facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 27

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 40.2k

ความคิดเห็น : 48

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 27
แบบอักษร

บทที่ 27 

  

             “ไม่เรียกก็ไม่เรียก ไม่ขัดใจแล้ว…” 

  

           เสียงทุ้มเอื้อนเอ่ยข้างหูด้วยเสียงแผ่วเปลือกตาที่ตั้งใจปิดลงเมื่อครู่เพื่อหลีกหนีใบหน้าของขุนศึกจึงค่อย ๆ เปิดออกพร้อมกับพลิกตัวมานอนในท่าหงายเหมือนตอนแรก ในจังหวะที่ผมพลิกตัวเองมานอนในท่าเดิมใบหน้าของขุนศึกก็เข้ามาใกล้จนริมฝีปากระหว่างเราห่างไม่ถึงคืบ ลมหายใจเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอแววตาของผู้ชายตรงหน้าสื่อออกมาให้ผมรับรู้ว่าความเป็นห่วงที่มีต่อผมมันมีมากขนาดไหน  

  

             สายตาของเราสอดประสานมองกันโดยไร้เสียงรบกวนจากบริเวณรอบข้าง หากเป็นเวลาอื่นผมจะต้องเขินอายต่อหน้าบรรดาลูกน้องและแม่บ้านคนสนิท แต่ความเก้อเขินนั้นกลับไม่มีอยู่ในตัวผมแม้แต่น้อยเพราะมันมีแต่ความอยากออดอ้อนใส่ชายผู้เป็นสามีตรงหน้าเอาใจเสียมากกว่า 

  

             เมื่อจ้องมองกันไปพักใหญ่ริมฝีปากหนาก็เคลื่อนขึ้นมาประทับรอยจูบกลางหน้าผากผมด้วยสัมผัสอ่อนโยนอย่างทะนุถนอมก่อนที่ขุนศึกจะยืดตัวขึ้นเต็มความสูงเมื่อพี่หวานยกถาดอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ เมื่อทุกอย่างถูกจัดวางเสร็จสรรพร่างสูงตรงหน้าจึงให้สัญญาณกับลูกน้องตัวเองรวมทั้งพี่หวานออกไปจากห้องนั่งเล่นเพื่อให้มีแค่ผมกับเจ้าตัวอยู่ในห้องนี้ตามลำพัง 

  

             “ลุกกินข้าวไหวไหม” 

  

             “…” 

  

             ขุนศึกเอ่ยถามในระหว่างที่โน้มตัวไปคนข้าวต้มให้ไอร้อนระเหยออกเพื่อที่ผมจะกินสะดวก มือซ้ายผมยังคงถือยาดมเสียบไว้โพรงจมูกเพราะหากเผลอขยับมือออกอาการวิงเวียนศีรษะจะกลับมาทันที สายตาผมทอดมองการกระทำของขุนศึกแล้วพาลให้รู้สึกดีไม่น้อย สองขาที่เคยเหยียดตรงระนาบไปกับเบาะโซฟามันค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นวางลงบนหน้าตักของขุนศึกแทน ร่างสูงในชุดสูทสีกรมที่กำลังนั่งคนข้าวถึงกับหลุบต่ำมองสองเท้าผมแวบหนึ่งแล้วหันไปสนใจข้าวในถ้วยต่อ 

  

             “ลุกขึ้นมากินข้าว” 

  

             “…” 

  

             ขุนศึกเอี้ยวหน้ามาบอกเมื่อเห็นว่าอาการของผมดีขึ้น หากทว่าคำตอบที่ได้กลับเป็นการกระทำของสองเท้าคู่หน้าที่มันกำลังตีขึ้นลงเบา ๆ บนตักของเจ้าตัว ขุนศึกยังคงก้มหน้าคนข้าวต้มด้วยความตั้งใจโดยไม่หันมามองผมสักนิด เมื่อผมเห็นว่าขุนศึกยังคงนิ่งเฉยและไม่หันมาหาสองขาคู่หน้าจึงตีลงบนตักอีกครั้งเพื่อหวังให้ผู้เป็นสามีสนใจ 

  

           สนใจผมมากกว่าข้าวต้มที่กำลังคน… 

              

             ขาผมตีขึ้นลงอย่างต่อเนื่องและเริ่มถี่ขึ้นเมื่อขุนศึกยังไม่เงยหน้าขึ้นมาหาผมที่นอนมองอยู่สักนิด เมื่อจังหวะตีขาค่อนข้างจะไม่ปรกติในที่สุดการคนข้าวต้มในถ้วยจึงยุติลง ใบหน้าหล่อของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าสามีเอี้ยวหน้ามามองแล้วเลิกคิ้วถามกลาย ๆ ว่าผมทำพฤติกรรมแบบนั้นไปทำไม…เพื่ออะไรกัน 

  

             “ว่าไง จะเอาอะไร” 

  

             “…” 

  

             เมื่อผมเรียกร้องความสนใจได้สำเร็จแต่ตัวผมกลับทำได้เพียงนอนแน่นิ่งเมื่อขุนศึกเอ่ยถามออกมาว่าผมต้องการอะไร หากทว่าผมไม่สามารถตอบความต้องการของตัวเองให้อีกฝ่ายรับรู้ได้เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องการอะไร สิ่งที่ทำเมื่อครู่แค่ไม่อยากให้ขุนศึกสนใจข้าวต้มในถ้วยนั้นโดยที่ไม่หันมาสบตากับผม 

  

             เท่านั้นเอง… 

  

           ผมเป็นอะไรของผมกัน… 

  

             ต่างฝ่ายต่างฝ่ายเงียบโดยไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ มีเพียงเสียงเพลงสากลที่คอยเปิดคลอทั่วบ้านหลังใหญ่เพื่อทำหน้าที่บรรเลงเพลงกล่อมบรรยากาศอันเงียบเชียบนี้ให้มีอรรถรสมากขึ้น เมื่อผมนอนนิ่งสบตากับแววตาดุดันแฝงไปด้วยความเป็นห่วงนั้นนานเท่าไหร่ผมก็ยิ่งอยากให้ร่างสูงตรงหน้าอยู่กับผมมากขึ้นเท่านั้น เมื่อความต้องการที่แท้จริงเริ่มฉายแววมาให้เห็นแขนซ้ายของผมจึงยื่นออกไปตรงหน้าหวังให้ชายผู้เป็นที่รักได้แตะสัมผัสเนื้อผิวกายในยามเช้า ทันทีที่อีกฝ่ายเห็นพฤติกรรมจากมือที่ใช้คนข้าวแปรเปลี่ยนหันมาหาทั้งตัวแล้วยื่นแขนซ้ายมากุมและลูบไล้บนหลังมือผมไว้อย่างเบามือ 

  

             “ทำไมอ้อนแต่เช้า อยากได้อะไร ซ้ออยากได้อะไรบอกเฮียมา” 

  

              สรรพนามที่คนตรงหน้าพูดออกมาทีไรใจผมมักอบอุ่นเสมอ เสียงทุ้มรื่นหูจ้องมองผมตาไม่กะพริบเมื่อเห็นท่าทางที่กำลังออดอ้อนเจ้าตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมได้แต่ส่ายหัวตอบกลับไปเบา ๆ จนคิ้วหนาขมวดเข้าหากันเป็นปมอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ แต่ไม่นานนักจากคิ้วขมวดกลับแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อของสามีเมื่อผมใช้แขนที่ว่างตบลงพื้นที่ข้างกายเบา ๆ เพื่อบ่งบอกว่าผมนั้นต้องการให้ร่างสูงเคลื่อนตัวมานอนด้วย 

  

             “นอนเหรอจะให้เฮียนอนกับซ้อใช่ไหม” 

  

             “…” 

  

             ผมพยักหน้าแทนคำตอบอีกครั้งทำให้ขุนศึกที่นั่งอยู่ปลายเท้าโดยมีขาผมพาดไว้บนตักก็ได้เคลื่อนตัวโน้มลงมานอนพื้นที่ว่าง ผมขยับตัวเองให้ชิดกับพนักโซฟาเพื่อหวังให้ขุนศึกได้นอนข้างผมได้อย่างสบายตัว เมื่อร่างของคนรักโน้มลงมาท่อนแขนข้างหนึ่งก็ทำหน้าที่สอดรับต้นคอเพื่อให้ผมหนุน ตัวผมเองก็รีบหันไปสอดเอวหนารั้งให้แนบชิดกับร่างผมทันที ตอนนี้ใบหน้าผมจึงซุกลงบนแผงอกกว้างพร้อมกับหลอดยาดมที่อุดโพรงจมูกไว้ไม่ห่างส่วนขาขวาก็ไม่น้อยหน้ายกขึ้นก่ายบนตัวขุนศึกอย่างไม่รีรอ 

  

             “อยากอยู่แบบนี้แล้วค่อยกินข้าว” 

  

             “…” 

  

             “ได้ไหม…” 

  

             ผมถามขึ้นในขณะที่ซุกบนแผงอกแกร่งด้วยน้ำเสียงอู้อี้และเงยมองชายผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าออดอ้อน ขุนศึกใช้นิ้วมือเลื่อนเข้ามาลูบไล้ข้างแก้มผมและมองลงมาด้วยแววตายิ้มตอบรับความปรารถนาของผม  

  

             “ได้ ได้หมดเลย…” 

  

             จากนิ้วมือที่ลูบวนข้างแก้มแปรเปลี่ยนเป็นมาจับแท่งยาดมให้ ผมสูดดมยาสมุนไพรนั้นจากมือของสามีในจังหวะที่หายใจเข้าลึกอย่างเต็มปอดเพื่อหวังบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะนี้ให้คลายลง ความเงียบคืบคลานเข้ามาอีกครั้งมีเพียงนิ้วมือขวาที่คอยเคาะบนตัวขุนศึกตามจังหวะห้วงอารมณ์ของตัวเองโดยมีวงแขนกว้างคอยโอบตัวไว้แล้วลูบไล้ต้นแขนเบา ๆ ราวกับต้องการให้ผมรู้สึกดีขึ้น  

  

             “โฮ่ง ๆๆ!” 

  

             แต่ความเงียบกลับสิ้นสุดลงเมื่อเสียงประท้วงของสมาชิกใหม่ดังขึ้นข้างโซฟาหรู ผมค่อย ๆ ใช้มือค้ำตัวขุนศึกไว้แล้วชะโงกหน้าขึ้นมองเจ้าบูบู้ที่ตอนนี้เห่าเรียกร้องความสนใจจนตากลมโตเริ่มมีน้ำใส ๆ คลอเบ้าออกมา  

  

             “อุ้มบูบู้มาให้หน่อย” 

  

             ขุนศึกทำตามอย่างไม่มีข้อกังขาแขนข้างที่ว่างเอื้อมลงไปอุ้มบูบู้ที่ตอนนี้ยังเห่าไม่หยุดเพื่อหวังให้ผู้เป็นเจ้านายคนใหม่รับเจ้าตัวขึ้นมามีบทบาทร่วมด้วย เจ้าสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนสีขาวน้ำตาลแดงในวัยสามเดือนถูกอุ้มมาวางไว้บนหน้าอกของท่านประธานมาดเข้มจากสายตาคนภายนอกแต่สำหรับผมนั้นกลับไม่ใช่และแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

  

             “อยู่ยังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ออกลายเรียกร้องความสนใจเมียกูแล้วนะมึง” 

  

             “โฮ่ง ๆๆ!!” 

  

             ผมถึงกับหลุดขำพรืดออกมากับบทสนทนาระหว่างคนกับหมาที่สามารถคุยตอบโต้กันรู้เรื่องอย่างน่าเหลือเชื่อ ใบหน้าของเจ้าบูบู้เอียงคอมองพวกผมสองคนตาแป๋วแล้วหาวใส่หนึ่งที ก่อนที่อุ้งเท้าขนปุยจะเดินย่ำมาทางผมทำให้ร่างกายตอนนี้จากที่นอนตะแคงกอดขุนศึกต้องพลิกตัวนอนหงาย แต่สิ่งที่เจ้าบูบู้กำลังทำนั้นกลับทำให้หัวใจของผมเบาหวิวอย่างน่าประหลาดเพราะสี่เท้าเล็กของมันเดินล้มตัวลงนอนขดอยู่บริเวณหน้าท้อง 

  

             อบอุ่น… 

  

           อบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็น… 

  

             “ลงมา! ใครอนุญาตให้นอนทับเมียกู!” 

  

             แขนข้างที่ว่างของขุนศึกกำลังเอื้อมลงมาจับตัวเจ้าบูบู้หวังจะอุ้มออกไปจากหน้าท้องผม แต่สิ่งที่เจ้าตัวเล็กทำนั้นคือชูคอหันมาขู่แยกเขี้ยวใส่ทันควันราวกับบ่งบอกว่าอย่าแม้แต่จะแตะนิ้วลงมาสัมผัสตัว  

  

           แม้แต่ปลายนิ้วก็ห้าม… 

              

             “มึงเป็นคนยังไงกันขุนศึก ขนาดหมายังไม่ชอบขี้หน้า” 

  

             ผมเอี้ยวหน้าเงยขึ้นถามคนข้างกายที่ตอนนี้ทำหน้าตาไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นว่าเจ้าบูบู้กำลังนอนขดอยู่บนหน้าท้องโดยมีมือของผมเอื้อมลงไปลูบหัวเจ้าบูบู้อย่างเอ็นดู 

  

             “มองอะไร” 

  

             ผมเอ่ยถามเมื่อเงยหน้าขึ้นมองชายร่างสูงแต่กลับได้คำตอบมาเพียงแววตานิ่งที่หลุบสายตาต่ำมองผมสลับกับเจ้าบูบู้ไปมาอยู่นานหลายนาที ผมเลยอดไม่ได้จึงเอ่ยถามออกไปเพื่ออยากรู้ว่าขุนศึกนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ 

  

             “ทำไมมึงลูบหัวบูบู้แต่ไม่ลูบหัวกูบ้าง…” 

  

             แววตานิ่งตอบกลับมาทั้ง ๆ ที่ยังมองการกระทำของผมที่ลูบหัวเจ้าสมาชิกใหม่อย่างเพลิดเพลินใจ เมื่อผมได้ยินคำตอบก็หน้าเหวอเล็กน้อยเพราะไม่คิดเลยว่าการกระทำของตัวเองจะถูกจับตามองจากผู้เป็นสามีราวกับเด็กน้อยร้องเรียกหาความยุติธรรมให้กับตัวเองตอนที่ผู้ปกครองละเลยหรือไม่ให้ความสนใจ 

. 

. 

. 

. 

. 

             ธาม P 

  

             ข่าวลือถูกแพร่สะพัดไปทั่วบริษัทในเรื่องผมกับคับฟ้า ผมไม่รู้เลยว่าใครเป็นตัวต้นเหตุทำให้ข่าวอื้อฉาวนั้นถูกเปิดประเด็นในหมู่กว้างของพนักงานทุกแผนก แก้วกาแฟร้อนถูกยกขึ้นจิบในระหว่างยืนอยู่บนดาดฟ้าของตัวตึกบริษัทยักษ์อันดับต้นของประเทศ  

  

             ใบหน้าแหงนขึ้นมองท้องฟ้ายามเช้าด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยวเพราะคนที่ผมอยากเห็นในทุกวันของการทำงานกลับลาหยุดเสียดื้อ ๆ ถึงแม้ว่าสิทธิ์การลางานของคับฟ้าจะมีมากกว่าพนักงานทั่วไปก็ตามแต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกไม่มีความสุขเอาเสียเลย จากที่เคยยิ้มในทุกวันแต่วันนี้รอยยิ้มนั้นได้เลือนหายไปจากใบหน้าของผมเพราะคนที่อยากยิ้มให้กลับไม่ปรากฏตัวให้เห็น 

  

             “อากาศตอนเช้าแบบนี้ดีมากเลยนะคะ ไม่แปลกใจที่พี่ธามชอบแอบย่องขึ้นมาคนเดียวอยู่บ่อย ๆ” 

  

             เสียงหวานใสของใครบางคนดังขึ้นมาจากด้านหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตัวผมเองที่กำลังยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มก็ถึงกับชะงักแล้วเหลียวหลังหันไปมองว่าใครกันที่เดินขึ้นมาในสถานที่ลับของผมแบบนี้ แต่พอหันไปมองก็พบเข้ากับใบหน้าสวยรอยยิ้มน่ารักของเพลนรุ่นน้องในทีม 

  

             “อ้าวเรานี่เอง ทำไมถึงขึ้นมาบนนี้ได้ ที่นี่ไม่มีใครรู้เลยนะเพราะเป็นถิ่นลับของพี่เอง” 

  

             ผมตอบด้วยรอยยิ้มปนขำไปให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างขบขัน… 

  

             “เพลนแอบตามขึ้นมาค่ะ พอขึ้นมาเห็นแบบนี้คงต้องขอพี่ธามขึ้นมาด้วยทุกเช้าแล้ว” 

  

             น้ำเสียงสดใสของเพลนตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม สองขาเรียวยาวย่างเท้าเดินเข้ามายืนขนาบข้างผมพร้อมกับยกแก้วกาแฟในมือขึ้นดื่ม ส่วนผมก็หันกลับไปให้ความสนใจกับวิวทิวทัศน์บนยอดตึกสูงใจกลางเมืองต่อ ปลดปล่อยความรู้สึกเศร้าหมองที่อยู่ในใจให้ไหลไปพร้อมกับสายลม  

  

             “พี่ธามชอบคุณคับฟ้าเหรอคะ” 

  

             เสียงหวานหน้าตาใสซื่อเอี้ยวหน้าถามผมอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีการให้สัญญาณกับผมก่อนเสียด้วยซ้ำ มือที่ถือแก้วกาแฟหวังจะยกขึ้นดื่มทำเอาชะงักไป ผมเบือนหน้าหันมามองเพลนด้วยสีหน้าไม่เข้าใจว่าทำไมคนข้างกายผมถึงเลือกที่จะเปิดประเด็นนี้ขึ้น 

  

             “อะ อืม” 

  

             หากจะให้ผมโกหกทั้ง ๆ การกระทำที่แสดงออกมานั้นดันตรงข้ามผมก็ไม่อยากจะมานั่งโกหกให้เสียเวลาจึงตอบกลับไปในลำคอด้วยสีหน้านิ่ง เมื่อเพลนได้คำตอบที่ต้องการจากสีหน้ายิ้มแย้มกลับแปรเปลี่ยนเป็นนัยน์ตาเศร้าหมองลงจนเห็นได้ชัดก่อนที่จะฉุดอารมณ์ให้กลับมาสดใสเหมือนเดิม แต่มันก็ช้าเกินไปเสียแล้วเพราะผมเห็นปฏิกิริยาของเพลนเมื่อครู่มันจึงให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าเพลนรุ่นน้องที่ร่วมงานคนนี้เป็นอะไร 

  

             “แต่คุณคับฟ้าเป็นภรรยาของท่านประธาน พี่ธามรู้แล้วทำไมยังไม่ตัดใจอีกล่ะคะ” 

  

             ประโยคสุดแสนจะเข้าใจง่ายเพียงประโยคเดียวทำเอาใจผมเจ็บดีไม่น้อย ใบหน้านิ่งไร้ความรู้สึกในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแห่งความสมเพชให้กับตัวเองเมื่อถูกน้องรักจี้ถามอย่างแทงใจดำ  

  

             ตัดใจเหรอ… 

  

           อืม ผมกำลังทำ… 

              

             ผมกำลังทำอยู่… 

  

             ยิ่งข่าวลือถูกแพร่ออกไปผมยิ่งรู้สึกโกรธตัวเองมาก สิ่งที่เพื่อนเคยเตือนหรือแม้กระทั่งตัวคับฟ้าเองก็ยังเคยพูดกับผมผุดขึ้นมาในหัวซ้ำไปซ้ำมาแล้วนี่หรือคือการไม่คุ้มเสียที่คับฟ้าเคยบอก หากเรื่องดังกล่าวมันมีแค่ตัวผมที่โดนเพียงลำพังผมจะไม่สะทกสะท้านสักนิด แต่มันกลับไม่ใช่อย่างนั้นเพราะทุกคนกำลังตราหน้าคับฟ้าว่าเล่นชู้ไปโดยปริยายมันยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำให้ผมก่นด่าตัวเองในใจว่าผมเป็นต้นเหตุข่าวอันน่ารังเกียจทั้งหมด 

  

             “พี่กำลังทำ อาจจะนานหน่อยแต่พี่ก็จะพยายาม” 

  

             ผมยืนนิ่งจ้องมองสิ่งรอบข้างพร้อมกับสายลมที่พัดปลิวผ่านหน้าไปเบา ๆ น้ำเสียงเบาหวิวที่เอื้อนเอ่ยบอกท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมบรรยากาศโดยรอบของผมกับเพลน ใบหน้าของหญิงสาวข้างกายหันหน้ามองมาทางผมไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ อยู่นานสองนานจนเป็นผมเสียเองที่เป็นฝ่ายทนการจ้องมองไม่ไหวจึงต้องหันไปเผชิญซึ่ง ๆ หน้า 

  

             “ถ้าพี่ธามพยายามแบบนี้กับเรื่องอื่นบ้างก็น่าจะดี แต่มันคงเป็นไปไม่ได้…” 

  

             คิ้วสองข้างของผมขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เพลนกำลังพูดด้วยน้ำเสียงแผ่ว สีหน้าแววตาที่มองผมนั้นช่างคล้ายกับคนหมดสิ้นความหวังกับบางสิ่ง  

  

             “เป็นอะไรหรือเปล่าเพลน ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจบอกพี่ได้นะพี่พร้อมรับฟังเราอยู่แล้ว” 

  

             ผมยื่นมือไปยีหัวเพลนเบา ๆ แล้วก้มลงมองน้องสาวในทีมด้วยความเป็นห่วง นัยน์ตาคู่สวยช้อนขึ้นมองผมด้วยอาการสั่นไหวแวบหนึ่งก่อนจะกลับมายิ้มร่าให้ผมเหมือนเดิมและการกระทำนั้นมันยิ่งทำให้ผมไม่เข้าใจไปกันใหญ่ 

  

             “ไม่มีอะไรค่ะ เพลนแค่สงสารพี่ธามเลยอินไปหน่อย” 

  

             ผมถึงกับหัวเราะออกมาให้กับความเป็นห่วงที่คนตรงหน้าแสดงออกให้ผมรับรู้ จนตอนแรกผมคิดไปเองว่าเพลนกำลังมีปัญหาไม่สบายใจอย่างหนักอยู่หรือเปล่าแต่คำตอบที่ได้ยินกลับไม่ใช่ 

  

             “จะมาสงสารพี่ทำไม คนที่ควรสงสารคือคุณคับฟ้าต่างหากที่ต้องมาแบกรับแรงนินทาเรื่องที่เกิดขึ้นในบริษัทเพราะพี่เป็นต้นเหตุทั้งหมด ถ้าไม่ใช่เพราะพี่คุณคับฟ้าก็คงจะไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้” 

  

             ผมเอ่ยพูดออกมาด้วยความสำนึกผิดและก่นด่าตัวเองในใจจนเพลนเดินเข้ามาสวมกอดหวังปลอมประโลมให้ผมได้ปลดปล่อยความทุกข์ออกมา อาการตกใจมีไม่น้อยเมื่อจู่ ๆ เพลนเดินเข้ามาสวมกอดและกระทำดังกล่าวทำให้ผมไม่สบายใจมากเพราะถ้าคนอื่นมาเห็นเข้าจะเอาไปจับประเด็นพูดกันทั่วบริษัทอีกได้ ผมจึงรีบดันร่างบางออกจากตัวเองทันที 

  

             “อย่าทำแบบนี้เพลนเดี๋ยวคนอื่นมาเห็นมันจะดูไม่ดี พี่ไม่อยากให้น้องสาวคนนี้ของพี่ต้องมาโดนแบบที่พี่โดนหรอกนะ” 

  

             ผมเอ่ยบอกด้วยความหวังดีให้คนตรงหน้าที่เปรียบเสมือนน้องสาวผม เพลนเมื่อได้ยินผมพูดเตือนสีหน้าก็สลดลงเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนมาพยักหน้าและส่งยิ้มตอบกลับให้ผมเช่นเคย  

. 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “ถ้าเกิดวันนึงกูเดินมาขอมีเมียเพิ่มอีกสักคน มึงจะให้กูไหมคับฟ้า” 

  

             เสียงทุ้มเอ่ยถามในขณะที่เรากำลังนั่งกินผลไม้อยู่บนโซฟามาได้พักใหญ่หลังจากกินข้าวมื้อค่ำเสร็จโดยมีเชฟขุนศึกคอยทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยม เหตุที่ผมไม่ได้เข้าครัวเป็นเพราะต้องสาละวนหากับข้าวให้เจ้าบูบู้กิน รายนั้นกว่าจะยอมกินได้ต้องนั่งเฝ้านั่งพูดอยู่หลายนาทีกว่าจะยอมและตอนนี้เจ้าสัตว์สี่ขาตัวน้อยก็กำลังนอนขดดูโทรทัศน์ระหว่างกลางโซฟาที่มีผมกับขุนศึกนั่งขนาบข้างอยู่  

  

             “ทำไมต้องตอบ บางเรื่องไม่ต้องถามก็ควรจะรับรู้ได้ด้วยตัวเองบ้างนะขุนศึก” 

  

             ผมเอี้ยวหน้าหันไปถามด้วยน้ำเสียงเรียบแฝงอาการไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด สายตาจ้องมองสามีตรงหน้าอย่างไม่ลดละและไม่หันหนีจนกว่าจะได้ฟังกระบวนความคิดในเรื่องนี้ออกจากปากของเจ้าตัว  

  

             “กูไม่ได้รักแค่อยากเห็นเขาเติบโตไปเรื่อย ๆ ในสายตา ถ้าเป็นแบบนี้มึงจะให้ไหม” 

  

             ประโยคคำถามยังดำเนินต่อไปไม่หยุดหย่อนจากอารมณ์คงที่แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้าม ผมมองใบหน้าของคนข้างกายนิ่งแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อหยิบบางอย่างติดมือกลับออกมา สายตาไล่มองหาเจ้าสิ่งนั้นก่อนจะเดินเข้าไปคว้าขึ้นมาถือแล้วหันหลังกลับออกไปยังห้องนั่งเล่นอีกครั้ง ห้องนั่งเล่นที่มีขุนศึกกับเจ้าบูบู้นั่งดูโทรทัศน์อยู่เคียงข้างกันไม่ห่าง  

  

             วินาทีแรกที่สายตาคมของผู้เป็นสามีเห็นสิ่งที่อยู่ในมือผมถึงกับต้องยกหมอนอิงบังหน้าตัวเองไว้อย่างลดลาน มุมปากผมยกขึ้นอย่างพอใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของท่านประธานผู้น่าเกรงขามกำลังกลัวในสิ่งที่ผมกำลังจะทำ 

  

             “มึงลองถามใหม่สิขุนศึกกูจะได้ให้คำตอบในสิ่งที่มึงอยากฟัง” 

  

             “ซะ ซ้อ วางลงก่อนเฮียแค่ถามเล่น ๆ เองไม่ได้จริงจังอะไรเลย” 

  

             น้ำเสียงสั่นเครือภายใต้หมอนอิงที่เอาไว้บดบังใบหน้ามีเพียงดวงตาโผล่ออกมาให้เห็น มือขวาของผมที่กำลังชูมีดอีโต้ใส่หน้าขุนศึกค้างไว้หลายวินาทีจึงแปรเปลี่ยนเป็นวางไว้บนโต๊ะแทน  

              

             “ชอบปั่นประสาท ชอบถามอะไรให้หงุดหงิด ชอบเห็นอารมณ์กูสวิงนักหรือไง หัดนั่งให้มันเงียบ ๆ เหมือนบูบู้หน่อยนะขุนศึก ดูบูบู้เป็นตัวอย่างบ้าง” 

  

             ผมบ่นออกไปพร้อมกับอารมณ์ที่ถูกรบกวนจากชายผู้เป็นสามีก่อนจะเบี่ยงตัวเองหวังเดินไปอุ้มเจ้าบูบู้ขึ้นบนห้อง แต่จังหวะนั้นเอวผมก็ถูกฉุดรวบไว้ให้ล้มตัวนั่งทับบนตักกว้างเพื่อไม่ให้ผมเดินไปหาเจ้าบูบู้ตามที่ใจปรารถนา 

  

             “มึงจะสนใจหมาอย่างไอ้บูบู้เกินไปหน่อยไหม สนใจหมาอย่างกูหน่อยก็ได้มั้ง” 

  

             “…” 

  

             เสียงทุ้มตัดพ้อขึ้นแต่ริมฝีปากหนากลับก้มลงดูดเนื้อผิวบริเวณซอกคอของผม แรงขบเม้มทำเอาตัวผมสะดุ้งไม่น้อยไหนจะลิ้นที่คอยลากเลียเป็นวงบริเวณจุดกระเส่ายิ่งเป็นตัวเพิ่มอารมณ์ของผมให้ตื่นตัวได้ง่าย ใบหน้าผมเชิดขึ้นกลางอากาศเพื่อให้ริมฝีปากผู้เป็นสามีดูดซอกคอผมได้อย่างถนัดก่อนจะขยับพลิกตัวเป็นฝ่ายขึ้นคร่อมร่างสูงแทน  

  

             “อื้อ…” 

  

             เสียงครางเบา ๆ ของผมดังขึ้นเมื่อขุนศึกลากลิ้นมายังซอกคออีกด้านหนึ่ง ฝ่ามือหยาบกร้านเลื่อนเข้ามาลูบไล้ภายใต้ร่มผ้าบริเวณสะโพกเพื่อหวังปลุกเร้าอารมณ์ของผมให้ติดขึ้น หากแต่สิ่งที่ตั้งใจไว้กลับพังทลายลงเมื่ออาการพะอืดพะอมคลื่นไส้คล้ายจะอาเจียนตีขึ้นมา ผมยุติการกระทำทั้งหมดและผลักขุนศึกออกแล้วรีบวิ่งไปยังห้องน้ำชั้นล่างทันที  

  

             “มึงเป็นอะไรคับฟ้า! เมียกูเป็นอะไรอีกเนี่ย!” 

  

             เสียงตะโกนไล่หลังของขุนศึกดังขึ้นก่อนจะวิ่งตามผมเข้ามาในห้องน้ำติด ๆ โถส้วมตอนนี้ถูกผมยึดครองไว้เป็นที่เรียบร้อย ควาทรมานทวีคูณขึ้นในขณะที่กำลังโก่งคออ้วกทุกสิ่งอย่างที่กินเข้าไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วจนหมดไม่เหลือไว้แม้กระทั่งผลไม้เมื่อครู่ เสียงอ้วกสุดแสนจะทรมานของตัวเองดังระงมทั่วภายในห้องสี่เหลี่ยมและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ โดยมีฝ่ามือใหญ่ของสามีเท่านั้นที่คอยลูบหลังให้  

  

             “อาการไม่ดีขึ้นจะให้เรียกอาหมอก็ไม่เอา มึงทำกูเป็นห่วงมากนะคับฟ้า” 

  

             ร่างสูงหย่อนตัวนั่งคุกเข่าซ้อนด้านหลังผมแล้วเอ่ยขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ผมที่ตอนนี้ไม่มีแรงจะหันกลับไปโต้ตอบอะไรทั้งสิ้นได้แต่นั่งกอดโถชักโครกทำหน้าที่อ้วกต่อไปจนรู้สึกว่าภายในท้องนั้นว่างเปล่า…ว่างเปล่าเสียจนอาการอาเจียนได้ยุติลงไปโดยปริยาย  

  

             “ขอยาดมหน่อย…” 

  

             ผมเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วพร้อมกับจังหวะหายใจถี่รัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความทรมานปะทะเข้ามายังความรู้สึกเมื่อต้องหันมาอ้วกอีกครั้ง ขุนศึกรีบวิ่งออกไปเอายาดมจากด้านนอกตามคำสั่งและเมื่อเจ้าตัววิ่งกลับเข้ามาเห็นผมเริ่มอ้วกอีกครั้งก็รีบปรี่เข้ามาทำหน้าที่ลูบหลังให้ผมทันที  

  

             “ค่อย ๆ ไม่ต้องฝืนอยากอ้วกก็อ้วกออกมาให้หมด” 

  

             ผมเอื้อมมือไปด้านหลังหวังให้ผู้เป็นสามีกอบกุมมือตัวเองไว้เพราะอาการที่เป็นอยู่มันช่างทรมานเสียเหลือเกิน เมื่อฝ่ามือใหญ่ของขุนศึกเลื่อนมาสอดประสานกับนิ้วทั้งห้าผมจึงกุมไว้แน่นเพื่อหาทางระบายความทรมานให้คลายลง การเต้นจังหวะของหัวใจเริ่มเร็วผิดปรกติ ความทรมานจากอาการลมตีขึ้นหน้าอกยังไม่พอยังต้องมาคอยโก่งคอเพื่ออ้วกอีกทาง มันจึงทำให้ผมทรมานมากจนน้ำตาไหลลงอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ 

  

             “น้ำ…บ้วนปากก่อน” 

  

             เมื่ออาการอาเจียนเริ่มหยุดลงน้ำเปล่าขวดหนึ่งถูกเลื่อนเข้ามาให้ผมตรงหน้า ผมจับขวดน้ำไว้แล้วทำตามสิ่งที่ผู้เป็นสามีบอก หลังจากบ้วนปากเสร็จจึงเอนตัวพิงกายไปด้านหลังโดยมีขุนศึกประคองและคอยจับยาดมให้ผมไม่ห่างมือ ทิชชูหลายแผ่นถูกซับลงมาบนริมฝีปากด้วยฝีมือของร่างสูงด้านหลังไปพร้อม ๆ กับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ถี่อย่างผิดปรกติ 

  

             “กูจะโทรเรียกอาหมอให้มาตรวจ คราวนี้ห้ามปฏิเสธ” 

  

             ขุนศึกออกคำสั่งเสียงแข็งถือเป็นคำขาดว่าห้ามผมดื้อรั้นกับเจ้าตัวอีกเป็นครั้งที่สอง ผมจับมือขุนศึกไว้แน่นและรั้งให้เลื่อนเข้ามาอยู่บริเวณกลางหน้าอกราวกับกลัวผู้ชายคนนี้จะหายไป สายตาพร่ามัวจากอาการร้องไห้เมื่อครู่เริ่มดีขึ้นก่อนจะตัดสินใจเอื้อนเอ่ยบอกคนด้านหลังด้วยน้ำเสียงแผ่วอย่างคนหมดแรง 

  

             “อย่าเพิ่ง อย่าเพิ่งเรียกมาตอนนี้ เชื่อกูเถอะนะ เชื่อกู…” 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว