facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 29

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 48.1k

ความคิดเห็น : 56

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 29
แบบอักษร

บทที่ 29 

              

             “ขุนศึกลุกไปอาบน้ำ มึงนอนท่านี้ตั้งแต่ตีห้าแล้วนะไม่เมื่อยตัวหรือไง” 

  

             “ไม่เมื่อย เผื่อเจ้าก้อนในนี้อยากเห็นหน้าป๊าสุดหล่อเป็นคนแรก ใช่ไหมไอ้บูบู้…แล้วนี่ใครอนุญาตให้มึงมานอนบนเตียงกับเมียกูเนี่ย! มีบ้านตัวเองให้นอนไม่นอนเดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่แล้วนะมึง!” 

              

             ชายร่างสูงเปลือยกายท่อนบนมีเพียงกางเกงวอร์มสีเทาอ่อนที่ปกปิดท่อนล่างเท่านั้นและตอนนี้ก็กำลังนอนตะแคงหันมาทางผมโดยใช้ท่อนแขนซ้ายดันพื้นที่นอนเพื่อทรงตัวเองเอาไว้ ฝ่ามือใหญ่ที่ว่างก็ลูบไล้บริเวณผิวหน้าท้องผมเล่นไปมาโดยมีบูบู้นอนหงายลิ้นห้อยคั่นกลางระหว่างเรา 

  

             “โฮ่ง ๆๆ!!” 

  

             “ยังจะมาเถียงกูอีก! ไป! ลงไป!” 

  

             “โฮ่ง ๆๆ!!” 

  

             ผมนอนในท่าหงายเอี้ยวหน้ามองสองชีวิตกำลังสื่อสารกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ฝั่งขุนศึกก็ขึ้นเสียงทำหน้าตาไม่สบอารมณ์ส่วนบูบู้ก็ลุกขึ้นยืนสี่ขาเต็มความสูงและเห่าสู้อย่างไม่ยอมแพ้ ผมได้แต่ส่ายหน้าสุดแสนจะเอือมระอาทุกครั้งที่ทั้งสองเปิดศึกกันไม่เว้นแต่ละวัน 

  

             “บูบู้! หยุดเห่าใครสอนให้เถียงป๊า หยุดเห่าแล้วนั่งลงเดี๋ยวนี้…ไม่น่ารักเลยมี๊ไม่เคยสอนให้บู้ทำแบบนี้นะ”          

            

           หากไม่พูดห้ามผมก็คงต้องนอนฟังบทสนทนาเถียงกันระหว่างหมากับคนอีกนานหลายนาทีแน่ เมื่อบูบู้โดนผมดุมันจึงหดคอและนอนหมอบมองหน้าผมตาแป๋วแถมน้ำตาระรื่นใส่ผมเป็นนัย ๆ ว่าตัวมันเสียใจมากที่โดนดุ สายตาผมจ้องมองไปยังบูบู้ด้วยความเอ็นดูและก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวมันเบา ๆ โดยมีสายตาของขุนศึกจ้องมองไม่ห่าง  

  

             “มาหามี๊นี่มาจะได้ไม่โดนป๊ากวน” 

            

           ผมไม่เคยจะหักห้ามใจตัวเองได้เลยสักครั้งถึงแม้จะดุแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับดวงตากลมโตใสคู่นั้นทุกที เจ้าบูบู้เมื่อรับรู้ถึงเสียงที่เปลี่ยนไปหูทั้งสองข้างจึงกระดิกไปมาแล้วลุกขึ้นย่ำอุ้มเท้าขนปุยมานอนขดข้าง ๆ ท้องผมเหมือนทุกครั้งอย่างที่เคยทำ 

  

             “ไปเถียงป๊าแบบนั้นไม่ดี อย่าทำอีกไม่งั้นมี๊จะตีให้ร้องเลยคอยดู” 

  

             หัวขนปุยคลอเคลียบริเวณด้านข้างท้องผมราวกับเป็นการส่งสัญญาณว่าเข้าใจก่อนจะนอนหมอบลงราบไปกับที่นอนอีกครั้ง สายตาผมหลุบต่ำมองบูบู้เจ้าหมาแห่งการนอนไม่ว่าจะตื่นเช้าแค่ไหนบูบู้ก็สามารถหลับใหลลงสู่ห้วงนิทราได้รวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ ผมระบายยิ้มออกมาและจ้องมองลูกชายอยู่สักพักก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองอีกฝั่งหนึ่งที่ไร้เสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมานานเกินไปจนผิดสังเกต แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองบุคคลข้างกายที่ตอนนี้กำลังนอนตะแคงใช้เพียงท่อนแขนซ้ายยันไว้กับเตียงและมองผมด้วยรอยยิ้ม 

  

             “มองทำไม หน้ากูมีอะไรติดเหรอ” 

  

             “อืม มี มีเต็มเลย…” 

              

             เสียงทุ้มโทนต่ำของขุนศึกในยามเช้าที่ผมมักจะชอบฟังได้ตอบกลับมาในขณะที่ผมเอ่ยถาม เมื่อได้คำตอบจากขุนศึกผมจึงรีบยกมือลูบหน้าตัวเองและใช้นิ้วทั้งห้าปัดป่ายหวังให้สิ่งนั้นออกไป  

  

             “อยู่ตรงปากเหรอหรือขี้ตาหรืออะไร…แล้วมึงจะนอนอมยิ้มทำไมนักหนาเนี่ย…บอกกูมาขุนศึกอะไรมันติดอยู่บนหน้า” 

  

             เมื่อผมพยายามปัดป่ายบางสิ่งที่ร่างสูงเป็นคนบอกแต่กลับไร้ซึ่งการช่วยเหลือใด ๆ จนทำให้ผมเริ่มหน้างอขึ้นมาเล็กน้อยเพราะขุนศึกเอาแต่นอนอมยิ้มไม่หุบ เมื่อเจ้าตัวกลั่นแกล้งผมจนพอใจมือขวาของขุนศึกก็เอื้อมมาจับมือผมรั้งเข้าหาตัวเพื่อรับสัมผัสจูบที่ฝังลงกลางอุ้งมืออย่างอ่อนโยน  

  

             “ถึงจะปัดให้ตายไปทั้งชาติมันก็ไม่ออกให้หรอกเพราะความสวยของมี๊มันมีเยอะเกินไป…” 

  

             สรรพนามที่แปรเปลี่ยนไปทำให้ผมเขินจนยกหลังมือซ้ายที่ว่างขึ้นปิดปาก รอยยิ้มและสายตาของขุนศึกช่างไม่ดีต่อใจผมเอาเสียเลย ประโยคเมื่อครู่ถูกเปล่งออกมาราวกับเป็นมุกจีบสำหรับคู่รักเสียอย่างนั้น ความรู้สึกตอนนี้มันทำให้ผมกำลังคิดไปว่าชายผู้เป็นสามีคนนี้  

  

             กำลังจีบ… 

  

           ขุนศึกกำลังจีบผม… 

              

             “มามงมามี๊อะไรพูดเลอะเทอะแต่เช้า…” 

  

             ผมเบือนหน้าหนีหันไปอีกทางเพื่อหลบสายตาของขุนศึกที่กำลังทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจผมสั่นระรัว แต่ขุนศึกไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จากตัวที่เคยตะแคงในพื้นที่ของตัวเองกลับขยับเข้ามาหาผมจนใบหน้าระหว่างเราห่างกันไม่ถึงคืบ มือที่โดนขุนศึกกอบกุมอยู่ก็ถูกรั้งขึ้นไปรับจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยมีสายตาหวานเยิ้มของชายผู้เป็นสามีมองไม่วางตา  

  

             “ขนาดบูบู้ซ้อยังเรียกแทนตัวเองว่ามี๊เลย ซ้อเรียกแทนตัวเองว่ามี๊กับเฮียบ้างไม่ได้หรือไง ทำไมเดี๋ยวนี้บูบู้มันดูจะเหนืออภิสิทธิ์มากกว่าคนเป็นผัวอย่างเฮียล่ะ เฮียชักจะน้อยใจซ้อแล้วนะ…” 

  

             เสียงลมหายใจรดบริเวณปลายนิ้วทั้งห้าไปพร้อม ๆ กับสายตาที่ตัดพ้อสื่อออกมาให้เห็น ปลายจมูกโด่งเป็นสันก้มลงคลอเคลียหลังมือผมไปมาเพื่อเป็นสัญญาณของการออดอ้อนในยามเช้าของวันใหม่ สายตาผมแน่นิ่งมองใบหน้าหล่อคมเข้มของขุนศึกก็พาลทำให้หน้าเห่อร้อนขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เพราะท่านประธานหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์เล่นนอนหยอดมุกจีบโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ก็ชักจะเสียเปรียบไม่น้อย 

  

             “งั้นก็ไปเป็นบูบู้ซะสิ ถ้าอยากให้เรียกแบบบู้มึงก็ต้องเป็นหมาเหมือนไอ้บู้ก่อน” 

  

             ผมเค้นเสียงไม่ให้สั่นเพราะอาการเขินตอบกลับไปด้วยสีหน้านิ่งและพยายามเก็บความรู้สึกทั้งเขินทั้งอายเพราะหัวใจผมคงจะระเบิดออกมาได้ถ้าขุนศึกยังคงพูดหยอดประโยคหวาน ๆ ตั้งแต่เช้าแบบนี้ คนตรงหน้าเมื่อได้ยินผมตอบกลับก็ถึงหัวเราะออกมาเต็มเสียงจนบูบู้ที่นอนขดข้างกายถึงกับสะดุ้ง หัวกลม ๆ ผงกขึ้นปรือตามองแล้วหมอบลงสู่ห้วงนิทราต่อ 

  

             “ทุกวันนี้ก็แทบจะไม่ใช่คนแล้ว แทบจะเป็นหมาตัวนึงแล้ว” 

  

             “…” 

  

             เสียงทุ้มแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ทำเอาใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะหนักเข้าไปใหญ่ หลังจากพูดประโยคนั้นเสร็จร่างของขุนศึกก็เลื่อนตัวเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นจนริมฝีปากของเราประกบเข้าหากันในที่สุด เปลือกตาสีนวลของผมปิดลงพร้อมกับจูบตอบรับรสชาติสัมผัสที่ขุนศึกมอบให้ ปลายลิ้นสอดประสานเกี่ยวพันแลกน้ำลายกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เสียงขบเม้มดูดคลึงดังระงมไปทั่วห้องนอนใหญ่โดยมีบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวานชื่นของเราสองคนเป็นตัวนำพา  

  

             “อย่าใจร้ายกับว่าที่ป๊าของเจ้าก้อนในท้องนักเลย เรียกแทนตัวเองว่ามี๊กับเฮียได้ไหม…” 

  

           “…” 

  

           “ได้ไหมที่รัก…” 

  

             ฝ่ามือใหญ่กอบกุมใบหน้าผมแล้วลูบคลึงเบา ๆ ขุนศึกช้อนสายตามองขึ้นมาอย่างออดอ้อน การกระทำของขุนศึกมันช่างอบอุ่นหัวใจเกินไปเสียจนผมอดไม่ได้ที่จะเคลื่อนย้ายตัวเองลงจากเตียงอย่างระมัดระวังเพราะจะไม่ให้ลูกชายสี่ขาตื่นจากห้วงนิทรา 

  

              เสื้อยืดสีกรมตัวโคร่งคลุมปิดยันหัวเข่าของสามีที่ถูกผมยึดมาใส่ทุกคืนราวกับเป็นของตัวเอง สองเท้าเปลือยเปล่าเดินย่ำลงบนพื้นพรมสีครีมเพื่อตรงไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่งของเตียง โดยมีสายตาดุดันแฝงด้วยความสงสัยของขุนศึกจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผมตาไม่กะพริบ เมื่อร่างกายเดินมาชิดขอบเตียงผมไม่รีรอและรีบคลานเข่าขึ้นไปคร่อมชายผู้เป็นสามีที่ตอนนี้นอนหงายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อเห็นการกระทำของผม ท่อนแขนสองข้างตัวเองโอบรอบคอหนาก่อนจะโน้มตัวลงเป็นฝ่ายประกบปากด้วยความเอ็นดูในการพูดการจาในประโยคเมื่อครู่ 

  

             ฝ่ามือหยาบกร้านก็ไม่น้อยหน้าเลื่อนเข้ามายังใต้ร่มผ้าแล้วลูบไล้วนไปมาบริเวณต้นขาอ่อนของผม ก่อนจะเลื่อนลงมาคลึงบริเวณแก้มก้นผมอย่างมันเขี้ยว ส่วนผมก็ไม่นิ่งเฉยเมื่อผู้เป็นสามีละเลงลูบไล้นวดคลึงก็ตอบโต้กลับด้วยการขยับเอวขึ้นลงเบา ๆ โดยเน้นกดเฉพาะช่วงล่างลงกลางเป้าให้ร่องก้นเบียดเสียดกับสิ่งที่อยู่ภายใต้กางเกงวอร์มอย่างจงใจ 

  

             “อย่าโยกเอวแบบนี้ ซ้อก็รู้ว่าเฮียเอาซ้อไม่ได้” 

              

             การกระทำของว่าที่พ่อมือใหม่หยุดชะงักลงทันทีแล้วช้อนสายตามองผมจริงจังเพราะการเคลื่อนไหวท่อนล่างอาจทำให้สิ่งที่อยู่ใต้กางเกงตื่นได้และนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ 

  

             “อยากให้แทนว่ามี๊ไม่ใช่เหรอ มี๊เลยอยากเรียกใกล้ ๆ ให้ป๊าได้ยิน ป๊าไม่ชอบหรือไง 

  

             ปลายจมูกของเราคลอเคลียกันไม่ห่าง เสียงทุ้มต่ำข่มอารมณ์ความต้องการไม่ให้ผุดขึ้นออกมาให้ผมได้ยิน ใบหน้าผมยิ้มร่าเมื่อสามารถแกล้งคนตรงหน้าได้สำเร็จ แต่ถึงขุนศึกจะห้ามยังไงเอวผมก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวบนสิ่งที่อยู่ภายใต้กางเกงวอร์มนี้ได้และตอนนี้เจ้าแท่งเนื้อยาวก็กำลังแข็งตัวได้ที่ 

  

             “มี๊ป๊าไม่เล่น ซี้ด…” 

  

             ใบหน้าขุนศึกแหงนขึ้นบนหมอนใบใหญ่ด้วยความรู้สึกเสียว เมื่อผมเห็นคนถูกแกล้งทรมานหนักผมก็ยิ่งบดเอวลงบนเป้ากางเกงมากขึ้น ผมโยกตัวขึ้นลงอย่างเพลิดเพลินในภารกิจกลั่นแกล้งผู้เป็นสามีให้มีอารมณ์ความอยากและไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาในอีกไม่ช้า 

  

             “หื้ม มี๊จะเล่นป๊าอย่าขัดใจ…” 

  

             ผมกระซิบข้างหูก่อนจะใช้ลิ้นตัวเองแตะเลียบริเวณใบหูของขุนศึกอย่างชอบพอ… 

  

             “ถ้ายังจะเล่นต่อป๊าจะเอาจริงแล้วนะ” 

  

             ขุนศึกก็ไม่คิดยอมแพ้โต้กลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแล้วเอื้อมนิ้วมือตัวเองถูกไถบริเวณรูสวาทของผมสลับกับขย้ำแก้มก้นเล่น  

  

           “ป๊าจะเอามี๊เหรอ จะเอาเหรอ…” 

  

             ผมยืดตัวขึ้นนั่งเต็มความสูงแล้วควักแท่งเนื้อที่กำลังผงาดชูคอขึ้นสู้ในยามเช้าออกมาและจงใจใช้ร่องก้นตัวเองถูไถโดยใช้เอวโยกในจังหวะที่เชื่องช้า สายตาเราสอดประสานกันด้วยความต้องการของราคะฝ่ามือหยาบกร้านเริ่มลูบไล้ขึ้นมาบริเวณแผ่นหลังสลับกับสะโพกและแก้มก้นเมื่อยากที่จะอดกลั้นความต้องการไว้ได้ 

  

             “ตอบสิป๊า อยากเอามี๊เหรอ…” 

  

             เอวผมบดลงอย่างเน้น ๆ เพื่อให้เนื้อผิวแท่งเนื้อที่กำลังตั้งตรงได้สัมผัสกับร่องก้นมากขึ้น ผมเอื้อนเอ่ยถามชายตรงหน้าที่มีไฟราคะเต็มตัวด้วยน้ำเสียงยั่วยวน ใบหน้าขุนศึกแดงก่ำยกท่อนแขนโชว์รอยสักเสยผมขึ้นด้วยความอัดอั้นเต็มที่และสวนเอวขึ้นโต้ตอบผมเบา ๆ ราวกับกลัวเจ้าบูบู้ตื่นขึ้นมาแล้วรบกวนบทรักที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า  

  

             “อึ่ก! อยาก อยากเอา…” 

  

             สิ้นเสียงประโยคที่ตอบกลับร่างสูงของผู้เป็นสามีและว่าที่คุณพ่อมือใหม่ก็เด้งตัวขึ้นมารั้งท้ายทอยผมให้รับบทจูบอันเร่าร้อนจากอารมณ์ความต้องการที่ปะทุขึ้น ลิ้นเกี่ยวพันตวัดเล่นกันอย่างหยอกล้อ ริมฝีปากหนาดูดลิ้นของผมอย่างหนักหน่วงสลับกับขบเม้มกลีบปากบนและล่างอย่างเอาแต่ใจ 

  

             “น้ำปริ่มตรงหัวออกมาแล้ว ป๊าเสียวเหรอ…” 

  

             ผมปรือตามองขุนศึกและถามออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วไปพร้อม ๆ กับไอร้อนจากลมหายใจที่บ่งบอกได้ดีว่าต้องการร่วมรักกันแค่ไหน มือซ้ายผมไม่อยู่เฉยเลื่อนขึ้นจับบริเวณปลายหัวที่เริ่มบานจนมีน้ำหล่อลื่นปริ่มออกมา ผมใช้นิ้วมือนิ่มลูบไล้วนเป็นวงกลมเบา ๆ ให้ชายผู้เป็นสามีเสียวเล่น ส่วนมืออีกข้างก็ทาบลงบนอกแกร่งที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 

  

             “เสียว เสียวมากที่รัก ควงเอวแรงกว่านี้ บดลงไปอีกมี๊ ซี้ด…” 

  

             ตัวขุนศึกล้มลงนอนราบกับเตียงด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มแถมยังขยับปากสั่งกลาย ๆ ให้ผมทำตามในสิ่งเจ้าตัวต้องการ ในขณะที่ผมก็เริ่มเร่งจังหวะโยกเอวให้ได้อรรถรสมากขึ้นแต่ทว่าจู่ ๆ อาการลมตีขึ้นหน้าอกรอบแรกในเช้าของวันก็เริ่มขึ้น เสียงคล้ายกับคนกำลังจะอ้วกทำให้ขุนศึกยุติอารมณ์ดังกล่าวและรีบช้อนตัวผมลุกขึ้นจากเตียงในท่านั่งคร่อม ฝีเท้าของว่าที่คุณพ่อมือใหม่รีบเดินเข้าไปในห้องน้ำและรีบวางร่างผมให้เท้าแตะลงพื้น เมื่อร่างผมทรงตัวเองได้ก็รีบพลิกตัวโก่งคออ้วกอยู่อ่างล้างหน้าด้วยความทรมาน 

  

             เจ้าก้อน… 

  

           เจ้าก้อนเล่นมี๊แต่เช้าเลยนะ… 

  

             “ห่าเอ๊ย! เมียอุตส่าห์อ่อย! อยากก็อยากแต่เอาไม่ได้เพราะคาลูก เกิดมาเป็นมึงทำไมมันลำบากยากเย็นอย่างนี้วะไอ้ขุนศึก!” 

  

             เสียงบ่นพึมพำอยู่ด้านหลังดังออกมาให้ได้ยินไปพร้อมกับฝ่ามือที่คอยลูบแผ่นหลังให้ เสียงอ้วกของผมยังคงดังระงมไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ และเหมือนวันนี้จะเกิดอาการแพ้ท้องหนักขึ้นกว่าทุกครั้งราวกับเจ้าก้อนในท้องกำลังประกาศศักดาให้ผมกับขุนศึกได้รับรู้ว่าห้าม  

  

             ห้ามป๊ากับมี๊สวีทกันโดยไร้ซึ่งคำอนุญาต 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “หลานสะใภ้อั๊วมาแล้ว คิดถึง ๆ คิดถึงลื้อที่สุดเลย” 

  

             “ผมก็คิดถึงอาม่าครับคิดถึงอากงด้วย คิดถึงทุกคนเลย” 

              

             ผมโน้มตัวไปกอดอาม่าของสามีอย่างเอาอกเอาใจเพราะคนแก่มักจะชอบให้ลูกหลานแสดงความรักมากเป็นพิเศษ วันนี้ผมกับขุนศึกเข้ามาบ้านใหญ่กันเร็วกว่าปรกติหลังจากที่เมื่อเช้าหวังจะระเริงรักกันบนเตียงแต่ก็ล่มไม่เป็นท่าเพราะเจ้าก้อนในท้องถึงกับลุกขึ้นมาประท้วงจนอาการแพ้ท้องผมหนักตั้งแต่เช้า ขุนศึกต้องคอยพัดคอยลูบแผ่นหลังให้ผมนานนับหลายนาทีกว่าจะออกมาจากห้องน้ำกันได้ 

  

             “คิดถึงแต่หลานสะใภ้เหรอครับอาม่า หลานชายอย่างผมไม่คิดถึงหรือไง…ผมเริ่มจะเป็นหมาหัวเน่าแล้วเหรอ” 

  

             ขุนศึกที่เพิ่งเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาหลังจากออกไปคุยโทรศัพท์เรื่องงานเสร็จจึงเดินกลับเข้ามาพร้อมสีหน้าที่แกล้งหยอกล้อทำทีว่าน้อยใจส่งไปให้ เมื่ออาม่าเห็นแบบนั้นก็รีบหันไปสวมกอดหลานชายสุดที่รักทันทีแถมก้มลงหอมแก้มไปอีกฟอดใหญ่  

  

             “อั๊วก็คิดถึงทั้งสองคนเลยล่ะน่า ลื้อก็ทำเป็นน้อยใจอั๊วไปได้” 

  

             “แต่อั๊วว่าลื้อน่าจะคิดถึงหลานสะใภ้มากกว่านะ” 

  

             อากงของขุนศึกเอ่ยแซวภรรยาตัวเองทำเอาทุกคนที่นั่งอยู่บนโซฟาพากันหัวเราะชอบใจกันยกใหญ่ เสียงหัวเราะของสองบ้านใหญ่ที่นั่งเรียงรายพร้อมหน้าพร้อมตาถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ทุกคนจะได้รับรู้ในสิ่งที่ผมกับขุนศึกตั้งใจจะบอก

  

             “เฮีย เรื่องไปกางเต็นท์เฮียได้บอกเฮียขุนหรือยัง อีกสองอาทิตย์หมวยกับหยกก็เปิดเทอมแล้วนะ” 

  

             ท่ามกลางเสียงหัวเราะจู่ ๆ น้องสาวของผมก็เอ่ยถามออกมากลางวงสนทนา ทำให้ผมที่นั่งอยู่อีกฝั่งน้องสาวเอี้ยวหน้าเงยขึ้นมองขุนศึกอย่างลืมสนิทว่าจะพายัยสองแสบไปเที่ยว ขุนศึกที่นั่งอยู่บนขอบโซฟาตัวใหญ่โอบไหล่ผมไม่ห่างตัวก้มลงมามองแล้วเลิกคิ้วอย่างสงสัยว่าหมวยนั้นพูดถึงเรื่องอะไร 

  

             “หมวยกับหยกอยากไปกลางเต็นท์ช่วงปิดเทอมเลยอยากให้เราสองคนพาไป” 

  

             ผมยื่นหน้าไปบอกข้างหูแล้วผละออก ขุนศึกที่ได้ยินก็พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะหันไปสบตามองหมวยกับหยกที่ตอนนี้ทำหน้าลุ้นแทบใจจะขาดว่าร่างสูงของสามีผมจะว่าอย่างไร 

  

             “ไปสิ แต่เฮียต้องดูวันก่อนยังให้คำตอบกับเราสองคนไม่ได้” 

  

             คำแรกที่เอ่ยไปสีหน้ายัยสองแสบยกยิ้มกว้างทันทีแต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้นเพราะประโยคสุดท้ายที่ขุนศึกพูดต่อเหมือนกับเป็นการปฏิเสธทางอ้อม ใบหน้าน้องสาวสุดป่วนสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผมที่เห็นแบบนั้นก็รู้สึกผิดไม่น้อยแต่ถ้าจะให้ไปในระยะสองสัปดาห์นี้คงไม่ได้เพราะผมยังท้องอ่อนเกินไปและขุนศึกคงไม่อนุญาตเป็นแน่ 

  

             “เฮียจะพาไปแน่ ๆ สัญญาเลย ไม่ต้องทำหน้าเสียใจอย่างนั้นสิเดี๋ยวซ้อกับเฮียพาไปแน่นอน” 

  

             “ก็ได้ค่ะซ้อ/ก็ได้” 

  

             เมื่อเห็นสีหน้าของสองสาวก็ทำเอาผมใจแป้วตามจนต้องเงยหน้าขึ้นมองขุนศึกอีกครั้ง ขุนศึกที่เห็นว่าสองสาวกำลังเสียใจจึงรีบพลิกสถานการณ์ให้เข้าเรื่องสำคัญที่วันนี้เราทั้งสองคนตั้งใจจะมาบอกกับทุกคน 

  

             “ทุกคนรู้ไหมว่าวันนี้ทำไมผมถึงพาคับฟ้ามาเร็วกว่าทุกครั้ง” 

  

             เสียงทุ้มของขุนศึกเอ่ยขึ้นเพื่อปรับโหมดบรรยากาศให้ทุกคนแคลงใจเล่นและก็เป็นอย่างที่คิดเพราะทั้งอากงอาม่า ป๊ากับม๊ารวมไปถึงสองสาวที่ผิดหวังกับเรื่องเที่ยวเมื่อครู่ก็ปรับอารมณ์เร็วเสียจนผมตามแทบไม่ทัน  

  

             “ทำไมจ๊ะ มีอะไรกันหรือเปล่าหรือว่าที่บ้านมีปัญหาอีก ซื้อมาไม่ทันครบปีก็มีเรื่องจุกจิกให้ปวดหัวได้ตลอดโครงการนี้แย่จริง ๆ” 

  

             ม๊าขุนศึกที่คิดว่าบ้านของเราสองคนมีปัญหาจึงเริ่มต้นบ่นด้วยสีหน้าจริงจัง ตามด้วยป๊ากับม๊าผมก็ร่วมวงสนทนาเรื่องบ้านตามไปกันอีก จากที่หวังจะเซอร์ไพรส์กลับกลายเป็นสนใจเรื่องบ้านผมแทน ขุนศึกที่เห็นว่าทุกคนเริ่มออกทะเลก็รีบพูดดักขึ้น  

  

             “ไม่ใช่เรื่องบ้านครับแต่วันนี้ผมกับคับฟ้ามีของขวัญจะให้” 

  

             ขุนศึกไม่พูดเปล่าเอี้ยวตัวหันไปคว้ากล่องของขวัญสีแดงจากศิลป์ที่ยื่นมาให้ด้านข้าง กล่องใบนั้นถูกเคลื่อนย้ายไปวางบนโต๊ะตรงหน้าโซฟายิ่งทำให้ความสงสัยฉายแววขึ้นบนใบหน้าของทุกคน เมื่อขุนศึกวางกล่องใบนั้นเสร็จก็เดินกลับมานั่งกับผมเหมือนเดิม 

  

             “กล่องอะไรเหรอเฮีย” 

  

             หยกเอ่ยถามขึ้นคนแรกก่อนจะเดินไปหยิบกล่องนั้นมาถือไว้แล้วหย่อนตัวนั่งลงตรงกลางโซฟาตัวใหญ่ที่ขนาบข้างด้วยม๊าสาวสวยทั้งสองคน  

  

             “ให้ม๊าเปิดสิ ม๊าลองเปิดดูผมกับคับฟ้าตั้งใจทำให้เลยนะ” 

  

             ใบหน้าผมเห่อร้อนขึ้นทันทีเมื่อร่างสูงที่นั่งอยู่ขอบโซฟาตัวเดียวกันก้มตัวลงและจงใจพูดเน้นคำว่าทำให้ผมได้ยิน ผมฟาดมือลงบนหน้าขาของขุนศึกไปเต็มแรงจนเจ้าตัวหลุดขำออกมาแล้วก้มลงฝังจูบบนหัวผมไปอีกหนึ่งที  

  

             “พวกลูกทำให้พวกเราทุกคนตกใจนะขุนศึก หรือว่าจะให้อั่งเปาล่วงหน้า” 

  

             สายตาม๊าตวัดขึ้นมองและยิ้มมุมปากเมื่อพูดถึงอั่งเปา… 

  

             “เรื่องนั้นผมให้ทุกเดือนอยู่แล้วนะครับคุณนายหญิง รีบเปิดเถอะอากงอาม่าคงอยากเห็นแล้ว” 

  

             “รีบเปิด ๆ คนแก่ก็ใจร้อนเป็นนะโว้ย!” 

  

             ทุกคนหลุดขำพรืดเมื่ออากงทั้งสองบ้านพูดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย เมื่อม๊าขุนศึกได้ฟังแบบนั้นจึงก้มลงเปิดกล่องของขวัญสีแดงทันที เชือกสีน้ำตาลเส้นเล็กถูกกระตุกออกโดยมีสายตานับสิบคู่จ้องตาแทบไม่กะพริบ ตัวผมแข็งทื่อนั่งกุมมือขุนศึกแน่นด้วยอาการตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่จะเกิด ม๊าเปิดกล่องใบนั้นออกแล้วก้มลงมองสิ่งที่นอนแน่นิ่งมาหลายชั่วโมงจากน้ำพักน้ำแรงที่ผมตั้งใจบรรจุใส่ไว้เมื่อคืน  

  

             มือม๊าเอื้อมจับเจ้าสองแท่งในกล่องขึ้นมาเพ่งมองก่อนจะเงยหน้ามองผมกับขุนศึกด้วยดวงตาที่เบิกกว้างริมฝีปากอ้าค้างกับสิ่งที่เห็นส่วนม๊าผมก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน ทั้งสองคนก้มลงมองเพื่อความแน่ใจอีกรอบก่อนจะกระโดดกอดใส่กันทั้งน้ำตาเมื่อในที่สุดสิ่งที่รอคอยก็สัมฤทธิผล 

  

             “ท้อง!! ป๊า!! สะใภ้เราท้อง!! กรี๊ด!!” 

  

             “จริงเหรอม๊า ซ้อท้องเหรอไหนขอหยกดูบ้าง!! ทะ ท้องจริงด้วย!!” 

  

             “ฮะ เฮียท้องเหรอ!! กรี๊ด!! หยกกำลังจะมีหลาน!!” 

  

             ทุกคนหันมามองผมกับขุนศึกเพื่อถามให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือเรื่องจริงหรือและเมื่อผมพยักมองด้วยรอยยิ้มม๊าก็รีบตรงเข้ามาโผล่กอดด้วยความดีใจเมื่อรู้ว่าม๊านั้นกำลังจะมีหลาน 

  

             “ม๊าดีใจที่สุด ดีใจที่สุดเลย พวกลูกให้ของขวัญสุดพิเศษกับม๊ากับทุกคนจริง ๆ” 

  

             ตัวผมตอนนี้ไม่เหลือช่องว่างให้หายใจทั้งม๊าผมและม๊าขุนศึกต่างพากันสวมกอดเต็มแรง ไหนจะยัยแสบสองคนก็โผล่กอดผมแน่นไม่ปล่อยให้ผมได้ขยับตัวไปไหน ผมโดนกอดอยู่นานนับหลายนาทีก่อนจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ใบหน้าผมถูกมือแม่สามีกอบกุมไว้แล้วหอมแก้มผมทั้งข้างซ้ายขวา น้ำตาแห่งความสุขฉายแววมาให้เห็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รวมทั้งหยกกับหมวยที่ตอนนี้ยืนกอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจ เมื่อตัวผมถูกปล่อยให้เป็นอิสระผมจึงเดินเข้าไปหาป๊ากับอากงและอาม่าที่นั่งยิ้มไม่หุบเมื่อได้รับข่าวดี 

              

             “น้ำเชื้อดีไม่ทิ้งแถวเหมือนป๊าจริง ๆ ไอ้ลูกชายคนนี้” 

  

             “ทำดีมากไอ้ลูกเขย” 

  

             เสียงป๊าที่พูดสอดแทรกขึ้นเมื่อพวกเราหย่อนตัวนั่งลงตรงหน้าผู้อาวุโสที่สุดในบ้าน ประโยคเหล่านั้นทำเอาความเก้อเขินทวีคูณขึ้นจนไม่อาจต้านทานสายตาของทุกคนได้อีกต่อไป 

  

             “ยินดีด้วยนะอาคับฟ้า ม่ากับกงจะมีเหลนมาวิ่งเล่นเป็นเพื่อนแล้วเหรอเนี่ย ม่าดีใจที่สุด ดีใจมาก ๆ…” 

  

             “ดีใจ กงดีใจ ดีใจที่สุดเลย…” 

  

             ทุกประโยคที่เอื้อนเอ่ยออกมามีแต่น้ำตาแห่งความดีใจมันจุกอยู่ในลำคอของหญิงชายวัยชราตรงหน้า ผมเงยหน้ายิ้มให้บุคคลที่รักสุดหัวใจที่เป็นต้นเหตุทำให้ผมได้มาเจอคนข้างกายและเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมได้มีเจ้าก้อนน้อยในวันนี้ ฝ่ามือเหี่ยวย่นของอาม่าทั้งสองเอื้อมมาปาดน้ำตาบนแก้มให้ผมก่อนจะก้มลงฝังจูบบนหัวไปพร้อม ๆ กัน 

  

             “ทิต! ออกรถ ๆ ด่วน!! ฉันไปจะซื้อของให้หลานฉัน! วันนี้ฉันจะเหมาให้หมดห้างเลย! โอ๊ยดีใจ ๆ” 

  

             ในระหว่างนั้นเสียงม๊าก็ตะโกนเรียกคนขับรถดังลั่นและเตรียมตัวคว้ากระเป๋าออกไปพร้อมกับม๊าขุนศึก ผมที่นั่งอยู่บนพื้นถึงกับต้องหันไปดูพฤติกรรมของม๊าตัวเองที่กำลังเห่อหลานตั้งแต่ยังไม่เป็นวุ้นเลยด้วยซ้ำ 

  

             “เราจะซื้ออะไรให้หลานดีคะ เฟอร์นิเจอร์ใหม่ยกเซตเตรียมทำห้องไว้ให้หลานเลยดีไหมคะ ของเล่น เสื้อผ้า หรือจะดูเรื่องโรงเรียนไปด้วยเลย นานาชาติแถวบ้านเราก็มีไม่น้อย เอ๊ะหรือจะส่งไปเรียนเมืองนอกดีคะ…” 

  

             ผมเอี้ยวหน้าหันไปขำกับขุนศึกเมื่อแม่สามีก็ไม่น้อยหน้าหวังเตรียมการใหญ่แทนผมกับขุนศึกเสียจนเราทั้งคู่แทบจะไม่ต้องทำอะไร  

  

             “ผู้ชายอย่างพวกป๊าคงไม่ต้องเตรียมอะไรมากแล้วล่ะให้ม๊าเราจัดการไป ทางนี้เตรียมแค่เงินไว้รับขวัญหลานก็พอ เจ็ดหลักพอไหมหรือจะเอาเยอะกว่านั้น” 

  

             ส่วนป๊าของเราสองคนก็ไม่ยอมพ่ายแพ้งัดวิธีเด็ดคำว่าเงินมาใช้จนผมถึงกับตาโต เหตุการณ์ตรงหน้ามันช่างสุขใจเสียเหลือเกิน ฝ่ามือผมเลื่อนมาทาบลงบนหน้าท้องด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจแทนเจ้าก้อนที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกก็ได้รับความรักจากคนในครอบครัวไปมากเสียแล้ว ผมไม่อยากนึกภาพเลยว่าหากเจ้าก้อนออกมาเผชิญโลกกว้างคำว่าเห่อหลานจนแย่งกันเลี้ยงคงไม่ไกลเกินเอื้อมเป็นแน่ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว