facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 34

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 38.2k

ความคิดเห็น : 58

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 34
แบบอักษร

บทที่ 34 

  

             “ป๊าบอกแล้วว่าห้ามเกาทำไมมี๊ไม่ฟังป๊าบ้าง…ทำไมดื้ออย่างนี้ล่ะที่รัก” 

  

             “ก็คนมันคัน คันถึงได้เกาไงป๊า ป๊าไม่ได้ท้องป๊าก็พูดได้หนิ ลองมาอุ้มท้องแทนมี๊บ้างไหมล่ะจะได้รู้ว่ามันคันขนาดไหน! จะได้รู้ซึ้งว่ามันหยุดเกาไม่ได้!” 

  

             เมื่ออายุครรภ์เดินทางมาถึงไตรมาสที่สามและวันนี้เป็นสัปดาห์ที่สามสิบสี่ที่ผมอุ้มท้องเจ้าแฝด ด้วยความที่หน้าท้องขยายใหญ่ขึ้นมาก มากเสียจนทุกเช้าที่ตื่นมาผมยังกลัวท้องตัวเองจะแตกเสียด้วยซ้ำและการที่หน้าท้องผมใหญ่กว่าเดิมส่งให้อาการคันจึงตามมา อาการคันทั่วบริเวณหน้าท้องและผมมักจะเผลอเกาอยู่บ่อยครั้งถึงแม้ขุนศึกจะสรรหาครีมบำรุงมาให้ทา ทุกยี่ห้อที่บอกว่าดีก็ไม่สามารถหยุดอาการคันของผมได้ 

  

             “ป๊าเป็นห่วงกลัวท้องมี๊ลาย ที่บอกเพราะป๊าห่วงมี๊ไง” 

  

             ขุนศึกนั่งอยู่ปลายเท้าโซฟาโน้มฝ่ามือตัวเองลงมาลูบบริเวณท้องนูนป่องหวังบรรเทาอาการคันให้ทุเลาลง แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นแบบนั้นแถมฝ่ามือของขุนศึกกลับทำให้ผมเกิดความหงุดหงิดและรำคาญเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก 

  

             “ถ้าจะเกาแล้วใช้แค่ฝ่ามือลูบอย่างนี้ก็ไม่ต้องทำ! มันจะไปหายคันอะไรได้! ไปเลยนะ จะไปไหนก็ไปเลย!” 

  

             เมื่อคนตรงหน้าทำอะไรไม่ได้ดั่งใจในสิ่งที่ผมต้องการก็พาลทำให้ไม่อยากเห็นหน้าขึ้นมาเสียดื้อ ๆ หมอนใบเล็กถูกยกขึ้นมาปิดบังใบหน้าจนมิดด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า ในใจอยากจะเอาเล็บเกาท้องให้ถลอกจนท้องลายเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ความเป็นจริงกับต้องนอนแน่นิ่งด้วยความทรมานที่ผมต้องเจอมาตลอดในช่วงหลัง 

  

             “ที่ป๊าพูดป๊าห่วงมี๊นะ ถ้ามี๊เกามันก็ได้แค่ฟินตอนนี้แต่ผลเสียที่ตามมามันจะอยู่กับมี๊ตลอดไปทั้งชีวิตเลยนะที่รัก ฟังป๊าหน่อยเถอะ” 

  

             ไร้เสียงตอบกลับมีเพียงความนิ่งและเงียบเท่านั้นที่ผมใช้เข้าสู้ อาการคันยังไม่เลือนหายผมจึงตัดสินใจจะก้มลงเกาหน้าท้องอีกครั้งโดยไม่ฟังคำเตือนของผู้เป็นสามีแม้แต่น้อย แต่ทว่าจู่ ๆ หน้าท้องขนาดใหญ่ก็ถูกฝ่ามือของคนที่นั่งเฝ้าผมปลายเท้าทาบลงมาและชโลมทาครีมบำรุงให้ผมอย่างเบามือ 

  

             “อื้อ!” 

              

             ผมประท้วงอยู่ลำคอเมื่อร่างสูงตรงหน้าเล่นทาครีมในขณะที่ผมอยากเกา… 

  

             “อยู่นิ่ง ๆ ได้ไหม ถ้ามี๊ยังดื้อป๊าจะตีมี๊แทน” 

  

             เสียงเข้มดุผมด้วยสีหน้าจริงจัง ยิ่งมือขุนศึกกำลังทาครีมลงบนเนื้อผิวหน้าท้องที่คันก็ยิ่งทรมานไม่น้อย ผมถีบขาเบา ๆ เมื่อโดนขัดความสุขในการเกาท้องของตัวเอง หมอนใบเล็กที่เอาไว้ปิดหน้าถูกโยนใส่พ่อเจ้าแฝดด้วยอารมณ์หงุดหงิดอย่างไม่ได้ดั่งใจ ขุนศึกไม่หลบแม้แต่น้อยกลับนั่งให้หมอนกระแทกหน้าอยู่อย่างนั้นราวกับอนุญาตให้ผมใช้เป็นสนามเพื่อระบายอารมณ์ได้เต็มที่  

  

             “ไม่อยากเห็นหน้าป๊า ยิ่งเห็นหน้าแล้วยิ่งหงุดหงิด” 

  

             ผมจับมือของพ่อเจ้าแฝดให้ออกไปจากหน้าท้อง สายตาขุนศึกมองผมนิ่งจากที่เคยทำหน้าตาดุจริงจังเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นหน้าหงอยเศร้าสร้อยทันทีเมื่อผมเอ่ยปากว่าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าตัว 

  

             “โธ่ที่รัก จะโกรธจะงอนอะไรก็ได้แต่อย่าไล่ป๊าแบบนี้ขอร้อง เจ้าแฝดติดป๊าจะตาย…นั่นไงดิ้นตอบกลับด้วย” 

  

             ไม่พูดเปล่ายังเอาหูมาแนบหน้าท้องเพื่อหาหลักฐานให้ตัวเองไม่โดนไล่ ส่วนเจ้าแฝดก็ให้ความร่วมป๊าเป็นอย่างดีด้วยการถีบท้องพร้อมกันสองคนจนทำให้ผมจุกจนแสดงสีหน้าเหยเกออกมา  

  

             “ทำโทษมี๊ใช่ไหมเจ้าแฝด พวกหนูทำโทษมี๊โทษฐานดื้อกับป๊าใช่ไหม…ใช่เหรอ อืมใช่ มี๊ดื้อต้องตีเลยใช่ไหมลูก…” 

  

             หากจะให้เปรียบเทียบเสียงของขุนศึกตอนนี้เสียงสามก็ยังไม่ใช่ เสียงสิบก็ยังไม่ปาน ใบหน้าหล่อ ๆ ของสามีผมกำลังทำสีหน้าหยอกล้อเล่นราวกับเห็นเด็กทารกตัวเป็น ๆ พร้อมกับทำเสียงเล็กเสียงน้อยจนผมอดจะหมั่นไส้ไม่ได้  

  

             “มี๊ไม่ได้ดื้อ ป๊าต่างหากที่เป็นฝ่ายขัดใจมี๊ก่อน พวกหนูจะเข้าข้างป๊ากันหมดไม่ได้นะเจ้าแฝด ใครสักคนต้องอยู่ข้างมี๊บ้างสิ” 

  

             ประโยคแรกผมช้อนสายตาขึ้นมองขุนศึกอย่างโกรธเคืองด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มหน้าตายู่ยี่ก่อนจะก้มลงลูบเจ้าแฝดด้วยความน้อยใจที่ลูกชายทั้งสองดันเข้าข้างป๊ากันหมด 

  

             “ไม่มีใครอยู่ฝั่งไหนทั้งนั้นแหละน่า เจ้าแฝดอยู่ฝั่งเดียวกับป๊ามี๊ใช่ไหม นั่นไงลูกชายเราถีบท้องส่งสัญญาณให้ใหญ่เลยมี๊” 

  

             ใบหน้าของท่านประธานบริษัทยักษ์ใหญ่เปื้อนยิ้มด้วยความสุขทุกครั้งที่เจ้าแฝดมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับ ถึงแม้จะเป็นผมเสียเองที่ได้รับความเจ็บเมื่อลูกชายดิ้นสู้แต่ผมก็ไม่เคยบ่นออกมาสักครั้งเพราะความสุขตรงหน้าที่ผมได้รับมันสามารถกลบเกลื่อนความเจ็บทั้งหมดได้จนหมดสิ้น  

  

             “เล็บยาวแล้วนะมี๊ เดี๋ยวป๊าตัดเล็บให้” 

  

             ความเงียบคืบคลานเข้ามาพักหนึ่งก่อนที่ฝ่าเท้าสองข้างของผมจะถูกยกขึ้นเพื่อทำการสำรวจโดยพ่อเจ้าแฝด ขุนศึกเอี้ยวตัวหันไปหยิบกรรไกรตัดเล็บและยกเท้าผมขึ้นพาดลงบนต้นขาของเจ้าตัว นิ้วมือที่ถือกรรไกรตัดเล็บไว้ถูกก้มลงตัดให้ผมอย่างบรรจงเหมือนทุกครั้งที่พ่อเจ้าแฝดมักจะทำให้โดยตลอดระยะเวลาตั้งท้อง 

  

             “อ๊ะ! เบา ๆ…” 

  

             ผมเป็นโรคกลัวการตัดเล็บเป็นทุนเดิมจึงทำให้ทุกครั้งที่ขุนศึกตัดเล็บให้ ผมมักจะเผลอชักเท้าออกโดยอัตโนมัติจนบางครั้งถึงกับโดนดุเหมือนอย่างเช่นครั้งนี้  

  

             “นอนเฉย ๆ ชักเท้าออกแบบนั้นเดี๋ยวป๊าก็เผลอตัดโดนเนื้อจะทำยังไง” 

  

             สายตาคมของสามีช้อนขึ้นมองคล้ายกับดุเล็กน้อยเมื่อผมไม่อยู่นิ่ง ผมปรับเป็นท่านอนตะแคงข้างเพราะความอึดอัดท้องตัวเองที่มันใหญ่เสียจนนอนท่าไหนก็ไม่สะดวก ยิ่งใกล้ถึงวันคลอดความกังวลก็มีมากขึ้นผมรู้สึกกลัวไปเสียทุกสิ่งอย่างจนบางครั้งพ่อเจ้าแฝดต้องสรรหากิจกรรมคลายเครียดมาทำร่วมกันกับผม 

  

             “ป๊า อีกสองวีคก็จะถึงกำหนดผ่าคลอดเจ้าแฝดแล้ว ป๊าตื่นเต้นไหม” 

  

             แขนซ้ายผมสอดมือหนุนหัวส่วนแขนขวาเลื่อนลงไปลูบท้องตัวเองเบา ๆ และเอื้อนเอ่ยถามผู้เป็นสามีที่ตอนนี้กำลังทำหน้าขะมักเขม้นตัดเล็บให้ผมอย่างตั้งใจ ใบหน้าขุนศึกเงยขึ้นมามองผมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูจะเพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน 

  

             “ดูจากของที่ซื้อเตรียมไว้ต้อนรับเจ้าแฝดออกจากโรงพยาบาล มี๊ก็น่าจะเดาได้แล้วนะว่าป๊าตื่นเต้นแค่ไหน” 

  

             ผมถึงกับยิ้มขำออกมาเมื่อสิ่งที่ขุนศึกพูดนั้นไม่เกินจริงเลยสักอย่าง ต้นเดือนที่แล้วพ่อเจ้าแฝดทุ่มทุนสร้างห้องให้ลูกชายทั้งสองคน รีโนเวทห้องให้เป็นแลนด์มาร์คของเด็กน้อยที่กำลังจะลืมตาเกิดมาในโลกใบใหม่ ไหนจะของจำเป็นทุกสิ่งอย่างที่ครอบครัวเราสองคนจัดเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ รวมไปถึงนางพยาบาลส่วนตัวอีกสองคนที่ขุนศึกจ้างไว้รอรับเจ้าแฝด  

  

             “มี๊ตื่นเต้น กลัวด้วยที่จะโดนผ่าคลอด มี๊กลัวจัง”  

  

             แค่คิดว่าจะต้องเข้าห้องผ่าคลอดเรี่ยวแรงผมก็แทบจะไม่มี เพราะตัวผมเองไม่ค่อยจะถูกกับเลือดเสียเท่าไหร่มันเลยทำให้ผมอดคิดและจินตนาการไม่ได้เลยว่าหากอยู่ในห้องผ่าคลอดแล้วผมจะเป็นอย่างไร 

  

             “ทุกอย่างจะเรียบร้อย มี๊เก่งอยู่แล้ว ซ้อของเฮียเป็นทั้งแม่ทั้งเมียที่เก่งที่สุด 

  

             ฝ่าเท้าถูกรั้งขึ้นประทับรอยจูบอย่างแผ่วเบาจากริมฝีปากหนาของผู้เป็นสามี ผมระบายยิ้มบางเมื่อความสบายใจถูกส่งผ่านมาให้ในน้ำเสียงและการกระทำของคนตรงหน้า ผมยื่นแขนขวาที่ลูบเจ้าแฝดแปรเปลี่ยนไปสอดประสานฝ่ามือใหญ่ที่กุมมือผมไว้แน่นหวังให้ความกังวลใจนั้นเลือนหายไปจากห้วงความคิด  

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “บูบู้มากินข้าว! รีบมากินจะได้พามี๊กับน้องไปเดินเล่น!” 

              

             เสียงเข้มดังก้องกังวานขึ้นไม่หยุดเป็นเวลาร่วมหลายนาที ทุกครั้งที่ขุนศึกเป็นคนทำข้าวให้เจ้าบูบู้กินทีไรต้องมีเรื่องทะเลาะกันให้พอหอมปากหอมคอเมื่อนั้น 

  

             “โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!” 

  

             “จะขุดดินให้เป็นหลุมไปทั้งบ้านเลยหรือไงไอ้บู้! กูหมดค่าทำสวนใหม่กับมึงเป็นสิบรอบแล้วตั้งเลี้ยงมึงมาเนี่ย! จะหยุดขุดแล้วเดินมากินข้าวได้หรือยัง! ถ้ายังลีลาไม่ต้องไป!” 

  

             “โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!” 

  

             เสียงเถียงกันระหว่างคนกับหมายังคงดำเนินต่อไปโดยที่ผมกำลังนั่งขย่มตัวอยู่บนลูกบอลโยคะ การขย่มแบบนี้มันเป็นการออกกำลังกายตามคำแนะนำของอาหมอแบบหนึ่งเพราะร่างกายผมต้องเตรียมความพร้อมให้สมบูรณ์ที่สุดก่อนถึงวันผ่าคลอดจริง 

  

             “เออ พูดให้มันรู้เรื่องแบบนี้หน่อยไม่ใช่คอยตั้งท่าเถียงคอเป็นเอ็น!” 

  

             “โฮ่ง ๆๆ!” 

  

             เสียงขุนศึกบ่นขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ให้ได้ยิน ดูเหมือนว่าเจ้าลูกชายตัวโตคงเดินไปกินข้าวตามคำสั่งของขุนศึกแล้วเป็นแน่ เสียงทุ้มเข้มจากที่อยู่ในห้องครัวก็ได้เคลื่อนย้ายพาร่างตัวเองเดินตรงมาหาผมที่กำลังนั่งขย่มเจ้าลูกบอลโยคะสีน้ำเงินอย่างสนุกสนาน  

              

           เหนื่อยแต่กลับรู้สึกดี… 

  

             “ทะเลาะกับบูบู้อีกแล้วนะป๊าจะมีสักวันไหมที่ไม่ทะเลาะกัน” 

  

             ผมเอ่ยปากถามชายหนุ่มร่างสูงที่เช้าวันนี้สวมใส่เสื้อผ้าออกกำลังกายพร้อมวิ่งเดินลงหย่อนตัวนั่งบนโซฟาด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์ 

  

             “หรือว่าไอ้บูบู้ไม่ชอบป๊าวะ ขนาดจับส่งไปเรียนยังเถียงป๊าไม่หยุดเลย” 

  

             ผมยิ้มขำกับความคิดของขุนศึกที่กำลังหาสาเหตุว่าทำไมตัวเองถึงทะเลาะกับลูกชายได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ในทางกลับกันหากเป็นผมเจ้าลูกชายตัวโตกลับเดินเข้ามาคลอเคลียไม่ห่าง โดยเฉพาะในตอนเช้าที่เจ้าบูบู้มักจะชอบมาเลียหน้าท้องผมราวกับต้องการทักทายเจ้าแฝดก่อนที่เราสองคนจะตื่น 

  

             “จะไปเดินเล่นแล้วนั่งแบบนั้นไม่เมื่อยก่อนหรือไง จะนั่งต่ออีกนานหรือเปล่าป๊ากลัวฝนจะตก” 

  

             ใบหน้าขุนศึกเอี้ยวมาเลิกคิ้วถามในขณะที่ผมกำลังสนุกกับกิจกรรมที่ทำอยู่ เมื่อพ่อเจ้าแฝดเอ่ยถามขึ้นผมจึงหยุดการออกกำลังกายและยื่นแขนออกเป็นสัญญาณบอกให้ขุนศึกช่วยพยุงตัวผมลุกขึ้น พ่อเจ้าแฝดรีบเดินปรี่เข้ามาหาและทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้ผมได้เกาะท่อนแขนแกร่งเพื่อลุกยืนด้วยตัวของผมเอง 

  

             “ไม่เมื่อย มี๊อยากพาเจ้าแฝดออกกำลังกายพอตอนคลอดจะได้ออกมาแข็งแรง” 

  

             ผมสอดแขนคล้องคอที่เป็นทั้งสามีและเป็นทั้งพ่อเจ้าแฝดด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข ริมฝีปากหนาเลื่อนเข้ามาทาบริมฝีปากผมและก้มลงจูบลูกชายเหมือนทุกเช้าที่ขุนศึกชอบทำ บรรยากาศช่างอบอวลไปด้วยความอบอุ่นของครอบครัวที่กำลังจะสมบูรณ์แบบที่มีทั้งพ่อ แม่ และลูกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า  

  

             ตื่นเต้น… 

  

           ผมตื่นเต้นที่จะได้เจอเจ้าแฝดเสียแล้ว… 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “ท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย ทำไมท้องใหญ่จังเลย…ท้องแฝดใช่ไหมคะเนี่ย” 

  

             เสียงเพื่อนบ้านเอ่ยถามขึ้นในระหว่างทางที่ผมกำลังเดินออกกำลังกายในตอนเช้า ส่วนขุนศึกก็คอยจูงเจ้าบูบู้เดินรั้งท้ายตามติดมาไม่ห่าง 

  

             “วันมะรืนก็คลอดแล้วครับ…ใช่ครับท้องแฝด” 

  

             ผมยิ้มกว้างตอบกลับเพื่อนบ้านที่ตั้งท้องเหมือนกัน ผมเดินเข้าไปคุยพูดถามไถ่ตามประสาของว่าที่คุณแม่มือใหม่โดยไร้ซึ่งความเขินอายที่ผมเป็นผู้ชายแต่กลับสามารถตั้งครรภ์ได้ 

              

             “แฝดชายชายหรือหญิงหญิงคะ จะว่าไปดิฉันก็เพิ่งเคยเห็นท้องแฝดเป็นครั้งแรก…ใช้ชีวิตลำบากไหมคะในแต่ละวัน…” 

  

             บทสนทนาของคุณแม่ตั้งครรภ์เริ่มขึ้นอย่างลื่นไหล ผมยืนคุยกับเพื่อนบ้านซอยเดียวกันอยู่สักพักใหญ่โดยที่ขุนศึกก็ทำหน้าที่พาเจ้าลูกชายตัวโตวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน จนล่วงเวลาไปสักพักหนึ่งผมกับเพื่อนบ้านก็ต่างพาแยกย้ายกันเดินออกกำลังกายต่อ แต่ทว่าในจังหวะนั้นเองขุนศึกก็พาเจ้าบู้เดินกลับมาจนผมแปลกใจว่าทำไมสามีผมพาลูกชายกลับมาเร็ว  

  

             “ทำไมรีบเดินกลับมาล่ะป๊า บู้มันขี้แล้วหรือไง” 

  

             ผมเอ่ยถามในขณะที่กระดกน้ำสับปะรดปั่นจากฝีมือพ่อเจ้าแฝดที่ทำไว้ให้ขึ้นจิบระหว่างยืนรอให้ขุนศึกกับบูบู้เดินเข้ามาหาอยู่ข้างถนนของหมู่บ้าน 

  

             “ยัง คิดถึงเลยเดินกลับมา กลัวเมียคนสวยหายเลยรีบเดินกลับมาเช็กดูความเรียบร้อย 

  

             ผมยืนถือขวดน้ำพลาสติกและหรี่ตามองขุนศึกที่นับวันจะติดผมมากเข้าไปทุกที ใบหน้าหล่อเหลาของพ่อเจ้าแฝดเลื่อนเข้ามาหอมแก้มผมทั้งซ้ายขวาไปฟอดใหญ่ โดยมีเจ้าบูบู้ยืนมองตาแป๋วราวกับต้องการบอกให้รู้ว่าป๊ากับมี๊จะพลอดรักกันกลางหมู่บ้านแบบนี้ไม่ได้  

  

             “อะไรจะขนาดนั้น เรื่องพูดเกินจริงมี๊ยกให้ป๊าเป็นที่หนึ่งเลย” 

  

             ผมเอี้ยวหน้าหันไปพูดกับคนข้างกายในระหว่างที่เราทั้งห้าชีวิตเริ่มเดินไปตามทางกับบรรยากาศในช่วงหกโมงเช้าแบบนี้ดีไม่น้อย ตลอดระยะสองสัปดาห์ก่อนคลอดขุนศึกพาผมเดินยืดเส้นยืดสายทุกเช้าและทำอาหารบำรุงให้ผมกินเพื่อเตรียมตัวรับศึกหนักในอีกสองวันข้างหน้า  

  

             อีกแค่สองวัน… 

  

           สองวันเท่านั้นที่ผมจะได้เจอเจ้าแฝด… 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “อีกสองชั่วโมงจะถึงเวลานัดแล้ว รู้สึกเป็นยังไงบ้างหื้ม” 

  

             ผมที่กึ่งนั่งกึ่งนอนเอนกายไปกับหมอนนุ่มใบใหญ่ที่ขนาบข้างด้วยหมอนข้างสำหรับคนท้อง ส่วนในมือถือถาดสีขาวที่พ่อเจ้าแฝดทำซุปผักโขมให้กินก่อนที่จะเตรียมตัวไปโรงพยาบาล ผมใช้ช้อนตักน้ำซุปเข้าปากแล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ขุนศึกด้วยความรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย 

  

             “ตื่นเต้นไปหมดแต่ซุปผักโขมฝีมือป๊าอร่อยเหมือนเดิมเลยนะ” 

  

             ผมจงใจเปลี่ยนเรื่องเพื่อหวังให้อาการตื่นเต้นมันผ่อนปรนลงบ้าง ขุนศึกระบายยิ้มออกมาและย่อตัวนั่งข้างเตียงก่อนจะเอื้อมมือมาทาบท้องแล้วลูบเบา ๆ ความรู้สึกอบอุ่นจากฝ่ามือแทรกซึมผ่านเข้ามาบนผิวหนังทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก 

  

             “ทุกอย่างจะเรียบร้อยไม่มีอะไรต้องกังวลทั้งนั้น ป๊ารักมี๊กับเจ้าแฝดที่สุดเลยรู้ไหม” 

  

             ริมฝีปากหนาเลื่อนหน้าเข้ามาประทับรอยจูบกลางหน้าผากผมแล้วนิ่งค้างไว้เป็นเวลานานนับนาที ผมพยักหน้าเบา ๆ เพื่อเป็นการตอบว่าผมรับรู้ทุกสิ่งที่ขุนศึกบอก จากนั้นไม่นานทั้งผมและขุนศึกก็เตรียมตัวเดินทางไปยังโรงพยาบาลโดยที่พ่อเจ้าแฝดเตรียมจัดแจงของทุกอย่างครบถ้วนอย่างไม่มีสิ่งไหนที่ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าของเราสองคนที่ต้องจัดไว้นอนค้างที่โรงพยาบาลหลังผมคลอด ไหนจะคาร์ซีทสำหรับเจ้าแฝดที่ถูกติดตั้งด้วยฝีมือว่าที่คุณพ่อมือใหม่เพื่อรองรับสำหรับลูกชายทั้งสองคน 

  

             วันนี้ขุนศึกทำหน้าที่เป็นสารถีอีกครั้งโดยที่ศิลป์ไม่ต้องทำหน้าที่ในส่วนนี้ เราทั้งคู่ใช้เวลาในการเดินทางมาถึงโรงพยาบาลค่อนข้างเร็วเพียงแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้นเพราะโรงพยาบาลของอาหมอไม่ไกลจากหมู่บ้านของพวกเราเสียเท่าไหร่ เมื่อผมมาถึงโรงพยาบาลก็ถูกส่งตัวไปตรวจตามขั้นตอน จากนั้นทางพยาบาลจึงพาผมไปนอนรอในห้องรับรองโดยมีขุนศึกนั่งให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง แน่นอนว่าครั้งนี้ขุนศึกได้เข้าไปกับผมด้วยมันจึงทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาบ้าง 

  

             “หายใจเข้าหายใจออกช้า ๆ จะได้หายตื่นเต้น”                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               

  

             สองมือสอดรองหนุนหัวในท่านอนตะแคงไปหาพ่อเจ้าแฝดที่นั่งยิ้มให้ผมไม่หุบ ตอนนี้ผมนอนรอเวลาที่เหล่าพยาบาลจะพาผมนั่งรถเข็นเข้าห้องผ่าคลอดโดยมีสายและเครื่องมือแพทย์ติดบริเวณท้องนูนป่องเต็มไปหมด สายตาผมตอนนี้เอาแต่จับจ้องไปยังหน้าสามีราวกับกลัวว่าขุนศึกจะทิ้งผมไว้ให้อยู่คนเดียว 

  

             “วันนี้มี๊สวยจังเลย สวยต้อนรับเจ้าแฝดใช่ไหม” 

  

             ผมถึงกับหลุดขำที่ขุนศึกยังมีอารมณ์ชมผมในสถานการณ์คับขันได้อีกหรือ ชายร่างสูงในชุดไปรเวตที่ถูกสวมทับด้วยเครื่องแต่งกายสำหรับเข้าห้องคลอดมันช่างดูดีอย่างน่าเหลือเชื่อ ขุนศึกเดินตรงเข้ามาหาผมและเลื่อนแขนมากุมมือผมแล้วลูบเบา ๆ ไร้ซึ่งบทสนทนาระหว่างกัน มีเพียงสายตาที่สื่อออกมาเท่านั้นที่ผมสัมผัสได้จากขุนศึก 

  

             “ป๊าอยู่กับมี๊ อยู่กับมี๊นะ อย่าไปไหน” 

  

             น้ำเสียงสั่นเครือเอื้อนเอ่ยบอกกับพ่อเจ้าแฝดด้วยห้วงอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลาย น้ำตารินไหลลงจากหางตาโดยไร้สาเหตุจนขุนศึกต้องเลื่อนมือขึ้นมาปาดน้ำใส ๆ เหล่านั้นออกไปจากแก้มผม 

  

             “จะอยู่ด้วยไม่ห่างเลย ป๊าสัญญา” 

  

             ผมสูดน้ำมูกไปหลายทีเพื่อไล่ห้วงอารมณ์ที่กำลังประหม่าให้ออกไปจากความรู้สึก หลังจากนั้นขุนศึกจึงชวนผมคุยเรื่องสัพเพเหระจนได้เวลาที่พยาบาลเข้ามาเพื่อเตรียมตัวเคลื่อนย้ายผมไปยังห้องคลอด โดยแพทย์ประจำผ่าคลอดผมในครั้งนี้ก็คืออาหมอนั่นเอง  

  

             ทุกการเคลื่อนไหวของเหล่าพยาบาลที่กำลังเข็นรถพาผมไปยังจุดหมายด้วยท่าทีที่ไม่รีบร้อน ในระหว่างทางพ่อเจ้าแฝดก็เดินตามหลังมาไม่ห่างและไม่กี่อึดใจร่างของผมก็ถูกพาเข้ามายังห้องคลอดโดยมีเหล่านางพยาบาลคอยช่วยพยุงตัวให้ผมขึ้นไปนอนบนเตียง เมื่อขึ้นมานอนได้สำเร็จมีเพียงผ้าสีเขียวขนาดใหญ่กั้นไว้ตั้งแต่บริเวณช่วงหน้าอกลงไปเพื่อที่ผมจะได้ไม่เห็นขั้นตอนของการผ่าคลอดที่กำลังจะเกิดขึ้น 

  

             “ทำใจสบาย ๆ นะคับฟ้า แป๊บเดียวก็จะได้เห็นเจ้าแฝดกันแล้ว” 

  

             เสียงอาหมอพูดขึ้นในขณะที่กำลังจัดการกับช่วงล่างของผมที่ตอนนี้มันเริ่มชาจนไม่ค่อยรู้สึกอะไร มือขวาผมจับมือขุนศึกไว้แน่นโดยมีสายออกซิเจนคาไว้บริเวณจมูกตลอด บรรยากาศโดยรอบที่มีเหล่าพยาบาลไม่ต่ำกว่าสามคนกำลังห้อมล้อมช่วยผ่าคลอดให้เจ้าแฝดได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกกว้างในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ 

  

             สายตาผมมองนิ่งค้างอยู่บนเพดานเพื่อตั้งสมาธิและหายใจเข้าออกตามคำแนะนำของนางพยาบาลท่านหนึ่งที่คอยยืนเช็กอาการผมด้านขวาของเตียง แรงบีบมือของผมที่ส่งผ่านให้พ่อเจ้าแฝดยังคงแน่นด้วยความรู้สึกตื่นกลัว จนเวลาล่วงผ่านไปสักครู่หนึ่งนางพยาบาลก็ได้เดินมาบอกให้ขุนศึกลุกขึ้นยืนโดยที่มือยังคงจับผมไว้ไม่ปล่อยไปไหน 

  

             “คุณพ่อลุกขึ้นดูได้เลยนะคะ เจ้าหนูน้อยคนแรกออกมาแล้วค่ะ” 

  

           ‘แอ้ะ! แง้!’ 

  

             เสียงร้องของเด็กทารกดังขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นจนไหลลงอาบแก้มด้วยความรู้สึกที่ผมไม่สามารถบรรยายออกมาให้เป็นคำพูดได้ เด็กน้อยเปื้อนเลือดถูกอุ้มมาให้ผมกับขุนศึกเห็นเพียงแวบเดียวก่อนจะถูกนำตัวลับหายไปอีกทาง  

  

             เป็นเอก’ลูกแม่… 

  

             “น่ารักมาก ฮึก ลูกเราน่ารักมากเลย…” 

  

             น้ำเสียงสั่นเทาของขุนศึกเอ่ยขึ้นก่อนที่เสียงร้องของเด็กน้อยทารกคนที่สองดังขึ้นตามมาติด ๆ เพียงเสี้ยววินาที… 

  

             “เจ้าหนูน้อยคนที่สองมาแล้วค่ะ เพศชายทั้งสองคนยินดีด้วยนะคะคุณพ่อคุณแม่” 

  

             ‘แอ้ะ! แง้งง!’ 

  

              เด็กน้อยเปื้อนเลือดถูกอุ้มมาหาผมโดยนางพยาบาลพร้อมกับเสียงร้องไห้ของแฝดคนน้อง เด็กทารกที่ขึ้นชื่อว่าลูกของผมถูกซบลงบนอกด้วยฝีมือของนางพยาบาลคนเดิม 

  

             เป็นหนึ่งก็มาแล้วเหรอลูกแม่… 

  

             จากเสียงร้องไห้เมื่อครู่กลับหายไปเมื่อใบหน้าเปื้อนเลือดและคราบขาวตามตัวถูกส่งมาสู่ไออุ่นผู้เป็นแม่อย่างผมทำให้เจ้าเด็กน้อยสิ่งมหัศจรรย์ตรงหน้าหยุดร้องทันที ริมฝีปากผมเบะออกด้วยความตื้นตัน น้ำตาแห่งความสุขไหลลงมาอีกครั้งโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  

  

ในที่สุด… 

  

           ในที่สุดเจ้าแฝดที่พวกผมสองคนเฝ้ารอคอยก็ได้ออกมาให้เห็นเสียที… 

  

             “เก่งมาก เก่งมากที่รัก” 

  

             เจ้าแฝดคนน้องถูกอุ้มไปยังอีกด้านหนึ่งติด ๆ ก่อนที่เสียงของขุนศึกจะเอื้อนเอ่ยให้ผมรู้ว่าเจ้าตัวยังอยู่ข้าง ๆ และไม่หายไปไหน ผมพยักหน้าทั้งน้ำตาและบีบมือของพ่อเจ้าแฝดไว้แน่นโดยที่ขุนศึกก็บีบมือผมไว้แน่นไม่ปล่อยเหมือนกัน 

  

             นี่หรือคือความรู้สึกของคนเป็นแม่… 

  

           วิเศษ… 

  

           ช่างวิเศษเหลือเกิน… 

  

 

 

 

 


หน้าตาตอนเกิดถึงกับบ่งบอกตัวตน 555 ฝั่งซ้าย 'เป็นหนึ่ง' ฝั่งขวา 'เป็นเอก' ค้าา หากไม่ขอมากไปขอคนละ 1 ไลท์ ให้เป็นของขวัญรับหลานหน่อยได้ไหมคะ งุ้ยยย ><
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว