเลวร้ายของคนรอบข้างและจากตัวของปูนเอง

 

“เราจะต้องผ่านมันไปได้แน่ๆ ฉันเชื่ออย่างนั้น”

 

“อื้อ ว่าแต่ป๋า ผมขออะไรสักอย่างได้ไหม”

 

คณิตเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ยังจะขออะไรอีกเนี่ย นาฬิกาที่ให้ไปยังไม่พอรึไง

 

“ผมอยากให้ป๋าแทนตัวเองว่าพี่เหมือนเดิมได้ไหม แทนตัวเองว่าพี่นิด”

 

“...!!

 

“ตอนที่ป๋าไปช่วยผมมาจากลุงป๋ายังเรียกตัวเองแบบนั้นอยู่เลย แต่พอผมตื่นขึ้นมาป๋ากลับไม่เรียกอีก แทนตัวว่าฉันๆอยู่ได้ ห่างเหิน

ชะมัดอ่ะ”

 

คำร้องขอของปูนทำเอาคณิตงงหนัก แต่พอเห็นใบหน้าง้ำงอลางๆในความมืดร่างสูงก็รับรู้ถึงความจริงจังในคำพูดนั้นก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง

 

“ฮ่าๆ จริงจังขนาดนั้นเลยหรอ ทีเธอยังเรียกฉันว่าป๋าได้เลย”

 

“ก็ป๋าคือป๋าอ่ะ จะให้เรียกพ่อรึไงเล่า!

 

“ถ้างั้นฉันจะเรียกเธอว่าลูกสาว ไปเปลี่ยนนามสกุลเลยดีไหม”

 

“ลูกสาวอะไรล่ะ ผมผู้ชายนะ ไอ้ป๋าบ้า!!

 

เสียงโวยวายของปูนและเสียงหัวเราะของคณิตดังไปทั่วทั้งห้องขนาดที่หน่อยซึ่งห้องอยู่ติดกันและบรรพตที่เดินผ่านมายังได้ยิน ร่างเล็กหายใจถี่หอบ ยามที่ฝ่ามืออุ่นร้อนของคณิตไล่ไปตามสีข้างแล้วใช้นิ้วเขี่ยไปเขี่ยมาตามจุดไวต่อสัมผัสจนอาการบ้าจี้ที่แก้ไม่หายของปูนจะทำพิษจนใบหน้าน่ารักแบบที่คณิตชอบจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างน่าสงสาร

 

“ฮ่าๆๆๆ พอแล้ว พ่อแล้วป๋า โอ้ย ยอมแล้วๆ”

 

“ยอมแล้วจริงอ่ะ จะบังคับฉันให้เรียกเธออย่างอื่นอีกไหม”

 

“ไม่แล้ว ฮ่าๆ ไม่บังคับแล้ว จะเรียกอะไรก็เรียกไปเลย!

 

ปูนว่าแล้วยกมือยอมแพ้เพราะทนไม่ไหวแล้ว แต่แล้วจู่ๆลมหายใจหอบๆของเขาก็ต้องชะงักไปเพราะสัมผัสอุ่นวาบบนริมฝีปากที่ถูกประทับลงมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

 

 

 

 

“พี่รักปูนนะ”

 

 

“...!!

 

 

“แบบนี้พอใจรึยังหื้ม”

 

 

ร่างเล็กยิ้มหวานก่อนจะหลับตาลงโดยมีคนที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง เขารู้สึกดีใจที่ตัวเองได้อยู่ตรงนี้ และดีใจที่มีคนคนนี้อยู่เคียงข้าง...คนที่สอนความรักยิ่งใหญ่ให้กับเขา

 

 

 

 

“ครับ...ปูนก็รักพี่นิดที่สุดเลย”

 

 

 

 

 

ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนกันไปมาบนโลกใบนี้

ผม...ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองแล้ว

 

 

 

 

…Never Ending...

 

 

------------------------------------------------------------------

คุยกับเช่!!

 

จบกันไปเรียบร้อยแล้วกับป๋าปูนที่ตอนแรกเช่จั่วหัวว่าเป็นนิยายใสๆโนดราม่า 5555555555 สาบานว่าไม่ได้ตั้งใจจะหลอกกันนะคับ มันมือไปหน่อย

สำหรับนิยายเรื่องนี้บอกตามตรงว่าไม่ใช่แนวที่ถนัดสักเท่าไหร่ แต่เช่ก็พยายามจะเขียนนิยายที่ทั้งสนุกแล้วก็แฝงข้อคิดดีๆให้คนอ่านทุกคนได้อะไรที่มากกว่าบันเทิงไปหลังจากอ่านจบแล้ว ทั้งเรื่องของครอบครัว การดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้นทุกวันแต่เราก็มักจะมองข้าม เรื่องราวของ "ปูน" ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วแต่ยังคงมีคำถามให้ได้คิดกันต่อไป

เรื่องรวมเล่มหนังสือ ตอนนี้เช่ยังไม่มีคำตอบให้นะคับว่าจะตีพิมพ์เองหรือผ่านสำนักพิมพ์เพราะยังรอการพิจารณาอยู่ แต่ก็คงไม่นานคงได้คำตอบ เก็บตังรอกันไว้ได้เลยคับ สุดท้ายนี้ เช่อยากขอบคุณทุกคนมากๆที่อยู่กับป๋าปูนและเช่มาถึงทุกวันนี้ เช่ดีใจและแปลกใจที่ปูนซึ่งเป็นตัวละครที่มีแต่คนไม่ชอบจากเรื่องพี่กาล กลายมาเป็นตัวละครที่หลายๆคนรักและอวยพรอยากให้มีความสุข ขอเวลาเขียนตอนพิเศษอีกสักพักนะคับ แล้วมาเจอกันใหม่ในเรื่องของฤทธิชาติและนิล 

 

ขอบคุณนะคับ :)

 

ป.ล. ตอนสุดท้ายแล้ว อยากอ่านคอมเม้นต์จังเลย

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว