facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 30

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.5k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 30
แบบอักษร

บทที่ 30 

  

             ‘ป๊าฮับโตขึ้นผมจะแต่งงานกับน้อง’ 

  

           เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเดินเข้าหาผู้เป็นพ่อหลังจากนั่งต่อเลโก้หุ่นยนต์เสร็จในเวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมง สายตาผู้เป็นพ่อที่นั่งพูดคุยกับเพื่อนถึงกับหันมาให้ความสนใจเด็กน้อยที่ยืนชี้นิ้วไปตรงมุมหนึ่งของบ้าน ผู้เป็นพ่อเมื่อเห็นลูกชี้นิ้วก็หันไปมองด้วยความสงสัย  

  

           เด็กน้อยผิวขาวตากลมวัยสามขวบ… 

  

           แก้มยุ้ยเป็นพวงแดงระเรื่อ… 

  

           นี่ลูกชายตนคิดจะหาสะใภ้มาให้ไวขนาดนี้เชียวหรือ… 

  

           ‘จะขอน้องแต่งงานแต่เด็กเลยหรือไงขุนศึก’ 

  

           สุพจน์ชายวัยกลางคนผู้ซึ่งเป็นพ่อของเด็กน้อยที่กำลังเพลิดเพลินกับไอศกรีมอยู่มุมบ้านหลังใหญ่กับพี่เลี้ยง เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบหันหน้ามองแล้วเดินหน้านิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า ทำเอาสุพจน์นั้นถึงกับหลุดขำเสียไม่ได้เมื่อประโยคที่เด็กน้อยคนนี้กำลังเปล่งออกมาช่างเกินวัยเสียจริง 

  

           ‘ฮับ! ขุนศึกจะแต่งงานกับน้อง! ขุนศึกจะเป็นเจ้าบ่าวให้น้องเองฮับ!’ 

  

           น้ำเสียงประกาศดังอย่างหนักแน่นของเจ้าเด็กน้อยที่ยืนถือเลโก้หุ่นยนต์ที่เจ้าตัวนั้นเพิ่งต่อเสร็จมาหมาด ๆ ส่งไปให้อีกฝ่ายด้วยสีหน้าและแววตาที่ไม่มีทีท่าว่าจะพูดเล่นแต่อย่างใด 

  

           เหล่าบรรดาสองครอบครัวใหญ่ที่วันนี้พากันนัดกินข้าวในรอบหลายเดือนถึงกับยิ้มขำ หากถามว่ามารวมตัวกันได้อย่างไรนั้นคงเป็นเพราะสืบเนื่องจากอากงและอาม่าทั้งสองฝั่งเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนจึงพาลทำให้ระหว่างสองครอบครัวนี้สนิทกันไปด้วยโดยปริยายและนาน ๆ ครั้งก็มักจะนัดกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเฉกเช่นวันนี้ 

  

           ‘ส่อแววแต่เด็กขนาดนี้สิ่งที่เราคุยกันไว้ก็เริ่มเห็นราง ๆ มาแต่ไกลแล้วล่ะฮุ่ยเหมย’ 

  

           ฝ่ายอาม่าของเด็กน้อยวัยสามขวบที่กำลังนั่งถักผ้าพันคอกับเพื่อนรักเพราะเริ่มจะเข้าใกล้ช่วงฤดูหนาวอีกไม่กี่วันข้างหน้า ฝั่งเพื่อนสนิทที่กำลังถักเส้นไหมพรมสีแดงก็ช้อนสายตาขึ้นมองผ่านแว่นแล้วเผยยิ้มและเอี้ยวตัวไปมองเด็กน้อยสองคนที่วันนี้ได้มาพบเจอกันเป็นครั้งแรกเนื่องจากขุนศึกเพิ่งกลับมาจากเซี่ยงไฮ้เมื่อสองวันที่แล้ว 

  

           ‘ตอนนั้นอั๊วแค่พูดเล่น ๆ ไม่คิดว่าเจ้าหลานชายตัวน้อยกลับมาหาจากเซี่ยงไฮ้จะโผล่พูดออกมาแบบนั้นเหมือนกัน’ 

  

           สิ้นประโยคของอาม่าฝั่งของเด็กน้อยวัยเจ็บขวบก็พากันหัวเราะอย่างชอบพอดังระงม ณ บริเวณห้องนั่งเล่นอย่างมีความสุข ฟากฝั่งเด็กน้อยวัยสามขวบเมื่อดื่มด่ำกับไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รีจนอิ่ม สายตาจึงสาดส่องไปทั่วบริเวณบ้านราวกับต้องการหาสิ่งใหม่เพื่อไขว่คว้ามาเล่นกับตัวเอง  

  

           สายตากลมโตมองหาอยู่ครู่หนึ่งก็ดันไปปะทะกับใบหน้าของหนุ่มน้อยที่อายุห่างกันสี่ปี สายตาของเจ้าเด็กน้อยทั้งสองประสานสายตามองกันด้วยความสงสัย หนุ่มน้อยวัยเจ็ดขวบเมื่อผู้เป็นน้องจ้องมองมายังตนเองก็ไม่อยู่เฉยรีบสาวเท้าเดินไปหาบุคคลที่ตนตั้งมั่นว่าจะแต่งงานด้วยสีหน้าแน่วแน่และจริงจังเกินวัย 

  

           ‘คุณหนูคะอิ่มแล้วเหรอ มาค่ะเดี๋ยวสาลี่เช็ดปากให้ก่อนนะคะ’ 

  

           พี่เลี้ยงเอ่ยพูดขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปเช็ดปากให้ผู้เป็นนายน้อยของบ้านอย่างเบามือ ในระหว่างนั้นร่างของผู้เป็นพี่ก็เดินมาหยุดตรงหน้าคนที่เจ้าตัวหมายปองแล้วยืนกอดอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมตามฉบับว่าที่ท่านประธานเคเอสกรุ๊ป 

  

           ‘จะเป็นเจ้าสาวของเก๋าต้องไม่กินเลอะเทอะแบบนี้ เข้าใจไหม’ 

  

           น้ำเสียงเย่อหยิ่งของผู้เป็นพี่บอกกล่าวกับคนที่ตนหมายปองด้วยสายตาที่ไม่มีแววล้อเล่นแต่อย่างใด ส่วนอีกฟากหนึ่งได้แต่เอียงคอมองคนตรงหน้าด้วยความมึนงงอย่างไม่เข้าใจตามวัยของเด็กอายุได้เพียงแค่สามขวบ 

  

           ‘เอ๊? เจ้าสาว เจ้าสาวคือใยหย๋อฮับ รู้ อยากรู้’ 

  

           ประโยคแรกเด็กน้อยเอ่ยถามผู้เป็นพี่พร้อมกับเอียงคอทำตาโตปากจู๋อย่างน่ารักน่าชัง ก่อนจะหันไปหาผู้เป็นพี่เลี้ยงแล้วถามขึ้นด้วยความสงสัย ฝ่ายพี่เลี้ยงเมื่อโดนบุตรชายของเจ้านายถามก็ถึงกับยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่และพลางคิดในใจว่าเหตุใดทำไมความน่ารักของคุณหนูตนช่างมีมากเหลือเกิน 

  

           ‘เจ้าสาวคือการที่ได้แต่งตัวหล่อ ๆ ค่ะคุณหนู’ 

  

           ตนตัดสินใจตอบกลับไปเพียงเท่านั้นเพราะหากให้สาธยายลงรายละเอียดแก่เด็กสามขวบฟังก็คงจะไม่เข้าใจเสียเท่าไหร่ ดังนั้นตนจึงบอกความจริงเพียงบางส่วน 

  

           ‘หล่อหย๋อฮับ เป็นเจ้าสาว หล่อ’ 

  

           เด็กน้อยวัยสามขวบเอี้ยวตัวหันกลับมานั่งก้มหน้าพึมพำกับตัวเอง โดยมีสายตาของเด็กน้อยที่มีศักดิ์เป็นพี่ยืนกอดอกมองหน้าคิ้วขมวดอย่างไม่ละสายตา ดวงตากลมโตแฝงด้วยความน่าเกรงขามจ้องมองราวกับครุ่นคิดในใจโดยไม่มีใครอาจคาดเดาได้ แต่ทว่าร่างเด็กวัยเจ็ดขวบจู่ ๆ ก็ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นก่อนจะใช้สองอุ้งมือนุ่มตัวเองไปประคองใบหน้าเล็กที่มัวแต่นั่งก้มหน้าพึมพำเป็นเวลานานนับหลายนาทีขึ้นมา 

  

           ‘อ่าฮะ เป็นเจ้าสาวจะได้แต่งหล่อ คับฟ้าอยากแต่งงานกับขุนศึกไหม’ 

            

           ฝ่ายคนน้องเงยหน้าจ้องมองนิ่งราวกับกำลังใช้สมองน้อย ๆ ครุ่นคิดกับตัวเองเมื่อโดนถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานเพราะเจ้าเด็กน้อยรู้เพียงแค่ว่าการแต่งงานนั้นจะได้แต่งตัวหล่อเท่านั้น 

  

           ‘แต่งตัวหล่อหย๋อ คับฟ้าอยากแต่งตัวหล่อ!’ 

  

           ใบหน้าขาวเนียนฉีกยิ้มกว้างจนเห็นซีกฟันเล็กส่งให้แก่คนตรงหน้า จากหน้าตานิ่งตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างอย่างชอบพอเมื่อสิ่งที่ตนเองตั้งใจไว้นั้นกำลังถูกตกปากรับคำจากอีกฝ่าย 

  

           ‘ดีมาก ป๊าฮับ! ม๊าฮับ! คับฟ้าเป็นเจ้าสาวของขุนศึกแล้วนะฮับ!’ 

  

           ใบหน้าเล็กเอี้ยวตัวหันไปทางพ่อกับแม่ของตนเองด้วยความพอใจแล้วตะโกนเสียงดังลั่นจนผู้ใหญ่ที่นั่งมองความน่ารักของเด็กสองคนกระทำต่อกันด้วยหัวใจที่เบิกบาน หากแต่แรงที่กอบกุมคางน้อย ๆ ไว้นั้นถูกบีบลงอย่างลืมตัวจนใบหน้าเล็กของเด็กน้อยวัยสามขวบถูกดึงเข้าหาคนพี่ด้วยแรงที่เพิ่มขึ้นจนริมฝีปากเล็กอมชมพูเบะออกและจากนั้นเพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีเสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นในที่สุด 

  

           ‘แง้งงงงงงงงงงงงงงง!’ 

  

           เด็กน้อยร้องไห้ด้วยความเจ็บเมื่อถูกกอบกุมคางไว้ตอนแรกที่บัดนี้กลับเป็นการฉุดดึงจนหัวเล็กนั้นตัวเกือบลอยเหนือพื้น  

  

           ‘อะ เอ่อ คุณขุนศึกคะปล่อยคุณหนูคับฟ้าก่อนนะคะ’ 

  

           สาลี่ผู้เป็นพี่เลี้ยงเมื่อเห็นว่าคุณหนูตนเองถูกกระทำก็พาลทำให้ใจคอไม่ดี แต่ถ้าจะให้เอามือไปจับคุณหนูก็กลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายเป็นอะไรไปและอาจจะทำให้อีกฝ่ายร้องไห้ตามก็เป็นได้  

  

           ‘ขุนศึกปล่อยน้องเดี๋ยวนี้! น้องเจ็บไม่เห็นหรือไง!’ 

  

           ผู้เป็นมารดาทั้งสองครอบครัวรีบปรี่ตัวเข้ามาด้วยความว่องไวเมื่อเสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วบ้าน ใจของผู้เป็นแม่ทั้งสองนั้นร้อนรนไม่น้อย มารดาของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเมื่อเดินเข้ามาในจุดเกิดเหตุแทบจะเป็นลมล้มพับไปกับพื้นเมื่อเด็กน้อยที่อยู่ในท่าคลานเข่ากำลังถูกดึงหัวขึ้นสูงด้วยฝีมือของลูกชายตนเอง 

            

           ‘ไม่ปล่อยฮับ ขุนไม่ปล่อย! ไม่ปล่อย! ขุนจะแต่งงานกับน้อง!’ 

  

           ‘สาลี่ดึงหัวคับฟ้าออกจากมือเจ้าขุนศึกเร็วสิ!’ 

  

           ‘คะ ค่ะคุณนายหญิง!’ 

  

           ‘แง้งงงงงงงงงงงงงงงงงง!’ 

  

           สีหน้ามุมานะกับเรื่องแต่งงานของลูกชายตนเองนั้นดูท่าจะแน่วแน่เสียกว่าที่ตนคิด หากแต่จะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้หัวหลานชายของเพื่อนอากงอาม่าต้องหลุดออกจากบ่าเป็นแน่ 

  

           ‘ไม่ปล่อย! ไม่! ม่ายยยย! แง้งงงงงงงงงงงงง!’ 

  

           ร่างของเด็กน้อยวัยสามขวบถูกดึงจนหลุดออกมาอยู่ในอ้อมกอดของพี่เลี้ยงส่วนอีกฟากหนึ่งถูกดึงด้วยฝีมือของผู้เป็นแม่เจ้าเด็กน้อยจอมซน แต่ทว่าแยกตัวออกมายังไม่ถึงเสี้ยววินาทีเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบจึงเริ่มมีอาการไม่พอใจราวกับกำลังถูกแย่งของเล่นไปจากมือ  

  

           เมื่อโดนขัดใจทำให้อาการเบะปากเกิดขึ้นตามมาด้วยเสียงร้องไห้สุดเสียงด้วยความน้อยใจต่อผู้เป็นแม่ ทำให้ตอนนี้เสียงร้องไห้ของเหล่าบรรดาลูกหลานสองบ้านใหญ่ร้องไห้แข่งกันในบ้านหลังโตอย่างไม่มีใครยอมใคร  

  

           เหตุการณ์ดังกล่าวในวัยเด็กเป็นเพียงความทรงจำที่ถูกจารึกไว้ เด็กน้อยทั้งสองคนในวันนั้นไม่อาจรับรู้มาก่อนเสียด้วยซ้ำว่ามีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังคงถูกซ่อนเก็บไว้ไร้ซึ่งการเล่าขานจากครอบครัวของตนเอง จนพวกเขาทั้งสองเติบโตขึ้นมาความทรงจำทั้งหมดก็ถูกเลือนหายไป…หายไปพร้อมกับช่วงเวลาของอายุจนจำเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้อีกเลย 

  

           จำไม่ได้แม้กระทั่ง… 

  

           แท้จริงแล้วพวกเขานั้นเคยเจอกันมาก่อนและรับปากไว้ด้วยคำมั่น… 

  

           คำมั่นที่ว่าจะเป็นเจ้าสาวและเจ้าบ่าวของกันและกันในอนาคต… 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “ทุกคนพร้อมกันไหม” 

  

             คุณปริชญ์กอดอกมองหน้าคนในทีมทีละคนด้วยสีหน้าเป็นเคร่งเครียดไม่น้อยเพราะโปรเจกต์ที่พวกเราอดหลับอดนอนกันในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมากำลังจะออกสู่สนามจริง ถึงแม้ว่าผมจะอยู่ดึกทั้งคืนไม่ได้เหมือนเพื่อนร่วมทีมคนอื่น เนื่องจากคำสั่งของสามีผู้ที่เป็นท่านประธานบริษัทส่งตรงมายังหัวหน้าอย่างคุณปริชญ์ห้ามให้ผมอยู่ดึกและหากมีงานด่วนให้ผมทำงานที่บ้านเท่านั้น ผมจึงต้องใช้ช่วงเวลาในการทำงานปรกติตั้งใจทำในส่วนของตัวเองให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยการทะเลาะกับขุนศึกในช่วงเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมก็ยอม 

  

             “พร้อมค่ะ/พร้อมครับ” 

  

             น้ำเสียงพร้อมเพรียงของพวกเราตอบกลับไปให้หัวหน้าทีมด้วยสีหน้าจริงจัง สำหรับผมนั้นได้แต่ภาวนาขอให้เจ้าก้อนในท้องสงบนิ่งไม่รบกวนการทำงานสำคัญในครั้งนี้เพราะหากโปรเจกต์ลุล่วงไปได้ด้วยดี การทำงานในตำแหน่งพนักงานทีมโปรเจกต์พิเศษก็จะถือว่ายุติลงตามที่ผมได้ให้สัญญาไว้กับขุนศึก  

  

             “ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้และจะต้องทำออกมาดีแน่ หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมอยากให้พวกคุณรู้ไว้ว่าพวกคุณเป็นตัวขับเคลื่อนแนวหน้าที่พาโปรเจกต์นี้มาหยุดอยู่ที่คำว่าเพอร์เฟกต์! เพอร์เฟกต์ที่สุด!” 

  

             ผมมองชายวัยกลางคนที่ขึ้นชื่อว่าหัวหน้าตัวเองด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ เมื่อพฤติกรรมที่แสดงออกมาดูจะเกินความเป็นจริงไปเสียหน่อย ไหนจะท่าทางยกหลังมือปาดน้ำตาที่ไม่มีสักหยดแล้วหันมามองพวกเราทั้งห้าคนอย่างซาบซึ้งใจเสียเหลือเกิน 

  

             “ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยไปได้ด้วยดีคืนนี้ผมจะเลี้ยงพวกคุณให้กินดีอยู่ดีเท่าที่หัวหน้าคนนึงจะทำได้! ผมสัญญาด้วยเกียรติของหัวหน้าฝ่ายการตลาดสุดเพอร์เฟกต์บริษัทชั้นนำของประเทศ!” 

  

             สีหน้าที่วิตกกังวลของเพื่อนร่วมทีมตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าสดชื่นขึ้นเมื่อคุณปริชญ์ออกปากว่าจะเลี้ยง เมื่อการให้กำลังใจในระหว่างทีมเสร็จสิ้นลงพวกเราทั้งหมดจึงเดินเข้าไปภายในห้องประชุมที่มีเหล่าคณะผู้บริหารนั่งเรียงรายกันเป็นสิบเพื่อรอฟังโปรเจกต์สำคัญจากทีมมาร์เก็ตติ้งเฉพาะกิจของพวกผม  

  

             เมื่อย่างเท้าเดินเข้ามาด้านในความรู้สึกประหม่าเกิดขึ้นในใจไม่น้อย โดยเฉพาะสายตาเคร่งขรึมของชายในชุดสูทเนื้อผ้าดีสีน้ำตาลเข็มที่ผมเป็นคนเลือกให้เองกับมือเมื่อเช้า เจ้าของชุดสูทสีโดดเด่นนั้นก็กำลังจ้องมองมาที่ผมแบบไม่ละสายตาไปไหน  

  

             “ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มได้” 

  

             เสียงทุ้มของขุนศึกที่นั่งอยู่ตรงกลางพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ โดยข้าง ๆ มีเลขาคอยนั่งจดรายงานไม่ห่างตัว สายตาคมเข้มจ้องมองผมหน้านิ่งและบึ้งตึงเมื่อตัวผมยืนขนาบข้างกับธามบวกกับสถานการณ์ระหว่างเราก็ไม่ค่อยจะดีเสียเท่าไหร่นัก เพื่อไม่ให้ชายผู้เป็นสามีไม่สบอารมณ์หนักไปกว่านี้ผมจึงสะกิดแขนเพลนที่ยืนถัดจากผมด้านซ้ายมือส่งสัญญาณให้สลับที่ก่อนจะเริ่มการนำเสนองาน 

  

             “เพลนสลับที่ยืนกัน” 

  

             เพลนที่กำลังยืนกุมมือตัวตรงอย่างประหม่าเอี้ยวหน้าที่กำลังปั้นยิ้มให้กับบอร์ดผู้บริหารมาให้ผม เพลนพยักหน้าทำตามในสิ่งที่ผมขออย่างรวดเร็ว 

  

             “ถ้าอย่างนั้นทีมผมขออนุญาตเปิดการนำเสนอเลยนะครับ” 

  

             มือขวาของตัวเองทาบลงบนหน้าท้องแล้วลูบเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณกับเจ้าก้อนให้รับรู้ว่าการทำงานของมี๊กำลังจะเริ่มขึ้นและอย่าดื้อในระหว่างที่มี๊กำลังพรีเซนต์งาน ผมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติเมื่อธามเริ่มเปิดประเด็นในการพรีเซนต์เป็นคนแรก  

  

             การนำเสนองานของทีมเราดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยไร้ซึ่งการทักท้วงใด ๆ จากบอร์ดผู้บริหาร อาการตื่นเต้นเข้ามาปะทะในอกเมื่อคนต่อไปที่นำเสนอคือผม เมื่ออาการตื่นเต้นที่ค่อนข้างมากจึงทำให้ผมรู้สึกพะอืดพะอมตีขึ้นมาในช่วงเวลาอันรวดเร็ว  

  

             “อึ่ก!” 

  

             ผมเอี้ยวตัวและรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองคล้ายกับคนจะอาเจียน ผมหลับตาพยายามรวบรวมสติสักพักหนึ่งเพื่อทำใจให้สบายไม่เคร่งเครียดมากจนเกินไป เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มดีขึ้นจึงเอี้ยวตัวหันกลับมายืนในท่าเดิมอีกครั้ง ขุนศึกที่เมื่อเห็นอาการของผมก็ทำท่าว่าจะลุกเดินปรี่เข้ามาหาผมโดยไม่สนใจการนำเสนอโปรเจกต์สักนิด แต่ผมกลับต้องรีบส่ายหน้าให้เป็นสัญญาณห้ามไว้เพราะอีกไม่กี่นาทีงานชิ้นนี้ของผมก็จะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ 

  

             “และในส่วนนี้นะครับ…” 

  

             ผมกลั้นใจเฮือกสุดท้ายและกลั้นอาการเหล่านั้นเอาไว้แล้วเดินขึ้นมายืนพูดในส่วนของตัวเองหลังจากที่เพลนได้พูดจบ ผมยืนนำเสนอไปด้วยสีหน้าที่ปั้นยิ้มแต่ขุนศึกกลับมองผมหน้าเครียดและจับผิดสังเกตโดยที่ไม่ได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่ผมกำลังนำเสนอด้วยซ้ำ ราวกับคนตรงหน้ารอเพียงเวลาให้ทุกอย่างจบลง จนในที่สุดการนำเสนอโปรเจกต์ที่พวกเราทุกคนตั้งใจทำกันอย่างหนักหน่วงก็เสร็จสิ้น เมื่อคุณปริชญ์เอ่ยจบประโยคได้อย่างสวยงามและไม่มีบอร์ดบริหารท่านไหนยกมือค้านหรือไม่เห็นด้วยกับสินค้าที่ทีมเราได้นำเสนอไปแม้แต่คนเดียว  

  

             “ดีมาก ผมชอบและขอชื่นชมทีมงานของคุณที่สามารถวิเคราะห์สินค้าและคิดวิธีแก้ไขกลับสถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้าจากลูกค้าได้อย่างดี ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจกต์ครั้งนี้ ผมขอจบการประชุม” 

  

             สิ้นเสียงเข้มของท่านประธานบริษัท ขุนศึกก็รีบลุกขึ้นเดินตรงเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าบึ้งตึงอยู่ไม่น้อย โดยมีสายตาของเหล่าบอร์ดผู้บริหารและคนในทีมมองมายังท่านประธานกับภรรยาอย่างผมจนบรรยากาศภายในห้องเข้าสู่ความเงียบ 

  

             “ตามที่ตกลงกัน ป๊าขอสั่งให้มี๊กลับบ้านเดี๋ยวนี้” 

  

             ขุนศึกเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมแล้วพูดเสียงเรียบโดยสายตาของเจ้าตัวกลับไม่มองผม แต่เลือกที่จะหันไปมองหน้าธามที่กำลังยืนฟังบทสนทนาของเราสองคนด้วยสีหน้าตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินสรรพนามของผมกับขุนศึกเปลี่ยนไป ผมพยักหน้ายิ้มรับแล้วเดินเข้าไปคล้องแขนแกร่งในระหว่างนั้นบอร์ดบริหารท่านอื่นเริ่มทยอยออกจากห้องเหลือไว้เพียงแต่ท่านประธานกับคนในทีมงานของผม 

  

             “คืนนี้ผมไปกับทุกคนไม่ได้นะครับ หมอสั่งห้ามไม่ให้ผมดื่มแอลกอฮอล์เลยไม่อยากไปนั่งให้เสียบรรยากาศ กลัวจะทำให้ทุกคนหมดสนุกไปเปล่า ๆ” 

  

             ผมพูดด้วยรอยยิ้มออกไปอย่างรู้สึกผิดที่ไม่ได้บอกกับทุกคนล่วงหน้า มันเป็นเพราะผมเองที่ลืมบอกมัวแต่สนใจกับโปรเจกต์เลยทำให้ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท  

  

             “อะ อ้าว แบบนี้ก็ไม่ครบทีมสิครับ แย่เลยหมดสนุกกันพอดี” 

  

             ทัตพูดขึ้นด้วยความเสียดายที่ผมไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้ได้… 

  

             “ถ้าอย่างนั้นผมจะเปลี่ยนร้านเป็นร้านอาหารก็ได้ครับถ้าคุณคับฟ้าไม่สะดวกดื่ม พวกเราทุกคนอยากให้คุณคับฟ้าไปจริง ๆ นะครับ” 

  

             คุณปริชญ์รีบเดินขึ้นมาพูดอย่างนอบน้อมตรงหน้าในขณะที่ผมก็คล้องแขนขุนศึกไว้ไม่ห่างตัว… 

  

             “ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน ภรรยาฉันไม่สะดวกคนกำลังท้องกำลังไส้คงจะออกไปไหนไม่ได้ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเลี้ยงส่งโปรเจกต์ครั้งนี้” 

  

             “…!!” 

  

             เอกสารในมือหล่นลงพื้นกันเป็นระนาวเมื่อสามีของผมประกาศข่าวดีท่ามกลางเพื่อนร่วมงานในทีม เมื่อเสียงเข้มของขุนศึกพูดจบก็รีบโอบตัวผมหันหลังเดินไปยังประตูทางออก โดยที่ทุกคนยังยืนอึ้งกับคำบอกกล่าวของผู้เป็นเจ้านายไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหนและหนึ่งในนั้นก็คงจะไม่พ้นธาม 

  

            ผมได้แต่หวัง… 

  

               หวังว่าสักวันธามจะเจอคนที่รักธามจริงและขอให้ธามตัดใจจากผมได้เร็ว ๆ เสียที… 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             ธาม P 

  

             “ทุกคนได้ยินเหมือนผมไหม…ทะ ที่ท่านประธานบอกว่าภรรยาท่านประธานท้อง” 

  

             หัวหน้าปริชญ์พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อยเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองนั้นไม่ได้หูฟาดหรือฟังผิดเพี้ยนไปคนเดียว… 

              

             “ผะ ผมก็ได้ยินครับหัวหน้า” 

  

             “ท่านประธานบอกภรรยาตัวเอง…ทะ ท้อง คุณคับฟ้าท้องเหรอ…” 

  

  

             ราวกับทุกอย่างหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวไปชั่วขณะ ผมยืนช็อกกับสิ่งที่ท่านประธานบอกสาเหตุที่คับฟ้าไม่สามารถไปร่วมฉลองกับพวกเราได้ หากแต่สาเหตุนั้นกลับบีบหัวใจผมเสียจนเจ็บปวดไปหมดชนิดที่ว่าไม่เหลือเศษซากให้ต่อกลับมาได้ใหม่ 

  

             “ไอ้ธามมึงจะไปไหน!! ไอ้ธาม!!” 

  

              ตัวผมค่อย ๆ หันหลังออกจากห้องประชุมด้วยอาการเหม่อลอย ถึงแม้จะมีเพื่อนตะโกนเรียกไล่หลังผมก็ไม่ได้สนใจ สองเท้าก้าวออกมายังด้านนอกแล้วเดินทอดน่องไปตามทางโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีใครบางคนเดินตามหลังมาติด ๆ  

  

             “พี่ธาม พี่ธามโอเคไหมคะ” 

  

             ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวแบบนี้จะเกิดขึ้น ผู้ชายไม่สามารถท้องได้แต่กลับกลายเป็นคับฟ้าที่ได้มีโอกาสนั้นมาครอบครอง ผมควรจะยินดีให้กับเรื่องที่เกิดขึ้นและไม่ควรมาเสียใจแบบนี้กับภรรยาของท่านประธาน  

  

             “พี่ธาม พี่ธามคะ…” 

  

             สองเท้าเดินมาเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมายแต่ทว่าจะก้าวเดินไปข้างหน้าต่อก็ไม่มีแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ จึงต้องจำใจหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่เป็นจุดพักดื่มน้ำของพนักงานพร้อมกับคำถามที่แล่นอยู่ในหัว 

  

             ทำไม… 

  

           เป็นไปได้ยังไง.. 

  

             “พี่ธาม พี่ธามตอบเพลนสิอย่านิ่งไปแบบนี้ เพลนแอบกลัวแล้วนะคะ” 

  

             สายตาเหม่อลอยในตอนแรกถูกดึงกลับมาใหม่เมื่อฝ่ามืออุ่น ๆ เลื่อนมาสัมผัสกับมือผมด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลใจ สัมผัสที่แตะลงฝ่ามือทำให้ผมเบือนหน้าหันกลับมามองเจ้าของสัมผัสนั้นด้วยอาการช็อกกับสิ่งที่ได้ยินภายในห้องประชุม 

  

             “…” 

  

             “ทุกอย่างจะผ่านไปได้…พี่ธามเชื่อเพลนนะ นะคะ พี่ธามยังมีเพลน เพลนอยู่กับพี่ตรงนี้เสมอเลย” 

  

             ผมมองหน้ารุ่นน้องในทีมตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่ไร้ความรู้สึก สีหน้าอ้อนวอนของเพลนกำลังสื่อออกมาให้ผมได้รับรู้ว่าเรื่องทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี สายตาผมหลุบต่ำมองมือของเพลนที่กำลังตบลงบนฝ่ามือผมเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ  

  

             “อื้ม ขอบใจนะ” 

  

             แต่ตอนนี้ผมทำได้เพียงส่งยิ้มที่มันถูกปั้นแต่งขึ้นให้อีกคนเห็นว่าผมไม่เป็นอะไร แต่สภาพความเป็นจริงแล้วนั้นใจผมตอนนี้มันช่างบอบช้ำเหลือเกิน ถึงแม้ปากจะบอกว่าพยายามออกห่างและตัดใจแต่สิ่งที่ได้ยินวันนี้มันกลับทำให้ผมเสียศูนย์จนแทบไม่สามารถทำใจได้  

  

             จบ… 

  

           มันจบแล้วจริง ๆ… 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “ตลก หน้าพิธีกรเลอะน้ำมะขามเปียกหมดเลย ป๊าดูสิ โอ๊ยขำ!” 

  

              

             ผมชี้นิ้วไปยังหน้าจอทีวีขนาดแปดสิบสี่นิ้วเพื่อให้ขุนศึกที่ทำหน้าที่เป็นเบาะรองนั่งให้ผมพิงมานานนับหลายชั่วโมงได้ดู เสียงหัวเราะที่จะเป็นผมคนเดียวเสียมากกว่าดังขึ้นอยู่หน้าจอทีวีห้องนั่งเล่นกับชายผู้เป็นสามีอย่างมีความสุข 

  

             “อื้ม…” 

  

             ทว่าสิ่งที่ได้กลับมานั้นเป็นเพียงเสียงตอบกลับในลำคอ ผมถอนหายใจเบา ๆ เมื่อรับรู้ถึงบรรยากาศที่ไม่เหมือนเดิมระหว่างผมกับคุณพ่อมือใหม่ ผมนั่งนิ่งเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างครุ่นคิดกับอาการที่แสดงออกมาของคนด้านหลังและหากจะให้เดาขุนศึกยังคงงอนผมไม่หายอย่างแน่นอน 

  

             เมื่อรับรู้ถึงน้ำเสียงในการตอบกลับผมจึงดันตัวเองออกจากวงแขนของขุนศึก ปรับท่าเป็นลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กอดอกมองหน้าสามีตัวเองที่กำลังให้ความสนใจกับหนังสือในมือมากกว่าผม ที่ถึงแม้จะลุกออกจากตัวร่างสูงตรงหน้าก็ไม่แม้แต่เงยขึ้นมามองผมด้วยซ้ำ 

  

             “ป๊ายังงอนมี๊อยู่เหรอ เราคุยกันเคลียร์แล้วนี่ โปรเจกต์ก็ผ่านไปแล้วมี๊ก็จะออกจากงานมาอยู่บ้านตามที่ป๊าขอ แต่ทำไมป๊ายังงอนมีอยู่ล่ะ” 

  

             ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยอารมณ์ที่เปราะบางกว่าปรกติที่เป็น แน่นอนว่าเมื่อคนตรงหน้ารับรู้ถึงน้ำเสียงผมจึงรีบเงยหน้าขึ้นมาสบตาและปิดหนังสือที่กำลังอ่านวางไว้ด้านข้างทันที 

  

             “ทำไมต้องตอบแค่คำนั้นด้วย มี๊ไม่เห็นจะชอบตรงไหนเลย” 

  

             เมื่อความสนใจมาอยู่ที่ผมเต็มร้อยยิ่งสายตาคมของขุนศึกจ้องมองมามันยิ่งทำให้ความรู้สึกแปรปรวนของตัวเองเริ่มหนักขึ้น จากน้ำเสียงสั่นเครือตอนแรกมันจึงมาพร้อมกับน้ำใส ๆ ที่ไหลออกจากหางตาอย่างไม่ทราบสาเหตุว่าตัวเองร้องเพราะอะไร 

  

             “มี๊ร้องไห้ทำไม…ป๊าขอโทษ ขอโทษ ไม่ร้อง” 

  

             ขุนศึกรีบลุกขึ้นโผล่เข้ากอดผมทันควันท่อนแขนแกร่งสองท่อนโอบกอดคอผมแล้วรั้งตัวให้แนบชิดกับร่างอันเปลือยเปล่าท่อนบนอย่างที่เจ้าตัวชอบทำเวลาอยู่บ้าน เมื่อร่างของผู้เป็นสามีเข้าโอบกอดผมรีบซบใบหน้าฝั่งลงบนหน้าอกด้วยความน้อยใจที่เมื่อครู่นี้เจ้าตัวให้ความสนใจกับผมไม่เท่าเดิม บวกกับอาการเครียดตลอดระยะเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมามันยิ่งทำให้อารมณ์ผมวิตกกังวลหนักเข้าไปใหญ่ 

  

             “ก็ป๊างอนมี๊ งอนไม่ยังพอยังสนใจหนังสือมากกว่ามี๊อีก แต่มี๊ไม่ได้อยากร้องไห้นะมันไหลออกมาเอง” 

  

             ผมดันหน้าท้องแข็ง ๆ เต็มไปด้วยกล้ามหน้าท้องและเงยหน้าขึ้นไปพูดทั้งน้ำตา ในขณะเดียวกันขุนศึกก็โอบรอบคอผมไม่ผละตัวออกไปไหน เมื่อน้ำตาผมไหลออกมาไม่หยุดมือขวาของว่าที่คุณพ่อมือใหม่จึงเลื่อนมาปาดน้ำตาออกให้อย่างเบามือ  

  

             “ไม่ได้งอนเลย ป๊าหายงอนแล้ว เมื่อกี้ที่ตอบไปแบบนั้นป๊าอ่านหนังสือเพลินไปหน่อย ขอโทษ ขอโทษ…” 

  

             เสียงขอโทษเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วก่อนจะก้มลงจูบบริเวณเปลือกตาผมทั้งสองข้างสลับกันไปมา ขุนศึกจูบค้างไว้นานพอควรจนทำให้ผมสามารถหยุดเสียงสะอื้นร่ำไห้ของตัวเองลงได้ 

  

             “ไม่ได้งอนมี๊แล้วจริงนะ” 

  

             ผมสูดน้ำมูกลงคอช้อนสายตาถามคนตรงหน้าอีกครั้งเพื่อความมั่นใจให้กับตัวเอง ขุนศึกผละตัวออกจากผมแล้วประคองร่างให้เราสองคนหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาตัวเดิม ผมจ้องมองว่าที่คุณพ่อมือใหม่ไม่ละสายตาไปไหนเพราะยังรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ 

  

             “คนอย่างป๊าจะงอนมี๊ได้นานแค่ไหนกันที่รัก แค่มี๊มองด้วยสายตาแบบนี้ใจป๊าก็อ่อนยวบแล้ว” 

  

             ขุนศึกยื่นหน้ามาจูบขมับด้านซ้ายผมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เมื่อคำตอบที่ได้ยินเป็นที่น่าพอใจจึงทำให้รอยยิ้มกลับมาฉายแววบนใบหน้าผมอีกครั้ง แต่ขุนศึกก็ไม่วายทำให้ผมเกิดอาการมึนงงขึ้นอีกเมื่อจู่ ๆ ฝ่ามือใหญ่ที่กำมือเข้าหากันแน่นเลื่อนมาตรงหน้า สายตาผมหลุบต่ำมองลงบนมือขุนศึกทันทีที่ตอนนี้มีบางอย่างถูกเขียนลงบนผิวหนังของเจ้าตัวเต็มไปหมด 

  

             “อะไรเหรอ” 

  

             ผมถามด้วยความสงสัยและอมยิ้มเล็กน้อยเพราะนานวันเข้าสามีคนนี้เริ่มจะทำอะไรที่เซอร์ไพรส์ผมตลอดเวลานับตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างเราเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ  

  

             “ทำตามคำที่เขียนไว้ป๊ามีอะไรจะบอก ป๊าอุตส่าห์นั่งเขียนตอนที่มี๊ดูทีวีเลยนะ” 

  

             ตาผมลุกวาวอย่างตื่นเต้นกับประโยคชวนเร้าให้ความอยากรู้ของผมผุดขึ้น แต่ในประโยคที่คนตรงหน้าบอกกลับทำให้หัวคิ้วของผมขมวดเข้าหากันเมื่อสิ่งที่ผมคิดไว้ว่าเจ้าตัวนั่งอ่านหนังสือแท้จริงแล้วนั่งก้มหน้าเขียนบนมือตัวเองอยู่หรอกหรือ เมื่อความจริงถูกเปิดผมรีบช้อนสายตามองขุนศึกด้วยรอยยิ้มและรีบก้มหน้าลงอ่านคำภาษาอังกฤษคำแรกที่อยู่บนหลังมือของสามี 

  

             ‘PRESS’ 

  

             นิ้วผมจิ้มลงเมื่อคำบนฝ่ามือใหญ่บอกให้กดลดและเมื่อผมทำตามนิ้วชี้จึงโผล่ออกมาอย่างรวดเร็ว สายตาผมเพ่งมองครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองขุนศึกด้วยรอยยิ้ม 

  

           ‘TWIST’ 

              

             ขุนศึกยิ้มตอบกลับแล้วยู่ปากออกมาเป็นสัญญาณให้ผมเล่นต่อ ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วก้มลงไปบิดนิ้วชี้ให้หงายขึ้นตามคำภาษาอังกฤษที่ถูกเขียนไว้  

  

           ‘PULL’ 

  

           เมื่อนิ้วชี้ถูกหงายสายตาผมไล่อ่านและทำการดึงนิ้วชี้ตามที่ถูกเขียนไว้ด้วยอาการตื่นเต้น เมื่อผมทำการดึงนิ้วเสร็จราวกับประตูแห่งความลับกำลังจะถูกเปิดเพราะฝ่ามือของขุนศึกที่กำไว้แน่นตอนแรกถูกหงายออกและยกขึ้นมาให้ผมอ่านอย่างว่องไว 

  

           ‘LOOK AT BEHIDE YOU!’ 

  

             ผมไล่สายตาอ่านก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งแต่ถึงอย่านั้นผมก็ทำตามคำสั่งโดยไม่เอ่ยถามอะไรออกไป ขุนศึกระบายยิ้มให้ก่อนที่ผมจะเอี้ยวตัวไปด้านหลังหวังมองหาบางสิ่ง 

  

             แต่ไม่มี… 

  

             “ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่ป๊า ไม่มีอะไรแล้วจะให้มี๊หันมาทำไม” 

  

             การคาดเดาของผมกลับผิดคาดเพราะเบื้องหน้าของผมมีแต่ความว่างเปล่า เมื่อไม่มีอะไรน่าสนใจผมจึงทำการเอี้ยวตัวหันกลับมาที่เดิมแต่หันกลับมาคราวนี้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมมันช่างเรียกรอยยิ้มกว้างให้ผมที่สุดตั้งแต่อยู่กับขุนศึกมาและตามมาด้วยความเก้อเขินที่ผุดขึ้นจนใบหน้าผมร้อนผ่าว 

  

             ‘I LOVE YOU!’ 

  

           จังหวะที่ไล่อ่านจนครบตัวอักษรว่าที่คุณพ่อมือใหม่ก็เลื่อนมือมาล็อกท้ายทอยผมให้รับจูบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและมันก็เป็นอีกครั้งที่ขุนศึกสามารถทำให้หัวใจผมพองโตได้อย่างเหลือเชื่อ ความรักของผู้ชายคนนี้นับวันยิ่งแสดงออกมาจนทำให้ผมเขินได้ทุกเวลาที่อยู่ด้วยจริง ๆ  

  

             ขุนศึกร้าย… 

  

           ร้ายกาจเกินไปแล้ว… 

  

  

  

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว