facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 37

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.7k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 37
แบบอักษร

บทที่ 37 

  

             “มอนิ่งครับที่รัก คนสวยของป๊าตัวหอมเหมือนเดิมเลย…วันนี้ทำอะไรกินเอ่ย” 

  

             “มอนิ่งครับป๊า หลายอย่างเลยมีทั้งของชอบป๊ากับเจ้าแฝดของโปรดพ่อลูกทั้งนั้น” 

  

             แรงโอบกอดจากด้านหลังในยามเช้าในจังหวะที่ผมทำกับข้าวเพิ่งเสร็จไปหมาด ๆ ผมเอี้ยวหน้าหันไปรับจูบทักทายของผู้เป็นสามีเหมือนทุกครั้งที่ทำก่อนจะหันมาตักกับข้าวเมนูสุดท้ายใส่ถ้วยไว้ให้คนพ่อกับคุณลูกชายสุดที่รักกิน 

  

             “แต่ของโปรดที่ป๊าชอบที่สุดคือมี๊นะ กินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อยิ่งกินยิ่งติดใจ” 

  

             เสียงทุ้มของผู้เป็นสามีเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วบริเวณซอกคอ ส่วนมือก็ไม่อยู่เฉยเลื่อนมาบีบคลึงบริเวณสะโพกปิดท้ายด้วยการตีก้นผมไปหนึ่งทีอย่างที่เจ้าตัวชอบทำ 

  

             “กินมาหลายปียังอร่อยอยู่หรือไง” 

  

             ผมละจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะพลิกตัวไปคล้องคอขุนศึกและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม พ่อเจ้าแฝดเมื่อเห็นปฏิกิริยาผมกลับไม่ตอบแต่ก้มลงมาฉกฉวยริมฝีปากผมแทนและรั้งเอวให้แนบชิดจนร่างของเราแทบจมเป็นร่างเดียวกัน 

  

           “ทั้งชาติก็ไม่เบื่อ รัก รักจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วรู้ไหม” 

  

             ท่อนแขนแกร่งเลื่อนสอดเข้ามาช่วงเอวของผมก่อนจะเอาคางตัวเองมาเกยไว้บนไหล่ ประโยคของขุนศึกที่ตอบกลับมาทำเอาผมเกิดอาการใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขิน ถึงแม้สามีคนนี้จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันย่างเข้าปีที่หกจนตอนนี้เจ้าแฝดอายุครบสี่ขวบแต่ความรู้สึกเก้อเขินต่อพ่อเจ้าแฝดยังไม่จางหายไปจากใจผมแม้แต่นิดเดียว 

  

             “อื้อ…มี๊ก็รักป๊าครับแต่ตอนนี้ขึ้นไปปลุกลูกก่อน ป่านนี้เจ้าแฝดตื่นแล้วมั้ง…เดี๋ยวไม่ได้กินข้าวพร้อมป๊าก็งอแงอีก” 

  

             ขุนศึกโยกตัวผมราวกับกล่อมลูกก่อนจะผละตัวออกตามที่ผมสั่ง ลูกชายของเราเริ่มงอแงมากขึ้นโดยเฉพาะตอนเช้าถ้าเจ้าแฝดไม่ได้กินข้าวพร้อมป๊าจะงอแงจนพาลไม่กินข้าวมื้อเช้าไปด้วย หรือบางวันที่เจ้าแฝดตื่นสายขุนศึกก็ยอมเข้าบริษัทช้าเพราะรอกินข้าวพร้อมลูกชายจอมแสบ 

  

             “มาจุ๊บก่อนเดี๋ยวเจ้าแฝดลงมาป๊าจะอดจุ๊บ” 

  

             ผมถึงกับส่ายหน้าให้กับความอิจฉาลูกของสามี ก่อนจะเขย่งตัวขึ้นไปจุ๊บริมฝีปากหนาและตบมือลงบนแผงอกกว้างเบา ๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้คนรักขึ้นไปตามลูกได้แล้ว 

  

             เมื่อแผ่นหลังกว้างของขุนศึกเดินตรงขึ้นไปยังชั้นสองของตัวบ้าน ผมจึงหันกลับมายกถ้วยซุปน่องไก่ใส่มันฝรั่งที่เป็นของโปรดเจ้าแฝดวางไว้บนโต๊ะอาหารเคียงข้างกับถ้วยแกงพะแนงหมูของโปรดคุณสามีสุดที่รัก เมื่อทุกอย่างจัดเตรียมไว้เรียบร้อยผมจึงถอดผ้ากันเปื้อนออกและเดินขึ้นไปบนห้องนอนของลูกชายเพื่อหวังช่วยขุนศึกอีกแรง 

  

             “มอนิ่งฮับป๊า/มอนิ่งฮับป๊า” 

  

             เสียงใสแจ้วอย่างอารมณ์ดีของเจ้าแฝดที่ตอนนี้พูดคล่องขึ้นและพูดเก่งเกินวัยเสียจนผมกับขุนศึกยังตกใจกับความฉลาดของลูกตัวเอง น้ำเสียงเอ่ยทักผู้เป็นพ่อด้วยภาษาจีนก็ดังขึ้นเพราะเวลาเจ้าแฝดพูดคุยกับขุนศึกมักจะใช้ภาษาจีนในการสื่อสารแต่ถ้าหากอยู่กับผมจะใช้ภาษาอังกฤษสลับกับภาษาไทยเพื่อให้สมองของเจ้าแฝดได้ใช้สามภาษาตั้งแต่เด็ก 

  

             “มอนิ่งครับลูก หลับสบายกันไหม” 

  

             “สบายฮับ! ผมฝันเห็นไนโดเสาร์ตัวใหญ่ ๆ ด้วยฮับป๊า!” 

  

             เป็นเอกพูดพร้อมกับอ้าวงแขนออกกว้างเพื่อให้ป๊าเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่อยู่ในฝัน… 

  

             “ผมก็สบายดีฮับ! ฝันเห็นกระต่ายใหญ่ด้วย!” 

  

             ส่วนเป็นหนึ่งก็ไม่น้อยหน้าผู้เป็นแฝดพี่แม้แต่น้อยเพราะเจ้าตัวก็ได้อ้าวงแขนเล็กออกกว้างพร้อมกับทำปากจู๋ให้ผู้เป็นพ่อได้เชยชมเล่นว่ากระต่ายที่เป็นหนึ่งพูดถึงนั้นก็ใหญ่ไม่แพ้กับไดโนเสาร์ของแฝดพี่สักนิด 

  

             ผมยืนกอดอกตรงขอบประตูมองขุนศึกที่กำลังอุ้มเจ้าแฝดขึ้นมาไว้ในอ้อมกอดและพูดคุยถามไถ่กันด้วยภาษาจีนตั้งแต่เช้า รอยยิ้มแห่งความสุขที่แท้จริงสำหรับผมไม่ต้องหาที่ไหนไกลเพราะมันดันอยู่ตรงหน้าตั้งแต่มีเจ้าลูกชายสุดแสบเข้ามาในชีวิต  

  

             “มี๊! มอนิ่งฮับ!” 

  

             เป็นเอกแฝดพี่เมื่อสายตาปะทะเข้ากับผมจึงเอ่ยทักทายขึ้นด้วยระดับเสียงราวกับตื่นเต้นจนเกินเหตุ เป็นหนึ่งเมื่อได้ยินแฝดพี่ก็รีบหันหน้ามองหาผมทันที เมื่อเจ้าตัวเห็นหน้าผมจึงยื่นท่อนแขนอวบอั๋นมาให้เพื่อส่งสัญญาณว่าลูกชายคนเล็กอยากให้ผมเป็นคนอุ้ม 

  

             “มี๊ฮับ…” 

  

             “ว่ายังไงครับ?” 

  

             ผมถามออกไปด้วยภาษาอังกฤษเมื่อลูกชายคนเล็กถูกโอนถ่ายมาให้ผมอุ้มด้วยฝีมือของขุนศึก เจ้าเด็กน้อยขี้อ้อนก็ช้อนสายตามองมาผม สองอุ้งมือเล็กเลื่อนกุมลงไปบริเวณเป้ากางเกงด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู 

  

             “เป็นหนึ่งปวดฉี่เหรอลูก” 

  

             ผมถามขึ้นอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ… 

  

             “Yes…” 

  

             ริมฝีปากเล็กของเป็นหนึ่งยู่มาให้พร้อมตอบกลับด้วยเสียงอ้อมแอ้ม ขุนศึกที่ยืนอุ้มเป็นเอกถึงกับยิ้มขำในการกระทำของลูกชายคนเล็กจนต้องก้มลงมาฟัดแก้มยุ้ยไปหนึ่งที 

  

             “เป็นเอกปวดไหม ถ้าปวดจะได้เข้าพร้อมน้องแล้วจะได้ลงไปกินข้าว” 

  

             ก่อนที่จะพาลูกคนเล็กเข้าไปทำธุระส่วนตัวผมก็ไม่ลืมที่จะเอี้ยวหน้าไปถามลูกชายคนโตที่ตอนนี้กำลังยื่นนิ้วให้ป๊างับเล่นด้วยสีหน้าชอบพอ 

  

             “ฮับ!” 

  

             เมื่อคำตอบของลูกชายทั้งสองคนมีความต้องการในทางเดียวกันผมกับขุนศึกจึงปล่อยให้เจ้าแฝดเดินเข้าไปในห้องน้ำด้วยตัวเอง โดยมีองครักษ์อย่างเจ้าบูบู้เดินตามหลังเฝ้าไม่ห่าง 

  

             “บูบู้ดูน้องด้วยนะ อย่าเดินชนน้องล่ะ” 

  

             ผมกับขุนศึกเดินตามลูกทั้งสามชีวิตเข้าไปในห้องน้ำส่วนตัวของห้องเจ้าแฝด เมื่อเข้ามาด้านในผมกับขุนศึกจึงอุ้มลูกชายขึ้นไปนั่งบนโถส้วมของใครของมัน เหตุที่ต้องมีโถส้วมสองอันเพราะฝีมือของผู้เป็นพ่ออย่างขุนศึกตามเคย 

  

             “ไหนว่าปวดฉี่ไงเป็นหนึ่ง ทำไมพอนั่งยังไม่ถึงนาทีก้อนกลม ๆ มันถึงหลุดออกมาแทนล่ะครับ” 

  

             ผมนั่งยองถามลูกชายตัวน้อยที่นั่งเบ่งด้วยสีหน้าแดงก่ำ… 

  

             “เราก็อีกคนเห็นน้องทำอะไรก็ไม่ได้ต้องทำตามตลอดก็ได้นะเป็นเอก ไหนบอกจะฉี่ไม่ใช่หรือไง” 

  

             ขุนศึกที่นั่งยองข้างผมก็เอ่ยถามแฝดพี่อย่างเป็นเอกเช่นกันเพราะเมื่อเห็นแฝดน้องเบ่งเจ้าแฝดพี่ก็เบ่งตามราวกับกลัวตัวเองจะน้อยหน้า 

  

             “ผมไม่ได้อึฮับ ผมแค่ฉี่” 

  

             เป็นหนึ่งเงยหน้าขึ้นตอบด้วยน้ำเสียงน่ารักไปพร้อม ๆ กับการเบ่งอึใส่หน้าผมกับขุนศึกอย่างไม่รู้ตัว ส่วนเป็นเอกเมื่อเห็นน้องเบ่งจึงทำท่าเบ่งสุดแรงเกิดจนคนเป็นพ่อถึงกับกลั้นขำไม่อยู่ 

  

             “หนูอึครับไม่ได้ฉี่” 

  

             ขุนศึกพยายามบอกลูกชายคนเล็กอย่างเก็บอาการจนหน้าแดงก่ำ… 

  

             “ไม่ฮับ! ผมฉี่ไม่ได้อึ!” 

  

             ใบหน้าเริ่มฉายแววจริงจังของเด็กน้อยที่พยายามเบ่งอึเท่าไหร่ก็ยังไม่ออกแถมยังนั่งเถียงกับผู้เป็นพ่อบนชักโครกอีกต่างหาก มันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ขุนศึกยกฝ่ามือตัวเองขึ้นปาดน้ำตาเนื่องจากกลั้นขำในพฤติกรรมของลูกชายทั้งสอง 

  

             “ป๊า ป๊าเศร้าเหรอฮับ…” 

  

             เป็นเอกเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อหัวเราะจนน้ำตาเล็ดก็ถึงกับเอียงคอก้มลงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ผมได้แต่นั่งยิ้มให้กับลูกชายที่ดูจะเก่งเกินวัยและเริ่มรู้จักเป็นห่วงคนรอบข้างมากขึ้น 

  

             “ป๊าไม่เป็นอะไรครับ ป๊ามีความสุขมาก” 

  

             ขุนศึกยกมือขึ้นปาดน้ำตาจนออกหมดเกลี้ยงแล้วยื่นหน้าเนียน ๆ ของตัวเองตอบกลับไปหาลูกชายคนโต ส่วนลูกชายคนเล็กก็ไม่น้อยหน้าพยายามเอื้อมท่อนแขนเล็กมาทาบไว้บนแก้มของผู้เป็นพ่อแล้วตบลงเบา ๆ ด้วยอุ้งมือน้อยของตัวเอง เพื่อหวังปลอมประโลมให้แก่ผู้เป็นพ่อรู้สึกดีขึ้น  

  

             “ป๊าเศร้าเหรอฮับ?” 

  

             น้ำเสียงใสจากเป็นเอกเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วและยังคงเอียงคอมองผู้เป็นพ่ออย่างไม่ละสายตาไปไหน… 

  

             “ไม่ครับ ป๊ามีความสุข มีความสุขมาก…พวกหนูทำให้ป๊ามีความสุขมากเลยครับ” 

  

             จากนั้นไม่นานเป็นหนึ่งก็ได้เอ่ยถามผู้เป็นพ่อเหมือนกับแฝดพี่ สามีของผมเมื่อเห็นลูกชายกำลังเป็นห่วงก็ถึงกับยิ้มกว้างหนักกว่าเดิม  ยิ่งเจ้าแฝดทำแบบนี้ดูท่าทางขุนศึกคงจะหลงลูกแบบไม่มีที่สุดเพราะโดนลูกชายโปรยเสน่ห์ให้ทุกเช้ามีหรือที่เจ้าตัวจะรอดในความน่ารักน่าเอ็นดูของพี่น้องฝาแฝดคู่นี้ไปได้ 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             ขุนศึก P 

  

             “ป๊า!!/ป๊า!!” 

  

             ลูกชายวัยสี่ขวบตะโกนร้องเรียกผมตั้งแต่ยังไม่ทันใส่รองเท้าเสร็จด้วยซ้ำก่อนจะวิ่งตรงเข้าใส่ผมเต็มแรง วันนี้ผมทำหน้าที่เป็นคนมารับเจ้าตัวแสบสองคนถึงหน้าโรงเรียนด้วยตัวเอง เพราะคับฟ้าเมียสุดสวยของผมกำลังทำสปารอเจ้าแฝดอยู่ที่ห้างใกล้บ้าน ด้วยความที่ผมออกจากบริษัทเร็วจึงบอกศิลป์ให้ขับมารับเจ้าแฝดที่โรงเรียนและค่อยแวะไปหาคับฟ้าทีหลัง  

  

             “วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้างครับ สนุกไหม” 

  

             ผมเอ่ยถามลูกชายเป็นภาษาจีนและเดินจับมือตรงไปยังรถที่ศิลป์ยืนเปิดประตูรออยู่ไม่ไกล… 

  

             “สนุกฮะ มี๊ไม่มาด้วยเหรอฮะป๊า เป็นหนึ่งคิดถึงมี๊ฝุด ๆ” 

  

             เป็นหนึ่งลูกชายคนเล็กเงยหน้าขึ้นถามในขณะที่จูงมือผมเดินไปตามทางแต่ทว่าตัวผมที่กำลังจะตอบกลับลูกดันมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก จึงทำให้บทสนทนาของครอบครัวเราหยุดชะงักไปเสียดื้อ ๆ  

  

             “เอ่อ…ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณรู้ทางไปอาคารของเด็กเนิร์สเซอรีไหมครับ” 

  

             ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผิวขาวเอ่ยถามผมขึ้นเมื่อดูจากลักษณะการถามนั้นคงกำลังหลงทางอยู่เป็นแน่… 

  

             “ตรงไปเลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปอีกห้าร้อยเมตรจะมีป้ายบอกว่าเนิร์สเซอรีครับ” 

  

             ผมยิ้มและตอบกลับไปให้คนตรงหน้าอย่างไม่คิดอะไร แต่ดูเหมือนบุคคลที่เดินเข้ามาทักผมนั้นจะไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อถามทางอย่างเดียว  

              

             “อะ เอ่อ ขอโทษนะครับว่าแต่คุณใช่ขุนศึกที่เป็นเจ้าของบริษัทเคเอสเอนเตอร์เทนเมนต์หรือเปล่าครับ” 

  

             อาการตื่นเต้นอย่างกับเจอคนดังฉายแววขึ้นนัยน์ตาของบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าผม…ผมพยักหน้าและส่งยิ้มให้เล็กน้อยตามมารยาทเมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ เพราะถ้าจะทำหน้าบึ้งตึงก็จะดูเสียมารยาทไปเสียหน่อยและสถานการณ์แบบนี้ผมก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบก็ไม่ได้ 

  

             “เอ่อ ใช่ครับ” 

  

             “ผมดีใจมากเลยครับที่เจอคนดังอย่างคุณตัวเป็น ๆ ในรูปว่าดูดีแล้วพอมาเจอตัวจริงดูดียิ่งกว่า” 

  

             เมื่อคนตรงหน้าเกิดอาการตื่นเต้นดีใจสุดขีดราวกับเจอใครสักคนที่ชื่นชอบมาก ๆ ผมได้แต่ยิ้มส่งไปให้โดยที่เจ้าแฝดก็กระตุกข้อมือส่งสัญญาณให้รับรู้ว่าอย่าอยู่ตรงนี้นาน 

              

             “ขอบคุณมากครับ” 

  

             ผมตอบกลับไปอย่างที่ใจคิดเพราะมีคนเข้ามาทักและยังชื่นชอบในตัวผมเสียดีกว่ามีคนเกลียดไม่ใช่หรือ แต่ดูเหมือนผู้ชายคนนี้ยังจะไม่ยอมหยุดง่าย ๆ เพราะประโยคต่อมายิ่งทำให้ลูกชายฝาแฝดกระตุกข้อมือผมใหญ่ 

  

             “ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากไปผมขอถ่ายรูปด้วยหน่อยได้ไหมครับ ได้ไหมครับเด็ก ๆ น้าขอถ่ายรูปพ่อหนูแป๊บนึงได้ไหมครับ” 

  

             ประโยคแรกคนตรงหน้าเอ่ยถามผมก่อนจะก้มหน้ามาถามพี่น้องฝาแฝดที่ตอนนี้มีสีหน้าบึ้งตึงและไม่ชอบใจที่มีคนมายุ่มย่ามกับผมโดยปราศจากมี๊อยู่ข้างกาย 

  

             “เป็นเอก…” 

  

             เสียงคนน้องเอ่ยเรียกแฝดพี่ด้วยน้ำเสียงฟึดฟัด… 

  

             “ว่าอะไรหย๋อ…” 

  

             แฝดพี่เอี้ยวตัวชะโงกเพียงหน้ามาหาผู้เป็นน้องอีกฝั่งหนึ่งโดยมีผมคั่นกลางไว้… 

  

             “พวกเราไปรอป๊าที่รถกันเถอะ เป็นหนึ่งเมื่อยแย้ว” 

  

             “อื้ม! ไปสิ” 

  

             สิ้นคำพูดของเป็นหนึ่งเด็กน้อยทั้งสองจึงวิ่งหน้าตั้งไปหาศิลป์ที่ยืนรอรับลูกชายของผมอยู่ประมาณหนึ่งร้อยเมตร แต่การจากไปของเจ้าแฝดทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังแปลก ๆ ยังไงชอบกล แต่ทว่าความคิดนั้นกลับโดนสลัดทิ้งออกจากหัวและแทนที่ด้วยการถ่ายภาพกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่งตรงหน้า 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “เป็นหนึ่งชอบแกงจืด มี๊ทำอร่อยมากฮะ มี๊ยื่นหน้ามาใกล้ ๆ สิฮะเดี๋ยวเป็นหนึ่งจะให้รางวัลมี๊” 

  

             ลูกชายคนเล็กที่กำลังนั่งกินข้าวบนโต๊ะอาหารช่างพูดช่างจาเกินวัยกวักมือเรียกผมให้เข้าไปใกล้ เมื่อเห็นแบบนั้นตัวผมจึงต้องลุกขึ้นเดินไปหาและย่อตัวลงระหว่างเก้าอี้สำหรับเด็กของเจ้าแฝดจอมซนทั้งสอง 

  

             “มี๊จะได้รางวัลอะไรจากลูกชายน๊า รางวัลอะไรเอ่ย” 

  

             เมื่อสิ้นประโยคของผมปากเล็กเป็นกระจับของลูกชายก็เลื่อนเข้ามาจุ๊บแก้มผมพร้อมกันทั้งสองข้าง เจ้าแฝดเมื่อได้ประทับรอยจูบบนผิวแก้มของผมเสียงหัวเราะคิกคักก็ดังขึ้นอย่างชอบใจกันยกใหญ่  

  

             “รางวัลของมี๊เพราะมี๊ทำกับข้าวอร่อยฮะ” 

  

             เป็นหนึ่งไม่พูดเปล่ายังยื่นหน้าทำปากจู๋ส่ายไปมาด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูจนผู้เป็นพ่อที่นั่งฝั่งตรงข้ามถึงกับยิ้มออกมาไม่หุบ ส่วนเป็นเอกที่นั่งฟังแฝดน้องและเห็นด้วยก็ถึงกับยกนิ้วโป้งยื่นออกมาสุดแขนยิ่งทำให้ผมที่นั่งยองดูการกระทำของลูกชายก็ยิ่งหลงเข้าไปใหญ่  

  

             “ทีป๊าทำให้กินไม่เห็นจะได้รางวัลแบบนี้บ้างเลย ป๊าน้อยใจแล้วนะ” 

  

             ขุนศึกเริ่มตีหน้าเศร้าใส่ลูกชายเมื่อเจ้าแฝดดูท่าทางว่าติดผมจนออกนอกหน้า เจ้าแฝดเมื่อเห็นว่าผู้เป็นพ่อเริ่มน้อยใจจึงทำการจุ๊บใส่อุ้งมือของตัวเองและส่งให้ผ่านทางอากาศ ผมเห็นแบบนั้นก็รู้สึกอึ้งไม่น้อยเพราะไม่คิดว่าลูกชายของผมช่างฉลาดคิดได้ป๊ามาเต็ม ๆ ไม่มีแผ่ว 

  

             “เป็นหนึ่งให้แค่นั้นฮะ เป็นเอกก็ให้ป๊าแค่นั้นเหมือนกันใช่ไหม” 

  

             เป็นหนึ่งเอี้ยวหน้ามาหาผู้เป็นแฝดพี่และถามความเห็นด้วยสีหน้าท่าทางงอนป๊านิดหน่อย ผมเริ่มคิ้วขมวดทันทีเมื่อเห็นพฤติกรรมของเจ้าแฝดแสดงอาการออกมาเช่นนั้น 

  

             “ช่าย” 

  

             แฝดพี่ตอบแฝดน้องและก้มลงตักข้าวเข้าปากด้วยความหิวโหยต่อ… 

  

             “อ้าว ทำไมให้ป๊าแค่นั้นล่ะเจ้าแฝด ทำไมป๊าถึงได้น้อยกว่ามี๊ละลูก” 

  

             ช้อนส้อมถูกวางลงบนจานใหญ่ทันทีและเริ่มกอดอกถามลูกชายด้วยสีหน้าน้อยใจขั้นสุด ผมที่เห็นดังนั้นจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินกลับไปนั่งข้างพ่อเจ้าแฝดเพื่อตั้งใจฟังในสิ่งที่ลูกกำลังจะเล่า 

  

             “เพราะวันนี้ป๊าไม่น่ารัก เป็นเอกกับเป็นหนึ่งเลยให้เท่านั้นฮะ” 

  

             หัวคิ้วของผมขมวดเข้าหากันและเอี้ยวหน้ามองสามีที่ตอนนี้มีสีหน้าไม่ต่างอะไรกับผม ขุนศึกเมื่อเห็นผมทำหน้าสงสัยก็ได้แต่ยักหัวไหล่ขึ้นราวกับเจ้าตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเอกกำลังพูดถึงเรื่องอะไร 

  

             “ป๊าทำตัวไม่น่ารักอะไรครับ ไหนใครสามารถเล่าให้มี๊ฟังได้บ้าง” 

  

             ผมเอ่ยถามเจ้าแฝดด้วยรอยยิ้มเมื่อลูกชายตรงหน้าเริ่มจะพูดจาฉะฉานขึ้นมาก เริ่มจะรับรู้แล้วว่าเรื่องไหนหรือสิ่งไหนดีไม่ดี อย่างเช่นตอนนี้ที่ขุนศึกกำลังโดนลูกชายแฉให้ผมฟังกับพฤติกรรมในช่วงเย็นที่คนข้างกายเป็นคนอาสาไปรับเจ้าแฝดโดยให้ผมได้ผ่อนคลายเข้าสปาหนึ่งวัน 

  

             “วันนี้ป๊าคุยกับคนอื่นฮะมี๊ แถมยิ้มให้คนอื่นด้วย” 

  

             เป็นเอกเอื้อนเอ่ยพูดออกมาก่อนคนแรกในขณะที่ตักแกงจืดเข้าปากด้วยสีหน้าเรียบเฉย… 

  

             “ยังถ่ายรูปด้วยกันอีกฮะมี๊” 

  

             ส่วนเป็นหนึ่งเงยหน้ายู่ปากมาให้ผมและก้มลงกินข้าวในถ้วยตัวเองต่อ… 

  

             “หื้ม? จริงเหรอป๊า ที่เจ้าแฝดพูดมาน่ะเรื่องจริงใช่ไหม” 

  

             เมื่อลูกชายเล่นฟ้องขนาดนี้ผมถึงกับเอี้ยวหน้าไปมองชายผู้เป็นสามีอย่างขุนศึกที่นั่งอึ้งเมื่อเจ้าแฝดเล่นฟ้องให้ผมฟังกลางโต๊ะอาหาร ร่างสูงข้างกายมองหน้าผมและส่ายหน้ารัว ๆ ราวกับสิ่งที่ลูกชายพูดออกมานั้นเหมือนกำลังใส่ไข่ตัวเองอยู่ไม่น้อย  

  

             “มะ ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียวนะมี๊ แค่คนนั้นเข้ามาถามทางแล้วขอมาถ่ายรูปกับป๊าแค่นั้น ส่วนยิ้มป๊าก็ยิ้มปรกติไม่ได้ยิ้มแบบในทางที่ไม่ดีเลย เจ้าแฝดอย่าหาเรื่องให้ป๊าสิครับลูก” 

  

             ฝ่ามือใหญ่รีบเลื่อนเข้ามากุมมือผมไว้และรั้งขึ้นไปจูบต่อหน้าเจ้าแฝดราวกับกลัวว่าผมจะคิดมากและคิดไปไกลกับคำพูดของลูก เมื่อเป็นหนึ่งเป็นเอกเห็นการกระทำของป๊าก็เริ่มหัวเราะคิกคักอย่างชอบพอที่สามารถแกล้งผู้เป็นพ่อได้สำเร็จ  

  

             “ไม่ต้องมาหัวเราะเลยนะ พูดแบบนั้นเดี๋ยวมี๊งอนป๊าขึ้นมาใครจะช่วยป๊าง้อ” 

  

             ไร้คำตอบเป็นคำพูดมีเพียงเสียงหัวเราะเท่านั้นที่เจ้าแฝดให้ผู้เป็นพ่อได้ในตอนนี้ เด็กน้อยทั้งสองเมื่อแกล้งป๊าตัวเองได้สำเร็จจึงกระโดดลงจากเก้าอี้เพื่อไปวิ่งเล่นกับพี่ชายอย่างบูบู้ที่กำลังนอนหงายหน้าท้องอยู่บนโซฟาห้องนั่งเล่นอย่างสบายใจ รายนั้นเพิ่งกินข้าวอิ่มเลยไม่ได้เดินมาวอแวบนโต๊ะอาหารเท่าไหร่แต่ถ้าลองเจ้าบูบู้ไม่อิ่มมันจะไม่นอนหงายขาชี้ฟ้าบนโซฟาอย่างนั้นแน่ 

              

             “ทิ้งระเบิดให้ป๊าแล้วหันตูดหนีแบบนี้ง่าย ๆ เลยเหรอเจ้าแฝด! มันน่าจับตีตูดทั้งคู่จริง ๆ เลย!” 

  

             “แบร่!/แบร่!” 

  

             ลูกชายจอมแสบยังไม่วายหันมาแลบลิ้นใส่ผู้เป็นพ่ออีกหนึ่งยก จากนั้นก็วิ่งหน้าตั้งไปหาพี่ชายพร้อมกับเสียงหัวเราะตามประสาเด็กน้อยในช่วงวัยกำลังซน เมื่อเจ้าแฝดวิ่งลับหายไปขุนศึกจึงเริ่มภารกิจสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภรรยาอย่างผมโดยการลุกขึ้นจากเก้าอี้และทรุดตัวกอดเอวผมแน่น ใบหน้าของชายวัยกลางคนในอายุสามสิบสามซุกลงบนหน้าท้องราวกับเด็กน้อยอายุสองขวบ 

  

             “มี๊มันไม่ใช่อย่างที่ลูกพูดนะ ป๊าไม่ได้คิดนอกใจมี๊…แม้แต่เสี้ยวเดียวป๊าก็ไม่คิด ตอนนี้ทั้งใจมีแต่มี๊กับลูกเท่านั้น” 

  

             “…” 

  

             ผมหลุบสายตาต่ำมองผู้เป็นสามีที่อยู่กินร่วมกันมานานจนรู้นิสัยใจคอทุกซอกทุกมุม แน่นอนว่าสิ่งที่เจ้าแฝดเห็นมันคือเรื่องจริง ด้วยความที่ลูกชายผมหวงขุนศึกมากเลยทำให้ทุกครั้งเวลาผมไม่อยู่ด้วยบวกกับยิ่งมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเจ้าแฝดก็จะกลับบ้านมาเล่าให้ผมฟังตลอด ส่วนครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกมันจึงทำให้ผมไม่ได้ติดใจอะไรเพราะคนที่เข้ามาหาสามีของผมเป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่ชื่นชอบในตัวขุนศึกก็เท่านั้น 

  

             “มี๊รู้…มี๊ไม่ได้คิดอะไรแต่ครั้งนี้ดูป๊าจะผิดสังเกตไปนะ ปรกติไม่เห็นจะทรุดเข่ากอดเอวมี๊แบบนี้เลย” 

  

             ผมพูดลองเชิงเพื่อดูปฏิกิริยาของคนตรงหน้าและดูเหมือนว่ายิ่งผมพูดขุนศึกยิ่งกอดเอวผมแน่นไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหน แถมยังไม่กลัวด้วยซ้ำว่าเจ้าแฝดจะวิ่งกลับมาเห็นฉากเว้าวอนของตัวเอง 

  

             “นั่นไง มี๊พูดออกมาแนวนี้เริ่มไม่เชื่อใจป๊า…ที่รักครับป๊าไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลยนะ ถ้ามี๊ไม่ชอบคราวหน้าป๊าจะไม่ให้ใครถ่ายรูป จะไม่ยิ้ม จะเดินหนีเลยก็ได้ ป๊าจะไม่ทำในสิ่งที่มี๊ไม่ชอบ ป๊าสัญญา” 

  

             ใบหน้าหล่อเหลาของสามีเงยขึ้นจนปลายคางจรดแนบชิดกับหน้าท้องผม สายตาอ้อนวอนอย่างกับไอ้บูบู้ฉายแววขึ้นให้เห็น เมื่อเจอลูกอ้อนของคนพ่อผมถึงกับยิ้มขำออกมาในอาการตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ตื่นตระหนกตกใจกลัวว่าผมจะโกรธและไม่เชื่อใจอย่างนั้นหรือ 

  

             “ถ้าป๊าทำอย่างที่พูดออกมามีหวังคนทั้งประเทศเกลียดป๊าหมดทุกคนแน่ ลุกขึ้นได้แล้วไม่อายลูกบ้างหรือไง” 

  

             ผมใช้นิ้วดีดหน้าผากขุนศึกและเอื้อนเอ่ยบอกให้เจ้าตัวลุกขึ้นมานั่งดี ๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นแรงกอดที่รัดแน่นกว่าเดิมและไม่มีทีท่าว่าผู้ชายตรงหน้าผมจะลุกง่าย ๆ 

  

             “ก็มี๊ไม่เชื่อใจป๊าจะให้ลุกได้ยังไง” 

  

             น้ำเสียงอ้อมแอ้มอย่างกับลอกเลียนแบบมาจากเจ้าแฝดพูดขึ้น ผมถอนหายใจให้กับความดื้อดึงของสามีที่มีนิสัยดื้อรั้นไม่หายขาดตั้งแต่รู้จักกันมา แต่ทว่ายังไม่ทันจะตอบกลับอะไรออกไปเสียงเจ้าลูกชายของผมก็ตะโกนขึ้นจากด้านข้างที่เป็นทางเชื่อมระหว่างโซนกินข้าวกับโซนห้องนั่งเล่น  

  

             “มี๊ฮะ!/มี๊ฮะ!” 

  

             “โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!” 

  

             ผมรีบเงยหน้าและหันไปมองเจ้าแฝดด้วยอาการตกใจเพราะเสียงที่ตะโกนออกมานั้นผมนึกไปไกลว่ามีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับลูกชายผม แถมเจ้าบูบู้ยังเห่ายิ่งเป็นตัวเพิ่มความกลัวไปใหญ่ แต่ทว่าพอหันกลับไปมองภาพตรงหน้าทำเอาผมตกอยู่ในภวังค์และอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็น เจ้าเด็กน้อยทูนหัวของผมกำลังถือป้ายที่ตัวอักษรข้างในนั้นถูกบรรจงเขียนด้วยลายมือของลูกชายจอมแสบของผมทั้งสอง 

  

‘WILL YOU MARRY ME?’ 

  

           “แต่งงานกันนะครับที่รัก” 

              

             เสียงแผ่วของขุนศึกเอื้อนเอ่ยขึ้นและเปลี่ยนท่าเป็นคุกเข่าพร้อมกับถือกล่องแหวนที่ไม่ใช่แหวนหมั้นตรงนิ้วนางข้างซ้ายเหมือนครั้งก่อน…ครั้งที่เราสองคนถูกผู้ใหญ่คลุมถุงชน เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จนต้องยกหลังมือขวาขึ้นปิดปากไม่ให้เบะออกมาต่อหน้าลูกและสามี  

  

             “นะ นี่มันอะไรกันป๊า…” 

  

             ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ… 

  

             “ครั้งก่อนถูกหมั้นเพราะจำใจ…แต่ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันจนเจ้าแฝดโตขึ้นมากมันทำให้เฮียรู้ว่าซ้อเป็นสิ่งที่มีค่ามาก มากซะจนเฮียไม่คู่ควรด้วยซ้ำ เฮียได้แต่เฝ้าด่าตัวเองอยู่ตลอดว่าสิ่งที่เฮียเคยทำไม่ดีกับซ้อมันมากเกินไปที่จะให้อภัยได้…ถึงแม้ซ้อจะให้อภัยเฮียแล้วก็ตาม…” 

  

             เมื่อขุนศึกเริ่มรื้อฟื้นความหลังบ่อน้ำตาผมก็ทะลักไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เหตุการณ์ตั้งแต่วันแรกที่ผมถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจมันไหลเวียนกลับเข้ามาในหัว ผมยังไม่เข้าใจตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าชีวิตนี้ผมมาจบลงกับผู้ชายที่ชื่อขุนศึกได้อย่างไร 

  

             “ขอโทษนะซ้อ ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผู้ชายคนนี้มันเคยทำผิดพลาดไป ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ ที่รัก…” 

  

             น้ำเสียงสั่นที่พร้อมน้ำตาของลูกผู้ชายฉายแววให้ผมเห็นและยิ่งการกระทำที่ขุนศึกตั้งใจทำออกมานั้นยิ่งเรียกน้ำตาของผมได้เป็นอย่างดี ผู้ชายที่เคยทำร้ายผมมามากมายไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือคำพูดได้ยกมือขึ้นพนมแนบอกและก้มหัวลงกราบแทบเท้าผมอยู่สักพักใหญ่ก่อนจะเงยหน้ามากุมมือไว้ผมในท่าเดิม… 

  

             “หกปีที่มีซ้ออยู่ในชีวิตมันดีที่สุดในชีวิตของคนอย่างเฮีย ซ้อเป็นทั้งแม่ที่เก่งของเจ้าแฝด ซ้อเป็นเมียที่ดีของเฮีย ดีมากจนบางครั้งเฮียก็ละลายใจกับตัวเองที่มีซ้อมาเป็นคู่ชีวิต…” 

  

             “ฮึก!...” 

  

             สิ่งที่ขุนศึกพูดออกมามันทำให้ผมร้องไห้จนกลั้นเสียงสะอื้นไม่ไหว ความรู้สึกที่มันถูกเก็บไว้ในใจในหลาย ๆ เรื่องถูกแสดงออกมาทางน้ำตาทั้งหมดจนหยาดน้ำตาหยดลงบนหลังมือผมไม่หยุดอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ 

  

             “ขอบคุณ ขอบคุณเหลือเกิน ขอบคุณซ้อมากที่อดทนกับคนอย่างเฮีย ขอบคุณความแกร่งที่คอยเลี้ยงเจ้าแฝดมาจนถึงวันนี้ เฮียสัญญาด้วยคำพูดและการกระทำว่าเฮียจะเป็นป๊าที่ดีของลูกและเป็นสามีที่ดีของซ้อให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนี้จะทำได้…” 

  

             “ฮึก ปะ ป๊า...” 

  

             “แต่งงานกันนะซ้อ เรามาแต่งงานด้วยความรักกันอีกครั้งนะครับ” 

              

             สิ้นคำถามของขุนศึกผมรีบพยักหน้าตอบรับทั้งน้ำตาและทันทีที่ผมตอบตกลงขุนศึกก็รีบลุกขึ้นโอบกอดยกผมขึ้นจนตัวลอยแล้วหมุนรอบบโต๊ะกินข้าว เสียงฝีเท้าของเจ้าแฝดและเจ้าบูบู้ก็วิ่งเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับการขอแต่งงานของป๊ากับมี๊ในครั้งนี้ด้วย 

  

             “สำเร็จ!! ทำดีมากลูกชายป๊า!!” 

  

             เมื่อลูกชายวิ่งเข้ามาขุนศึกจึงวางตัวผมลงกับพื้นแล้วคว้าตัวเจ้าแฝดขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนแทน ผมยิ้มทั้งน้ำตาและเอ่ยถามไปด้วยความสงสัยถึงแม้น้ำตายังไหลอาบแก้มอยู่ก็ตาม 

  

             “นี่ลูกกับป๊ารู้กันหรอกเหรอ ฮึก แสบกันจริง ๆ เลย!” 

  

             ผมยังมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วเลื่อนหน้าไปหอมแก้มยุ้ยเป็นพวงของพี่น้องฝาแฝดที่ตอนนี้หัวเราะชอบใจกันยกใหญ่ เจ้าบูบู้ก็กลัวจะน้อยหน้ายกขาหน้าสะกิดผมให้รับรู้ว่ายังมีมันอยู่ตรงนี้ ผมจึงเลื่อนมือไปลูบหัวเจ้าบู้พร้อมกับก้มลงไปฟัดแก้มของลูกชายตัวโตและหันมาฟัดแก้มเจ้าลูกชายฝาแฝดไปด้วยอีกฟอดใหญ่  

  

             “ป๊าจะซื้อขนมให้พวกเราฮะ ป๊าบอกว่าถ้าทำแล้วป๊าจะพาไปซื้อช็อกโกแลตเยอะ ๆ ฮะมี๊” 

  

             ผมกับขุนศึกหัวเราะออกมาพร้อมกันเมื่อเสียงตอบกลับช่างฉะฉานของลูกชายวันสี่ขวบสุดแสนจะเก่งเกินวัย ขุนศึกยื่นกล่องแหวนเพรชแล้วเปิดออกให้เจ้าแฝดได้ถือ แต่ทว่าลูกชายของเราสองคนก็ถึงกับเอียงคอมองอย่างสงสัยราวกับต้องการจะถามผู้เป็นพ่อว่ามันคืออะไร 

  

             “เป็นหนึ่งสวมแหวนให้มี๊แทนป๊านะ ส่วนเป็นเอกสวมแหวนให้ป๊าแทนมี๊ได้ไหมลูก” 

  

             เมื่อความต้องการของขุนศึกเอื้อนเอ่ยผ่านเสียงให้เจ้าแฝดได้รับรู้ น้ำตาผมก็ไหลออกมาอีกครั้งเมื่อการสวมแหวนในครั้งนี้มันอบอวลไปด้วยความรักความอบอุ่น แถมยังมีลูกชายที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจสองดวงพ่วงมาด้วยอีกต่างหาก ผมจึงรีบเดินเข้าไปอุ้มเจ้าแฝดน้องมาไว้ในอ้อมแขนเพื่อให้ลูกชายตัวน้อยเป็นผู้สวมแหวนให้ 

  

             “ได้ฮะ! เพราะเป็นเอกกับเป็นหนึ่งอยากกินช็อกโกแลต!” 

  

             คำตอบแสนใสซื่อบริสุทธิ์ของลูกชายมันช่างไร้เดียงสาและน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน ผมยื่นมือออกไปเพื่อให้ลูกชายคนเล็กได้สวมแหวนตรงนิ้วนางข้างซ้ายหลังจากที่แหวนหมั้นครั้งก่อนถูกถอดออกไปเมื่อครู่ ส่วนขุนศึกก็ก้มลงไปอุ้มเป็นเอกไว้ในอ้อมแขนและทำการยื่นมือให้ลูกชายคนโตสวมแหวนให้ ในระหว่างที่เจ้าแฝดค่อย ๆ บรรจงสวมแหวนผมกับขุนศึกก็ตวัดสายตาขึ้นมองกันด้วยรอยยิ้มก่อนจะหลุบต่ำมองแหวนที่ถูกสวมเสร็จเป็นที่เรียบร้อย จากฝีมือของโซ่ทองคล้องใจที่ทำให้ความรักของเราเติบโตและเบ่งบานมาได้จนถึงทุกวันนี้และความรักที่พวกเรามีมันจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปจนกว่าเราทั้งคู่จะตายจากกันไปจนชั่วนิจนิรันดร์ 

  

  

THE END 

         

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว