#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๑๒ :: ยิ่งรัก ยิ่งห่าง [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๑๒ :: ยิ่งรัก ยิ่งห่าง [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.4k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2559 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๑๒ :: ยิ่งรัก ยิ่งห่าง [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๑ ...

 

 

ยิ่งรัก ยิ่งห่าง

 

 

 

            สามเดือนผ่านไป

            “ชาตินี้ทั้งชาติผมคงจะรักคนอย่างคุณลงหรอก อยากจะรักก็ต้องหัดเห็นอกเห็นใจคนอื่นนอกจากตัวเองก่อนนะครับ ไม่ใช่มาข่มขืนแล้วขอความรักหน้าด้านๆ แบบนี้”

            ปั้นสิบหันไปตวาดคนข้างๆ ที่ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญลากตัวเขาจากการเข้าเวรโรงพยาบาลให้ขึ้นมาบนรถและขับพามายังห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ถึงจะพอเข้าใจที่ราชันย์ตามเทียวไล้เทียวขื่อ แต่อีกใจก็คิดว่าที่อีกฝ่ายตามติดตัวเองแจเป็นเพราะเรื่องลงคะแนนเสียงที่เคยสัญญาเอาไว้ ทว่าพอเรื่องวุ่นวายภายในพรรคจบไปและเหลือก็แค่เพียงรอเวลาวันเข้ารับตำแหน่งต่อจากหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน หากแต่ราชันย์ก็ยังคงตามราวีเขาไม่เลิก  ปั้นสิบเองก็ไม่รู้จะจัดการกับคนนิสัยเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้งคนนี้อย่างไร เพราะถึงปากจะบอกว่าไม่ยอม สุดท้ายคนอย่างราชันย์ก็หาสารพัดวิธีเข้าบีบทำให้เขาต้องจำนนอีกจนได้

            “เก็บปากไว้อมของกูต่อไปเถอะ พูดมากจริง”

            “นั่นไง! ก็เพราะคุณเป็นแบบนี้แหละ ผมถึงรักคุณไม่ลง”

            “ไม่รักก็ไม่รักสิวะ กูก็ไม่ได้ขอให้มึงมารักซะหน่อย” ราชันย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ก่อนจะลงจากรถเพื่อไปเปิดประตูอีกฝั่งพลางฉุดกระชากลากปั้นสิบให้เดินตามมา “แต่อย่าคิดนะว่ากูจะยอมปล่อยมึงไปง่ายๆ”

            “คุณนี่มัน...”

            “ทำไม?”

            “โตเป็นวัวเป็นควายแล้วยังพูดจาไม่รู้เรื่องอีก!

            ปั้นสิบด่ากลับคนทำตัวเป็นนักเลงโตที่เหมือนจะไม่ได้รู้สึกรู้สากับการที่โดนเขาต่อว่าเลยสักนิด เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะยังเดินหน้ากักขังไม่ยอมให้เขาเป็นอิสระแล้ว ราชันย์ยังจงใจออกแรงฉุดเบาๆ ให้เขาเดินตามหลังอีกฝ่ายต้อยๆ ถึงจะไม่ชอบใจแต่ก็กลัวว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะได้ยินเรื่องประเจิดประเจ้อที่ราชันย์ใช้บังคับขู่ ปั้นสิบเลยทำได้เพียงก้าวขายาวๆ ตามอีกฝ่ายไปเท่านั้น

            “คุณกำลังจะพาผมไปไหน”

            “ก็ไปเที่ยว ซื้อตุ๊กตา ดอกไม้ โปสการ์ด มึงอยากได้อะไรล่ะ”

            “ผมไม่ต้องการของไร้สาระพวกนั้น”

            “แล้วมึงจะเอาอะไร”

            “เอาอะไรก็ได้ ที่ไม่ได้มาจากเงินสกปรกของคุณ อีกอย่างผมเองก็มีอาชีพที่รัก ผมมีงานประจำทำ มีเงินเก็บเหลือกินเหลือใช้ ของที่ไม่เหนือบ่าฝ่าแรงผมสามารถซื้อหาเองได้ ไม่ต้องลำบากเงินในกระเป๋าสตางค์ของคุณหรอกครับ”

            “ก็คนเขาจะให้ มึงอย่าทำตัวเรื่องมากเป็นพวกผู้หญิงได้ไหมวะ”

            “ใครกันแน่ที่เรื่องมาก! เขาไม่เอายังจะบังคับให้เอาอีก”

            “โธ่เว้ย!

            ราชันย์สบถออกมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนจะกระชากข้อมือบางของปั้นสิบแรงๆ อย่างระบายอารมณ์ แต่แค่ไม่นานพอสำนึกได้ว่าคุณหมอตัวขาวคงจะเจ็บมากพอดู มาเฟียหนุ่มเลยคลายมือออกจากการจับกุม และเปลี่ยนมาเป็นกอบกุมฝ่ามือนุ่มนิ่มให้เดินตามตัวเองมาแทน ในใจก็พลอยคิดหาวิธีว่าควรทำอย่างไรให้ปั้นสิบพอใจในตัวเขาขึ้นมาบ้าง สิ่งที่ราชันย์กำลังทำอยู่ไม่ใช่การจีบ เขาไม่เคยคิดจะจีบผู้ชายด้วยกันเลยสักนิด เพียงแต่ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าที่กำลังทำแบบนี้ เพราะคิดหวังอะไรจากปั้นสิบกันแน่

            “เออ แล้วเครื่องมือทางการแพทย์ล่ะ”

            “...”

            “มึงอยากได้อันไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า”

            พอเห็นปั้นสิบเงียบไป ราชันย์เลยยกยิ้มพึงพอใจ เพราะคิดว่าตัวเองคงจับจุดอ่อนของอีกฝ่ายถูกเข้าให้แล้ว จึงเลิกทำสีหน้ามุ่ยมู่ทู่ จริงอยู่ที่ว่าหมอซึ่งมีคุณธรรมอย่างปั้นสิบนั้นซื้อด้วยเงินไม่ได้ หากแต่ในบางสถานการณ์กลับหลีกเลี่ยงที่จำต้องเผชิญกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เพราะเงินคือพระเจ้าซึ่งสามารถต่อกรกับมนุษย์ได้ทุกรูปแบบ ราชันย์เป็นทายาทมาเฟียซึ่งถูกครอบครัวสั่งสอนมาแบบนั้น และช่างโชคดีเหลือเกินที่มันดันใช้ได้ผลจริงๆ

            “ว่าไง ตกลงจะเอาหรือเปล่า”

            “...”

            “ทำไมต้องทำสีหน้าคิดมากขนาดนั้นด้วยวะ มึงอย่าคิดนะว่ากูไม่รู้ เรื่องคลินิกเล็กๆ ที่มึงแอบไปเปิดเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนบนดอย” มาเฟียหนุ่มที่ได้ทีรีบขี่แพะไล่เมื่อเห็นปั้นสิบไม่ตอบอะไรกลับมาจึงยิ่งกวาดต้อนให้คุณหมอตัวขาวยอมจำนน เพราะการที่อีกฝ่ายเอาแต่อมพะนำ ถึงแม้มันจะไม่ใช่การยอมรับ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่การปฏิเสธ ราชันย์แค่ต้องการให้ปั้นสิบยอมตกลงรับความช่วยเหลือจากเขาเพียงเท่านั้น

“ตกลงจะเอายังไง อยากได้ไหมไอ้พวกเครื่องมือที่ว่าน่ะ”

            “คุณกำลังยื่นข้อเสนอให้ผมหรือไง”

            “กับอีแค่ผัวจะให้เงินเมียใช้ มันต้องมีข้อเสนอด้วยงั้นเหรอ”

            นัยน์ตากลมโศกช้อนมองคนที่พูดเรื่องหน้าด้านกลางห้างได้ไม่อายฟ้าอายดิน ขณะที่พยายามสะบัดมือที่ติดหนึบเป็นตุ๊กแกของราชันย์ให้หลุดออกไปด้วย ทว่าสุดท้ายบทสรุปก็ลงเอยแบบอีหรอบเดิม ยิ่งเขาพยายามจะดิ้นรนขัดขืนหนีไปให้ไกลจากราชันย์มากเท่าไร อีกฝ่ายก็ยิ่งใช้กำลังสวนกลับให้เขาต้องติดอยู่ตรงที่เดิมมากขึ้นไปอีกเท่านั้น

“จริงๆ แล้วผมคงต้องพูดว่าข้อสนองมากกว่าสินะ ทำไม? บอกผมสิว่าผมต้องเสียตัวให้คุณอีกกี่สิบกี่ร้อยครั้ง ผมถึงจะได้เครื่องมือพวกนั้นมาให้บริการเด็กๆ ในคลินิก”

“หึ ถามได้ดี งั้นขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่ามึงต้องเสียตัวให้กูไปจนกว่ารูคาวๆ ของมึงจะพรุนนั่นแหละ”

“คุณราชันย์!

            เพราะเหลืออดเต็มทีกับคนปากพล่อย ปั้นสิบเลยยกขาหมายจะเตะผ่าหมากราชันย์ หากแต่สุดท้ายก็โดนอุ้มพาดบ่าก่อนที่จะได้ทันโต้ตอบคนพูดไม่รู้เรื่องกลับไป

            “จะทำตัวพยศก็ช่วยระวังหน่อย เกิดของกูไม่แข็งขึ้นมา มึงจะนอนดิ้นบนเตียงเป็นหมาโดนน้ำร้อนลวก”

            “หลงตัวเอง! ปล่อยผมลงเดี๋ยวนี้ ผมเดินเองได้”

            “หึ ปล่อยให้โง่เหรอวะ รู้เอาไว้นะว่าดื้อขนาดนี้แล้วยังไม่โดนกูจับปี้กลางห้าง ก็เป็นบุญหัวของมึงแค่ไหนแล้ว”

            “คุณราชันย์!!!

 

 

 

 

 

 

            ณ ร้านไอศกรีม กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดัง

            หลังจากที่เถียงคอเป็นเอ็นจนเส้นเสียงแทบแตกมาตลอดทาง ร้านไอศกรีมก็คือร้านที่ปั้นสิบไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าคนอย่างราชันย์จะพาเขาเข้ามาเยือน เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง คนหัวรั้นก็ยอมวางตัวเขาลงอย่างว่าง่าย แต่ก็ยังมิวายก้มลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงตึงเครียดว่าไม่อนุญาตให้เขาลุกไปไหน หากกลับมาแล้วไม่เห็นนั่งอยู่กับที่ละก็ อีกฝ่ายสาบานว่าจะใช้อำนาจถอนรากถอนโคนคนในพรรคจันทร์ทรงกลดให้หมด ไม่ให้เล็ดลอดมีชีวิตอยู่ต่อไปแม้แต่คนเดียว

            โหดเหี้ยม

            นั่นคือสิ่งที่ปั้นสิบใช้เป็นคำจำกัดความในตอนที่ราชันย์กำลังทำเรื่องเลวร้ายโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ถึงตอนแรกจะมั่นใจนักหนา ทว่าตอนนี้เขากลับไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองทำถูกหรือเปล่าที่อยากตอบแทนบุญคุณของคุณลุงที่ชุบเลี้ยงและส่งเสียให้เขาเรียนหมอจนจบ เพราะการเอาตัวเองมาพัวพันกับคนหยาบกระด้างแบบนี้ มันมีแต่เสียกับเสีย...

            ก็นอกจากมันจะทำให้เสียไปทั้งตัวแล้ว ยังรู้สึกราวกับว่าได้สูญเสียไปทั้งหัวใจ

            ขณะที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ ถึงเรื่องที่ราชันย์พูดขอความรักจากเขาในรถ ไอศกรีมสองถ้วยที่ถูกยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังกระทบก็เรียกสติของปั้นสิบให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว พอกวาดตามองแล้วพบว่าบริเวณร้านไม่มีใครนั่งอยู่เลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังเต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ปั้นสิบจึงถลึงตามองผู้ชายที่ยืนคร่อมหัวเขาอยู่ตอนนี้ด้วยความไม่สบอารมณ์

            “คุณราชันย์ นี่คุณเป็นบ้าไปแล้วหรือไง แค่กินไอศกรีมแค่นี้ทำไมต้องไล่ลูกค้าคนอื่นไปด้วย คุณกำลังทำให้เด็กๆ ร้องไห้งอแงเพราะความเอาแต่ใจของคุณ”

            “ก็ช่างหัวมันสิ อยากเกิดมาจนดีนัก”

            “ทุเรศ! ถามจริงเถอะ คุณเคยมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิดบ้างมั้ย”

            “พูดมาก น่ารำคาญ”

            “ถ้าผมน่ารำคาญนักก็ปล่อยผมไปได้แล้ว จะบังคับให้ผมมานั่งกินไอศกรีมกับคุณอีกทำไม”

            “เพราะมึงมีหน้าที่ป้อนกู”

            “อะไรนะ?”

            “กูสั่งว่าให้มึงป้อนกู”

            “เหอะ! เป็นง่อยหรือไงกัน มีมือก็ตักกินเองสิครับ”

            “ถ้าไม่ป้อนก็มานั่งตรงนี้”

            “บนตักคุณน่ะเหรอ? ประสาท”

            “จะมานั่งตักกูดีๆ หรือต้องโดนกูเ_ดกลางร้านก่อนถึงจะมาได้”

            “โรคจิต!

            “ทำไมล่ะ ในร้านก็ไม่มีใครอยู่เสียหน่อย ตอนนี้มีแค่มึงกับกูเท่านั้น ไม่เห็นจะต้องอาย”

            อายบ้าอะไรล่ะ

            นั่นคือสิ่งที่ปั้นสิบตอกกลับคนหน้าด้านอย่างราชันย์ในใจ หากแต่เพราะไม่อยากให้ไอศกรีมในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวสูญเสียรสชาติ ปั้นสิบเลยทำเพียงเบะปากไม่ชอบใจและตักไอศกรีมตรงหน้ากินระงับความโกรธเพียงเท่านั้น วานิลลาหวานๆ กับช็อกโกแลตขมๆ คือส่วนผสมที่ลงตัวพอดิบพอดีได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ปั้นสิบเลิกให้ความสนใจกับราชันย์ แล้วหันมาหยิบลูกเชอร์รี่เชื่อมซึ่งวางอยู่บนก้อนไอศกรีมทั้งสองขึ้นกินแทน แต่เพราะทำแบบนั้นเลยเหมือนเป็นการเย้ายวนคนที่ยังนั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ฝั่งตรงข้าม ข้อมือขาวเลยถูกฉุดเบาๆ ให้ตามมานั่งด้วยกัน

            คุณหมอตัวขาวพยายามหลบเลี่ยงการถูกบังคับให้นั่งลงบนตักเพราะกำลังรู้สึกเพลิดเพลินกับการลิ้มรสไอศกรีม หากแต่เพราะพยศอย่างไรก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเลยทำหน้าง้ำงอนไม่ชอบใจและดิ้นขลุกขลักอยู่บนตักของคนที่ยังเอาแต่โอบรอบเอวเขาไว้ไม่ปล่อย

            “คุณราชันย์ ผมจะกินไอศกรีมครับ”

            “กินถ้วยนี้ก็ได้”

            “...”

            “กินสิ กูจะได้กินด้วย”

            ปั้นสิบนิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยรู้สึกไม่ไว้ใจกับถ้วยไอศกรีมซึ่งถูกดันมาหยุดอยู่ตรงหน้าสักเท่าไร แต่พอเห็นลูกเชอร์รี่สีแดงสดที่ยังไม่ได้กัดเลยสักนิดในถ้วยใหม่ยังวางอยู่ที่เดิม ปั้นสิบจึงเลิกออกแรงพยศใส่ราชันย์และคว้าเอาผลไม้เชื่อมสีแดงเข้มเข้าปาก พอเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมดจึงตักไอศกรีมที่เริ่มละลายทีละนิดในถ้วยขึ้นชิม เพราะเห็นว่าในถ้วยของราชันย์คือไอศกรีมรสเดียวกัน ปั้นสิบจึงกินต่ออย่างไม่นึกเอะใจอะไร

            ทว่าพอจะตักคำที่สอง ปลายคางมนก็ถูกเอี้ยวหันมาด้านข้างให้เผชิญหน้ากับคนไร้หัวใจ และขณะที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ริมฝีปากเย็นชืดไร้รสชาติก็ประกบติดลงมา มันไม่ใช่แค่การแนบชิดธรรมดา หากแต่เป็นการรุกล้ำเข้ามากวาดต้อนรสอร่อยด้านซึ่งยังติดค้างอยู่ในโพรงปาก ทั้งโลมเลียและเกี่ยวกระหวัดเสียจนคนที่ยังอยากกินไอศกรีมต้องครางฮือเบาๆ ข้างในลำคอ  

            “อื้อ คุณราชันย์”

            น่าแปลกที่คนซึ่งไม่ชอบของหวานมาแต่ไหนแต่ไร ตอนนี้กลับทำหน้าชอบอกชอบใจไม่น้อย ไม่ใช่ว่าสูตรลับของไอศกรีมร้านนี้อร่อยถูกลิ้น หากแต่ช้อนเฉพาะตัวที่ใช้ป้อนเข้าปากต่างหากซึ่งช่วยส่งให้ไอศกรีมในถ้วยยิ่งมีรสชาติหวานล้ำ พอน้ำตาลเทียมละลายในปากจนหมดสิ้น ราชันย์ก็เป็นฝ่ายผละจูบออกก่อน แล้วจัดการป้อนไอศกรีมเข้าไปในปากของปั้นสิบใหม่พลางโน้มหน้าลงไปบดจูบแย่งชิงความหอมหวานซ้ำๆ ทำแบบนั้นสลับสับเปลี่ยนไปมาจนไอศกรีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นของกินแสนเกลียดลำดับต้นๆ ในลิสต์ของราชันย์หมดเกลี้ยงถ้วย เสร็จแล้วจึงแลบลิ้นเลียริมฝีปากจนรสชาติหวานขมหยดสุดท้ายถูกกลืนกินลงคอ ก่อนจะทำตัวคลอเคลียเข้าไปกระซิบข้างหูของคุณหมอตัวขาวที่นั่งอยู่บนตักซึ่งตอนนี้ยังหอบแฮ่กเพราะโดนเขาจูบติดต่อกันหลายต่อหลายที

            “จริงๆ แล้ว ไอศกรีมก็อร่อยดีนะ”

 

 

 

 

เพราะช่วงพักหลังๆ มานี้อี้เผิงรู้ตัวดีว่าเขาไม่ค่อยมีเวลาให้วาโยสักเท่าไรนัก การพาอีกฝ่ายไปซื้อของใช้เด็กอ่อนที่ห้างสรรพสินค้าหลังจากเคลียร์งานภายในพรรคเสร็จ จึงเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่มาเฟียหนุ่มผู้มีงานล้อมหน้าล้อมหลังและกำลังจะได้เป็นพ่อคนเต็มตัวในเวลานี้พอจะทำได้

แต่สิ่งที่อี้เผิงไม่คาดคิดเลยก็คือการที่เขาได้บังเอิญเจอราชันย์กับคุณหมอปั้นสิบผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเคสการตั้งครรภ์ของวาโย เพียงแค่ยอมอนุญาตให้คนตัวขาวกับคุณหมอหนุ่มได้คุยกันเป็นการส่วนตัว เพราะตัวเขาเองก็มีเรื่องที่ต้องบอกเพียงแค่ราชันย์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเหมือนกัน อี้เผิงก็ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

เขาไม่รู้ว่าปั้นสิบพูดอะไรกับวาโย แต่สิ่งเดียวที่แน่ชัดในตอนนี้ก็คือวาโยกำลังเปลี่ยนไป

“ลม กลับมาแล้วเหรอ นาย...นายหายไปไหนมา”

เสียงทุ้มต่ำสั่นเครือเอ่ยถามคนที่หอบของพะรุงพะรังเข้ามาในห้อง นัยน์ตาสั่นระริกของอี้เผิงจ้องมองดวงหน้าขาวซึ่งยังคงเชิดรั้นแสดงความหยิ่งผยอง ถึงตอนนี้วาโยก็ยังคงเย็นชาและทำสีหน้าเหมือนรังเกียจเขาทุกลมหายใจ อี้เผิงเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนักว่ามันเกิดอะไรระหว่างเขากับอีกฝ่าย ทั้งที่ตอนกลับมาจากเชียงใหม่วาโยก็ยังปกติดีอยู่แท้ๆ แต่เพียงแค่ไม่กี่วันก่อนที่ได้เจอกับปั้นสิบ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

“ไม่มีอะไรหรอกครับ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร คุณอี้เผิงไม่จำเป็นต้องรู้”

“นายจะให้ฉันรู้เรื่องของนายสักนิดไม่ได้เลยเหรอ”

“...”

“ตอนนี้ฉันเป็นส่วนเกินในชีวิตนายไปแล้วใช่หรือเปล่า”

คำถามตัดพ้อของมาเฟียหนุ่มเรียกให้วาโยที่ยังคงงุ่นง่านกับการจัดของเข้าที่นิ่วหน้าเล็กน้อย เจ้าของกายขาวขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับผู้ชายที่ยังยืนจังก้ารอคำตอบ หากแต่มีเพียงความเงียบงันกับเสียงหัวใจดวงน้อยซึ่งเต้นตุบอยู่ในท้องนูนป่องของวาโยเท่านั้นที่เป็นตัวเชื่อมความไม่เข้าใจของคนทั้งคู่

อี้เผิงถอนหายใจยาวเหยียด วันนี้ทั้งวันเขาเร่งรัดคิวการนัดเจรจาขอส่วยค่าผ่านทางส่งอาวุธผิดกฎหมายเข้าไทยอยู่บริเวณท่าเรือจำหน่ายสินค้า เพื่อหวังจะได้ใช้เวลาในช่วงหัวค่ำไปกับคู่ชีวิต แต่วาโยที่ก็ไปไหนมาไหนโดยไม่ได้บอกกล่าวซ้ำยังกลับบ้านดึกผิดวิสัยคนเข้านอนแต่หัวค่ำก็ทำให้อี้เผิงรู้สึกตงิด ปกติแล้วอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่ชอบทำให้คนอื่นเป็นห่วง ยิ่งกับคนในพรรคด้วยแล้วละก็ วาโยคงไม่คิดสร้างความลำบากใจให้ใครเด็ดขาด

เพราะอี้เผิงรู้ดีว่าวาโยรักและบูชาพรรคมังกรดำเท่าชีวิต

แต่กับเขาล่ะ

            เพราะเท่าที่จำได้ วาโยยังไม่เคยบอกรักเขาเลยแม้เพียงสักครั้ง

            ถึงจะไม่คาดคั้นเพราะหวังให้วาโยพูดมันออกมาเองด้วยความเต็มใจ แต่ตอนนี้อี้เผิงชักไม่มั่นใจแล้วว่าหัวใจของเขาจะรอฟังคำว่ารักได้จนกว่าจะถึงวันนั้นจริงๆ หรือเปล่า

            “คุณอี้เผิงครับ”

            “...”

            “คุณอี้เผิง”

            “หะ หืม”

            “คุณได้ฟังที่ผมพูดเมื่อกี้หรือเปล่า”

            “แล้วนายพูดว่าอะไรล่ะ”

            “ผมบอกว่าไม่ใช่ คุณไม่ใช่ส่วนเกินในชีวิตของผม ถึงอดีตจะเป็นอย่างนั้น แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่”

            แม้อี้เผิงจะพยักหน้ารับคำนั้นของวาโยแต่กลับไม่ได้รู้สึกว่าควรนิ่งนอนใจ มาเฟียหนุ่มดึงตัวเองออกจากอาการเหม่อลอยและกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง เมื่อเห็นคนตัวขาวยังคงงุ่นง่านกับการจัดแจงของใช้และพื้นที่ส่วนตัวให้ลูกน้อย อี้เผิงจึงสาวเท้าเข้าไปหยุดบริเวณหิ้งพระ ก่อนจะพนมมือขึ้นไหว้และนิมนต์พระองค์หนึ่งซึ่งในอดีตเขาใส่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆ ให้ลงมาจากหิ้ง พอเหลือบมองไปทางวาโยอีกครั้งและพบว่าอีกฝ่ายยังวุ่นกับการจัดเสื้อผ้าของเจ้าตัวน้อยตามเฉดและโทนสี อี้เผิงเลยใช้โอกาสนี้สวมสร้อยพระให้วาโยจากทางด้านหลัง ปฏิกิริยาของคู่ชีวิตดูจะตกใจไม่น้อยเพราะเขาดันเล่นพิเรนทร์ทำอะไรไม่ให้ซุ่มให้เสียง หากแต่อีกฝ่ายก็ทำเพียงยืนนิ่งๆ และปล่อยให้เขาล็อกสร้อยพระไว้บนลำคอขาวอยู่อย่างนั้น

            กริ๊ก

“นี่ ฉันสวมพระให้นายแล้วนะ” อี้เผิงว่าพร้อมทั้งถูห่วงโซ่เล็กๆ บนลำคอระหงของวาโยเบาๆ พร้อมทั้งพยายามเก็บซ่อนอาการตัดพ้อในน้ำเสียงเอาไว้ให้มิดชิดที่สุด “นายคงไม่กล้าพูดจาโกหกหรือปิดบังฉันขณะที่คอของนายมีพระห้อยอยู่หรอกใช่มั้ย”

“คุณอี้เผิง”

“บอกฉันนะลม บอกความจริงกับฉัน”

“...”

“นายรู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าตอนนี้นายดูแปลกไป”

เพราะถ้าเป็นเรื่องที่เขาไม่ค่อยมีเวลาให้ อี้เผิงจะได้ให้หานตงและหานโจวซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทจัดตารางงานใหม่ เขาจะมอบหมายให้บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้เข้าไปเคลียร์ค่าส่วยที่พักนี้ชอบมีปัญหาอยู่บ่อยๆ แทน เพราะแต่ไหนแต่ไรเรื่องบัญชีทางการเงินของพรรคคือความชุลมุนวุ่นวายที่เขาไม่อยากเข้าไปเอี่ยวด้วยอยู่แล้วเหมือนกัน

“มันไม่มีอะไรหรอกครับ คุณอี้เผิงอย่าคิดมากเลยนะ”

เจ้าของน้ำเสียงเย็นเยียบค่อยๆ หันกลับมาทางอี้เผิงด้วยความเชื่องช้า เพราะคนพูดคือวาโย ราคาของความน่าเชื่อถือเลยมีค่าสูงลิบ ทว่าพอเจ้าของนัยน์ตาตาโศกระคนเศร้าของอี้เผิงจงใจเพ่งมองอย่างจ้องจับผิด ปกติคนที่จับพิรุธได้ยากยิ่งกว่าอะไร ก็กลับหลุกหลิกหลบสายตาไปเสียดื้อๆ นั่นจึงทำให้มาเฟียหนุ่มแค่นหัวเราะดังเหอะด้วยความเจ็บใจก่อนจะสบถหยาบคายอย่างใช้อารมณ์

“ฉันไม่เชื่อ นายคิดว่าฉันโง่มากขนาดนั้นเลยหรือไง”

“ไม่ใช่แบบนั้นนะครับคุณอี้เผิง”

“แล้วมันแบบไหนล่ะลม? นายต้องการให้ฉันเข้าใจแบบไหน กับไอ้เรื่องที่เรากำลังเป็นอยู่ในตอนนี้น่ะฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันเรียกว่าอะไร นายดีกับฉัน นายทำเหมือนว่ารักและมีใจให้ฉัน แต่สุดท้ายนายก็ถีบหัวส่งฉันอย่างไม่เหลือเยื่อใย แล้วแบบนี้จะให้ฉันเข้าใจว่ามันไม่ได้มีอะไรได้ยังไงกัน”

“ผมหมายถึงผมเองก็แค่เหนื่อย ช่วงนี้ผมอยากอาหารมากผิดปกติ แถมอารมณ์ก็ขึ้นๆ ลงๆ บางครั้งบางทีผมก็แค่อยากมีเวลาให้ตัวเองได้คิดได้พัก และที่สำคัญ ผมก็แค่อยากลองไปไหนมาไหนคนเดียวโดยที่ไม่มีคุณดูบ้าง เรื่องมันก็มีอยู่แค่นั้น”

“แน่ใจนะ ว่าเรื่องเป็นอย่างที่นายว่าจริงๆ”

“ครับ ผมแน่ใจ”

“แล้วทำไมฉันถึงไม่ได้รู้สึกแบบที่นายเพิ่งพูดออกมาเลยสักนิด”

“...”

“สรุปฉันแค่คิดไปเองใช่ไหมลม ถ้าใช่ นายช่วยพยักหน้ายืนยันให้ฉันมั่นใจได้หรือเปล่าว่าฉันกำลังคิดผิด สรุปแล้วเราสองคนยังเป็นผัวเมียกันหรือเป็นแค่คนที่อยู่ร่วมห้อง นอนเตียงเดียวกันไปวันๆ เท่านั้น”

อี้เผิงว่าเศร้าๆ พลางทอดสายตามองวาโย เพราะถึงขนาดห้องนี้ไม่ได้กว้างสักเท่าไร แต่วาโยที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับเหมือนกำลังจะจากเขาไปไกลสุดฟ้าและคงไม่มีวันหวนกลับลงมาให้เขาได้เชยชม

พอคิดแบบนั้นอี้เผิงที่อดไม่ได้จะรู้สึกกลัวก็ตรงเข้าสวมกอดวาโยเอาไว้หลวมๆ ทว่ามันช่างน่าขันสิ้นดี เพราะถึงจะสัมผัสกันแนบชิดขนาดนี้ แต่ทำไมระหว่างเขากับวาโย เหมือนกับยังอยู่ในสถานะคนแปลกหน้าทั้งที่ยืนกอดกันแน่นสนิท

“ลม ฉัน...”

“มันไม่มีอะไรจริงๆ ครับ คุณอี้เผิงอย่าคิดมากเลยนะ”

“...”

“ไม่มีอะไรแล้วครับ ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแค่เราสามคน คุณ ผม และน้องหนาว”

“...”

“มันไม่มีอะไรไปมากกว่านี้จริงๆ”

“อืม”

อี้เผิงรับคำวาโยที่พูดดักคอ ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังโกหก

เพราะกอดที่ไร้ไออุ่นซึ่งร่างกายกำลังได้รับอยู่ในขณะนี้ มันทำให้อี้เผิงรู้สึกเหน็บหนาวเหลือเกิน

หนาว...ไปถึงขั้วหัวใจ

 

 

 ๑๐๐%

#วาโยอี้เผิง

 

 

ความคิดเห็น