ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

เมื่อนางร้ายถูกรัก II 00

 

 

 

 

 

BGM : K/DA – VILLAIN

 

 

เอี๊ยดๆ ...

 

เสียงของเตียงนอนที่กำลังขยับไหวไปตามแรงไสกายของร่างหนา คลอเคล้าไปกับเสียงครวญครางทุ้มหนักที่ถูกปลดปล่อยออกมาตามแรงอารมณ์จนดังก้องไปทั่วทั้งตัวห้อง เครื่องปรับอากาศที่ตอนนี้กำลังทำงานของมันอย่างขยันขันแข็งกลับไม่สามารถที่จะหยุดความร้อนรุ่มที่กำลังปะทุอยู่ภายในร่างของคนทั้งสองที่กำลังสอดประสานเข้าหากันตามแรงอารมณ์ได้เลยแม้แต่น้อย เหงื่อกาฬเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นมาตามขมับแกร่งราวกับว่าพึ่งจะออกกำลังกายมาอย่างหนักหน่วง ขณะที่แนวสะโพกสอบก็ยังคงตะบี้ตะบันขยับกายเข้าหาร่างบางด้านใต้ไม่หยุดไม่หย่อน ความรู้สึกกระหายอยากมากมายโจมตีอยู่ภายในความรู้สึกจนไม่อาจที่จะอดกลั้นสัญชาติญาณของตนเองได้อีกต่อไป

 

และความอยากพวกนั้นก็ยิ่งตีตื้นมากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก

 

เมื่อดวงตาคมสีเฮเซลคู่สวยค่อยๆ เลือนลงสบกับร่างบางแสนเย้ายวนที่กำลังนอนทอดกายอยู่ใต้ร่างของตนเอง

 

ทั้งดวงตากลมเฉี่ยวคู่สวยที่กำลังปรือปรอยจับจ้องมาที่เขาไม่วางตา ริมฝีปากอิ่มสวยที่กำลังแดงเจ่อจากการถูกกดจูบย้ำๆ หลายต่อหลายครั้ง กลุ่มผมสีชมพูที่ถูกตัดสั้นเคลียไหล่ ไหนจะเนินอกอิ่มสวยที่มีปลายยอดสีชมพูเข้มจัดที่กำลังกระเด้งกระดอนไปตามแรงส่งของเขาและส่วนล่างของคนทั้งคู่ที่กำลังเชื่อมประสานกันแนบแน่นราวกับว่าจะไม่มีวันออกห่างจากกันอีกเป็นครั้งที่สอง ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ามันดูเย้ายวนจนเกินที่จะหักห้ามใจไม่ให้จับจ้องมันได้ไหว

 

ทุกๆ อย่างที่อยู่ตรงหน้าของเขามันสวยจนเหมือนกับฝัน สวยมากเสียจนเขาอดที่จะรู้สึกตาพร่าไม่ได้

 

และคนตรงหน้าก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกแทบคลั่งยิ่งกว่าเก่า

 

เมื่อร่างกายบอบบางนั้นเป็นฝ่ายพลิกกลับขึ้นเป็นฝ่ายคุมเกมและเริ่มขยับขับควบไปบนร่างกายของเขาอย่างชำนาญราวกับว่ากำลังควบกายไปบนม้าหนุ่มแรงดี ส่ายร่อนสะโพกหมุนวนจนแก่นเนื้อหนาขยับเสียดไถไปในช่องทางชื้นฉ่ำอุ่นร้อนเสียจนเขาอดไม่ได้ที่จะสูดปากเสียงดังลั่น และเกาะเกี่ยวฝ่ามือบนแนวเอวคอดกิ่วสลับกับบีบขย้ำลงบนเนินสะโพกนุ่มมือของอีกฝ่ายเอาไว้แนบแน่นเพราะความเสียดเสียว

 

จนเมื่อห้วงอารมณ์ซาบซ่านดำเนินมาจนถึงจุดที่ใกล้ปะทุ

 

สะโพกสอบก็เริ่มเด้งเอวสวนเข้าหาร่างบอบบางเต็มแรงจนเสียงกรีดร้องหวานใสดังก้องไปทั่วทั้งตัวห้อง แรงส่งที่ร่างสูงด้านใต้ส่งขึ้นมาให้ทำเอาร่างบอบบางที่อยู่ด้านบนหัวสั่นหัวคลอนไปหมดขณะที่สองเต้าอวบที่กำลังลอยเด่นอยู่ตรงหน้านั่นก็กระเด้งขึ้นลงอย่างล่อตาล่อใจ ก่อนที่เอวสอบจะขยับเด้งสวนเข้าหาคนด้านบนเข้าไปหนักๆ อีกสองสามครั้งและปลดปล่อยความต้องการทั้งหมดออกมาเต็มเครื่องป้องกันเนื้อเหนียวที่ตนเองสวมใส่อยู่จนหมดสิ้น

 

ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปตามแนวโค้งบนแผ่นหลังบอบบางที่ปรากฏขึ้นมาเพราะเนินสะโพกกลมนั้นอย่างแผ่วเบาด้วยความหลงใหล ก่อนที่จะค่อยๆ เลื่อนฝ่ามือขึ้นมาบีบขย้ำลงบนเนินอกของคนตรงหน้าและอ้าปากงับบนยอดอกสีหวานตรงหน้าของตนเองอย่างมันเขี้ยว สลับกับซุกซบใบหน้าสูดดมกลิ่นกายหอมหวานของคนตรงหน้าราวกับว่าไม่รู้จักคำว่าเบื่อ

 

และก็เพราะว่าเขายังคงหมกมุ่นอยู่กับร่างกายบอบบางตรงหน้าอย่างไม่อาจที่จะลืมหูลืมตานั่นเอง

 

มันจึงทำให้เขาไม่อาจที่จะรับรู้ได้เลยแม้แต่น้อย ว่าตอนนี้เจ้าของดวงตากลมเชิดกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาแบบไหน

 

 

 

 

 

 

“จะกลับแล้วเหรอ? ”เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามออกมา เรียกความสนใจของร่างบอบบางที่กำลังยืนโน้มตัวส่องกระจกอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งตัวใหญ่ให้หันหน้ากลับไปมองตามเสียงเล็กน้อย ก่อนที่จะได้พบว่าเจ้าของเสียงที่เอ่ยทักขึ้นมานั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเลยนอกจากร่างสูงของ‘ดีแลน’ที่พึ่งจะเดินออกมาจากห้องน้ำของตัวห้องพักของตนเอง ร่างกายสูงใหญ่ของอีกฝ่ายตอนนี้มีเพียงแค่ผ้าขนหนูพันรอบเอวสอบนั้นอย่างหมิ่นเหม่ ปล่อยให้ท่อนบนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและหยดน้ำที่เกาะพร่างพราวอยู่บนร่างกายสมบูรณ์แบบนั้นปรากฏแก่สายตาของเธอ ขณะที่มือทั้งสองข้างของเขาก็ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กอีกผืนขยี้เส้นผมสีน้ำเงินเข้มที่เปียกชุมไปด้วยน้ำของตัวเองไปด้วย

 

ถึงจะไม่อยากจะชมอีกฝ่ายสักเท่าไร แต่ไม่ว่ายังไงก็คงจะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าผู้ชายที่เธอ‘พึ่งจะนอนด้วย’คนนี้ดูดีมากแค่ไหน

 

แต่มันก็แค่นั้นแหละ

 

“อืม...”

 

“ทำไมรีบกลับจังละ? จะค้างที่นี่ไปเลยก็ได้นิ”ดีแลนเอ่ยตอบกลับมาหลังจากที่ได้ยินคำตอบรับเบาๆ จากอีกฝ่าย ก่อนที่ร่างกายสูงใหญ่จะค่อยๆ ขยับกายเข้าไปซ้อนทางด้านหลังของร่างเล็กในชุดเดรสปาดไหล่สีดำสนิทที่กำลังยืนโน้มกายส่องกระจกอยู่ตรงหน้า ฝ่ามือหนายกขึ้นวางลงบนแนวเอวคอดพร้อมกับริมฝีปกหยักที่โน้มลงไปกดจูบบนแนวไหล่บางที่โผล่พ้นเนื้อผ้าของร่างบางตรงหน้าด้วยท่าทีออดอ้อน แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่สามารถเรียกความสนใจจากเธอได้มากสักเท่าไรนัก เมื่อมือเรียวบางของหญิงสาวตรงหน้ากลับยังคงค่อยๆ แต่งแต้มลิปสติกสีแดงสดนั่นลงบนเรียวปากอิ่มของตนเองราวกับไม่ได้คิดอะไร

 

เอาตามจริง เธอทำเหมือนกับว่าเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ

 

“อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ? ”เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยบอกร่างบางออกมาแผ่วเบาราวกับว่ากำลังกะซิบ ขณะที่ริมฝีปากหยักเองก็กดจูบไล่เรื่อยขึ้นมาจากลานไหล่บอบบางจนถึงลำคอเรียวบางที่มีร่องรอยคิสมาร์กที่ไม่ได้เกิดจากใครที่ไหนไกลเลยนอกจากตัวของเขาเอง ริมฝีปากหยักประทับจูบย้ำลงบนรอยจ้ำสีแดงสองสามรอยนั้นอย่างแผ่วเบาด้วยท่าทีออดอ้อน แต่ในเวลาเดียวกันนั้นวงแขนแข็งแกร่งนั่นก็กำลังขยับกระชับกอดเอวคิดกิ่วของเธอให้เข้าหาตัวอย่างถือดีราวกับว่าเขาได้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของร่างกายของเธอไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น

 

ซึ่งขอบอกเลย...ว่าการกระทำอะไรแบบนี้

 

มันไม่ใช่เรื่องที่เธอชอบเลยสักนิด

 

และก่อนที่ดีแลนจะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น ริมฝีปากหยักที่กำลังจูบไล้ไปบนผิวเนื้อขาวก็เป็นอันต้องชะงักกึกไปอย่างช่วยไม่ได้ เมื่ออยู่ๆ ฝ่ามือเรียวบางของคนตรงหน้าก็ยกขึ้นมาปิดริมฝีปากของเขาที่กำลังรุกรานไปบนผิวเนื้อของเธอตามอำเภอใจเอาไว้ ก่อนที่ดวงตาสีน้ำผึ้งที่เชิดขึ้นราวกับดวงตาของลูกแมวจะหันมาสบเข้ากับดวงตาสีเฮเซลของดีแลนที่กำลังจับจ้องมาที่ตนเองอยู่แล้วด้วยท่าทีนิ่งเรียบไร้ซึ่งอารมณ์

 

ซึ่งท่าทีเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ดีแลนแปลกใจสักเท่าไรนัก เพราะก่อนหน้าที่พวกเขาจะได้เริ่มมีอะไรกันจริงๆ จังๆ อย่างเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ร่างบางตรงหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมคณะที่เขาเคยเห็นหน้าแบบผ่านๆ มาบ้างสองสามครั้งก็มีมักจะมีท่าทีไม่แยแสหรือว่าสนอกสนใจในโลกรอบข้างแบบนี้อยู่จนเป็นปกติอยู่แล้ว

 

จะให้พูดว่าการที่เธอยอมออกมาและมานอนกับเขานี่ยังน่าแปลกใจเสียยิ่งกว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดสักเท่าไรนักเลย

 

แต่หลังจากที่ผ่านคืนนี้ไป...เชื่อเขาสิคนตรงหน้าคงจะไม่สนใจเขาไม่ได้แล้วละ

 

ดีแลนคิดกับตนเองพร้อมกับยกยิ้มมุมปากขึ้นมาเล็กๆ ก่อนที่จะคว้าจับมือเรียวที่ปิดริมฝีปากของตนเองเอาไว้และเปลี่ยนมากดจูบลงบนฝ่ามือเรียวบางนั่นย้ำๆ แผ่วเบา แสดงออกอย่างปิดไม่มิดว่าเรื่องที่เขาทำกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้มันทำให้เขาพอใจมากแค่ไหน และเขาเองก็ชื่นชอบในร่างกายของคนตรงหน้ามากแค่ไหน... แต่ไม่นานหลังจากนั้น กลีบปากหยักสวยนั่นก็เป็นอันต้องชะงักกึกไปอีกครั้งอย่างอดไม่ได้

 

“ไม่ได้หรอก”

 

เมื่อคำตอบที่ร่างบางเอ่ยตอบกลับมานั่นกลับยังคงเป็นคำตอบเดิมชนิดที่ไม่คิดจะยอมหักยอมงอเลยแม้แต่น้อย

 

“ทำไมละ? เมื่อกี้มันก็ดีไม่ใช่เหรอ? ”เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยแย้งออกมาด้วยท่าทีเว้าวอน ขณะที่ดวงตาสีเฮเซลคู่นั้นก็ยังคงมองสบกับดวงตาสีน้ำผึ้งของเธอไม่ยอมละไปไหน ก่อนที่ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นมือเรียวหนาจะจำเป็นต้องละออกไปจากร่างกายบอบบางตรงหน้าอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อฝ่ามือเรียวบางของผู้เป็นเจ้าของร่างจัดการปัดมันออกไปจากร่างกายของตัวเอง และยื่นมือเข้าไปคว้าเอากระเป๋าใบเล็กของตนเองขึ้นมาถือเอาไว้อย่างเดิมโดยที่ไม่มีท่าทีว่าจะหันหน้ากลับมามองเขาเลยแม้แต่น้อย ดีแลนได้แต่มองตามการเคลื่อนไหวของคนตรงหน้าด้วยสีหน้างุนงงอยู่เช่นนั้น ขณะที่ภายในหัวเองก็ได้แต่คิด

 

ว่าที่เธอจะกลับแล้วจริงๆ งั้นเหรอ?

 

จะทิ้งเขาเอาไว้เฉยๆ แบบนี้เลยเนี่ยนะ?

 

“อืม...ก็ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีหรอก”เสียงหวานใสเอ่ยบอกกับดีแลนอีกครั้งขณะที่ค่อยๆ ยัดฝ่าเท้าเรียวของตนเองเข้าไปในส้นสูงสีดำโดยที่ไม่ได้คิดจะหันหน้ากลับมามองร่างสูงเลยแม้แต่น้อย จนเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ดวงตากลมเชิดคู่สวยที่ดูเย่อหยิ่งราวกับลูกแมวสีขาวตัวงามที่ไม่เคยยอมออดอ้อนหรือว่าให้เจ้าของได้แตะต้องเลยสักครั้งนั้นจะปลายตากลับมามองยังดีแลนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยท่าทีสับสนอีกครั้ง

 

ก่อนที่เสียงหวานใสจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับทำให้ร่างสูงรู้สึกราวกับว่าถูกสายฟ้าฝาดผ่าลงมาที่กลางหัวว่า...

 

“แต่เมื่อกี้มัน‘ห่วยแตก’มากเลยต่างหาก”

 

และนั่นก็เป็นคำพูดสุดท้ายที่เธอทิ้งเอาไว้ ก่อนที่ร่างกายบอบบางจะก้าวเดินออกไปจากตัวคอนโดโดยที่ไม่หันหลังกลับมามองเขาอีกเป็นครั้งที่สอง

 

 

 

 

 

 

แช็กๆ!พรึบ!

 

เสียงของไฟแช็กที่ถูกจุดดังก้องไปทั่วทั้งความเงียบที่ปกคลุมอยู่ยังเบื้องหน้าของคอนโดหรูใจกลางกรุงแห่งหนึ่ง ก่อนที่ไม่กี่นาทีต่อมาเปลวไฟจะถูกจุดขึ้นและถูกจ่อยังปลายของมวนบุหรี่ที่ถูกคาบเอาไว้ด้วยบนริมฝีปากอิ่มสวยที่เคลือบไว้ด้วยลิปสติกสีจัดจ้านจนปลายมวนนั้นถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานของเปลวไฟ และสีแดงฉานนั้นก็ยิ่งเปล่งประกายภายในความมืดยิ่งกว่าที่เคย เมื่อริมฝีปากอิ่มเริ่มอัดควันสีขาวขุ่นแต่เต็มไปด้วยพิษสงเหลือร้ายเข้าไปภายในปอด และพ่นมันกลับออกมาสู่บรรยากาศอีกครั้งผ่านริมฝีปากและโพลงจมูก

 

พร้อมกับลมหายใจหนักๆ ค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมาจากด้วยท่าทีปลงตก

 

ถึงเธอจะใช้ชีวิตในโลกนี้มาเกือบหนึ่งปีแล้วก็เถอะ...

 

แต่ก็ไม่เคยชินกับไอ้ความมั่นอกมั่นใจในตัวเองของพวกตัวละครเอกในนิยายเรื่องนี้เลยแฮะ

 

‘มิริน’คิดกับตนเองก่อนที่มือเรียวบางจะจะยกบุหรี่ในมือขึ้นมาจรดที่ริมฝีปาก และค่อยๆ ปลดปล่อยควันสีขาวขุ่นขึ้นสู่มวลอากาศเบื้องหน้าของตัวเองอีกครั้ง ดวงตากลมเชิดคู่สวยราวกับดวงตาของลูกแมวจอมหยิ่งทอดมองไปยังบรรยากาศยามค่ำคืนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของตัวเองอย่างเลื่อนลอย ขณะที่ภายในหัวเองก็คิดย้อนกลับไปถึงเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

 

เรื่องที่ว่าจริงๆ แล้วเธอไม่ใช่คนของโลกใบนี้

 

ก่อนหน้านี้เธอเป็นเพียงแค่จิตกรหญิงอายุสามสิบสองปีที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เธอได้เปิดงานคอมมิชชั่นงานหนึ่งขึ้นมาและได้รับงานวาดปกนิยายกับนักเขียนคนหนึ่ง และเพื่อที่เธอจะได้เข้าใจตัวละครที่ตนเองจะต้องวาดได้มากที่สุด เธอจึงได้ตัดสินใจเข้าไปอ่านนิยายเรื่องนั้น...

 

หลังจากที่ได้อ่านก็ต้องยอมรับเลยว่านิยายเรื่องนั้นไม่ใช่นิยายในแบบที่เธอชอบสักเท่าไรนัก มันเป็นนิยายแนวรักวัยรุ่นที่มีพล็อตแสนจะครีเชและน้ำเน่า อย่างการมีพระเอกหล่อรวยแสนเพอร์เฟคกับนางเอกแสนดีที่อยู่มาวันหนึ่งก็ดันไปเข้าตาพระเอกเข้าโดยบังเอิญ ทั้งๆ ที่พระเอกก็ผ่านผู้หญิงมาเยอะแต่กลับมาสะดุดตากับนางเอกที่เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเสียอย่างนั้น และด้วยความที่นิยายเรื่องนั้นออกไปทางแนวรีเวิร์สฮาเร็ม ภายในเรื่องจึงเต็มไปด้วยตัวละครชายเกือบสิบคนที่ต่างเข้ามารุมรักนางเอกชนิดหัวปักหัวปำโดยไม่มีเหตุผล ไม่มีอะไรที่ดูเมคเซนส์เลยแม้แต่น้อย

 

ในสายตาของเธอนิยายเรื่องนั้นแทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากพวกผู้ชายหล่อๆ กับเรื่องรักน้ำเน่าที่แสนน่าเบื่อ

 

ตัวละครที่เธอคิดว่าน่าจะเข้าท่าและดูมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดภายในเรื่องก็มีเพียงแค่‘นางร้าย’คนเดียวของเรื่องที่ชื่อมิรินที่จะคอยตามรังควานชีวิตของนางเอกเพราะเธอเป็นคู่นอนที่ตกหลุมรักพระเอกเพียงแค่นั้น

 

แต่ไม่ว่ายังไงตัวละครนี้มันก็ยังหน้าหงุดหงิดเพราะความที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับตัวตนของพระเอกอยู่ดี

 

สรุปก็คือนิยายที่เธอต้องวาดปกให้นั่นไม่ใช่ไทป์หนังสือที่เธอชอบอ่านเลยแม้แต่น้อย แต่เรื่องชอบไม่ชอบมันก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน สุดท้ายแล้วเธอจึงไม่ได้ทำอะไรนอกจากปิดเว็บไซส์สำหรับอ่านนิยายเรื่องนั้นและเข้านอนเพื่อเริ่มงานในวันพรุ่งนี้

 

แต่ใครจะไปคิด...

 

ว่าเมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะได้หลุดเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนั้นที่ทั้งดูเกินจริงและน่าหงุดหงิดเสียจนเธอรู้สึกไม่ชอบ

 

มิหนำซ้ำยังเข้ามาอยู่ภายในร่างของ‘นางร้าย’อีก

 

“เฮ้อ!”ยิ่งคิดไปถึงเรื่องในอดีต ลมหายใจหนักๆ ก็ยิ่งถูกถอดถอนออกมาจากริมฝีปากอิ่มมากกว่าเดิมเข้าไปอีกด้วยท่าทางเหนื่อยหน่ายใจ... นี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้วหลังจากที่เธอหลุดเข้ามาอยู่ในโลกบ้าๆ นี่... โลกบ้าๆ ของนิยายวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยจินตนาการอลังการงานสร้างของนักเขียน ยกตัวอย่างเช่นเหล่าตัวละครเอกที่จะมีสีผมและสีตาที่ผิดธรรมชาติจากมนุษย์ทั่วไป แต่เหล่าตัวประกอบกลับไม่ได้รู้สึกว่ามันผิดแปลกอะไรเลยแม้แต่นิดทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วถ้ามองกันตามจริงแล้วมันโคตรจะแปลก อย่างตัวละครมิรินที่เธอหลุดเข้ามาอยู่ในร่างนี่ก็มีเส้นผมสีชมพูกับดวงตาสีน้ำผึ้งที่ดูยังไงก็ไม่ปกติเลยสักนิด

 

ร่างกายมนุษย์มันสร้างเม็ดสีสีชมพูได้หรือยังไงกันละ

 

ยังดีที่เรื่องที่แปลกนั่นมีแค่เรื่องสีผมสีตาเท่านั้น แต่ระบบการศึกษากับสภาพสังคมและกฎหมายของที่นี่ไม่ได้แตกต่างจากโลกเดิมที่เธออยู่มากมายนัก ที่จะแปลกไปนิดหน่อยก็แค่ความมั่งคั่งของบางองค์กรที่ดูจะมากเกินหน้าเกินตาไปบ้างกับกฎหมายการสมรสที่มีการอนุญาตให้แต่งงานกันได้เกินสองคนก็แค่นั้น ซึ่งเรื่องนั้นมิรินก็ไม่ได้แปลกใจสักเท่าไรนัก

 

เพราะนี่มันโลกของรีเวิร์สฮาเร็มนิ... และถ้าจำไม่ผิดเหมือนว่าตอนจบนางเอกจะแต่งงานกับตัวละครเอกที่นอกจากพระเอกด้วยซ้ำ

 

ส่วนตัวละครนางร้ายอย่างเธอ แม้ว่าตอนจบจะไม่ได้ผู้ชายสักคนเหมือนกับนางเอก แต่สุดท้ายก็สำนึกได้ เลิกรังควานนางเอกและถอยกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองอย่างสงบสุขต่อไป

 

ถือว่าเป็นจุดจบที่ไม่ได้แสนหวานแต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่มากจนเกิดไปนักสำหรับนางร้าย เพราะฉะนั้นเธอจึงคิดว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่จะดำเนินเรื่องไปตามนิยายต้นฉบับ เพราะเธอเองก็ขี้เกียจที่จะไปวิ่งเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในนิยายเหมือนกัน มิหนำซ้ำเธอยังไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ละเอียดขนาดนั้นด้วย จำได้แค่รายละเอียดบางส่วนที่สำคัญๆ เพียงเท่านั้นเพราะงั้นถ้าจะให้เธอไปวิ่งเปลี่ยนเนื้อเรื่องน่ะคงจะไม่ไหวหรอก

 

เพราะฉะนั้นหลังจากที่นั่งไตร่ตรองเรื่องต่างๆ กับตนเองเกือบสามวัน และได้ข้อสรุปว่ายังไงเธอก็ไม่สามารถกลับไปโลกเดิมของตัวเองได้แล้ว มิรินคนเดิมก็ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ที่ไหนอีก และเธอเองก็ไม่ได้มีข้อมูลหรือความทะเยอทะยานเนื้อที่อยากจะเปลี่ยนเนื้อเรื่องอะไรขนาดนั้น

 

เธอจึงตัดสินใจได้ว่างั้นก็ไม่ต้องเปลี่ยนมันและให้มันเป็นไปตามนั้นไปเลยก็แล้วกัน

 

เปลวไฟที่ติดอยู่บนส่วนปลายของบุหรี่มวนเล็กสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนิ้วมือเรียวบางยกมันขึ้นมาประทับกับริมฝีปากและเริ่มอัดควันนั้นเข้าไปภายในปอดของตนเอง ความร้อนและกลิ่นติดฉุนของเปลวไฟแผดเผาไปทั่วทั้งลำคอจนรู้สึกอุ่นวาบ แต่ความร้อนผ่าวเหล่านั้นยังไม่ได้น่ารำคาญสักเท่าไรนักหากว่าต้องมาเทียบกับเรื่องที่มิรินกำลังคิดกับตนเองอยู่ตอนนี้

 

เธอหลุดเข้ามาในเรื่องนี้แต่เป็นในช่วงก่อนที่เนื้อเรื่องจะเริ่มเกือบๆ หนึ่งปี... และวันนี้ก็คือวันแรกของการเริ่มเนื้อเรื่องตามต้นฉบับ โดยมันจะบอกเล่าถึงปาร์ตี้ของพวกนักศึกษาปีสามที่ถูกจัดขึ้นเพื่อการพบปะสังสรรค์ และบอกเล่าอย่างคร่าวๆ ว่าวันนี้เป็นวันที่ความสัมพันธ์แบบคู่นอนของ‘พระเอก’อย่างดีแลนและนางร้ายอย่างมิรินได้เริ่มต้นขึ้น ก่อนที่ดีแลนจะถูกดึงดูดโดยนางเอกในอีกไม่กี่อาทิตย์ให้หลัง

 

นั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงได้ยอมตามเขามาและยอมมีอะไรกับเขา

 

แต่ให้ตายเถอะ

 

ยิ่งได้รู้จักจริงๆ เธอก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมนางร้ายอย่างมิรินถึงได้หลงพระเอกอย่างดีแลนหัวปักหัวปำขนาดนั้นกันนะ

 

ทั้งๆ ที่เรื่องบนเตียงของไอ้บ้านั่นมันไม่ได้เรื่องเลยสักนิด... ที่มีดีก็แค่ขนาดกับแรงที่เอาแต่ตะบี้ตะบันขยับเข้าใส่เพื่อให้ตัวเองเสร็จโดยที่ไม่ได้คิดจะสนใจเลยสักนิดว่าคู่นอนของตัวเองจะเสร็จไปด้วยหรือเปล่าหรือว่ารู้สึกเจ็บตรงไหนไหม แถมยังชอบกัดชอบฟัดตรงนั้นตรงนี้จนตัวเธอแดงและเต็มไปด้วยรอยมือรอยฟันเต็มไปหมด

 

หมอนั่นมันแยกแยะไม่ออกระหว่างการมีเซ็กซ์ที่ร้อนแรงกับการตะบี้ตะบันกระแทกไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

 

แล้วเธอก็เกลียดพวกผู้ชายประเภทนี้เข้าไส้ยิ่งกว่าอะไรดีเลยด้วย

 

ทีแรกเธอก็คิดว่าถ้าหากว่าเขาทำได้ดีหน่อยจะยอมแกล้งทำเป็นหลงแล้วตามหวงให้อยู่หรอก... แต่พอมาเจอจริงๆ แบบนี้เธอคงต้องขอบายและไม่ยุ่งเกี่ยวกับไอ้คนมั่นหน้าแต่ทักษะห่วยนั่นอีกเป็นครั้งที่สองจะดีกว่า ยังไงซะเธอก็มีอะไรกับเขาไปแล้วมันก็ถือว่าเธอทำตามที่เนื้อเรื่องบอกเอาไว้ไปแล้วก็แล้วกัน

 

มิรินสรุปกับตนเอง ก่อนที่มือเรียวบางจะยกมือถือเครื่องบางของตนเองขึ้นมาเพื่อดูเวลาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เธอได้โทรเรียกแท็กซี่ไปแล้ว และอีกไม่นานรถก็คงจะมารับเธอเพื่อที่จะได้กลับไปยังคอนโดของตนเองสักที

 

วันนี้เหนื่อยตั้งแต่หัวค่ำยันดึกเลย...เธออยากจะกลับไปอาบน้ำแล้วนอนพักผ่อนจะแย่อยู่แล้ว

 

แต่...ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะไม่อยากให้มิรินได้พักผ่อนอย่างสบายใจสักเท่าไรนัก

 

“ดึกป่านนี้แล้วมาทำอะไรที่นี่เหรอ? ”เมื่อในระหว่างที่เธอกำลังยืนรอรถอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มหนักของใครบางคนที่เอ่ยทักทายดังขึ้นมา จนใบหน้าสวยหวานที่กำลังจับจ้องอยู่บนหน้าจอมือถือของตนเองต้องละสายตาออกมามองไปยังทิศทางที่มาของเสียงอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่ดวงตาสีน้ำผึ้งคู่สวยที่เชิดขึ้นราวกับดวงตาของแมวจะได้สบเข้ากับร่างสูงใหญ่เจ้าของผมสีดำสนิทคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเธอสักเท่าไรนัก ใบหน้าหล่อร้ายนั่นกำลังยกยิ้มมุมปากส่งมาให้เธออย่างอารมณ์ดีขณะที่ขายาวนั้นก็ค่อยๆ ย่างเท้าเข้ามาหาด้วยท่าทีที่ไม่ได้รีบร้อน... ทำท่าทีราวกับว่าตนเองเป็นเพียงคนที่เดินผ่านมาและไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรือว่ารู้เหตุผลที่เธอมาอยู่ที่นี่เลยแม้แต่น้อย

 

แต่คิดเหรอว่ามิรินจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายก็คงจะรู้อยู่เต็มอก และดีไม่ดีอีกฝ่ายคงจงใจที่จะมาอยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ

 

คนเหลี่ยมจัดอย่างหมอนี่ไม่มีทางที่จะทำอะไรแบบนี้เพราะความ‘บังเอิญ’ได้หรอก

 

มิรินคิดกับตนเอง ขณะที่ดวงตากลมเชิดเองก็จับจ้องร่างสูงของคนตรงหน้าที่กำลังขยับตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ด้วยท่าทีนิ่งเรียบ ไร้ซึ่งคำพูดหรือว่าท่าทีตอบรับใดๆ กลับไป จนเมื่อขายาวแกร่งนั้นขยับตัวเข้ามาหยุดยืนข้างๆ เธอได้ ฝ่ามือเรียวหนาข้างหนึ่งก็ได้ยกขึ้นมาเกลี่ยปลายผมสีชมพูของเธออย่างถือวิสาสะอย่างแผ่วเบา ขณะที่ดวงตาสีแดงเข้มก็จับจ้องมายังใบหน้าสวยหวานที่ยังคงนิ่งเรียบของมิรินไม่ยอมวางตา

 

พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่ถูกเอ่ยออกมาด้วยท่าทีทีเล่นทีจริงขณะที่มุมปากหยักเองก็ยังคงยกยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นไม่ยอมคลาย

 

“ให้ไปส่งไหม? ...”

 

แต่ถึงจะบอกว่าพูดออกมาแบบทีเล่นทีจริงก็เถอะ

 

แต่เชื่อสิ...ว่าหมอนี่ไม่ได้พูดมันออกมาแค่เพราะจะล้อเล่นแน่ๆ

 

และถ้าหากว่าเธอตอบตกลงกลับไป ที่ที่อีกฝ่ายบอกว่า‘จะไปส่ง’นั่นก็คงจะไม่ใช่บ้านของเธอ

 

แต่ยังไม่ทันที่ร่างสูงจะได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น รถแท็กซี่คันหนึ่งก็ค่อยๆ แล่นเข้ามาจอดยังหน้าคอนโดหรูที่คนทั้งคู่ยืนอยู่ก่อนแล้วแทบจะในเวลาเดียวกัน เรียกให้ใบหน้าสวยหวานของมิรินหันหน้าไปมองตามเสียงของเครื่องยนต์ที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงจนจอดสนิทลงนั่นเล็กน้อย ก่อนที่ร่างบอบบางที่ก่อนหน้านี้กำลังยืนพิงขอบกำแพงเตี้ยๆ ของสวนด้านหน้าตัวคอนโดต้องหยัดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง มือเรียวบางจัดการขยี้ก้นบุหรี่ที่ถูกสูบไปยังไม่ถึงครึ่งลงบนสันกำแพงอย่างลวกๆ พร้อมกับปลดปล่อยควันสีขาวขุ่นออกมาผ่านริมฝีปากและโพรงจมูกเป็นครั้งสุดท้าย

 

ก่อนที่ร่างกายบอบบางจะก้าวเดินตรงไปขึ้นแท็กซี่โดยที่ไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไปมองร่างสูงที่เข้ามาทักทายเลยแม้แต่น้อย

 

ปล่อยให้ดวงตาคมสีแดงจัดได้แต่จับจ้องตามท้ายรถของแท็กซี่คันเล็กที่ร่างบางโดยสารออกไปจนมันลับสายตา มุมปากหยักสวยยกยิ้มด้วยท่าทีติดจะสนุกสนานเล็กๆ ตามนิสัยก่อนที่ดวงตาคมจะเหลือบไปเห็นก้นบุหรี่อันเล็กที่ยังคงถูกวางทิ้งไว้บนสันกำแพงด้วยสภาพที่ยังไม่ทันได้ดับดีสักเท่าไรนัก บนก้นบุหรี่นั้นมีร่องรอยของลิปสติกสีแดงสดที่เคยแต่งแต้มอยู่บนเรียวบางสวยๆ นั่นติดอยู่จางๆ ราวกับว่าเจ้าของคนเก่าของมันได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

 

ปลายนิ้วแกร่งขยับเข้าไปหยิบมวนบุหรี่นั่นขึ้นมาไว้ในมือของตนเอง ก่อนที่จะยกมันขึ้นมาจรดริมฝีปากทับลงบนรอยลิปสติกสีแดงนั้นและอัดกลุ่มควันจางๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เข้าปอด

 

อย่างที่คิด...

 

น่ารักมากจริงๆ นั่นแหละ...

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น