ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 สายฟ้าเดียวกัน 100%

ชื่อตอน : บทที่ 5 สายฟ้าเดียวกัน 100%

คำค้น : เพลิงรักอสนี ละอองอาย สายฟ้า หมอ NC Nc nc อีโรติก เร่าร้อน ร้อนแรง จูบ ขี้หึง หวง

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 188

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2564 19:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 สายฟ้าเดียวกัน 100%
แบบอักษร

“คุณจ๋าอยากกินอะไรครับ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ขณะประคองพวงมาลัยรถยนต์ที่ประทับตราม้าป่าทรงพลัง สายตานั้นมองตรงไปเบื้องหน้า ทว่ามุมปากยังคงประดับยิ้มอยู่ตลอดเวลา

“อะไรก็ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ มือทั้งสองข้างประสานกันอยู่บนตัก สายตาของเธอมองไปเบื้องหน้าเช่นกัน ทว่ามุมปากนั้นบิดคว่ำ เนื่องด้วยไม่เต็มใจจะนั่งมัสแตงออกมาจากโรงพยาบาลซึ่งอยู่ใจกลางเมือง จนตอนนี้เขาพาเธอออกมาไกลถึงย่านชานเมืองก็ยังไม่มีวี่แววจะหยุดรถที่ตรงไหน

“จ๋าว่าเราออกมาไกลมากแล้วนะคะคุณสายฟ้า” เมื่อไม่เห็นว่าคนขับจะชะลอเทียบท่าที่ตรงไหน หญิงสาวที่ถูกพาออกมากลางคืนดื่นดึกเช่นนี้ย่อมไม่สบายใจ อดไม่ไหวที่จะท้วงติง

“นั่นสิครับ ผมก็ขับรถเพลินไปหน่อย” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ไม่ทุกข์ไม่ร้อน และยังคงขับต่อไปด้วยความเร็วเท่าเดิม ไม่ลดลงแม้แต่น้อย

“คุณสายฟ้า...” แววตาหวานหันไปมองชายหนุ่มด้านข้าง ที่ยังคงมีทีท่าสุขุมดังเดิม แววตาที่มองไปเบื้องหน้านั้นยากจะเดาได้ว่าเขากำลังคิดเช่นไรกันแน่ และมันทำให้เธอกังวลยิ่งขึ้น

ตอนนี้สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากไฟรายทางต้นใหญ่ส่องสว่าง เป็นเสาไฟต้นเล็กที่ห่างกันไกลจนแสงไม่บรรจบ และมันชวนให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชายหนุ่มที่นั่งข้างกันก็ไม่เอ่ยคำใดออกมาสักระยะ มุมปากที่ประดับยิ้มอยู่ก่อนหน้า กลายเป็นใบหน้าเรียบเฉยไร้กระแสอารมณ์ ชวนให้คนอยู่ใกล้รู้สึกร้อนใจกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก

“จ๋าว่าเรากลับกันดีกว่าไหมคะ แถวนี้ไม่มีร้านอาหารแล้วนะ” จ๊ะจ๋าแข็งใจทำใจดีสู้เสือ แม้ตอนนี้จะรู้สึกหวาดหวั่นกับการกระทำที่เดาทางไม่ได้ของอีกฝ่ายก็ตามที

“อย่างนั้นสินะครับ ไม่มีร้านอาหารแล้ว” อีกฝ่ายตอบกลับมาเสียงเรียบ หน้าตายังคงเรียบเฉย ทว่าความเร็วกลับเพิ่มขึ้นจนแผ่นหลังบอบบางกระทบเข้ากับเบาะเพราะไม่ทันระวังตัว

จ๊ะจ๋ามองดูถนนเบื้องหน้าที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยใจระทึก ครั้นหันไปมองคนนั่งข้างก็พบว่าสีหน้าของเขานั้นยังคงเรียบเฉย ไม่ได้ความรู้สึกใดปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย

“คุณสายฟ้า จอดรถเดี๋ยวนี้นะคะ!” จ๊ะจ๋าเอ่ยเสียงดังฟังชัด พยายามข่มกลั้นความกลัวเอาไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้

“...” ไร้เสียงตอบกลับ ทั้งยังไร้การชะลอความเร็วรถที่จ๊ะจ๋าต้องการ

“คุณสายฟ้า จ๋าบอกให้จอดไงคะ!” หญิงสาวย้ำซ้ำอีกรอบ หนนี้เสียงดังกว่าเก่าทั้งน้ำเสียงยังส่อแววไม่พอใจเอาไว้ชัดเจน

“กลับกันก็ได้ครับ” สิ้นประโยค ชายหนุ่มก็หักพวงมาลัยกะทันหันและนั่นก็ทำให้รถหันเหทิศทางในทันทีทันใด แรงสะบัดหมุนเหวี่ยงทำให้หมอสาวที่นั่งมาด้วยตกใจกลัวจนต้องหลับตา ได้ยินเพียงเสียงของยางที่เสียดสีกับถนนในแนวขวาง หากคนขับไม่ชำนาญและสมรรถนะของรถไม่ดีพอ ก็อาจจะพากันหลุดถนนไปได้ง่ายๆ

ทว่าช่วงล่างเกาะหนึบของม้าป่ามัสแตงก็ไม่ทำให้ผิดหวัง รถย้ายจากเลนขาออกไปอยู่เลนขาเข้าได้อย่างฉับพลันทันด่วน ฝากรอยยางไหม้บนพื้นถนนเอาไว้เป็นโค้งยาว ก่อนจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างนิ่มนวลประหนึ่งไม่เคยหมุนสะบัดมาก่อน

ครั้นรถกลับมาวิ่งด้วยความเร็วปกติอีกครั้ง จ๊ะจ๋าถึงค่อยลืมตาแล้วระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก และเมื่อหันไปทางคนขับ ก็พบว่าเขายังคงรักษาทีท่าสุขุมได้ดังเดิมไม่มีผิดเพี้ยนไปจากเดิมแม้กระผีกริ้น

“จ๋าจะกลับ” หมอสาวยื่นคำขาด เธอไม่เคยถูกผู้ชายคนไหนทำให้อกสั่นขวัญแขวน เหมือนอย่างที่เขากำลังทำมาก่อน ความอดทนที่มีของตัวเองใกล้จะขาดผึ่งเต็มที

“ใจเย็นๆ สิครับจ๊ะจ๋า เมื่อวานคุณยังอยากเลี้ยงข้าวขอบคุณผมอยู่เลยไม่ใช่เหรอครับ?” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะระบายมุมปากกว้าง แววตาของเขานั้นหันมามองเธอครู่หนึ่ง คล้ายต้องการจะย้ำให้เธอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ที่เขาช่วยชีวิตเธอเอาไว้ และเธอก็พยายามจะขอช่องทางการติดต่อและเลี้ยงข้าวขอบคุณ แต่เขาปฏิเสธทุกทาง

ทว่าวันนี้เขาเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน

“ก็เพราะตอนนั้นจ๋าไม่รู้ว่าคุณเป็น!…” คล้ายจะนึกขึ้นได้ว่าประโยคที่กำลังจะเอ่ยต่อไปนั้นไม่เหมาะสม จ๊ะจ๋าจึงกลืนคำที่เหลือลงคอแทนที่จะพูดออกมา

“รู้อะไรครับ?” ชายหนุ่มหันมาถาม พร้อมทั้งเปลี่ยนเลนมาทางริมซ้ายสุด และขับเคลื่อนไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง

“...” จ๊ะจ๋าชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่กล้าเอ่ยประโยคใดออกมาอีก

“เรื่องที่ว่าผมเป็นลูกชายของผู้อำนวยการคนเก่าน่ะเหรอครับ” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปาก เป็นจังหวะเดียวกันที่มัสแตงหรูจอดสนิทอยู่ข้างถนนที่เปลี่ยวสงัด

จ๊ะจ๋ามองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง เธออ่านแววตาคู่นั้นของเขาไม่ออก แม้ใบหน้าของเขาจะประดับรอยยิ้ม ทว่าดวงตานั้นมิได้ยิ้มตามไปด้วย แต่ก็ไม่ได้มีกลิ่นอายสังหารรุนแรงแผ่ส่งออกมาจากชายหนุ่ม เป็นเพียงการสบสายตาที่ชวนให้เธอรู้สึกอึดอัด

“ใช่ค่ะ นั่นก็เรื่องหนึ่ง” เธอตอบเขาในที่สุด ก่อนจะเบนสายตาหลบแววตาจ้องจับผิดของอีกฝ่าย ที่คุกคามจนเธอรู้สึกอึดอัดแม้ตอนหายใจ

“มีเรื่องอื่นอีกเหรอครับ? ทำไมกัน ผมต่างจากเมื่อวานขนาดนั้นเลยเหรอ คุณถึงได้รังเกียจผมขนาดนี้”

“จ๋าไม่ได้รังเกียจคุณค่ะ” หญิงสาวรีบบอกปัดในทันที พร้อมทั้งหันมาทางชายหนุ่มที่กำลังจ้องมองเธออยู่เช่นกัน แววตาของเขานั้นช่างลึกล้ำเกินจะหยั่งเข้าไปถึงสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน

คำที่ว่า ‘แววตาคือหน้าต่างของดวงใจ’ คงใช้ไม่ได้กับชายผู้นี้เสียแล้วกระมั้ง

“จ๋าแค่อึดอัดที่คุณทำอย่างนี้” หมอสาวก้มหน้าลงก่อนจะยกสองมือขึ้นมาปิดใบหน้าเอาไว้ ผ่อนลมหายใจออกมารวยรดฝ่ามือ ความรู้สึกที่อัดแน่นสะสมมาตลอดหลายวันทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเกินจะกักเก็บความรู้สึก

“ผมทำอะไรครับ?” ทว่าอีกฝ่ายก็ยังเอ่ยถามอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ยิ่งทำให้คนที่ทนแรงกดดันจากหลายฝ่ายอย่างจ๊ะจ๋าทนเก็บความรู้สึกต่อไปไม่ไหว

“ก็ทำแบบนี้!” ใบหน้าหวานหันไปมองชายหนุ่มซึ่งๆ หน้า แววตาหวานนั้นพราวระยับไปด้วยหยาดน้ำที่เออคลอใกล้จะกลิ้งตกลงอาบสองข้างแก้ม ริมฝีปากสาวสั่นระริก ทว่าในแววตาคู่สวยนั้นแข็งกร้าว แสดงให้เห็นถึงความกล้าแกร่งของผู้เป็นเจ้าของ

“คุณสงสัยในตัวจ๋า ถึงได้ทำแบบนี้” หญิงสาวพยายามข่มน้ำเสียงไม่ให้สั่น ทว่ามันยากเย็นเหลือเกินที่จะฝืนเก็บเอาแรงอารมณ์ที่ระเบิดออกมาแล้วให้คืนกลับดังเดิม

“...” สายฟ้าเบนสายตาไปทางอื่น และไม่ได้ปฏิเสธประโยคที่จ๊ะจ๋ากล่าวหาตน

“คุณตัดสินจ๋า ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่ได้รู้จักกันเลยสักนิด!” ความน้อยเนื้อต่ำใจทำให้จ๊ะจ๋าพรั่งพรูความรู้สึกต่างๆ ออกมาจนสิ้น

“ผมไม่ได้ตัดสิน …แต่ยอมรับว่าสงสัย” ขณะที่จ๊ะจ๋ากำลังพยายามข่มแรงสะอื้น สายฟ้าก็หันกลับมาเอ่ยประโยคหนึ่งด้วยสีหน้าที่แสดงชัดถึงความจริงจังแน่วแน่ ก่อนจะหันไปคว้ากล่องทิชชูที่อยู่ด้านหลังเบาะรถ แล้วยื่นส่งให้หมอสาวที่กำลังจมกองน้ำตาอยู่ข้างๆ

จ๊ะจ๋างุนงงกับคำพูดของอีกฝ่าย แต่ก็รับเอาทิชชูนั้นมาเช็ดซับหยาดน้ำตาแต่โดยดี

“จ๋าเหนื่อยจะต้องอธิบายกับเรื่องไม่จริง จ๋าไม่ได้เป็นอะไรกับพ่อของคุณ และมันไม่ยุติธรรมกับจ๋าที่จะต้องมาเจอกับผลกระทบจากเรื่องไร้สาระ ที่จ๋าไม่ได้เป็นคนทำ” เมื่อควบคุมอารมณ์ได้ หมอสาวค่อยๆ อธิบายกับชายหนุ่มตรงหน้าอย่างจริงจัง แววตาของเธอแสดงว่าซื่อตรงที่ไม่บิดพลิ้วดังเช่นทุกคำพูดที่ได้เอื้อนเอ่ย

“...” สายฟ้ามองสบสายตากับหญิงสาวนิ่ง ก่อนจะชักสายตากลับไปบนท้องถนน ทอดมองออกไปไกลคล้ายกำลังทบทวนบางเรื่องอยู่ภายในใจ

นานทีเดียวที่ไม่มีประโยคใดออกมาจากคนทั้งคู่ จ๊ะจ๋าเช็ดน้ำตาจนแห้งเหือด ขอบตาเธอแดงช้ำทิ้งร่องรอยเอาไว้เล็กน้อย ทว่าตอนนี้ไม่มีแรงสะอื้นเล็ดลอดออกมาแล้ว แต่สายฟ้ายังคงนั่งเงียบ

“ถ้าไม่ว่าอะไร ช่วยพาจ๋ากลับไปส่งที่โรงพยาบาลด้วยค่ะ” หมอสาวเอ่ยกับชายหนุ่ม ทว่าดวงตานั้นเสมองออกไปนอกกระจกรถ ทีท่าของเธอแสดงชัดว่าไม่อยากจะพูดอะไรกับเขาอีกแล้ว เพราะเธอได้พูดสิ่งที่เธอต้องการพูดไปจนหมด พร้อมกับหยดน้ำตาที่หลั่งนองท้วมสองแก้ม

“คุณพักอยู่กับใคร?” น้ำเสียงของเขาอ่อนลง ไร้แววบีบเคล้นกดดันเหมือนเช่นเมื่อครู่

“เรื่องส่วนตัวของจ๋าค่ะ” เป็นประโยคเลี่ยงของคำว่า ‘อย่ามายุ่ง’

“อยู่บ้านใช่ไหม หรือเป็นคอนโด?” ชายหนุ่มไม่สนใจประโยคบอกปัดและจิกกัดของจ๊ะจ๋า เขายังคงเอ่ยถามต่อไป ทั้งความสภาพของเขาก็คล้ายจะหดหายไปเสียแล้ว เพราะประโยคที่พูดกับจ๊ะจ๋านั้นสั้นห้วน ไม่มีครับอย่างเกรงอกเกรงใจเช่นแต่ก่อน

“ไม่ใช่บ้านค่ะ คอนโด” พอหลุดปากออกไป จ๊ะจ๋าก็ขบริมฝีปากล่างอย่างนึกโมโหตัวเอง ที่ไม่หลงตอบอีกฝ่ายทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะไม่พูดกับเขาอีกแล้ว

“คุณไม่ควรอยู่คอนโดคนเดียว กลับไปอยู่บ้านสักระยะก่อนดีกว่า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้กระแสของคลื่นอารมณ์ใดๆ คล้ายเป็นการออกคำสั่งกับคนในบังคับการดูแลของตนก็ไม่ปาน

“...” หนนี้จ๊ะจ๋าเม้มปากแน่น ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่หลงไปตอบอะไรเขาอีก

“ได้ยินที่ผมพูดไหมจ๊ะจ๋า?” ชายหนุ่มถามย้ำ พร้อมทั้งละสายตาจากท้องถนนมายังหญิงสาวด้านข้าง ที่นั่งนิ่งไม่ตอบคำถามของตน

ภาพที่เขาเห็นคนหญิงสาวร่างเล็กที่ขยับไปนั่งชิดติดทางประตูรถ ทั้งสองแขนยังกอดอกแน่น ใบหน้าหันมองไปนอกหน้าต่าง แสดงทีท่าดื้อแพ่งไม่ฟังความ ให้มองอย่างไรก็เหมือนเด็กดื้อที่จัดการพฤติกรรมได้ยาก

จิตแพทย์หนุ่มไม่ว่าอะไรเธออีก เขาขับรถต่อไปโดยไม่เอ่ยถามหรือพูดอะไรกับ ‘เด็กดื้อ’ เพราะเมื่อขับไปได้ไม่นาน คนที่นั่งเก็บวาจามาตลอดเส้นทางก็หันมาพูดกับเขาด้วยทีท่าร้อนรนกระวนกระวาย

“นี่มันไม่ใช่ทางไปโรงพยาบาลนี่คะ!” จ๊ะจ๋าโวยวาย สายตามองไปยังทางเลี้ยวไปโรงพยาบาล ซึ่งอยู่เบื้องหลังและห่างออกไปทุกที

“...” หนนี้ชายหนุ่มไม่พูดบ้าง เขาขับรถต่อไปไม่ฟังเสียงทัดทานของหญิงสาวแม้แต่น้อย

“คุณสายฟ้า คุณจะพาจ๋าไปไหน พาจ๋ากลับไปส่งที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้นะคะ!” จ๊ะจ๋าขู่เสียงแข็ง สายตาจ้องเขาเขม็ง แต่อีกฝ่ายไม่โต้ตอบเหมือนเห็นเธอเป็นอากาศธาตุ

“คุณสายฟ้า! จอดรถเดี๋ยวนี้นะคะ!” จ๊ะจ๋าเสียงดังขึ้นอีก เธอโมโหที่เขาดื้อดึงและเหลวไหลไปกันใหญ่ มือเล็กจึงเอื้อมไปหมายจะคว้าพวงมาลัย ทว่ากลับถูกมือใหญ่ของเขาคว้ารวบข้อมือเอาไว้ได้เสียก่อน

“ปล่อยนะ!” มือเล็กพยายามขืนแรงมือใหญ่ ทว่าหนนี้เธอกลับบถูกเขารวบวงแขนรอบศีรษะ และดึงรั้งร่างนั้นเข้าไปล็อกเอาไว้ในอ้อมแขน แรงจากแขนแกร่งตรึงร่างแบบบางของเธอเอาไว้จนไม่อาจจะขัดขืนอีกฝ่ายได้อีก

“คุณสายฟ้า ปล่อยจ๋าเดี๋ยวนี้นะคะ ไม่อย่างนั้นจ๋าจะแจ้งตำรวจ!” เมื่อขัดขืนด้วยร่างกายไม่ได้ หญิงสาวก็เปล่งคำพูดข่มขู่อีกฝ่ายอย่างไม่ยอมความ

“ถ้าคุณไม่อยู่นิ่ง ผมจะทำมากกว่านี้” น้ำเสียงนั้นดังอยู่เหนือศีรษะ จ๊ะจ๋าสัมผัสได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงของอีกฝ่าย ทั้งแรงบีบรัดของวงแขนกว้างที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้จ๊ะจ๋าไม่กล้าจะขัดขืน เพราะกลัวว่าเขาจะทำอะไรที่มากกว่าที่ทำอยู่ในตอนนี้

เธอจมอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันได้แค่วันเดียว ศีรษะนั้นอิงอยู่กับอกแกร่งที่ไหวกระเพื่อมตามแรงหายใจของอีกฝ่าย กลิ่นน้ำหอมจางๆ ปนกับกลิ่นเหงื่อรวยรินอยู่ที่ปลายจมูก เป็นกลิ่นที่ยามสูดดมแล้วรู้สึกสดชื่นเหมือนได้ไปเที่ยวทะเลภายใต้แดดร้อน...

หญิงสาวชะงัก เผลอลืมหายใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอกำลังดมกลิ่นผู้ชายคนหนึ่งอยู่ ทั้งยังวิเคราะห์กลิ่นของเขาอีกต่างหาก นี่มันลักษณะของคนโรคจิตชัดๆ!

ครั้นสัมผัสได้ถึงความแข็งเกร็งของคนในอ้อมแขน ชายหนุ่มก็ค่อยคล้ายอ้อมกอดของตนและปล่อยให้เธอได้เป็นอิสระ และนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกันที่เขาเลี้ยวรถเข้าไปในรั้วบ้านหลังใหญ่ที่โอ่อ่าตระการตาตั้งแต่หน้าประตูรั้วไปจนถึงวงเวียนน้ำพุหน้าบ้าน

จ๊ะจ๋าที่ได้รับอิสระในตอนนี้ก็รู้ในทันทีว่าเขาพาเธอมาที่ไหน

บ้านเตชะพัลลภ!

 

-------------------------------------------------------------

มาแล้นค๊าาา ไม่ได้หายไปนานเนอะะ สองสามวันเต้าอั้นน เคลียร์งานของอาทิตย์นี้เสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวมาลุยกันแบบยาวๆ พี่สายต้องได้เมีย เอ้ย พี่สายต้องได้รู้ความจริงเรื่องพ่อสิ เห้ออ ไรท์นี่มันคนบาป 555

ตอนต่อไปเจอกันพรุ่งนี้นะคะ คืนนี้ขอนอนพักให้เต็มอิ่ม แล้วจะมาเปย์ตอนแบบจุกๆไปเลยค๊าาา จุ๊ฟฟฟ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว