email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 23 ค่ายคุณธรรม

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 ค่ายคุณธรรม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 36

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2564 02:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 ค่ายคุณธรรม
แบบอักษร

ตอนที่ 23 

โดย แยมขนมปัง 

 

 

 

#FHANDEE 

เวลา 07.30 น. ในเช้าวันเสาร์ควรเป็นวันที่ผมนอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน แต่วันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ผมเดินสวมชุดขาวหอบกระเป๋าเสื้อผ้าท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้ามายังหน้าตึกเรียน เพื่อมารวมตัวกับคนอื่น ๆ วันนี้อากาศค่อนข้างแจ่มใสมาก เหมาะแก่การไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรม แต่ดูจากสีหน้าของเหล่านักเรียนมัธยมปลายทั้งหลายดูจะไม่ได้สดชื่นเหมือนกับบรรยากาศในเวลานี้เลย แต่ละคน ไม่หน้าบูดบึ้ง ก็ยังสะลึมสะลือ อ่อนเพลียกันเสียเหลือเกิน ผิดกับผมที่ค่อนข้างตื่นเต้นกับการไปเข้าค่ายในครั้งนี้มาก 

"ฉันอยากกลับบ้านนนนนน" มะนาวที่นั่งอยู่ข้างผมพูดโอดครวญขึ้นมา แล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะม้าหินอ่อน 

"นี่มะนาว ยังไม่ทันได้ไปถึงค่ายเลย มึงร้องอยากกลับบ้านแล้วเหรอ" โบว์ถามยิ้ม ๆ 

"ก็เออน่ะสิ หมดกันวันหยุดของกู แล้วดูสิโทรศัพท์ก็ห้ามเอาไป ไม่รู้หรือไงว่านั่นเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของกูเลยนะ"  

"กูเห็นด้วย" ตุ๊กตาโอดครวญขึ้นมาอีกคน "นี่แค่กูอยู่ห่างกับโทรศัพท์ไม่ถึงสิบห้านาที กูก็จะลงแดงแล้ว แล้วนี่ต้องไปเข้าค่ายตั้งสามวันสองคืน กูต้องตายแน่ ๆ"  

"มึงสองคนอย่าเว่อร์กันให้มาก ปีก่อนอาจารย์ก็สั่งห้ามไม่ให้เอาโทรศัพท์ไปเหมือนกันนี่" จินพูดขึ้น 

"ปีก่อนก็ส่วนปีก่อนสิ แต่ปีนี้ฉันก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี ฮื้ออออ" มะนาวยังครวญครางไม่หยุด ตุ๊กตาเองก็เช่นกัน 

ผมก็ได้แต่นั่งส่ายหน้ายิ้มขำเพื่อน ๆ ที่ดูจะไม่มีชีวิตชีวาเอาเสียเลย ผมก็เข้าใจพวกเธอนะที่จะรู้สึกแบบนั้น เพราะพวกเธอค่อยข้างติดโทรศัพท์แบบสุด ๆ ต่างจากผม ที่แต่ละวันแทบจะจับโทรศัพท์นับครั้งได้เลย หากไม่มีใครติดต่อมา ผมก็ไม่ค่อยจะสนใจมันสักเท่าไหร่ การที่อาจารย์ไม่ให้พกโทรศัพท์ไปค่าย จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม 

"เฮ้ย ๆ ปีนี้กลุ่มของทะเลไปเข้าค่ายด้วยเหรอวะ" ตุ๊กตาพูดขึ้น พวกเราจึงหันไปมองตามสายตาของเธอ ทำให้ผมเจอกับกลุ่มของทะเลที่กำลังเดินเอากระเป๋าสัมภาระไปไว้ที่รสบัส 

"แล้วปีก่อน กลุ่มทะเลไม่ได้ไปเหรอ" ผมหันมาถามเพื่อน ๆ 

"โอ๊ยย คนแบบนั้นเข้าธรรมสถานมันก็ร้อนน่ะสิ อีกอย่างกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในโรงเรียนพวกมันยังไม่เข้าร่วมเลย นับประสาอะไรกับการไปเข้าค่าย อะไรดลใจให้พวกนั้นไปกันนะ" ตุ๊กตาพูดด้วยสีหน้าสงสัยเต็มที 

"นั่นสิ แล้วไม่ใช่ว่าจะไปป่วนที่ค่ายหรอกนะ" มะนาวพูดบ้าง  

ผมไม่ได้พูดอะไรต่อ แล้วหันกลับไปมองกลุ่มของทะเลอีกครั้ง ซึ่งไม่รู้เพราะความบังเอิญหรือเป็นเพราะทะเลมองผมอยู่ก่อนแล้ว ถึงทำให้เราสบตากันพอดี ใบหน้าคมมองผมไม่วางตาพร้อมทั้งยกยิ้มมุมปากส่งมาให้ ทำเอาผมต้องหันหน้าหลบ โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องหลบด้วย 

"ฝันดีร้อนเหรอ ทำไมหน้าแดง ๆ" คำถามของจินเล่นเอาผมชะงัก 

"เอ่อ...นิดหน่อยน่ะ เราว่าพวกเราไปที่รถกันเถอะ อาจารย์เรียกรวมแล้ว" 

เพื่อน ๆ ต่างพยักหน้า พวกเราจึงลุกจากโต๊ะม้าหินอ่อนแล้วเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ  

"เดี๋ยวยืนแยกแถวตามลำดับห้องเรียนนะ ให้หัวหน้าห้องเช็กว่าเพื่อนในห้องตัวเองมาครบไหม เสร็จแล้วเอาใบเช็กชื่อมาส่งที่อาจารย์"  

หลังจากอาจารย์พูดบอก เหล่านักเรียนมัธยมปลายทั้งหลายก็พากันยืนเป็นแถวตามห้องของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนก็ดูจะเอื่อยเฉื่อย ไม่กระฉับกระเฉงจนอาจารย์ต้องดุ กว่าจะจัดแถวกันเสร็จ เมื่อห้องของผมเข้าแถวเสร็จเรียบร้อยก็เป็นหน้าที่ของเปเปอร์ที่เป็นคนเช็กชื่อสมาชิกในห้องและดูเหมือนว่าวันนี้ทุกคนจะพากันสนใจเปเปอร์เป็นพิเศษ เพราะเขาไม่ได้สวมใส่แว่นแล้ว สาว ๆ นี่แอบกรี๊ดกันอย่างที่ผมคิดไว้เลยล่ะเล่นเอาเปเปอร์ทำตัวไม่ถูกเลย 

"ออกจากบ้านตั้งแต่กี่โมง" ผมสะดุ้งนิด ๆ เมื่อมีเสียงจากคนด้านหลังโน้มหน้าเข้ามากระซิบถามผม ซึ่งพอหันไปมองก็ทำให้ผมชะงักเพราะใบหน้าคมที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ผมมาก จนผมรีบถอยหน้าหนีแทบไม่ทัน 

"เอ่อ...เราก็ออกมาตอนเจ็ดโมงกว่า ๆ นี่แหละ"  

"ออกมากับใคร" ทะเลถามเสียงเข้ม จ้องผมไม่วางตา 

"ก็กับแม่เราสิ แม่เราขับรถมาส่งน่ะ" คำตอบของผมคงจะถูกใจอีกฝ่าย ใบหน้าบึ้งตึงถึงได้ดูคลายลงอย่างเห็นได้ชัด 

"กูบอกแล้วไงว่าให้ออกมาพร้อมกูเลย ยังไงก็ต้องมาที่เดียวกัน"  

"ก็แม่เราจะมาส่งนี่" 

ทะเลไม่ได้ถามอะไรต่อ ผมจึงหันกลับมาสนใจเปเปอร์ที่กำลังเรียกเช็กชื่อเพื่อน ๆ ในห้องอยู่ ถึงแม้ผมอยากจะถามทะเลว่าคิดไงถึงได้มาค่ายด้วย แต่ผมว่าผมไม่ถามดีกว่า 

"โอเคเช็กชื่อครบทุกห้องแล้วนะ งั้นก็ขึ้นรถได้เลย คันแรกเป็นของม.4 คันที่สอง ม.5 แล้วคันที่สามเป็นของม.6 นะคะ" อาจารย์แจ้งให้ทราบ ทุกคนก็ขานรับ ก่อนจะแยกย้ายกันไปขึ้นรถตามที่อาจารย์บอก  

ด้วยจำนวนนักเรียนมัธยมปลายที่ค่อนข้างเยอะ จึงทำให้สัปดาห์นี้ เป็นรอบของนักเรียนห้องหนึ่งและห้องสองที่ต้องไปเข้าค่าย ส่วนห้องอื่น ๆ ก็จะเป็นสัปดาห์ถัดไป  

"กลุ่มเรามีห้าคนอะ เอาไงดี" มะนาวถามขึ้น เพราะหากกลุ่มเป็นเลขคี่ นั่นก็หมายความว่าต้องมีหนึ่งคนในกลุ่มที่ไม่มีคู่ตอนนั่งรถ 

"เดี๋ยวเราไปนั่งกับคนอื่นก็ได้" ผมพูดบอกอย่างไม่คิดอะไร เพราะเอาจริงผมนั่งกับใครก็ได้อยู่แล้ว 

"เอางั้นเหรอ" มะนาวถามย้ำ  

ผมพยักหน้ายิ้ม ๆ  

เมื่อตกลงกันได้แล้วพวกเราจึงพากันขึ้นมานั่งบนรถ เพราะตอนนี้ทุกคนก็เริ่มทยอยกันขึ้นมานั่งบนรถแล้ว ผมนั่งที่ริมหน้าต่างหลังเบาะของเปเปอร์กับข้าวตู ส่วนแก้งค์เพื่อนสาวของผมก็นั่งอยู่ใกล้ ๆ ไม่ได้ห่างจากผมนัก 

การได้ขึ้นมานั่งบนรถบัสกับเพื่อน ๆ แบบนี้มันยิ่งได้บรรยากาศของการไปเข้าค่าย ทำให้ผมยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ การได้ไปทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนมันต้องเป็นอะไรที่ดีมากแน่ ๆ  

พรึ่บ 

เสียงยุบของที่นั่งข้าง ๆ บอกให้รู้ว่ามีคนมานั่งลงข้างผมแล้ว ผมจึงหันไปดูกะจะเอ่ยทักทาย แต่แล้วผมกลับเจอกับใบหน้าเดิมที่ยืนอยู่ด้านหลังผมเมื่อตอนเช็กชื่อ แล้วทำไมเขาถึงมานั่งตรงนี้ได้ล่ะ 

"มองอะไร หลงความหล่อของกูหรือไง" ผมนี่แทบอยากจะเบะปาก ทะเลนี่ก็แอบหลงตัวเองเหมือนกันนะเนี่ย 

"ทำไมมานั่งตรงนี้ ไม่ไปนั่งกับเพื่อนของทะเลล่ะ"  

"กูจะนั่งตรงนี้แล้วมึงจะทำไม" ทะเลตอบกลับมาเสียงดุ ๆ ทำไมชอบดุผมนักนะ ผมก็แค่ถามเฉย ๆ 

"ก็เปล่า" ผมตอบได้เพียงเท่านี้ แล้วนั่งหันหน้ากลับมาทางหน้าต่างรถ เพราะไม่อยากจะทะเลาะกับทะเลในวันที่กำลังจะไปสถานที่ดี ๆ แบบนี้  

ในที่สุดรถก็เคลื่อนออกจากโรงเรียน ผมนั่งทอดมองบรรยากาศในยามเช้าตลอดทางที่รถขับผ่าน ปล่อยใจให้ลอยไปกับวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ภายในรถตอนนี้เงียบมาก แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงเครื่องยนต์รถ คงเพราะพอก้นถึงเบาะทุกคนก็พากันหลับใหล 

หมับ 

กึก 

ผมที่กำลังใจลอยกับการมองถนนต้นหญ้า ก็เป็นต้องชะงักหันขวับไปมองคนข้างกายอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ มือเรียวของผมที่ควรจะวางอยู่บนตักของผมดี ๆ มันกลับถูกมือหนาดึงไปวางไว้บนตักแกร่งที่ตอนนี้เจ้าตัวเอนหลังพิงเบาะหลับตาพริ้มไปเสียแล้ว ผมจึงพยายามจะดึงมือกลับเพราะกลัวว่าจะมีใครเห็น แต่ทะเลกลับกุมมือของผมไว้แน่นขึ้นมิหนำซ้ำยังประสานนิ้วหนาเข้ากับปลายนิ้วเรียวทั้งห้าของผมอีกด้วย 

"ทะเล ปล่อยมือเราเถอะ" ผมกระซิบบอก เพราะไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน 

"มึงนั่งเฉย ๆ เถอะน่า ถ้าถึงแล้วก็ปลุกกูด้วย"  

ทะเลตอบกลับมาโดยที่ยังหลับตาอยู่ แถมยังจับมือผมซะแน่น ผมจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจแล้วปล่อยเลยตามเลยยอมอีกฝ่ายไปก่อน ไว้ค่อยถึงสถานปฏิบัติธรรม ผมค่อยดึงมือออกก็แล้วกัน แต่กว่าจะถึงที่นั่น มือของผมคงร้อนแทบไหม้แน่ ๆ เพราะความอุ่นจากฝ่ามือหนา มันแผ่ซ่านมาถึงมือของผม เมื่อไหร่จะถึงนะ ผมต้องนั่งเกร็งแบบนี้ไปตลอดทางเลยเหรอ แถมเจ้าอวัยวะในอกข้างซ้ายของผมก็ดันมาทำงานได้อย่างดีเยี่ยม เต้นกระหน่ำแทบจะแข่งกับเสียงเครื่องยนต์รถจนผมหวั่นกลัวว่าคนข้าง ๆ จะได้ยิน แต่ดูจากใบหน้าคมที่นอนซบเบาะหลับตาพริ้ม คงไม่มีทางรู้สึกตัวเพราะเสียงหัวใจของผมหรอก  

จะว่าไปไม่บ่อยครั้งนักที่ผมจะได้มาจ้องมองสำรวจดวงหน้าของทะเลแบบนี้ คิ้วคมเข้ม ขนตางอนแพแสดงถึงความดื้อรั้นตามนิสัยของเจ้าตัว จมูกโด่งรับกับใบหน้าหล่อที่ดูจะเข้ากับริมฝีปากกระจับนั้นเสียเหลือเกิน เรียกได้ว่าเป็นใบหน้าที่สมบูรณ์แบบเลยล่ะ 

กึก 

นี่ผมบ้าไปแล้วเหรอ ทำไมถึงมานั่งจ้องหน้าคนอื่นแบบนี้ล่ะ นี่ผมเป็นโรคจิตไปแล้วหรือไงกันนะ ผมรีบสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง ยกมือข้างที่ว่างอยู่ขึ้นมาลูบหน้าเรียกสติตัวเองให้กลับมา ผมว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ผมควบคุมจิตใจของตัวเองไม่ได้เลยแฮะ ทำไมมันถึงว้าวุ่นแบบนี้ ผมไม่เข้าใจตัวเองเลย 

การเดินทางในครั้งนี้ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึงพุทธสถานวิโมกสิวาลัยสถานที่มุ่งสู่มุมสงบและสวยงาม ผมจัดการปลุกคนข้างกายที่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้หลับจริงอย่างที่ปากบอกผมก่อนหน้านี้ เพราะผมไม่ทันจะได้อ้าปากเรียกด้วยซ้ำทะเลก็ลืมตาตื่น ปล่อยมือผมแล้วลุกออกไปหน้าตาเฉย อะไรของเขากันนะ 

ผมเลิกสนใจทะเลแล้วตามเพื่อน ๆ เดินลงมาจากรถ ซึ่งเพียงแค่เท้าผมแตะพื้น ความสวยงามของที่นี่ก็ดึงดูดสายตาและความสนใจของผมไปจนหมดสิ้น ธรรมสถานที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด แถมยังให้ความรู้สึกคล้ายกับเมืองโบราณสะท้อนความงดงามที่ให้ความจรรโลงใจ เพียงแค่ได้เห็นที่นี่จิตใจของผมที่ฟุ้งซ่านก่อนหน้านี้ก็สงบลงได้แล้ว หากแม่ได้มาที่นี่ท่านต้องชอบมากแน่ ๆ  

"ทุกคน เดี๋ยวตามพระอาจารย์นำสำภาระไปเก็บนะ อาคารพักชายและหญิงจะอยู่คนละฝั่งกัน นักเรียนหญิงแยกมากับอาจารย์มาได้เลยนะคะ หลังจากเก็บของเสร็จแล้วมารวมกันที่ลานธรรมนะ"  

"ครับ" / "ค่ะ" 

ทุกคนตอบรับกันอย่างพร้อมเพียง ก่อนจะไปต่อแถวยืนรอสำภาระที่กำลังทยอยเอาลงมาจากรถ 

"แบบนี้พวกเราก็ต้องนอนแยกกับแกน่ะสิฝันดี" ตุ๊กตาพูดขึ้นมา ผมก็ทำได้เพียงยิ้มจาง ๆ ด้วยเพราะกลุ่มผมมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น มันเลยไม่ต่างกับการที่ผมต้องแยกกับเพื่อนเลย 

หมับ 

"ไม่เป็นไรสาว ๆ เดี๋ยวเรากับเปเปอร์จะดูแลฝันดีเอง" ข้าวตูเดินเข้ามากอดคอผมแล้วพูดบอก ตามมาด้วยเปเปอร์ที่มาหยุดยืนอยู่ข้างผม ซึ่งนี่ก็ทำให้ผมอุ่นใจขึ้นมาหน่อย ที่อย่างน้อยผมก็ยังมีเพื่อนที่สนิทอย่างเปเปอร์กับข้าวตูอยู่ 

"นายสองคนต้องดูแลฝันดีให้ดีรู้ไหม" มะนาวพูดสั่ง 

"รับทราบครับ!" ข้าวตูกับเปเปอร์ตอบรับพร้อมกันเสียงดัง ทำเอาผมยิ้มขำ 

"นี่พวกมึงอย่าเว่อร์ แยกกันแค่ตอนนอนไหมล่ะ ยังไงกิจกรรมก็ต้องมาทำด้วยกัน" โบว์พูดขึ้นมา ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับเธอ 

"ก็รู้แล้ว แต่พวกกูน่ะ ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นเว้ย กูห่วงเรื่อง...มากกว่า" มะนาวเว้นเสียงไปแล้วหันไปมองทางกลุ่มของทะเล ที่ตอนนี้กำลังยืนรอเอาสำภาระอยู่ 

"ตอนอยู่บนรถ ทะเลไปนั่งกับฝันดีนี่ ทะเลไม่ได้แกล้งอะไรฝันดีใช่ไหม" จินหันมาถามผม  

"เปล่า ทะเลไม่ได้แกล้งอะไรเราหรอก"  

"ฉันล่ะไม่เข้าใจมันเลยจริง ๆ ทำไมทะเลมันชอบมายุ่งวุ่นวายกับแกนักฮะ" มะนาวพูดด้วยสีหน้ายุ่ง ๆ  

"นั่นสิ แล้วนี่ฝันดีต้องไปนอนอาคารเดียวกับพวกมัน ฉันล่ะอดเป็นห่วงไม่ได้" ตุ๊กตาพูดขึ้นบ้าง 

"ยังไงที่นี่ก็เป็นธรรมสถาน ทะเลคงไม่หาเรื่องแกล้งเราหรอก" ผมยังคงคิดในทางที่ดี อีกอย่างช่วงหลัง ๆ มานี้ทะเลก็ไม่ค่อยจะแกล้งผมแล้วด้วย 

"จะไปรู้มันเหรอ คนแบบนั้นคงไม่รู้จักบาปรู้จักบุญหรอกมั้ง" ตุ๊กตาพูดขึ้นอีก "เออว่าแต่นี่ฉันยังไม่เห็นพี่ท้องฟ้าเลยนะ" 

"พี่เขาคงไปเตรียมตัวพูดในพิธีมอบตัวเป็นศิษย์มั้ง เพราะทุกปีประธานนักเรียนต้องเป็นตัวแทนนี่" มะนาวเป็นคนให้คำตอบ 

พวกเราจบบทสนทนาด้วยการเดินมารับสัมภาระของตัวเอง เมื่อได้รับสำภาระกันครบแล้ว ผมก็เดินแยกตามพระอาจารย์มาพร้อมกับนักเรียนชายคนอื่น ๆ ซึ่งระหว่างทางเดินผมก็รู้สึกเหมือนมีใครมองผมอยู่ตลอดเวลา แต่ผมนี่แทบไม่ต้องหันไปดูเลยด้วยซ้ำ ก็พอคาดเดาได้ว่าคงหนีไม่พ้นทะเลอีก แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเสียวสันหลังยังไงไม่รู้นะ 

---------------- 

#THALAY 

"อัญชลี วันทา อภิวาท" 

กราบ 

"อัญชลี วันทา อภิวาท" 

กราบ 

"อัญชลี วันทา อภิวาท" 

กราบ 

"อัญชลี วันทา อัญชลี" 

พระอาจารย์เริ่มกล่าวนำทำวัตรเย็น ซึ่งช่างไม่เข้ากับคนไม่เคยเข้าวัดเข้าวาหรือแม้แต่จะทำบุญสุนทานอย่างผมเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าตั้งแต่เรียนมา ผมมักจะเลี่ยงการเข้าค่ายคุณธรรมมาโดยตลอด จะผิดแปลก ก็ตรงปีนี้แหละ  

กิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้ามาจนถึงตอนนี้ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่ผมคิด อีกทั้งยังทำให้ผมสงบจิตสงบใจลงได้บ้าง แต่ผมคงจะสงบได้มากกว่านี้ ถ้าไม่มีริ้วไรคอยล้อมหน้าล้อมหลังไอ้ตัวเล็กที่ทำให้ผมต้องมาเข้าค่ายถึงที่นี่ ผมเข้าใจนะว่าไอ้ฝันดีน่ะมันเคยทำงานคู่กับไอ้เปเปอร์ แต่ผมไม่ยักกะรู้ว่ามันสองคนจะสนิทกันถึงขั้นพูดคุยตัวติดกันตลอดเวลา รวมไปถึงไอ้ข้าวตูเพื่อนไอ้เปเปอร์ด้วย ถึงเนื้อถึงตัวไอ้ฝันดีตลอด ไม่รู้หรือไงว่าไอ้ฝันดีมันเป็นของใคร นี่ผมเห็นแก่สถานปฏิบัติธรรมนะ ให้กลับจากค่ายก่อนเถอะ ผมจะจัดการแม่งเรียงตัวเลยคอยดู 

หลังจากทำวัตรเย็น แล้วนั่งสมาธิเจริญจิตภาวะนาซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาสำหรับคนสมาธิสั้นอย่างผม แต่ผมก็ผ่านมาได้ พระวิทยากรมีการจัดกิจกรรมนันทนาการอีกเล็กน้อย จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่ผมรอคอย นั่นก็คือการแยกย้ายไปพักผ่อน ผมนี่แทบจะจุดพลุเลยล่ะ แต่พอพระวิทยากรแจ้งเวลาในวันพรุ่งนี้ว่าต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งผมนี่แทบทรุด เพราะตอนนี้มันก็ปาไปสี่ทุ่มแล้ว ทำไมผมต้องมาทำอะไรที่ไม่ใช่ทางของตัวเองแบบนี้ด้วยนะ  

ผัวะ 

จู่ ๆ ไอ้มอสก็ฟาดมือลงบนแขนผม ระหว่างทางที่กำลังเดินไปยังเรือนนอน จนผมต้องหันไปมองมันตาเข้ม 

"มึงตีกูทำไม"  

"สัด มึงไม่น่าถามนะ เพราะมึงเลยแท้ ๆ พาพวกกูมาทรมาน" ไอ้มอสพูดบ่น 

"นั่นสิ นี่ขนาดพึ่งผ่านมาแค่วันเดียวกูก็จะตายอยู่แล้วเนี่ย" ไอ้บีกันพูดขึ้นมาอีกคน 

"พวกมึงมันคนบาปไง" ผมว่าพวกมันกลับไป 

"แหม มึงคนดีสินะ กูรู้หรอกว่าทำไมอยู่ ๆ มึงถึงชวนพวกกูมาค่าย ทั้งที่แม่งไม่เคยจะมา" ผมนิ่งไปนิดกับคำพูดของไอ้มอส ก่อนจะกระแอมไอหันมองไปทางอื่น "ไอ้คูปองก็อีกคน เป็นห่าอะไรไม่พูดไม่จาตั้งแต่เช้า" พวกเราพากันหันไปหาไอ้คูปอง ซึ่งก็จริงอย่างที่ไอ้มอสพูด ตั้งแต่มาถึงที่นี่ไอ้คูปองก็เอาแต่ซึมตลอด  

"เปล่า ตามคนอื่น ๆ ไปเถอะ เขาเดินกันไปถึงเรือนนอนหมดแล้ว" ไอ้คูปองยังคงบ่ายเบี่ยงที่จะตอบพวกเรา ก่อนที่มันจะเดินตามคนอื่น ๆ ไป 

"ไอ้คูปองมันแปลก ๆ มาหลายวันแล้วนะ หรือว่ามันยังไม่คืนดีกับเฮียคูเปอร์วะ" ไอ้มอสสันนิษฐาน 

"กูก็ว่างั้น แต่พอกูถามมันก็ไม่ยอมบอกอะไร ครั้งนี้คงทะเลาะกันหนักจริง ๆ ล่ะมั้ง" บีกันเสริมขึ้น 

ผมก็ได้แต่มองตามไอ้คูปองด้วยความเป็นห่วง ผมว่าครั้งนี้เรื่องที่มันมีปัญหากับเฮียคงจะหนักหนามากจริง ๆ ถึงทำให้คนพูดมากอย่างไอ้คูปองเงียบไปได้ขนาดนี้ แต่เพื่อนอย่างพวกผมก็ทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะยังไงมันก็เป็นการทะเลาะกันภายในครอบครัว พวกเราไม่เข้าไปยุ่งคงจะดีที่สุด 

กว่าที่ผมจะเดินมาถึงเรือนนอน ก็โดนไอ้มอสกับไอ้บีกันด่าผมบ่นผมมาตลอดทางเรื่องที่ผมบังคับพวกมันมาเข้าค่ายด้วยกัน ผมก็ทำเป็นหูทวนลม ไม่ได้สนใจคำพูดของพวกมันนัก 

"ฝันดีลองนึกดี ๆ ว่าตอนอาบน้ำ เอากระเป๋าไปตั้งไว้ตรงไหนหรือเปล่า" ผมที่เดินเข้ามาในเรือนนอนก็ได้ยินเสียงไอ้เปเปอร์กับลังพูดบางอย่างกับไอ้ฝันดี ซึ่งดูเหมือนว่าพวกมันกำลังหาอะไรอยู่ ผมก็ได้แต่กระตุกยิ้ม เพราะรู้ว่ามันหาอะไรกันอยู่ ผมเดินเข้ามายังฝั่งที่นอนของผม ซึ่งอยู่อยู่ติดผนังห้องอีกฝั่งห่างจากฝั่งของไอ้เปเปอร์พอสมควร 

"มีอะไรกันหรือเปล่า" ไอ้ท้องฟ้าที่พึ่งเข้ามาเดินเข้าไปถามฝันดี  

"คือกระเป๋าข้าวของของฝันดีหายน่ะครับ" ไอ้ข้าวตูเป็นคนพูดบอก 

"ลองหาดีหรือยัง" ไอ้ท้องฟ้าถาม 

"ฝันหาดีแล้วครับ ฝันจำได้ว่าก่อนฝันจะออกไปทำวัตรเย็น มันยังตั้งอยู่ตรงนี้เลย แต่ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหน" ไอ้ฝันดีพูดด้วยสีหน้าเครียด ๆ ทำเอาผมเกือบหลุดขำ 

"ผมว่าต้องมีใครแกล้งฝันดีแน่ ๆ" ไอ้ข้าวตูพูด 

"เอางี้ เดี๋ยวให้ทุกคนในห้องช่วยกันหาดูก่อน ถ้าหาไม่เจอยังไง พี่จะไปแจ้งอาจารย์ให้" ทุกคนพยักหน้ารับสิ่งที่ไอ้ท้องฟ้าสั่ง ก่อนจะตั้งท่าเดินหากระเป๋าของไอ้ตัวเล็ก 

ฟึ่บ 

"ที่หากันอยู่น่ะใช่กระเป๋าใบนี้หรือเปล่า" ผมยกกระเป๋าขึ้นมาก่อนจะเอ่ยถาม เรียกสายตาของทุกคนให้หันมามอง ไอ้ฝันดีตาโตทันทีที่เห็นกระเป๋าในมือผม 

"นั่นมันกระเป๋าของเรานี่" ไอ้ฝันดีพูดพลางชี้นิ้วมาที่กระเป๋าในมือผม 

"แล้วทำไมกระเป๋าของฝันดีถึงไปอยู่ในมือแกได้ฮะทะเล" ไอ้ท้องฟ้าถามผมเสียงนิ่ง ผมก็ยกยิ้มมุมปากกลับ 

"ก็เพราะที่ที่ฝันดีต้องนอน คือตรงนี้ข้าง ๆ กู กูก็แค่ย้ายกระเป๋ามันมาตั้งไว้ให้" 

"แล้วทำไมฝันดีต้องไปนอนข้างแกด้วย จะแกล้งอะไรฝันดีก็ช่วยดูสถานที่หน่อยนะทะเล ถ้าแกจะมาป่วนแกก็ไม่ควรมาแต่แรก" คำพูดของไอ้ท้องฟ้าทำให้ผมหน้าตึงได้ไม่น้อย มันคงคิดว่าผมต่อยปากมันที่นี่ไม่ได้สินะ ถึงได้พูดออกมาแบบนั้น แถมยังยืนจ้องมองมาที่ผมไม่วางตา เหมือนกับที่ผมกำลังจ้องมันกลับในตอนนี้ 

"เอ่อ...ทะเล เราขอกระเป๋าคืนเถอะนะ เรามีที่นอนแล้ว" ไอ้ฝันดีพูดขึ้นมาเรียกสายตาของผมให้หันไปมองมัน 

"กูบอกให้มึงมานอนตรงนี้ ก็มานอนตรงนี้สิ" ผมพูดสั่งเสียงเข้ม โดยไม่สนใจสายตาของคนในห้องที่มองมาที่ผมกับไอ้ฝันดี ต่างจากมันที่ตอนนี้มีสีหน้ากังวลและลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด 

"ทะเล ถ้าแกยังวุ่นวายไม่เลิก พี่คงต้องไปแจ้งอาจารย์" ไอ้ท้องฟ้ามันยังไม่จบกับผมสินะ 

"เชิญเลยครับ ท่านประธาน เชิญมึงไปฟ้องอาจารย์ได้เลย"  

ยิ่งเห็นสีหน้าคนไร้ความรู้สึกอย่างไอ้ท้องฟ้า คุ่นเคืองผมขึ้นมา ยิ่งทำให้ผมชอบใจและคิดว่านับวันเรื่องระหว่างผมกับมันที่มีไอ้ฝันดีเป็นเดิมพันมันชักจะสนุกขึ้นทุกวันแล้วสินะ 

"น้องฝันดีใช่ไหม ทะเลก็เพื่อนห้องน้องไม่ใช่เหรอ ก็ไปนอนข้างเพื่อนให้จบ ๆ เถอะ แบบนี้มันรบกวนคนอื่นเขานะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าอีก พี่จะปิดไฟแล้ว" รุ่นพี่ม.6 คนหนึ่งพูดขึ้นมา ไอ้ฝันดีมันก็มองไปรอบ ๆ ก็เห็นสายตาที่ไม่ค่อยพอใจจากคนอื่น ๆ เพราะทุกคนคงง่วงกันเต็มทีแล้ว ใบหน้าใสถึงกับหม่นลงคงจะรู้สึกผิดที่รบกวนคนอื่น ต่างจากผม ที่ไม่คิดจะสนใจใครอยู่แล้ว  

"เอาไง หรือจะรบกวนคนอื่นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทั้งคืน" ผมมองหน้าไอ้ฝันดีแล้วถามมันยิ้ม ๆ  

"ฝันดีนอนกับเพื่อนเถอะ ไม่ต้องไปสนใจทะเลมัน ส่วนกระเป๋าพี่ค่อยเอาคืนให้" ไอ้ท้องฟ้าพูดบอกไอ้ฝันดี ที่นี่ตอนยืนทำหน้าไม่สู้ดีนัก มันหันมามองหน้าผมจนเราสบตากัน ผมมองบังคับมันผ่านทางสายตา ให้มันรู้ว่า ถ้ามันกล้าขัดคำสั่งผม เรื่องต้องจบไม่สวยแน่  

"เอ่อ...เดี๋ยวฝันไปนอนข้างทะเลก็ได้ครับ" ผมกระตุกยิ้มพอใจในคำตอบนั้น ผิดกับไอ้ท้องฟ้าที่ถึงกับนิ่งเงียบไป แล้วหันมามองดุผม  

"ฝันดี" ไอ้ข้าวตูจับแขนไอ้ฝันดีแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม 

"ไม่เป็นไร" มันส่ายหน้ายิ้มเจื่อน เพื่อนของมันก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ สุดท้ายไอ้ฝันดีมันก็ต้องเดินมาหาผม โดยที่ไอ้ท้องฟ้าทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยืนดูเท่านั้น 

"นี่สินะ เหตุผลที่ลากพวกกูมาเข้าค่าย" ไอ้มอสพูดกระซิบผม แต่ผมก็ไม่คิดจะสนใจมัน 

เมื่อไอ้ฝันดีเดินมาหาผมตามที่ผมต้องการ ทุกคนก็พากันเข้านอน ไฟในห้องถูกปิดลง แต่เพราะแสงจากภายนอกยังคงลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาจึงทำให้ยังมีแสงมากพอให้ผมได้เห็นใบหน้าเล็กที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม 

"มานอนสิ ที่มึงอยู่ตรงนี้" ผมวางมือลงตรงข้างกายผมซึ่งเป็นที่ว่างติดกับผนังพอดี แต่ฝันดีมันกลับยืนนิ่ง ไม่ยอมลงมานอนสักที มือเล็กทั้งสองบีบเข้าหากันแน่น มันเอาแต่ยืนก้มหน้า แทบไม่หันมาสบตาผมด้วยซ้ำ ผมรู้ว่ามันกำลังกังวลอะไรอยู่ "อย่าให้กูพูดหลายรอบ"  

ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ก่อนที่อีกฝ่ายจะยอมนั่งลงบนเสื่อข้าง ๆ ผมอย่างว่าง่าย มันจัดการเอาผ้าห่มออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้ผม  

"กว่าจะนอน ลีลาอยู่ได้" ผมบ่นพึมพำแล้วทิ้งตัวลงนอนหันหน้าเข้าหาแผ่นหลังบาง  

หมับ 

ร่างบางสะดุ้งเมื่อผมวางมือลงบนแขนของมัน 

"ทะ...ทะเล"  

"หันมาทางนี้" ไอ้ฝันดียังคงนิ่งเงียบ ไม่ยอมทำตามที่ผมสั่ง ผมจึงบีบแขนมันนิด ๆ "บอกให้หันมา"  

ไอ้ฝันดีค่อย ๆ พลิกตัวหันมาทางผม ทำให้ผมได้เห็นใบหน้าขาวที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล มันนอนตัวแข็งทื่อจนผมนึกกว่ากำลังนอนกับหุ่นลองผ้าอยู่ 

"ทะ...ที่นี่ไม่ได้" ฝันดีเอ่ยออกมาเสียงเบามาก แต่ผมก็ยังได้ยินอยู่ดีเพราะเรานอนใกล้กัน ผมละแทบอยากจะหลุดขำ มันคิดบ้าอะไรของมันอยู่เนี่ย 

ผมไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เลื่อนมือจากต้นแขนของมันลงมากอบกุมมือเรียวบางเอาไว้ จึงทำให้ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองหน้าผมจนเราสบตากัน  

"แค่นี้โอเคไหม" ผมประสานนิ้วเข้ากับนิ้วเรียวของมันก่อนจะกระชับแน่นขึ้น ให้มันรู้ว่าผมจะไม่ทำอะไรมันนอกจากนอนจับมือเท่านั้น ผมก็ยังไม่บ้าถึงขั้นมาทำอะไรมันในสถานที่แบบนี้หรอกนะ 

"อืม..." มันตอบรับในลำคอพลางหันหลบตาผมอีกครั้ง จนผมอยากจะขย้ำมันด้วยความมันเขี้ยวแต่ก็ทำได้แค่คิด ก่อนจะข่มตาหลับ ฝันดีเองก็เช่นกัน เราสองคนต่างนอนหลับโดยที่ไม่มีใครปล่อยมือออกจากกัน  

------------ 

เดินจงกรม เอาจริงดิ? 

ผมฝืนตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เพื่อมาล้างหน้าแปรงฟัน แล้วมาทำวัตรเช้า แต่ผมก็ยังพอเข้าใจได้ ทว่าอะไรคือการให้พวกผมมาเดินจงกรมรอบธรรมสถานตั้งแต่หกโมงเช้า ซึ่งเป็นอะไรที่ผมทรมานรองลงมาจากการนั่งสมาธิเลยล่ะ แถมขณะที่เดินจงกรม พระอาจารย์ยังบอกให้สงบจิตสงบใจ ห้ามพูดคุยกัน เพ่งสมาธิไปยังทุกย่างก้าวที่เรากำลังก้าวเดิน นี่คงเป็นการทรมานคนสมาธิสั้นความอดทนต่ำอย่างผมอีกรูปแบบหนึ่งสินะ  

แต่เห็นผมโอดครวญในใจแบบนี้ ที่อาการหนักกว่าผมก็คงเป็นเพื่อน ๆ ของผมนี่แหละ ที่เดินทำหน้าอย่างกับคนจะตาย สงสัยกลับไปผมต้องเลี้ยงเหล้าไถ่โทษพวกมันสักหน่อยแล้ว  

ขณะเดินจงกรม สายตาของผมไม่ได้มองไปที่ปลายเท้าอย่างที่พระอาจารย์พูดบอกเลย เพราะสายตาของผมยังคงจ้องมองไปยังคนตัวเล็กที่เดินอยู่หน้าแถว ซึ่งค่อนข้างห่างกับผมพอสมควรเพราะพวกเพื่อนแก้งค์ผู้หญิงของมันลากไป เหอะ ตั้งใจให้ไอ้ฝันดีอยู่ห่างจากผม เพื่อไปเดินใกล้ ๆ ไอ้ท้องฟ้าเนี่ยนะ พวกมันจะรู้หรือเปล่าว่าถ้าเลือกฝั่งผิดแล้วจะเป็นยังไง 

"กินข้าว กินข้าว กินข้าว" ไอ้มอสพูดอย่างกระตือรือร้นเมื่อถึงเวลากินข้าวเช้า ซึ่งตอนนี้ทุกคนมารวมกันยังที่สำหรับกินข้าว  

ผมนั่งลงข้าง ๆ ไอ้มอส โดยเว้นว่างเก้าอี้อีกฝั่งไว้ สายตาก็กวาดมองหาคนร่างบางที่นอนใกล้ผมเมื่อคืน แต่ไม่ต้องหาให้นาน มันก็เดินเข้ามา ผมที่กำลังจะเอ่ยปากเรียกก็เป็นต้องชะงักปาก เมื่อคนที่มันเดินมาด้ว ยังคงเป็นคนคนเดียวกับที่เดินจงกรมข้าง ๆ มันเมื่อตอนเช้าสาง พวกมันสองคนไปไหนกันมานะ ถึงได้มาทีหลังแบบนี้ แล้วทำไมต้องไปกันสองคนด้วย 

"ฝันดี พี่ท้องฟ้ามานั่งด้วยกันทางนี้สิคะ" มะนาว เพื่อนในกลุ่มของฝันดีโบกมือเรียกทั้งสองคน ก่อนที่ไอ้ฝันดีกับไอ้ท้องฟ้าจะนั่งลงข้าง ๆ กัน 

"ทุกคนพนมมือ ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง..." พระวิทยากรเริ่มกล่าวนำก่อนกินข้าว จึงทำให้ผมที่กำลังจะเดินเข้าไปลากให้ฝันดีมันมานั่งข้างผม เป็นต้องหยุดข้าวคิดนั้นไว้ 

ตลอดการกินข้าว แม้ผมจะหิวแค่ไหน แต่ก็แทบกินไม่ลงเพราะอารมณ์หงุดหงิด ที่เห็นไอ้ฝันดีเอาแต่ยิ้มให้ไอ้ท้องฟ้าบ้าง ไอ้เปเปอร์บ้าง ไอ้ข้าวตูบ้าง นี่มันกะจะอ่อยผู้ชายทุกคนที่มันรู้จักเลยหรือไง ขนาดเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมยังไม่เว้น  

"มึงจะเขี่ยให้จานทะลุเลยหรือไง" ไอ้บีกันที่นั่งอยู่ข้างผมถามขึ้น ผมจึงต้องละสายตาจากไอ้ฝันดีแล้วหันไปมองมัน 

"เรื่องของกู" 

"แล้วมึงจะหงุดหงิดอะไรเนี่ย" ไอ้มอสพูดขึ้นอีกคน "คนที่ต้องหงุดหงิดนี่ต้องเป็นกู ไอ้บีกัน ไอ้คูปองไหม ที่โดนมึงลากมาที่นี่"  

"มึงหยุดพูดมาก แล้วแดก ๆ ไปซะ"  

"แล้วมาพาลใส่พวกกูอีก" ไอ้มอสบ่นพึมพำ  

เราไม่ได้พูดอะไรกันต่อจนทานข้าวก็ต่างแยกย้ายกันไปล้างจานของตัวเอง ซึ่งไอ้ฝันดีก็ยังเอาแต่ตัวติดไอ้ท้องฟ้าตลอด มันกะจะกวนประสาทผมหรือไงกันนะ แต่ผมก็ยังไม่มีเวลาได้เข้าไปคุยกับมัน เพราะหลังจากทานข้าวเสร็จ ก็ต้องมารวมตัวกันตรงสวนธรรม 

"กิจกรรมในช่วงเช้าของวันนี้ ก่อนจะเข้าไปทำกิจกรรมในลานธรรม พระอาจารย์จะให้แบ่งกลุ่มกันบำเพ็ญประโยชน์" ผมชำเลืองมองไอ้ฝันดีนิด ๆ เมื่อได้ยินคำว่าแบ่งกลุ่ม "โดยให้ยึดกลุ่มที่ทำกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เมื่อวาน" 

ผมถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด เพราะเมื่อวานตอนมีกิจกรรมนันทนาการและกลุ่มสัมพันธ์ผมไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับไอ้ฝันดี ในขณะเดียวกันไอ้ฝันดีกลับอยู่กลุ่มเดียวกับไอ้ท้องฟ้า นี่ผมคงทำอะไรไม่ได้เลยสินะ ด้วยเพราะสถานที่และอะไรหลายอย่าง ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ผมคงไม่มาให้รำคาญใจตั้งแต่แรก 

หลังจากพระอาจารย์ชี้แจงทุกอย่างแล้ว ทุกคนก็หยิบอุปกรณ์สำหรับกวาดทำความสะอาดบริเวณโดยรอบธรรมสถาน ผมยังคงได้อยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อนกลุ่มผม ขณะกวาดใบไม้แห้งที่โคตรจะเยอะ ผมก็ต้องทนฟังเสียงบ่นของไอ้มอส ที่มันแทบจะจิกกัดผมอยู่ตลอดเวลา ว่าผมพามันมาลำบาก แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ แล้วหันมองร่างบางที่มือน่ะจับไม้กวาดกวาดใบไม้นะ แต่ปากนี่คุยแจ้กับไอ้ท้องฟ้าไม่หยุด ไอ้เหี้ยนั่นก็อยู่ม.6 มันไม่คิดจะไปอยู่กับเพื่อนมันเลยหรือไงวะ 

"ฝันดีจะเอาขยะไปทิ้งใช้ไหม เดี๋ยวพี่ช่วย" 

"ไม่เป็นไรครับพี่ท้องฟ้า ฝันถือเองไหว" 

"ให้พี่ช่วยดีกว่า ตะกร้าใส่ขยะมันหนักนะ" 

"เอางั้นก็ได้ครับ" 

ผมกัดฟันกรอดเมื่อไอ้ฝันดียอมให้ไอ้ท้องฟ้าช่วยถือตะกร้าขยะเพื่อจะนำไปทิ้ง คงตั้งใจจะแยกไปหาที่เงียบ ๆ อยู่ดันสองต่อสองล่ะสิท่า แล้วดูสิ แต่ละคนพากันหันมองมันสองคนกันใหญ่ แถมยังมีคนเอ่ยแซวด้วย และที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือการที่ไอ้ฝันดีมันไม่ปฏิเสธคำแซวจากเพื่อน ๆ มันเลยน่ะสิ คงมีความสุขมาดสินะ ที่ได้มาทำกิจกรรมร่วมกับคนที่มันชอบ แต่คิดเหรอว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่มันคิด 

หมับ 

ไอ้ฝันดีกับไอ้ท้องฟ้าชะงักเท้าแล้วหันมามองผม เมื่อผมเข้ามาจับตะกร้าใบใหญ่ที่พวกมันช่วยกันถือคนละมุมไว้ 

"ใบนี้ใบไม้เต็มแล้วน่ะ พี่กับฝันดีจะเอาไปเททิ้ง ถ้าแกจะใช้ไปใช้ใบอื่นก่อน" ไอ้ท้องฟ้าพูดบอก โดยที่มือของมันยังจับตะกร้าไว้ ผมเองก็เช่นกัน 

"เดี๋ยวกูเอาไปทิ้งกับไอ้ฝันดีเอง" ไอ้ท้องฟ้าขมวดคิ้ว ส่วนไอ้ตัวปัยหาก็ก้มหน้าหลบสายตาผมไปที่เรียบร้อยแล้ว 

"เดี๋ยวพี่ไปกับฝันดีเอง" 

"กูก็บอกอยู่นี่ไง ว่ากูจะไปกับมันเอง" ผมยังคงไม่ยอม 

"แล้วทำไมแกต้องไปกับฝันดีด้วย" ผมเงียบไปครู่หนึ่ง 

"เรื่องของกู มึงน่ะ ไม่มีเพื่อนคบหรือไง ถึงเอาแต่เดินตามตูดไอ้ฝันดีมันต้อย ๆ ทั้งที่อยู่กันคนละระดับชั้นด้วยซ้ำ"  

"นั่นมันเรื่องของพี่ แล้วแกจะมายุ่งอะไร" มันจงใจจะย้อนคำผม นั่นยิ่งทำให้แรงโทสะของผมโหมขึ้นไปใหญ่ 

ผมหันไปมองไอ้ฝันดี 

"มึงต้องไปกับกูไอ้ฝันดี" ผมพูดเสียงเข้มแกมบังคับ แต่ไอ้ฝันดีกลับเอาแต่ยืนก้มหน้าเงียบ นี่มันคิดจะขัดใจผมงั้นเหรอ 

"แกไปทำในส่วนของตัวเองเถอะนะ อย่ามาป่วนแต่เช้าแบบนี้" ไอ้เหี้ยท้องฟ้านี่มันเป็นอะไรมากหรือเปล่าถึงได้ชอบมองว่าผมจะต้องก่อปัญหาตลอด 

ฟึ่บ 

"กูจะไปทิ้งขยะกับไอ้ฝันดีเอง" ผมดึงตะกร้าเข้ามาหาผม 

"พี่จะไปกับฝันดีเอง" ไอ้ท้องฟ้าก็ดึงตะกร้าเข้าไปหาตัวมัน โดยที่อีกมุมยังคงเป็นไอ้ฝันดีที่จับตะกร้าไว้แน่น เพราะคงกลัวว่ามันจะหลุดมือ 

ผมดึงกลับมาอีกครั้ง 

"กูอยู่ห้องเดียวกับไอ้ฝันดี กูไปจัดการกับมันเองได้ มึงกลับไปอยู่กับพวกเด็กม.6 นู่นไป" 

"ถึงจะอยู่กันคนละระดับชั้น แต่ตอนนี้พี่อยู่กลุ่มเดียวกับฝันดี พี่จะเอาไปเอง" มันดกระชากไปอีกครั้ง 

"มึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอฮะ กูบอกว่ากูไปกับมันเองไง" ผมกระชากตระกร้ากลับมา 

"แกนั่นแหละที่พูดไม่รู้เรื่อง" มันกระชากตะกร้ากลับไป 

เราสองคนฉุดกระชากตะกร้าใส่ขยะไปมาราวกับว่ามันเป็นของมีค่า โดยที่ไอ้ฝันดีเองก็ยังคงจับประคองตะกร้าเอาไว้ ซึ่งการกระทำอันโจ่งแจ้งของผมกับมันช่างดึงสายตาของคนอื่น ๆ ที่กำลังกวาดใบไม้แห้งตามจุดต่าง ๆ ให้พากันหันมาสนใจพวกเรา มิหนำซ้ำยังหันไปซุบซิบนินทากันอย่างสนุกปาก แต่ผมก็ไม่คิดจะแคร์สายตาของใครทั้งนั้น ยังไงผมก็จะไม่ยอมแพ้ไอ้ท้องฟ้าเด็ดขาด 

"เอามานี่!" ผมดึงมา 

"แกนั่นแหละปล่อย แล้วเอามาให้พี่" มันดึงกลับ 

"มึงนั่นแหละปล่อย!!" 

"แกนั่นแหละที่ต้องปล่อย" 

ผมกับมันยื้อหยุดฉุดกระชากกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร และผมไม่มีทางยอดมันแน่นอน เพราะสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดคือการแพ้คนอย่าไอ้ท้องฟ้า ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ผมก็ต้องชนะมัน 

"เอ่อ...ทั้งสองคน เอ่อ...ยะ...หยุดเถอะ" ไอ้ฝันดีพยายามพูดห้าม แต่ทั้งผมทั้งไอ้ท้องฟ้าก็ไม่คิดจะสนใจฟัง ผมรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีตามแรงโทสะที่เพิ่มพูลขึ้นเหวี่ยงกระชากตะกร้าสุดแรง 

พรึ่บ 

พลั่ก 

"อึ้ก!" ด้วยแรงกระชากของผมที่มากเกินไป ทำให้ผมเหวี่ยงมันสุดแรงจนตะกร้าไปโดนคนร่างบางที่ตอนนี้ล้มไปนั่งกองกับพื้นแล้ว โดยที่ใบไม้แห้งในตะกร้าก็เทราดลงบนตัวไอ้ฝันดี จนมันเลอะเทอะไปหมด 

"ฝันดี! เป็นอะไรหรือเปล่า" ไอ้ท้องฟ้ารีบเข้าไปดูไอ้ฝันดี รวมถึงเพื่อน ๆ ในกลุ่มของมันที่กรูกันเข้าไปดูด้วยความตกใจ ก่อนจะช่วยกันปัดพวกเศษใบไม้ขยะออกจากตัวไอ้ฝันดี ส่วนผมยังคงยืนชะงักกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ 

"ฝันไม่เป็นอะไรมากครับ" มันตอบแบบนั้นทั้งที่สีหน้าของมันแสดงถึงความเจ็บอย่างเก็บไม่อยู่ 

"งั้นลุกก่อน" ไอ้ท้องฟ้าพูดพลางช่วยประคองร่างบางให้ลุกขึ้น 

พรึ่บ 

"โอ๊ย!!" ไอ้ฝันดีที่ไม่ทันจะได้ยืนทรงตัวก็ล้มพับลงไปนั่งกองกับพื้นอีกครั้ง ก่อนที่มันจะเอามือจับข้อเท้าของตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวด 

"ไหนพี่ดูสิ" ไอ้ท้องฟ้านั่งย่อลงตรงหน้าไอ้ฝันดี ก่อนจะจับข้อเท้าของมันเบา ๆ แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายร้องเจ็บ สีหน้าเหยเก "สงสัยข้อเท้าจะแพลงตอนล้มน่ะ" 

"เกิดอะไรขึ้นเหรอโยม" พระอาจารย์ที่คงเห็นนักเรียนต่างมามุงดูอะไรบางอย่างจึงเข้ามาสอบถาม  

"อุบัติเหตุนิดหน่อยครับ ไอ้ท้องฟ้าเป็นคนตอบ "ข้อเท้าน้องเขาแพลงด้วยครับ" 

"งั้นช่วยประคองรุ่นน้องคนนี้ไปนั่งที่ศาลาก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพระอาจารย์ไปเอาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลมาให้" 

"ครับ" หลังจากไอ้ท้องฟ้าตอบรับ พระอาจารย์ก็เดินออกไป ไอ้ท้องฟ้าจึงหันกลับไปมองไอ้ฝันดี "เดี๋ยวพี่ช่วยประคองนะ" มันประคองไอ้ฝันดีอีกครั้งจนมันสามารถยืนได้ ทว่าพอมันจะก้าวเดิน มันกลับชะงักเท้านิ่วหน้าด้วยความเจ็บ 

"ฝันเจ็บข้อเท้าน่ะครับ ทิ้งน้ำหนักเดินไม่ได้เลย" 

"งั้นเดี๋ยวพี่อ้ม" คำพูดที่ไอ้ท้องฟ้าเสนอขึ้นเรียกสติผมให้กลับมา 

"มะ...ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวลองเดินเองดีกว่า" แล้วไอ้ฝันดีก็ตั้งท่าจะเดินอีกครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล 

"อย่าดื้อ เดี๋ยวพี่อุ้ม" 

ไอ้ท้องฟ้าตั้งท่าจะช้อนตัวไอ้ฝันดีขึ้นมาอุ้มในท่าอุ้มเจ้าสาว เรียกความโหโหของผมให้กลับมา ก่อนที่ผมจะพุ่งเข้าไปอุ้มกระชากตัวไอ้ฝันดีมาไว้เสียก่อน ไม่ทันให้ไอ้ท้องฟ้าได้อุ้ม  

ไอ้ฝันดีชะงักมองหน้าผมด้วยความตกใจ 

"แกจะทำอะไรอีกทะเล แกเป็นคนทำให้ฝันดีเจ็บแท้ ๆ" ไอ้ท้องฟ้าขมวดคิ้วถาม 

"มันโง่ล้มลงไปเองต่างหาก...สมน้ำหน้า" ผมก้มมองแล้วพูดใส่มันในประโยคหลัง มันไม่ได้โต้ตอบอะไร เพียงแค่เบนหน้าหลบผมเท่านั้น  

"ปล่อยฝันดีลงเถอะ เดี๋ยวพี่พาฝันดีไปเอง" 

"ไม่ กูจะเป็นคนพามันไปเอง มึงไม่ต้องมายุ่ง" 

"ไม่ได้ เดี๋ยวแกก็หาเรื่องแกล้งฝันดีอีก พี่จะเป็นคนพาไปเอง" มันพูดแล้วตั้งท่าจะเข้ามาแย่งไอ้ฝันดี แต่ผมเร็วกว่าจึงเหวี่ยบหลบได้ทัน แต่ก็ทำเอาไอ้ฝันดีนิ่วหน้าเพราะคงสะเทือนข้อเท้าที่แพลงอยู่ 

"กูบอกว่าไม่ต้องมายุ่งไง" 

"แต่ว่า..." 

"พอเถอะทั้งสองคน เลือกเถียงกันสักที" ไอ้เปเปอร์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พูดขึ้นมา ไม่ทันให้ไอ้ท้องฟ้าได้พูดจบ "ฝันดีมันเจ็บจะแย่อยู่แล้ว รีบพามันไปเถอะ" ไอ้ท้องฟ้าหันมองหน้าไอ้ฝันดี ก็เห็นว่าตอนนี้มันกำลังเจ็บมากแค่ไหน มันจึงถอนหายใจแล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ  

ผมแสยะยิ้มเย้ยมัน ที่สุดท้ายมันก็ทำอะไรไม่ได้ ก่อนที่ผมจะอุ้มไอ้ฝันดีออกมาท่ามกลางสายตานับร้อยที่หันมองผม ซึ่งผมก็ไม่สนใจอยู่แล้ว ใครจะคิดยังไงก็ช่าง แต่อย่ามาพูดอะไรเหี้ย ๆ ให้เข้าหูผมแล้วกัน ผมจะกระทืบให้เละรายตัวเลย  

พอมาถึงศาลา ผมก็จัดการวางตัวรางบางลงบนที่นั่ง ซึ่งมันก็นั่งลงด้วยสีห้นายุ่ง ๆ แล้วก้มมองที่ข้อเท้าข้างขวาของตัวเอง ส่วนผมก็มาทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ มัน 

"อ่อยผู้ชายจนได้เรื่อง"  

"....." มันนิ่งเงียบ 

"เจ็บมากหรือไง" 

"....." มันยังคงเงียบอีกครั้ง 

"ทำไม พอเป็นกูแล้วใบ้แดกเลยเหรอ เห็นตอนมึงอยู่กับไอ้ท้องฟ้าล่ะพูดไม่หุบปาก อยากได้มันมากหรือไงฮะ ถึงได้อ่อยมันไม่แค่สถานที่แบบนี้" 

"....." มันยังนิ่งเงียบอีกครั้ง จนผมเริ่มจะหมดความอดทน 

"มึงจะเอาแบบนี้ใช่ไหมไอ้ฝันดี...ได้" 

. 

. 

. 

. 

กลับมาแล้ววว หลังจากที่หายไปหลายวัน ต้องขอโทษด้วยนะคะ ช่วงนี้คิวงานนอกแน่นจริง ๆ แฮะ ๆ  

ตอนนี้อาจจะยังไม่มีอะไรมาก ก็สถานปฏิบัติธรรมอะเนอะ  

ตอนหน้าจะเป็นไงต่อ ทะเลจะทำอะไรฝันดีอีกหรือเปล่า มารอติดตามกันนะคะ^^ 

1 คอมเมนต์ดี ๆ = ร้อยกำลังใจ 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว