facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 35

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 35
แบบอักษร

บทที่ 35 

  

             “หลานย่าทำไมมันจ้ำม่ำอย่างนี้ล่ะลูกเอ๊ย” 

  

             “หลับตาพริ้มเชียวหลานยาย” 

  

             ผมนอนมองม๊าทั้งสองคนที่กำลังอุ้มเจ้าแฝดตั้งแต่นางพยาบาลเข็นลูกชายผมเข้ามาและม๊าก็พากันรีบเข้าไปอุ้มเด็กทารกน้อยไว้ในอ้อมแขนตัวเองไม่ห่างจนป่านนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะวางลงเสียด้วยซ้ำ 

  

             “กี่โลเนี่ยคับฟ้า เจ้าแฝดคลอดมาได้กี่โล” 

  

             ม๊าของขุนศึกเอ่ยถามผมขึ้นโดยที่อ้อมแขนยังคงอุ้มเป็นเอกหรือแฝดพี่แนบอกด้วยสีหน้าและแววตาที่เอ็นดูลูกชายผมสุดขีด 

  

             “เป็นเอกสามโลหกครับ ส่วนเป็นหนึ่งสามโลสี่ครับม๊า” 

  

             ผมตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพร้อมกับร่างกายอันเหนื่อยล้า หากจะพลิกหรือขยับตัวค่อนข้างที่จะยากเย็นสำหรับผมตอนนี้อยู่มากโข สาเหตุมาจากแผลหลังผ่าคลอดที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงทำให้ผมยังเพลียกับฤทธิ์ยาค่อนข้างมาก  

  

             “อุดมสมบูรณ์แต่เกิดเลยนะหลานย่า ดูสิป๊าหลานเราน่าเกลียดน่าชังซะไม่มี” 

  

             ผมอมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าที่ทุกคนในสมาชิกของบ้านต่างพากันเห่อหลานอย่างไม่มีใครยอมใคร อากงอาม่าทั้งสองบ้านก็นั่งยิ้มแป้นเมื่อได้เห็นเหลนทั้งสองคนเต็มสองตาแบบตัวเป็น ๆ เสียที 

  

             “เจ็บมากไหมมี๊” 

  

             ขุนศึกที่ยืนอยู่ข้างเตียงได้ละสายตาจากภาพเหตุการณ์ของคนเห่อหลานและหันตัวมาทางผม พ่อเจ้าแฝดโน้มหน้าลงมาทาบริมฝีปากผมอย่างแผ่วเบาและเอื้อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล 

  

             “เจ็บ เจ็บมากเลย” 

  

             อาการอยากอ้อนสามีก่อขึ้นในใจ สายตาอ่อนโยนของพ่อเจ้าแฝดสอดประสานเข้ากับสายตาผมที่มันอบอวลไปด้วยความห่วงใยเต็มไปหมด ฝ่ามือใหญ่ของคนตรงหน้าเลื่อนมาลูบหัวผมหลายทีก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากเพื่อหวังจะคลายความเจ็บที่ผมกำลังเผชิญให้ทุเลาลงบ้าง ขุนศึกจูบอยู่สักพักก่อนจะผละตัวออกไปเมื่อม๊าเดินตรงมายังเตียงเพื่อวางเจ้าแฝดไว้ในอ้อมแขนของผม 

  

             “มะม๊าตื่นแล้ว มะม๊าค้าบ มะม๊าอยู่ไหนเอ่ย” 

  

             “มะม๊าอยู่ไหนน๊า เอ๊ะอยู่นี่นี่เอง” 

  

             เด็กทารกน้อยจ้ำม่ำถูกวางลงแนบอกของผมทั้งสองข้างอาการประหม่าจึงเกิดขึ้นเมื่อตัวผมกำลังจะได้อุ้มลูกชายเป็นครั้งแรก ความประหม่านั้นมีมากเสียจนมือสั่นไปหมดขุนศึกที่ยืนมองอยู่ข้างเตียงต้องเข้ามาช่วยประคองหัวน้อย ๆ ของลูกชายอีกแรง เมื่อลูกชายทั้งสองเข้ามาสู่อ้อมอกความรู้สึกผูกพันจนยากที่จะบรรยายออกมาได้ ผมรู้เพียงแต่ว่าผมรักเจ้าแฝดทั้งสองคนนี้เหลือเกิน  

  

           ‘แอ้ะ/แอ้ะ’ 

              

             ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มฉายแววขึ้นทันทีเมื่อเจ้าแฝดทั้งสองร้องทักทายราวกับรับรู้ว่าตัวเองนั้นกำลังอยู่ภายใต้อ้อมกอดของผู้เป็นแม่ สายตาผมหลุบต่ำมองสิ่งมหัศจรรย์น้อยตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าวันนี้จะได้หัวใจอีกสองดวงมาครอบครองและดูแล ใบหน้าผมเลื่อนลงฝังรอยจูบลงบนหัวทุยของเจ้าแฝดแผ่วเบาเพราะตัวผมนั้นกลัวเหลือเกิน กลัวว่าจะไปรบกวนการนอนของลูกชายเข้าให้ 

  

             “จมูกเหมือนป๊าเลย ป๊าดูสิ” 

  

             ผมพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นในขณะที่สายตาเอาแต่จ้องมองเจ้าแฝดไม่วางตา ขุนศึกโน้มตัวลงมาจ้องมองลูกชายและไม่กล้าแม้แต่ยื่นมือมาสัมผัสเพราะเกิดอาการกลัวเหมือนกับผม จึงทำได้เพียงเลื่อนหน้าลงมาประทับรอยจูบบนหน้าผากผมแทน 

  

             “หนึ่งเดียวในใจของป๊ากับมี๊” 

  

             “…” 

  

             “รัก ป๊ารักพวกหนูที่สุด รักมี๊ของพวกหนูด้วย” 

  

             ไออุ่นส่งผ่านมาทางน้ำเสียงของคนเป็นพ่อเมื่อขุนศึกเอื้อนเอ่ยให้ผมกับลูกชายฝาแฝดได้ฟัง ความอ่อนโยนที่ผมสัมผัสได้นั้นมันมีค่ามากเสียจนผมไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะสามารถมอบให้ผมได้ ผมเงยหน้ายื่นไปจูบแก้มสากที่มีเคราขึ้นประปรายด้วยความรักก่อนจะก้มลงทั้งจูบและทั้งหอมเจ้าแฝดที่ยังคงหลับตาพริ้มอย่างเคลิบเคลิ้มอยู่ในห้วงนิทรา 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “ชงนมเตรียมไว้ให้ลูกหรือยังป๊า จะได้เวลาเจ้าแฝดตื่นแล้วนะ” 

  

             ผมถามในระหว่างที่ยืนอยู่หน้าเครื่องชงกาแฟให้พ่อเจ้าแฝด หากนับวันที่ออกจากโรงพยาบาลจนถึงวันนี้เป็นเวลาเก้าสัปดาห์แล้วที่ชีวิตคู่ของเราสองคนเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการตื่นนอนที่ไม่เป็นเวลา กิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่เคยเป็นของผมกับขุนศึกก็ต้องแบ่งมาให้ลูกมากขึ้น เพราะวงจรชีวิตของเราตอนนี้มีแต่คำว่าเจ้าแฝดเต็มไปหมด  

  

             “ป๊าเตรียมไว้เรียบร้อย ขวดนมเจ้าแฝดป๊าก็เข้าเครื่องล้างเรียบร้อยแล้วครับที่รัก” 

  

             แรงโอบกอดจากด้านหลังมาพร้อมกับน้ำเสียงทุ้มนุ่มดังข้างหูก่อนที่ริมฝีปากจะเลื่อนเข้ามาหอมแก้มผมทั้งสองข้าง รอยยิ้มถูกแต่งแต้มบนใบหน้าไร้ซึ่งแป้งฝุ่นเพราะร่างกายเหนื่อยเกินกว่าที่จะหยิบสกินแคร์หรือแม้กระทั่งแป้งธรรมดามาโปะบนใบหน้าตัวเอง ผมไม่อยากจะนึกภาพเลยถ้าหากขุนศึกไม่เลือกทำงานที่บ้านมีหวังผมต้องเหนื่อยหนักกว่าเดิมหลายเท่าแน่ ถึงแม้จะมีนางพยาบาลส่วนตัวคอยดูแลแต่ส่วนใหญ่ผมมักจะทำด้วยตัวเองเสียมากกว่าเลยทำให้นางพยาบาลมีหน้าที่คอยช่วยสอนเลี้ยงลูกชายจ้ำม่ำของผมห่าง ๆ เท่านั้น 

  

             “หอม มี๊ตัวหอมจังเลย” 

  

             ผมพลิกตัวไปเผชิญหน้ากับพ่อเจ้าแฝดด้วยรอยยิ้มและทันทีที่หันกลับไปปลายจมูกโด่งก็เลื่อนเข้ามาคลอเคลียกับปลายจมูกผมอย่างออดอ้อน ท่อนแขนสองข้างของตัวผมสอดเข้าคล้องเอวหนาแล้วลูบวนเบา ๆ กลางหลังด้วยความรัก ตั้งแต่มีเจ้าแฝดเข้ามาในชีวิตผมได้รับรู้อีกสิ่งหนึ่งว่าขุนศึกช่างเป็นสามีที่ช่วยผมเลี้ยงลูกชายได้ดีเยี่ยม ยอมเอางานมาทำที่บ้านถึงแม้มันจะหนักคูณสองแต่ขุนศึกกลับเลือกที่จะทำเพราะเหตุผลที่ว่าไม่อยากให้ผมอยู่กับเจ้าแฝดตามลำพัง ถึงจะมีแม่บ้านและนางพยาบาลคอยเฝ้าดูไม่ห่างตัวก็ตาม 

  

             “เมียใครทำไมมีลูกยิ่งสวยวันสวยคืน สวยไปหมด สวยมาก หน้าสดมี๊ยิ่งสวย สวยจนป๊าอยากหอบมี๊หนีจากเจ้าแฝดซะตอนนี้เลย” 

  

             น้ำเสียงอ่อนหวานกำลังชื่นชมในความงามของผมไม่หยุดแถมยังคลอเคลียบริเวณปลายจมูกผมไม่ห่าง ผมยิ้มปนขำให้กับสามีตัวเองเมื่อถูกชมทุกเช้าตั้งแต่ผมกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความเก้อเขินเมื่อโดนพ่อเจ้าแฝดพ่นคำหวานใส่ก่อนที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะตื่นอีกไม่นาน 

  

             “ป๊าทำข้าวต้มกุ้งให้มี๊กินตอนเช้าหน่อยสิ มี๊รู้สึกอยากกินอะไรร้อน ๆ” 

  

             ผมเขย่งตัวไปจูบคนตรงหน้าเพื่อเป็นรางวัลให้แก่คุณสามีดีเด่นที่ชื่นชอบในการชมเชยภรรยาอย่างผมในทุก ๆ เช้า ก่อนจะผละออกแล้วถือโอกาสเอื้อนเอ่ยร้องขอให้คุณเชฟประจำบ้านรังสรรค์เมนูอาหารตามที่ผมรู้สึกอยากกิน  

  

             “ได้ แต่ป๊าว่าจะพาออกไปกินข้าวนอกบ้านจะได้พาเจ้าแฝดไปเที่ยวด้วย มี๊สนใจไหมอยากออกไปเปิดหูเปิดตาหรือเปล่า” 

  

             ฝ่ามือใหญ่เลื่อนมาปัดปอยผมที่กำลังแหย่ตาออก ผมส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะก้มลงซบอกกว้างของสามีแล้วสูดดมกลิ่นกายที่คุ้นเคยและเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมโผล่เข้ากอดผู้ชายคนนี้ความเครียดมักจะหายไปอย่างเหลือเชื่อ 

  

             “ค่อยไปวันอื่นได้ไหม วันนี้อยากกินข้าวต้มฝีมือป๊า” 

  

             ใบหน้าผมเงยขึ้นมองขุนศึกจนปลายคางจรดชิดไปกับแผงอกกว้างแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วออดอ้อนสามีผู้เป็นที่รักให้ทำตามใจผมหนึ่งวัน แต่ถึงแม้จะไม่อ้อนประธานบริษัทแห่งตระกูลศิริเจริญสกุลก็ทำให้ผมได้อยู่แล้ว ยิ่งหากเจ้าแฝดโตจนพูดได้ผมไม่อยากจะนึกเลยว่าขุนศึกจะตามใจลูกขนาดไหน 

  

             ‘แอ้ะ! แง้งง!’ 

  

             ในขณะที่ขุนศึกกำลังโน้มหน้ามาทาบริมฝีปากของผมเสียงเด็กทารกน้อยในวัยเก้าสัปดาห์ก็ดังขึ้นมาจากกล้องวงจรปิดแบบพกพาที่พ่อเจ้าแฝดติดตั้งไว้สำหรับดูลูกชาย ผมถึงกับยิ้มขำเมื่อเจ้าแฝดไม่มีช่องว่างให้ป๊ากับมี๊ได้สวีทหวานกันเลยหรืออย่างไรกัน ขุนศึกก็ยิ้มขำไม่ต่างกันกับผมก่อนจะหันตัวไปคว้ากล้องขึ้นมาถือไว้เพื่อดูเจ้าแฝดที่กำลังตื่นต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยเสียงร้องไห้ที่ดังระงม 

  

             ‘แอ้ะ! แง้งงงงง!’ 

              

             “ดูท่าทางเป็นหนึ่งจะขี้แยกว่าเป็นเอกนะเนี่ยป๊า คนพี่ตื่นมาร้องนิดเดียวแต่คนน้องตื่นแล้วร้องหนักเลยนะลูกมี๊คนนี้” 

  

             ผมพูดในระหว่างทางเดินขึ้นไปยังชั้นสองของตัวบ้านโดยเสียงร้องของเจ้าแฝดยังดังออกมาเป็นระยะในเครื่องเบบี้มอนิเตอร์ที่ขุนศึกถือไว้ เสียงร้องของลูกมันทำให้ผมเร่งฝีเท้าก้าวไปห้องนอนหรือแดนสรวงสวรรค์ที่พ่อเจ้าแฝดตั้งใจสร้างให้อย่างว่องไว 

  

             “ใครร้องเอ่ย มาแล้วครับป๊ากับมี๊มาแล้ว” 

  

             เมื่อเราสองเดินเข้ามาถึงห้องนอนของลูกชายสุดที่รัก ฝั่งคนเป็นพ่ออย่างขุนศึกทำหน้าที่เอ่ยทักทายเป็นเอกด้วยภาษาจีนที่เจ้าตัวต้องการพูดคุยกับลูกตั้งแต่เล็ก ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้เจ้าแฝดสามารถพูดภาษาที่สองได้ตั้งแต่อายุยังน้อย 

  

             “จ๊ะเอ๋ใครตื่นแล้วน๊า มอนิ่งครับ หลับฝันดีไหมคนเก่งของมี๊” 

  

             ผมเดินเข้าไปหาแฝดน้องที่ถูกวางไว้ภายในเตียงเด็กอ่อนสีขาว ฝ่ามืออุ่นของผมเอื้อมลงไปตบตัวเจ้าแฝดคนน้องเบา ๆ ก่อนที่จะทำการแกะถุงนอนสีขาวที่คอยเคลือบรักษาอุณหภูมิของทารกออกให้ลูกชายคนเล็ก ส่วนฟากฝั่งของอีกเตียงขุนศึกก็ทำหน้าที่ได้ดีเหมือนอย่างเคย 

  

             “หนูเก่งจังเลยนอนยาวไม่ร้องกลางดึกด้วย ใครเก่งที่สุดครับ…อ่ะเป็นหนึ่งน่ะสิ เป็นหนึ่งน่ะสิ” 

  

           ‘แอ้ะ!’ 

  

             ดูเหมือนเจ้าลูกชายคนเล็กของผมจะรับรู้ในสิ่งที่ผมสื่อสารจึงตอบกลับมาด้วยเสียงร้องมันยิ่งทำให้ผมหลงเจ้าแฝดหนักเข้าไปใหญ่ เมื่อถุงนอนถูกแกะออกสองมือผมจึงก้มลงไปอุ้มเจ้าแฝดน้องขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนแล้วตรงไปยังโซฟาภายในห้อง ส่วนขุนศึกก็เดินอุ้มเจ้าแฝดพี่ตามหลังผมมาติด ๆ 

  

             ‘อึนเนะ!’ 

              

             เสียงประท้วงบ่งบอกว่าเริ่มกระหายน้ำดังขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างกับนัดกันมา ผมพลางคิดในใจว่าอะไรมันจะช่างเป็นฝาแฝดสมชื่อเสียงเหลือเกิน เมื่อเสียงร้องของแฝดพี่น้องเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ผมกับขุนศึกจึงรีบหย่อนตัวนั่งบนโซฟาแล้วโอบอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขนโดยที่ขวดนมสำหรับเด็กทารกถูกเลื่อนเข้าไปในโพรงปากเล็กของลูกชายอย่างไม่รีรอ 

  

             “อร่อยไหมลูกวันนี้ป๊าชงนมให้หนูเลยนะ อร่อยใช่ไหม เอ๊าะ…อร่อยค้าบป๊า” 

  

             เสียงเล็กเสียงน้อยของท่านประธานสุดมาดเท่ที่ตอนนี้กำลังพูดคุยกับลูกชายในอ้อมแขนด้วยสัญชาตญาณของความเป็นพ่อที่แสดงออกมาจนผมอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าขุนศึกก้มลงหยอกล้อไปในขณะที่ในมือก็ถือขวดนมให้เจ้าแฝดพี่ดูด ผมเห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดู 

  

             “แล้วเป็นหนึ่งอร่อยไหมครับ…หนูอร่อยครับป๊า แป๊บเดียวจะหมดครึ่งขวดแล้ว สงสัยจะกินเก่งนะเนี่ย ถ้ากินขนาดนี้มี๊กับป๊าจะได้หมูตอนแทนแล้วมั้งอีกไม่นานแน่ ๆ เลย” 

  

             ผมก้มลงพูดหยอกล้อเจ้าแฝดน้องอย่างเป็นหนึ่งที่ตอนนี้ทำตาแป๋วนอนมองผมไปพร้อม ๆ กับดูดน้ำนมชงสำเร็จที่หมดไปอย่างรวดเร็ว แก้มยุ้ยเป็นพ่วงน่าฟัดเสียจนผมอดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วคลอเคลียบนแก้มลูกชายสุดที่รักของตัวเองเล่นไปมาด้วยความเอ็นดู 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “คุณแม่ฟื้นตัวเร็วเหมือนกันนะเนี่ย ตอนที่แม่กูผ่าคลอดน้องกูหลายอาทิตย์อ่ะกว่าจะลุกเดินได้สะดวก” 

  

             ในช่วงสายของวันเหล่าพ้องเพื่อนของผมก็พากันบุกมาถึงที่บ้านแบบเซอร์ไพรส์ ทุกคนขนของมาให้เจ้าแฝดกันเต็มไม้เต็มมือไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือแม้กระทั่งอุปกรณ์สำหรับเด็กทารกพวกเพื่อนผมก็จัดหนักจัดเต็มให้หลานสองคนกันอย่างไม่มีใครยอมใคร  

  

             “มันก็ยังเจ็บอยู่บ้างแต่อาหมอให้ลุกขึ้นเดินบ่อย ๆ แผลจะได้สมานเร็ว แต่ความเป็นแม่คนอ่ะมึงถึงจะยังเจ็บอยู่ถ้าเจ้าแฝดร้องกูก็ต้องเดินไปอุ้มไหมล่ะ บางครั้งรีบมากจนลืมไปเลยว่าตัวเองเจ็บ” 

  

             ช่วงอาทิตย์แรกเป็นอะไรที่ทรมานกับผมมากเพราะแผลหลังผ่าคลอดยังสดใหม่ คืนนั้นเจ้าแฝดดันร้องไห้กลางดึก ผมที่ได้ยินเสียงลูกชายตัวเองร้องก็รีบลุกออกจากเตียงไปหาเจ้าแฝดโดยลืมความเจ็บปวดที่มีไปเสียหมด มันเลยทำให้ผมต้องทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองฟื้นจากอาการผ่าคลอดให้เร็วที่สุดเพราะจะได้ดูแลเจ้าแฝดให้คล่องแคล่วขึ้น 

  

             “ความเป็นแม่มีเต็มตัวแล้วสินะเพื่อนกูคนนี้ แล้วหลานพวกกูตื่นหรือยังเนี่ย พวกกูอยากรับขวัญหลานแล้วนะครับผม” 

  

             “น่าจะตื่นแล้ว พวกมึงนั่งรอกูตรงนี้ก่อนเดี๋ยวกูจะไปอุ้มหลานมาให้เล่น เตรียมรับขวัญหนัก ๆ เลยนะครับคุณเพื่อนรักทั้งหลาย” 

  

             ผมพูดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ใส่กลางวงเพื่อนสนิทแล้วลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนของเจ้าแฝด สองเท้าก้าวขึ้นตามขั้นบันไดไปเรื่อย ๆ จนเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องของลูกชาย แต่ทว่าสายตาผมดันไปปะทะเข้ากับแผ่นหลังกว้างที่ยืนกอดอกมองลูกอยู่ไม่ห่างจากเตียง ความเงียบเข้าคืบคลานจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องฟองอากาศทำงานเบา ๆ ผมที่ไม่อยากรบกวนการยืนมองลูกจึงเดินเข้าไปสวมกอดผู้เป็นสามีจากด้านหลังแทน เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วขุนศึกบอกกับผมว่าจะเข้าไปทำงานในห้องแต่ตอนนี้กลับมายืนจ้องมองเจ้าแฝดเสียอย่างนั้น  

  

             “ทำงานเสร็จแล้วหรือไง เพิ่งผ่านไปสองชั่วโมงกว่าเองนะป๊า ทิ้งงานแล้วแอบมาส่องดูลูกอีกแล้วใช่ไหม” 

  

             ขุนศึกแค่นขำออกมาเมื่อโดนผมจับได้ว่าเจ้าตัวแอบอู้งานแล้วมาดูลูก ขุนศึกพลิกตัวเองมาโอบรอบคอผมแล้วฝังจูบลงบนหัวหนึ่งที แรงกระชับใต้วงแขนของพ่อเจ้าแฝดกระชับแน่นขึ้นราวกับต้องการเติมพลังให้ตัวเองจากการเหนื่อยล้าที่เราสองคนเจอกันมาร่วมสองเดือนกับอีกสามวัน  

  

             “…” 

  

             “…” 

  

             ไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ มีเพียงแรงกอดที่ส่งผ่านให้กันและกัน ขุนศึกโยกตัวผมไปมาเพื่อผ่อนคลายในช่วงเวลาอันสั้น วงแขนผมที่สอดเข้ารับบริเวณเอวหนาเริ่มกอดรัดแน่นขึ้น ฝ่ามือผมยกลูบแผ่นหลังกว้างแผ่วเบาหวังให้ชายผู้เป็นสามีรู้สึกผ่อนคลาย 

  

             “เหนื่อยไหมป๊า ถ้าเหนื่อยจากงานก็ไปพักก่อนก็ได้ ส่วนเจ้าแฝดมี๊จะดูเองพยาบาลที่ป๊าจ้างมาก็คอยดูไม่ห่างอยู่แล้ว” 

  

             น้ำเสียงผมเป็นห่วงสามีจับใจพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ริมฝีปากผมก้มลงจูบทั่วบริเวณแผงอกตรงหน้าอย่างเสพติดกลิ่นกายนี้ที่ผมชื่นชอบ ขุนศึกเมื่อได้ยินผมเสนอทางเลือกให้จู่ ๆ ร่างผมก็ลอยจากพื้นด้วยแรงยกของพ่อเจ้าแฝดจากนั้นตัวผมก็ล้มตัวลงบนโซฟาภายในห้องลูกชาย จนตอนนี้ร่างกายตัวเองอยู่ในท่านั่งคร่อมโดยที่เอวก็ถูกโอบรั้งให้แนบชิดกับตัวของขุนศึกไป  

  

             “ขออยู่แบบนี้สักพัก ป๊าต้องการเติมพลัง” 

  

             สิ้นเสียงทุ้มของขุนศึกใบหน้าของชายที่เหนื่อยล้าจากงานก้มลงซบไหล่ผมอย่างคนหมดแรง สายตาผมหลุบต่ำมองหัวของสามีนิ่ง ความเงียบครอบงำจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอทั้งสองฝ่าย ผมเห็นอาการเหนื่อยของขุนศึกก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปนวดคลึงบริเวณท้ายทอยให้ เมื่อผมลงมือนวดเบา ๆ เสียงครางของขุนศึกก็ดังออกมาอย่างชอบพอ 

  

             “ป๊าขอโทษที่เหนื่อยต่อหน้ามี๊กับลูก ป๊าขอโทษ…” 

  

             น้ำเสียงรู้สึกผิดของขุนศึกเอื้อนเอ่ยขึ้นแผ่วเบาแต่ประโยคที่ได้ยินนั้นผมกลับไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก การที่เจ้าตัวอ่อนแอต่อหน้าผมมันไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่มันกลับเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำเพราะอย่างน้อยพื้นที่เซฟโซนของพ่อเจ้าแฝดมันคือผม  

  

             “ไม่เห็นต้องขอโทษเลยหนิป๊า ป๊าเหนื่อยก็แค่พักแล้วกลับมาช่วยเลี้ยงเจ้าแฝดใหม่ ถ้าป๊าไม่บ่นเหนื่อยสิถึงจะแปลก” 

  

             “แต่หัวหน้าครอบครัวควรเข้มแข็งตลอดไม่ใช่เหรอ มี๊ดูจะอดทนมากกว่าป๊าด้วยซ้ำ มันไม่ควรเป็นอย่างนั้นเลยสักนิดเดียว” 

  

             แรงนวดคลึงที่ท้ายทอยยังคงดำเนินต่อไปโดยที่มืออีกข้างของผมกลับรั้งหัวหนัก ๆ ให้เงยหน้าขึ้นมามอง สายตาอ่อนล้าของสามีที่ดูจะเหน็ดเหนื่อยเอามากเพราะตั้งแต่เจ้าตัวเลือกที่จะทำงานที่บ้านทุกอย่างก็ดูจะวุ่นวายไปเสียหมด ทั้งวิ่งดูแลลูกน้อยไหนจะวิ่งเข้าห้องทำงานเพื่อประชุมผ่านออนไลน์ตามที่ขุนศึกต้องการให้เป็น ยิ่งนานวันเข้าผมชักจะเริ่มสงสารสามีตัวเองเข้าไปทุกวัน สายตาผมสอดประสานจ้องมองนัยน์ตาสีน้ำตาลตรงหน้านิ่งสองมือเลื่อนเข้ากอบกุมแก้มสากที่ตอนนี้หนวดเริ่มยาวขึ้นกว่าเดิมเพราะเวลาที่เคยมีเต็มร้อยของเราสองคนทุ่มให้เจ้าแฝดไปเสียหมด จนทำให้ลืมดูแลตัวเองกันไปโดยปริยาย 

  

             “ป๊า เอาอย่างนี้ไหมป๊ากลับไปทำงานที่บริษัทเหมือนเดิมส่วนทางนี้เดี๋ยวมี๊จะจัดการเอง ป๊าไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าแฝดมี๊ดูแลได้เพราะทุกอย่างเริ่มจะเข้าที่เข้าทางขึ้นมากแล้ว ทางเลือกนี้มี๊ว่าโอเคเลยนะ” 

  

             แววตาต่อต้านเริ่มฉายแววขึ้น ใบหน้าที่ถูกผมกอบกุมไว้ส่ายตอบกลับทันควัน เมื่ออาการดื้อรั้นของขุนศึกผุดขึ้นผมก็ได้แต่อมยิ้มเล็กน้อยแล้วเลื่อนฝ่ามือลงมาทาบบนอกแกร่งเบา ๆ 

  

             “จะให้ป๊าทิ้งมี๊ดูแลเจ้าแฝดคนเดียวได้ยังไง ลูกแฝดนะมี๊มันต้องมีคนช่วยดูแลอยู่แล้ว ไม่เอาเด็ดขาด ป๊าจะไม่เห็นแก่ตัวและปล่อยให้มี๊เหนื่อยคนเดียว” 

  

             น้ำเสียงอ่อนเพลียโต้แย้งขึ้นเมื่อทางเลือกที่ผมเสนอไปกลับไม่เข้าหูของเจ้าตัว… 

  

             “ใครว่ามี๊ดูแลเจ้าแฝดคนเดียว ถ้าป๊ากลับไปทำงานเหมือนเดิมมี๊กะว่าจะเลิกจ้างนางพยาบาลแล้วให้ม๊าของเรามาช่วยเลี้ยงในระหว่างวัน พอถึงช่วงเย็นป๊าก็กลับมาพอดี ถ้าแบบนี้ป๊าโอเคขึ้นไหมล่ะ” 

  

             ฝ่ามือผมตบลงบนตัวขุนศึกเบา ๆ ช้อนสายตามองผู้เป็นสามีที่กำลังนั่งครุ่นคิดกับตัวเองในทางเลือกใหม่ที่ผมเพิ่งเสนอให้ พ่อเจ้าแฝดนั่งประมวลความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะระบายยิ้มบางออกมาและพยักหน้าเป็นอันตกลงเมื่อสิ่งที่ผมคิดนั้นร่างสูงเริ่มจะเห็นด้วย 

  

             “ถ้าอย่างนั้นก็เลิกคิดมากเพราะป๊าเป็นทั้งพ่อเป็นทั้งสามีที่สมบูรณ์แบบสำหรับมี๊กับเจ้าแฝดแล้ว เราค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเลี้ยงเจ้าแฝดไปด้วยกันนะ ไม่ต้องรีบร้อนค่อยเป็นค่อยไปอย่างที่ป๊าพูดกับมี๊ตลอดว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยไม่มีอะไรต้องกังวล” 

  

             “อื้อ เฮียรักซ้อจัง” 

  

             ผมพูดให้กำลังใจคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มกว้างพร้อมกับก้มลงจูบริมฝีปากหนาด้วยความรัก ขุนศึกพยักหน้าตอบกลับเบา ๆ และเลื่อนมือขึ้นมารั้งท้ายทอยเพื่อมอบรสชาติจูบอันหอมหวานที่เจ้าตัวส่งมาให้ แต่ทว่าบทจูบจำเป็นต้องยุติลงเมื่อเสียงเจ้าแฝดร้องดังขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าได้เวลาลูกชายตื่นเสียแล้ว 

  

             “มี๊จะพาเจ้าแฝดลงไปข้างล่าง ป๊าอุ้มเจ้าแฝดช่วยม๊าหน่อยสิ” 

  

             ฉากสวีทระหว่างเราสองคนยุติลงทำให้ขุนศึกถึงกับพ่นลมหายใจออกมาเมื่อเวลาพักยังไม่ทันถึงห้านาที พ่อเจ้าแฝดพยุงตัวผมให้ลุกออกจากตักตัวเองและเดินไปหาลูกชายพร้อม ๆ กัน ผมทำหน้าที่เข้าไปอุ้มแฝดพี่ที่ตอนนี้นอนลืมตาแป๋วรอผมเป็นที่เรียบร้อย 

  

             “ตาแป๋วใส่มี๊เชียวนะเป็นเอก ป่ะ ไปเล่นข้างล่างกันดีกว่าลุง ๆ เตรียมของรับขวัญให้พวกหนูสองคนกันใหญ่เลย เป็นเอกกับเป็นหนึ่งจะได้อะไรน๊า” 

  

             แฝดพี่อย่างเป็นเอกถูกผมอุ้มขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนก่อนที่ผมจะเอี้ยวตัวไปหยอกล้อกับลูกชายคนเล็กที่กำลังมองหน้าป๊าตาแป๋วในอ้อมแขนแกร่งของสามี ผมช้อนสายตาขึ้นมองขุนศึกที่เมื่อครู่ยังฉายแววเศร้าหมองไม่มีชีวิตชีวาหากแต่ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนไปเพราะนัยน์ตาคู่นั้นได้ถูกเติมเต็มไปด้วยความรักของลูกชายฝาแฝดทั้งสองคน ราวกับเจ้าแฝดเป็นเชื้อเพลิงที่เติมพลังให้ผู้เป็นพ่ออย่างขุนศึกได้มีแรงฮีลตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็วและน่าอัศจรรย์ 

  

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว