facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 32

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 37.9k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 32
แบบอักษร

บทที่ 32 

  

             “วันนี้ป๊ากลับดึกนะ…มี๊อยากได้อะไรบอกหวานเลย ถ้ามี๊ง่วงก็นอนไปก่อนไม่ต้องรอป๊าเข้าใจไหม” 

  

             ผมเงยหน้าจากกล่องใส่ดินเหนียวเผาสุกที่ขุนศึกถ่อสังขารบินไปซื้อมาให้จากภาคใต้เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ปริมาณที่เจ้าตัวซื้อมาให้ผมกินสามเดือนก็คงจะกินไม่หมด ซื้อมาให้อย่างกับประชดผมเสียอย่างนั้น 

  

             “ทำไมถึงกลับดึกล่ะ ปรกติไม่เห็นจะดึกหนิ” 

  

             ผมเงยหน้าถามด้วยสีหน้าคิ้วขมวดเมื่อขุนศึกบอกว่าจะกลับบ้านช้ากว่าทุกวัน ถึงแม้ช่วงนี้จะมีพี่หวานคอยดูแลไม่ห่างแต่มันจะไปดีเท่าคนตรงหน้าที่กำลังโน้มตัวลงมาจูบหน้าท้องนูน ๆ ของผมได้อย่างไร ท้องผมนูนจนป่องออกมามากขึ้นเมื่ออายุครรภ์ย่างเข้าสัปดาห์ที่สิบ 

  

             “วันนี้มีเลี้ยงต้อนรับคนของบริษัทต้นสังกัดพันธมิตรจากจีน ป๊าต้องอยู่ให้จบงานถ้าป๊าเสร็จจากทางนั้นแล้วป๊าจะรีบกลับมาหามี๊นะ” 

  

             ผมหลุบสายตาต่ำมองไปยังหัวของขุนศึกเพราะเจ้าตัวยังไม่เลื่อนริมฝีปากออกจากหน้าท้องผมเสียที แท่งดินเผาถูกกัดกินเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดไปแล้วเป็นแท่งที่สอง 

  

             “กินมากจนปากดำหมดแล้ว อร่อยไหม” 

  

             ผมยักคิ้วหลิ่วตาใส่แล้วกัดแท่งดินแท่งที่สามเข้าปากอย่างอารมณ์ดี ขุนศึกเมื่อเห็นผมทำหน้าตามีความสุขก็อดไม่ได้ที่จะโน้มหน้าเข้ามาจูบด้วยความเอ็นดู ผมรีบโอบรอบคอของสามีสุดที่รักเพื่อรั้งเข้าหาตัวอย่างออดอ้อน  

  

             “ดินอร่อยไหม เอาไปกินที่บริษัทด้วยก็ได้นะป๊าเวลาเครียดเคี้ยวเพลินดี” 

  

             ผมยื่นแท่งดินมาตรงหน้าให้ว่าที่คุณพ่อมือใหม่หลังจากที่ขุนศึกลิ้มลองรสชาติดินจากจูบผมเมื่อครู่ แต่ทว่าขุนศึกกลับเลื่อนมือมากุมมือผมไว้แล้วลดระดับการชูแท่งดินเหนียวดำลงด้วยสีหน้ายิ้มแหย ๆ  

  

             “มี๊เก็บไว้กินเถอะ ป๊าไม่อยากแย่งมี๊กับเจ้าแฝดกิน แค่เห็นมี๊กินแล้วมีความสุขป๊าก็มีความสุขแล้ว โดยเฉพาะเจ้าแฝดในนี้ท่าทางจะชอบน่าดู…ใช่ไหมเจ้าแสบของป๊า” 

  

             ฝ่ามือใหญ่ทาบลงมาลูบไล้หน้าท้องผมเบา ๆ แถมยังทำหน้าตาคล้ายกับหยอกล้อเจ้าแฝดด้วยเสียงสามอีกต่างหาก เมื่อเห็นขุนศึกเริ่มเล่นกับเจ้าก้อนผมจึงแอ่นหน้าท้องนูน ๆ ของตัวเองขึ้นเพื่อให้สามีได้ใกล้ชิดกับลูกให้หนำใจก่อนไปทำงาน 

  

             “จะสายแล้วป๊าไปก่อนนะเจ้าแฝด” 

  

             ริมฝีปากอุ่นประทับรอยจูบบนหน้าท้องรอบสุดท้ายก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม ดินเผาอัดแท่งถูกวางไว้ของหน้าอกตัวเองก่อนจะเลื่อนมือไปกุมคางรั้งใบหน้าของผู้เป็นสามีลงมาจูบเพื่อรับกำลังใจจากผมและเจ้าแฝดในท้องให้ป๊าได้มีพลังในการทำงาน 

  

             “อยู่บ้านก็เล่นกับไอ้บูบู้ไปก่อนหรืออยากได้อะไรอยากกินอะไรก็โทรหาป๊า เดี๋ยวป๊าจะรีบออกไปซื้อให้มี๊เอง” 

  

             ผมพยักหน้าอมยิ้มเป็นอันรับรู้ในสิ่งที่ขุนศึกบอก ร่างสูงในชุดสูทยืดตัวลุกขึ้นเต็มความสูงเพื่อเตรียมตัวเดินไปขึ้นรถที่ศิลป์ยืนรออยู่ด้านนอกนานหลายนาทีเข้าให้แล้ว 

  

             “ป๊าไปล่ะ รักมี๊นะ 

  

             ขุนศึกยืนอยู่ตรงหน้าก้มลงติดกระดุมเสื้อสูทด้านนอกเม็ดสุดท้ายแล้วเอ่ยคำว่ารักให้ผมได้ยินเหมือนทุกเช้าที่ผมจะต้องตอบกลับไปว่ารัก แต่วันนี้ความรู้สึกอยากจะแกล้งพ่อเจ้าแฝดดันผุดขึ้นในใจ 

  

             “อื้ม…” 

  

             ผมตอบในลำคอแล้วก้มลงอ่านหนังสือคู่มือฉบับคุณแม่มือใหม่ไปพร้อมกับเคี้ยวแท่งดินเผาอย่างสบายใจด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน ขุนศึกเมื่อเห็นผมไร้ซึ่งปฏิกิริยาใด ๆ ตอบสนองกลับเจ้าตัวก็นิ่งชะงักและยืนรอฟังคำตอบจากปากผมด้วยสีหน้าค่อนข้างแปลกใจไม่น้อย 

  

             “…” 

  

             “ป๊ารักมี๊…” 

  

             จากที่กำลังสาละวนกับกระดุมเม็ดสุดท้ายพ่อเจ้าแฝดก็แปรเปลี่ยนเป็นเงยหน้าขึ้นมองผมทันควัน ขุนศึกพูดบอกรักผมอีกครั้งเพื่อย้ำเตือนกลาย ๆ ว่าผมลืมอะไรไปหรือเปล่า 

  

             “อื้ม รู้แล้ว” 

  

             ผมช้อนสายตาขึ้นมองหน้าขุนศึกแวบหนึ่งแล้วก้มลงสนใจสิ่งที่อยู่ในมือต่อ แต่ทว่าร่างสูงในชุดสูทมาดเท่กลับเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างโซฟาใกล้ขึ้นกว่าเก่าแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงมองหน้าผมนิ่ง  

  

             “มี๊โกรธอะไรป๊าหรือเปล่า” 

  

             ผมลอบมองขุนศึกที่ตอนนี้คิ้วขมวดเข้าหากันแทบจะเป็นปมไหนจะสีหน้าที่เป็นกังวลใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผมแปลก ๆ การที่ต้องกลั้นขำไม่ให้เล็ดลอดออกมาสำหรับผมมันยากเสียจริงยิ่งเห็นหน้าสามีคล้ายคนกำลังอมทุกข์แล้วนั้นยิ่งยากที่จะกลั้นขำไว้อยู่ 

  

             “มี๊ไม่ได้เป็นอะไรตั้งใจทำงานล่ะ” 

  

             ผมตอบออกไปเป็นรอบที่สองแต่คราวนี้ผมเลือกจะไม่มองหน้าขุนศึกเพราะหากสบตากับว่าที่พ่อเจ้าแฝดขึ้นมาผมต้องหลุดหัวเราะอย่างแน่นอน ส่วนอีกฟากหนึ่งยังคงยืนมองผมนิ่งราวกับกำลังสำรวจปฏิกิริยาและพฤติกรรมว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมผมไม่พูดคำนั้นเหมือนที่พูดในทุกเช้าก่อนเจ้าตัวไปทำงาน 

  

             “ป๊ารักมี๊แล้วทำไมมี๊ไม่พูดว่ารักตอบ…อย่ามาเกะกะกูตอนนี้ไอ้บู้! ถอยออกไปก่อนดิ๊!” 

  

             ประโยคแรกเจ้าตัวเอ่ยถามผมน้ำเสียงกระเง้ากระงอดก่อนจะหันไปดุเจ้าบูบู้ที่กำลังใช้เท้าคู่หน้าสะกิดราวกับให้ขุนศึกรีบไปทำงานไม่ต้องมารบกวนมี๊กับน้องตัวเอง  

  

             “…” 

  

             ไร้ซึ่งคำตอบจากผมส่วนขุนศึกเมื่อเห็นว่าผมเงียบก็หันหลังเดินไปประตูบ้านเพราะถ้าเจ้าตัวยังคงยืนคุยกับผมต่อมีหวังไปถึงบริษัทสายกว่าเดิมแน่ สายตาผมละจากหนังสือทันทีด้วยใบหน้าที่อมยิ้มและตบเบาะลงข้าง ๆ เพื่อเรียกลูกชายตัวโตอย่างบูบู้ให้ขึ้นมาหา  ลูกชายผมเข้าใจในสิ่งที่ผมสื่อเพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีเจ้าหมาพันธุ์ไซบีเรียนตัวใหญ่ก็กระโดดมานอนเกยคางไว้บนท้องป่องของผมที่มีเจ้าแฝดกำลังหลับใหลอยู่ในท้อง 

  

             “รัก!! ป๊ารักมี๊!!” 

  

             “…” 

  

             “รัก!!!!!!!!” 

  

             แต่ทว่าจู่ ๆ เสียงตะโกนบอกรักก็ดังระงมไปทั่วบ้านผมรีบหันหน้าไปมองทางต้นเสียงที่ตอนนี้ยืนเท้าเอวหอบหายใจแรง ๆ อย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อผมเห็นสีหน้าขุนศึกก็อดจะขำไม่ได้และถ้าผมยังแกล้งไม่พูดคำนั้นตอบกลับไปร่างสูงของว่าที่พ่อเจ้าแฝดต้องไม่เป็นอันทำงานทำการเป็นแน่ 

  

             “ได้ยินชัดเจนไหมครับคุณภรรยาสุดสวย มี๊จะได้รู้ว่ามาป๊าสามารถตะโกนบอกรักมี๊ได้ดังกว่านี้ จะให้ป๊าไปตะโกนหน้าบ้านด้วยเลยไหมมี๊จะบอกรักป๊ากลับ!” 

  

             เมื่อขุนศึกระเบิดความอัดอั้นออกมาผมถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เจ้าบูบู้ที่ชะเง้อหน้ามองป๊าตัวเองและเห่าออกมาเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าทำสิป๊า… ขุนศึกยืนหน้าคิ้วขมวดไม่หายยิ่งเห็นผมหัวเราะเจ้าตัวก็ยิ่งทำหน้าไม่เข้าใจใหญ่จนผมต้องเอ่ยคำนั้นออกไปให้ผู้เป็นสามีได้ยินสมใจอยาก 

  

             “รัก มี๊รักป๊านะครับ” 

  

             ผมตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มสายตาประสานเข้ากับดวงตาคมเข้มคู่นั้นอย่างไม่ละไปไหน… 

  

             “ก็แค่เนี้ย” 

  

             เมื่อเจ้าตัวพึงพอใจกับคำตอบจึงหันหลังเดินออกไปขึ้นรถ เมื่อแผ่นหลังกว้างของคนที่ผมรักเดินลับหายไปตัวผมจึงหันกลับมานั่งในท่าเดิมเพิ่มเติมคือมีเจ้าลูกชายตัวโตนอนขดเป็นเพื่อนเจ้าแฝด แต่ทว่ายังไม่ทันจะก้มลงอ่านต่อความรู้สึกอยากกินอะไรสักอย่างก็ก่อเกิดขึ้นอีกครั้ง มันทำให้ผมต้องรีบก้มลงลูบท้องนูน ๆ หวังเจรจาเพื่อต่อรองกับเจ้าแฝดในท้องที่กำลังตั้งท่าแผลงฤทธิ์ใส่ 

  

             “หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ห้ามคิดอยากกินอะไรพิสดารอีก แท่งดินเผาป๊าก็ถ่อสังขารไปซื้อให้ถึงใต้พวกหนูสองคนจะแกล้งป๊าตั้งแต่อยู่ในท้องเลยหรือไง…หยุด หยุดเดี๋ยวนี้เลย” 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “ค่อย ๆ เดินอาคับฟ้า ท้องกี่สัปดาห์แล้วทำไมมันใหญ่ขนาดนี้” 

  

             เสียงอาม่าของผมที่กำลังนั่งจิบน้ำชาถามขึ้นในขณะที่ผมกำลังเดินมานั่งลงบนโซฟาของบ้าน ด้วยขนาดของท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นมากจากสัปดาห์ที่สิบ หน้าท้องผมเริ่มนูนป่องออกมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าและหากใครมาเห็นก็คงเดาได้เลยว่าผมกำลังท้อง 

  

             “สิบห้าสัปดาห์แล้วครับอาม่า ตอนแรกผมก็ตกใจเหมือนกันแต่อาหมอบอกเป็นเรื่องปรกติของท้องลูกแฝดมันเลยใหญ่กว่าท้องลูกคนเดียวครับ” 

  

             ผมพูดตอบกลับอาม่าไปในขณะที่ตัวเองค่อย ๆ เอนกายพิงพนักโซฟาตัวนุ่มโดยมีหมวยกับม๊าคอยช่วยจัดแจงเอาหมอนมารองท้องให้เพื่อจะได้นั่งสะดวก 

  

             “เริ่มหายแพ้ท้องหรือยังลูก หวานบอกม๊าว่าลูกแพ้ท้องหนัก” 

  

             ม๊าผมเอี้ยวตัวไปหยิบกล่องสตรอว์เบอร์รีมาให้ ผมรับไว้แล้วหยิบขึ้นกินเข้าปากเพราะตั้งแต่ท้องเจ้าแฝดมาผมไม่สามารถกินผลไม้อย่างอื่นได้นอกจากผลไม้ชนิดนี้  

  

             “ผมเริ่มไม่แพ้แล้วม๊าแต่เริ่มปวดหลังแทนขนาดจะเดินเข้าห้องน้ำก็ตั้งหลายนาทีกว่าจะถึง บางครั้งผมอั้นฉี่ไม่ไหวก็ฉี่ราดใส่กางเกงออกมาด้วยนะม๊า” 

  

             ผมเอี้ยวหน้าตอบม๊าด้วยสีหน้าไม่ค่อยชอบใจกับตัวเองเสียเท่าไหร่เพราะเดี๋ยวนี้ผมอั้นฉี่ไม่ค่อยได้ อาหมอก็สั่งห้ามให้ผมทำพฤติกรรมแบบนั้นเพราะมันจะส่งผลไม่ดีต่อเจ้าแฝด บางครั้งเวลาผมเดินไปห้องน้ำไม่ทันพ่อบ้านส่วนตัวอย่างขุนศึกก็ต้องคอยมาเปลี่ยนกางเกงให้ผมไม่ต่ำกว่าห้าตัวต่อวัน  

  

             เป็นทั้งสามีและเป็นทั้งพ่อที่น่ารักเสียไม่มีใครเกิน… 

              

             “ปรกติของคนท้องจ๊ะ ตอนท้องลูกกับยัยหมวยแม่ก็ฉี่ราดบ่อยจนป๊าเราต้องคอยเปลี่ยนกางเกงให้วันละหลาย ๆ รอบ” 

  

             ฝ่ามือนุ่มของม๊าเลื่อนมาลูบหัวผมเบา ๆ ด้วยความรัก ผมเอี้ยวหน้ามองม๊าก็พาลทำให้รู้สึกมองม๊าของตัวเองเป็นคนแข็งแกร่งกว่าที่เคยคิดไว้ การที่เป็นแม่คนในระหว่างการอุ้มท้องนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายสักนิดเดียวหลายอย่างหลายสิ่งต้องอดทน กว่าจะให้กำเนิดลูกคนนึงออกมาได้มันต้องใช้ความอดทนอยู่มากโขและผมเพิ่งจะมารู้แจ้งด้วยตัวเองก็วินาทีที่เริ่มอุ้มเจ้าแฝดนี่เอง  

  

             “ว่ายังไงหลานอี๊ เมื่อไหร่จะออกมาเล่นกับอี๊สักที อี๊อยากเล่นด้วยแล้วนะ” 

  

             ยัยน้องสาวตัวแสบของผมก้มลงไปพูดกับหลานตัวเองด้วยเสียงสองเสียงสามอัตโนมัติ ผมที่ถือลูกสตรอว์เบอร์รีไว้ในมือก็ถึงกับหลุดยิ้มออกมาเสียไม่ได้ 

  

             “โกวก็เตรียมของเล่นให้เราเต็มเลยน๊า รีบ ๆ ออกมาล่ะโกวกับอี๊อยากอุ้มแล้ว” 

  

             ฝั่งน้องสาวของสามีก็ไม่น้อยหน้าก้มหน้าลงมาพูดอีกฝั่งจนตอนนี้ผมเป็นเพียงตัวสื่อกลางให้คนในครอบครัวได้พูดคุยและหยอกล้อกับเจ้าแฝดมาเป็นเวลาหลายชั่วโมง 

  

             “พวกม๊าไปดูโรงเรียนไว้ให้หลานเรียบร้อยแล้วนะคับฟ้า ม๊ากับป๊าคุย ๆ กันไว้ถ้าอยากให้เจ้าแฝดไปเรียนต่างประเทศ ม๊าจะให้เข้าโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันที่เซี่ยงไฮ้ ม๊าไปถามเพื่อนที่เป็นคุณครูสอนที่นั่นเขาว่าดีเลย สภาพแวดล้อมโรงเรียนเพื่อนฝูงดีมากเลยนะ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับพวกลูกสองคนอยู่ดีแหละจ๊ะ ม๊าก็แค่มาเสนอเผื่อเป็นทางเลือกให้พวกลูกได้ตัดสินใจเท่านั้น” 

  

             ผมหันมองหน้าขุนศึกอีกด้านหนึ่งของโซฟาด้วยสีหน้าตกใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่ม๊าของขุนศึกพูดได้เตรียมการไว้ตั้งแต่เจ้าแฝดเพิ่งมีอายุครรภ์ได้สิบห้าสัปดาห์ เมื่อขุนศึกเห็นผมทำสีหน้าตื่นตกใจก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมหลังมาหาผมก่อนจะหย่อนตัวลงบนขอบโซฟาตัวที่ผมนั่งอยู่  

  

             “เรื่องนั้นผมกับคับฟ้ายังไม่คิดเลยม๊า ถ้าถึงเวลาเดี๋ยวผมกับคับฟ้าจะตัดสินใจอีกที” 

  

             ผมยิ้มบาง ๆ ให้ทุกคนที่วันนี้รวมตัวมาหาผมเองถึงที่บ้าน สองครอบครัวใหญ่ยกโขยงกันมาทั้งทีมีหรือที่จะมามือเปล่า สตรอว์เบอร์รีที่ผมชอบกินทั้งม๊าผมกับม๊าขุนศึกเรียกได้ว่าเหมาทั้งร้านมาให้ก็ว่าได้ไหนจะพวกนมและอาหารเสริมมาให้ผมเต็มคันรถ ตอนแรกที่เห็นก็ตกใจไม่น้อยเพราะมันเยอะเสียจนผมกินสามสี่เดือนก็ท่าจะไม่หมด 

  

             “ได้สิจ๊ะ ม๊าแค่ดูเผื่อ ๆ ไว้ให้เจ้าแฝดเท่านั้นไม่ได้จริงจังอะไรนักหรอก” 

  

             นี่ขนาดดูเผื่อไว้ยังคิดการณ์ไกลขนาดนี้ถ้าจริงจังขึ้นมาจะขนาดไหน ผมกับขุนศึกคงไม่ต้องจัดการเรื่องเรียนให้เจ้าแฝดเลยก็ได้เพราะดูท่าทางครอบครัวเราคงเตรียมไว้ให้หมด… 

  

             “ว่าแต่ไปตรวจอัลตราซาวนด์กับอาหมออาทิตย์ที่แล้วสรุปว่าเจ้าแฝดเพศไหนกันล่ะ ทั้งม๊าทั้งอากงอาม่านับวันรออยากรู้เพศหลานจนไม่เป็นอันกินอันนอนแล้วนะ” 

  

             พ่อสามีเปิดประเด็นถามเรื่องเพศเจ้าแฝดขึ้นผมถึงกับเงยหน้าหันไปมองขุนศึกเพื่อส่งสัญญาณให้เจ้าตัวเดินไปหยิบซองผลตรวจที่เราสองคนก็ยังไม่ได้เปิดอ่าน เนื่องจากตั้งใจไว้ว่าจะลุ้นไปพร้อม ๆ กับทุกคนในครอบครัว  

  

             “ผมกับคับฟ้าก็ยังไม่รู้เหมือนกันป๊า ตั้งใจจะเปิดอ่านพร้อมกันกับทุกคนนี่แหละ” 

  

             ซองสีขาวที่ถูกจ่าหน้าซองด้วยตราสัญญาลักษณ์ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ผมเอื้อมไปรับจากมือผู้เป็นสามีและก้มลงซีกซองเพื่ออ่านผลตรวจด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่มันวนเวียนกลับเข้ามาอีกครั้ง ในระหว่างที่กำลังเปิดอ่านบรรยากาศโดยรอบไร้เสียงพูดคุยสายตานับสิบคู่หันมาจ้องมองที่ผมเป็นตาเดียว 

  

             “ซ้อ หยกตื่นเต้น เปิดเร็ว ๆ เลยได้ไหมคะ” 

  

             “เฮียเปิดเร็ว ๆ หมวยลุ้นจะตายแล้ว” 

  

             ผมช้อนสายตาขึ้นมองยัยแสบสองคนที่นั่งแทบไม่ติดเบาะก่อนจะก้มลงเปิดกระดาษแผ่นขาวในมือ สายตาไล่หาข้อความที่ต้องการอยู่ครู่หนึ่งและทันทีที่อ่านผลตรวจจบทำเอาผมเงยขึ้นมองขุนศึกทันทีเพราะสิ่งที่อยู่ในมือผมนั้นมันเกินคาดกว่าที่คิดไว้… 

  

             “แฝด…” 

  

             “แฝดชายชาย หญิงหญิง หรือชายหญิงเฮีย!” 

  

             ยังไม่ทันจะพูดออกมาเป็นประโยคหมวยน้องสาวผมก็รีบพูดแทรกขึ้นด้วยอาการลดลานจนผมต้องเอื้อมมือไปยีหัวน้องสาวสุดที่รักด้วยความเอ็นดูกับอาการตื่นเต้นที่มีมากกว่าพี่อย่างผม 

  

             “แฝดชาย เจ้าแฝดเป็นผู้ชายครับ” 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “อาจจะด้วยฮอร์โมนของคุณแม่ตั้งครรภ์เยอะไปหรือเปล่า อีกอย่างเฮียเขาก็ยุ่งเรื่องงานด้วยช่วงนี้…บริษัทผัวมึงเพิ่งไปเปิดสาขาย่อยที่เกาหลีไม่ใช่หรือไง มันก็ไม่แปลกที่เฮียเขาจะไม่ว่างเปล่าวะ…งานรัดตัวซะขนาดนั้น เลิกคิดอะไรที่ทำมึงนอยสักทีเถอะเดี๋ยวหลานกูจะเครียดไปด้วย” 

  

             ไอ้หงส์พูดขึ้นในระหว่างที่กำลังยืนทำขนมเค้กกับไอ้เนม ส่วนผมก็ทำหน้าที่รับทิชชูมาซับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนานนับเป็นชั่วโมงอย่างเงียบ ๆ ความรู้สึกของคนเป็นแม่ในช่วงอายุครรภ์ยี่สิบห้าสัปดาห์ทำไมทุกอย่างถึงจมดิ่งไปเสียหมด โดยเฉพาะเรื่องสามีของตัวเองมันยิ่งมีผลไวต่อความรู้สึกค่อนข้างมาก 

  

             “หยุดร้องเถอะนะไอ้คับฟ้า มึงร้องไห้มาเป็นชั่วโมงแล้วนะเพื่อน หลานกูร้องไห้ตามจนเมื่อยแล้วมั้ง” 

  

             มือขวายกทิชชูขึ้นซับน้ำตาส่วนอีกมือก็คอยลูบเจ้าแฝดที่ตอนนี้ท้องผมใหญ่ขึ้นมากเวลาจะลุกหรือเดินต้องมีคนช่วยพยุงในบางครั้ง  

  

             “ก็เป็นคนบอกกูเองว่าจะกลับมาเย็นนี้แต่มาพูดกลับไปกลับมาอยู่นั่น…ถ้าบอกกูตั้งแต่เมื่อวานกูจะได้ไม่ต้องมารอ อุตส่าห์ตื่นตั้งแต่ตีห้า ฮึก แล้วมาบอกกูว่าไม่กลับ ฮึก…ใครจะไม่เสียใจวะ…” 

  

             ยิ่งพูดน้ำตามันก็ยิ่งไหลออกมาด้วยความน้อยใจ เรื่องที่ขุนศึกต้องบินไปดูงานที่ประเทศเกาหลีสามวันก็พาให้ใจผมกระสับกระส่ายจนไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว ยิ่งเจ้าตัวโทรมาบอกผมว่าวันนี้ไม่ได้กลับความน้อยใจก็ยิ่งก่อขึ้นจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมหยุดร้องไห้ไม่ได้ 

  

             น้อยใจ… 

  

           ผมน้อยใจพ่อเจ้าแฝด…       

  

             “ผัวมึงไปคุยธุรกิจเป็นพัน ๆ ล้านนะครับซ้อ มึงจะให้ผัวไปเช้าเย็นกลับหรือไง คุยธุรกิจแบบขายของเล่นเหมือนเด็กเล่นขายของงี้เหรอ มันก็ไม่ใช่ไหมเพื่อน” 

  

             ไอ้หงส์ที่ประเมินจากสถานการณ์เห็นว่าผมคงจะไม่หายไปจากอาการน้อยใจและคิดมากง่าย ๆ จึงตัดสินใจละสิ่งที่ทำตรงหน้าแล้วเดินมาหาผมแทน  

  

             “เจ้าแฝดคิดถึงป๊าจะตาย กูก็คิดถึงผัวกูไหมล่ะ สามคืนแล้วนะที่กูนอนคนเดียว ฮึก…” 

  

             ริมฝีปากเริ่มเบะออกมาอีกครั้งจนนับไม่ถ้วนว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวัน หากเป็นเวลาอื่นที่ผมร้องไห้เจ้าบูบู้มันคงรีบวิ่งมาหาแต่ตอนนี้ลูกชายตัวโตของผมก็ดันอยู่ในระหว่างการเข้าเรียนเป็นเวลาสามเดือนและกว่าจะกลับมาบ้านก็คงจะอีกสองสัปดาห์ มันยิ่งเพิ่มความเหงาให้ผมมากขึ้นไปใหญ่ 

  

             “เอาน่าไม่ร้อง ๆ วันนี้ไปเข้าคอร์สว่ายน้ำไหมเดี๋ยวพวกกูพาไป” 

  

             ไอ้ฟองที่เดินออกมาจากห้องครัวเอ่ยถามขึ้นเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของผมดังระงมหนักกว่าเก่า ผมส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธเพราะคอร์สว่ายน้ำขุนศึกจะต้องพาผมไปทุกครั้ง ถ้าครั้งนี้ไปโดยที่ไม่มีพ่อเจ้าแฝดผมจะไปทำไม 

  

             “คอร์สโยคะไหมล่ะ จะได้พาเจ้าแฝดไปยืดเส้นยืดสายสักหน่อย เดี๋ยวกูเป็นเฮียแทนให้หนึ่งวัน” 

  

             ไอ้เนมที่นั่งยื่นทิชชูแผ่นที่ร้อยอยู่ข้างกายถามผมขึ้นและสิ่งที่ผมตอบกลับไปก็คือการส่ายหัวเหมือนเดิมเพราะกิจกรรมแบบนั้นขุนศึกต้องเป็นคนพาผมไปเท่านั้นถึงแม้จะเป็นเพื่อนก็ทดแทนไม่ได้เลยสักนิด 

  

             “สปา เดี๋ยวพวกกูพาไปเข้าสปาจะได้ผ่อนคลายและกิจกรรมนี้ก็ดูจะเป็นกิจกรรมที่เฮียไม่มีส่วนร่วมกับมึงด้วย โอเค๊?” 

  

             ทางเลือกสุดท้ายถูกยื่นมาให้และดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะกับผมมากที่สุดตอนนี้ ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก้มมองดูท้องที่นูนป่องแล้วลูบวนไปมาเพื่อขอโทษเจ้าแฝดที่วันนี้มี๊ร้องไห้เยอะไปเสียหน่อย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันมีผลกระทบต่อจิตใจผมค่อนข้างมาก ความน้อยใจจากการโดนเลื่อนวันกลับของขุนศึกทำให้ผมไม่สามารถควบคุมน้ำตาตัวเองได้เลย 

  

             คิดถึง… 

  

           ผมคิดถึงพ่อเจ้าแฝดที่สุด… 


เจ้าแฝดจะคลอดแล้ววววว เตรียมรับขวัญหลานเลยค๊าาา
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว