facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 26

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 45.9k

ความคิดเห็น : 74

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 26
แบบอักษร

 

 

 

  

บทที่ 26 

  

             “เฮียเป็นแบบนี้ทุกที หยกถึงไม่อยากให้เฮียมาเดินด้วยไงยังไม่ทันเดินเข้าไปในงานก็บ่นแล้วอ่ะ มันทำให้คนอื่นเฟลไปด้วยรู้ไหมเฮีย ซ้อมาเดินข้างหยกเลยค่ะไม่ต้องไปอยู่ใกล้เฮียให้เสียสุขภาพจิต” 

  

             “เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่นะเรา เมียเฮียต้องเดินข้างเฮียมันถูกต้องแล้ว ส่วนเราน่ะปล่อยไม่ต้องมายุ่งกับเมียเฮีย” 

  

             เอวผมถูกรั้งไปฝั่งคนตัวใหญ่อย่างขุนศึกที่ตอนนี้กำลังยืนเถียงกับน้องสาวตัวเองกลางลานจอดรถของมหาลัยรัฐชื่อดังย่านงามวงศ์วาน หากถามว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรคงจะต้องตอบว่ามาเพราะน้องสาวสามีขอร้องและความตั้งใจแรกของหยกคือชวนแค่ผม แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อขุนศึกรู้เข้าจึงรีบตามติดมาโดยไร้คำเชิญชวนจากน้องสาวตัวเอง 

  

             “หยกไม่ได้ชวนเฮียมานะเฮียลืมไปหรือเปล่า หยกชวนแค่ซ้อดังนั้นซ้อต้องเดินข้างหยกถูกต้องที่สุด ใช่ไหมคะซ้อ บอกเฮียให้เคลียร์ไปเลยค่ะว่าวันนี้ซ้อจะเดินข้างหยก” 

  

             สองเสียงเถียงกันกลางลานจอดรถขนาดใหญ่โดยมีผมเป็นเสาหลักตรงกลางไว้กั้นทั้งคู่เท่านั้น สายตาผู้คนที่ตั้งใจมาเดินงานเริ่มหันมองมายังพวกผมด้วยความสงสัย เสียงพี่น้องเถียงกันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใครและเหตุนี้จึงทำให้ผมรับรู้ได้อีกหนึ่งสิ่งว่าร่างสูงที่กำลังทำหน้าเคร่งขรึมเวลาอยู่กับน้องสาวก็เป็นเด็กโค่งดี ๆ นี่เอง  

  

             “จะเถียงกับน้องมันทำไมคนมองกันใหญ่แล้วไม่อายบ้างเหรอ โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงมึงยังไปเถียงกับหยกอีกนะ” 

  

             “ใช่แล้วค่ะซ้อ ซ้อพูดอีกก็ถูกอีก” 

              

             เมื่อยืนฟังบทเถียงของสองพี่น้องได้พักใหญ่ผมจึงตัดสินใจเอี้ยวตัวหาขุนศึกเพื่อจบปัญหาก่อนที่จะไม่ได้เดินงานกันเสียเปล่า ๆ อุตส่าห์ถ่อกันมาตั้งไกลจะมายืนเถียงกันจนพาลทำให้แผนล่มแบบนี้ก็ไม่ไหว ส่วนยัยแสบที่กำลังยืนเกาะแขนผมก็ยื่นหน้าไปกวนประสาทพี่ชายตัวเองไม่หยุด 

  

             พอกันทั้งคู่… 

  

             “ก็กูอยากเดินกับเมียแล้วมันเกี่ยวอะไรกับโตไม่โตวะ” 

  

             ผมยืนกอดอกฟังร่างสูงตรงหน้าพูดตอบกลับด้วยสีหน้าเอือมระอาและมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้…ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าขุนศึกต้องพูดไม่รู้เรื่องและมันก็เป็นจริง  

  

             “ไปกันเถอะหยกคนเริ่มเยอะแล้วหมวยฝากซ้อซื้อขนมด้วย ถ้ามาแล้วไม่ได้ซื้อไปให้เดี๋ยวงอนซ้ออีก” 

  

             เมื่อขุนศึกเริ่มพูดไม่รู้เรื่องผมจึงหันกลับไปหาหยกแทนแล้วยืนหันหลังให้ร่างสูงที่มีศักดิ์เป็นสามีเพื่อตัดบทสนทนาระหว่างเรา 

  

             “ขนมร้านนั้นหยกรู้ค่ะซ้อ หมวยก็ส่งมาให้หยกดูเหมือนกัน หมวยบ่นกับหยกใหญ่เลยว่าไม่น่าติดเรียนพิเศษวันนี้ ไม่งั้นก็คงจะได้มาเดินด้วยกัน” 

              

             วันนี้น้องสาวผมติดเรียนพิเศษเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยเลยทำให้มาด้วยไม่ได้ ตอนแรกพอรู้ผมจะมาเดินงานตลาดของมหาลัยชื่อดังที่จัดขึ้นทุกปีก็งอแงใหญ่ งอแงอยากมาด้วยแต่พอตัวเองมาไม่ได้เลยสั่งให้ผมซื้อขนมไปให้แทนและแต่ละอย่างไม่ซ้ำกันสักร้าน 

  

             ผมพยักเป็นอันรับรู้แล้วเตรียมตัวเดินเข้าไปในงานกับหมวยแต่ทว่าข้อมือผมกลับถูกรั้งไว้จากบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหลัง ผมเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองก็เห็นแต่สีหน้าแววตาของคนเอาแต่ใจฉายแววส่งมาให้ ผมสังเกตได้จากหัวคิ้วหนาขมวดเข้าหากันเมื่อถูกผมเมินและไม่สนใจ ฝ่ามือใหญ่ยังคงฉุดรั้งข้อมือผมแน่นไม่ปล่อยให้ผมได้เดินเข้างานง่าย ๆ สายตาคมเข้มจ้องมองผมอยู่พักใหญ่โดยไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ ออกมาให้ได้ยิน 

  

             “…” 

  

             “ขุนศึกมึงอย่าพูดไม่รู้เรื่องนะ” 

  

             เมื่อเจ้าตัวรั้งผมไว้แถมไม่พูดอะไรสักคำเอาแต่จ้องหน้าไม่สบอารมณ์นานนับนาทีผมจึงจำเป็นต้องพูดออกไปเพื่อให้ข้อมือตัวเองนั้นเป็นอิสระ ขุนศึกเมื่อได้ยินประโยคที่ผมบอกใบหน้าหงอยของเจ้าตัวนั้นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นพร้อมกับข้อมือของผมก็ถูกปล่อยตาม ผมมองหน้าของท่านประธานผู้น่าเกรงขามอย่างเอือมระอาและส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจกับเรื่องเล็กน้อยที่ร่างสูงสามารถจับเอามาเป็นประเด็นได้อย่างน่าเหลือเชื่อ 

  

             “อย่าพาทำเสียบรรยากาศได้ไหม กูอยากเดินงานแล้ว” 

  

             ฝ่ามือใหญ่ถูกผมเอื้อมมือไปสอดประสานไว้แน่น ผมเอี้ยวหน้าไปพูดกับชายผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าอ้อน ๆ หวังให้คนที่กำลังชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ผ่อนคลายลงบ้างและมันก็เป็นอย่างที่คิดไว้เพราะรอยยิ้มเริ่มฉายแววขึ้นบนใบหน้าของสามี เมื่อทุกอย่างลงตัวผมจึงฉุดมือของขุนศึกเดินเข้าไปในงานพร้อม ๆ กันกับหยก 

  

             พวกเราสามคนเดินมาถึงภายในงานผู้คนเดินกันอย่างขวักไขว่เบียดเสียดยิ่งกว่าที่คิด ส่วนมากจะเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เปิดซุ้มตั้งแผงขายเรียงรายขนาบสองข้างทาง สายตาผมสอดส่องของกินที่มันละลานตาเต็มไปหมด สายตาไล่ดูเฉพาะซุ้มร้านอาหารเป็นสิ่งแรกเพราะตอนนี้ท้องเจ้ากรรมเริ่มร้องประท้วงสื่อเป็นนัย ๆ ออกมาว่าพวกมันนั้นหิวมากแล้ว 

  

             “ของกินเยอะมากเลยซ้อ เราจะกินร้านไหนกันดี ร้านนู้นก็น่ากินร้านนั้นก็น่าลองส่วนร้านนี้ก็น่าอร่อยทุกคนเลย เอ๊ย! น่าอร่อยทุกอย่างเลย” 

  

             “หยก…” 

  

             เมื่อจุดประสงค์ของหยกถูกผมค้นพบว่าแท้จริงแล้วที่ต้องการมาไม่ใช่เพราะของกินแต่อย่างใดแต่เป็นเพราะจุดประสงค์อื่นนั่นคือเหล่าบรรดานักศึกษาชาย พฤติกรรมของหยกที่กำลังยืนเขินอยู่ด้านข้างผมเสียงเข้มของผู้เป็นพี่รีบเอ่ยขึ้นห้ามปรามน้องสาวตัวเองด้วยความหวง แต่มีหรือที่หยกจะฟังแถมยังฉุดแขนผมให้เดินตรงไปยังร้านหนึ่งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย 

  

           ‘น้ำหวาน ๆ เชิญทางนี้เลยครับผม! สด ใหม่ จัดใหญ่ให้เยอะต้องร้านนี้เท่านั้นนะครับ!’ 

  

             กลุ่มวัยรุ่นชายหน้าตาดียืนร้องเรียกลูกค้าให้เดินเข้าร้านด้วยเสียงหัวเราะเฮฮา สายตาผมไล่สังเกตเห็นว่าร้านนี้มีแต่ลูกค้าผู้หญิงเดินเข้ามาซื้อด้วยสีหน้าแววตาเคอะเขินแต่เมื่อผมเห็นคนขายที่ยืนเรียงรายก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่นักเพราะมีแต่ชายหนุ่มหน้าตาดีกันทั้งนั้น 

  

             “เดินมาไกลหยกคอแห้งเลยอยากกินน้ำหวาน ๆ เย็น ๆ สักหน่อย ซ้อคงไม่ว่าอะไรหยกเหมือนเฮียใช่ไหมคะ” 

  

             ผมอมยิ้มให้กับความเจ้าเล่ห์ของน้องสาวสามีและพยักหน้าตอบกลับก่อนจะเดินเข้าไปในร้านพร้อมกับสาวร่างบางผิวขาวที่คล้องแขนผมไว้ไม่ห่าง แต่ก่อนที่ผมจะเดินเข้าผมเอี้ยวตัวหันหลังมองหาขุนศึกเพื่อถามว่าเจ้าตัวจะกินน้ำอะไรแต่พอหันกลับไม่เจอแม้แต่เงา ผมกวาดสายตามองหาร่างสามีทันทีแต่ก็ไม่ไร้วี่แววจึงหันกลับมาสนใจร้านน้ำตรงหน้าต่อ 

  

             “รับน้ำอะไรดี คะ ครับ…เหี้ย” 

  

             เด็กหนุ่มในชุดมหาลัยเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถามในขณะที่เป็นคิวของผมกับหยก แต่คำสุดท้ายของเด็กหนุ่มคนขายสบถออกมาทำเอาผมต้องเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยความสงสัยว่าที่ได้ยินเมื่อครู่คนขายนั้นพูดกับใคร 

  

             “ถอยไปมึงอ่ะลูกค้าคนนี้กูรับออร์เดอร์เอง!” 

  

             หนึ่งในเด็กหนุ่มหน้าตาดีรีบเดินถลาเข้ามาพูดแทรกขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกค้าคิวต่อไปเป็นผม… 

  

             “สวัสดีครับรับอะไรดีเอ่ย…วันนี้พวกผมมีโปรโมชันพิเศษ ถ้าพี่ซื้อน้ำแถมคนขายด้วยนะครับวันนี้” 

  

             “ฮิ้วววว!” 

  

             เสียงเหล่าบรรดาชายหนุ่มนับสิบแห่เดินมายืนมุงอยู่หน้าร้านเพื่อรอรับออร์เดอร์จากลูกอย่างผมกับน้องสาวของสามีและสถานการณ์ลักษณะนี้คงเดาได้ไม่ยากว่ากำลังถูกรุมแซวจากเด็กมหาลัย เสียงดังระงมจากกลุ่มชายร้านขายน้ำทำเอาผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหยุดมองกันยกใหญ่ ส่วนหยกเมื่อเห็นว่าผมถูกเอ่ยแซวก็เอี้ยวหน้ามองด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม 

  

             “ซ้อโดนรุมขนาดนี้เฮียหยกจะทำยังไงน๊า” 

  

             เสียงหวานใสของหยกยื่นหน้ามากระซิบข้างหูผมราวกับกำลังสนุกสนานกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นก่อนจะเอี้ยวตัวหันไปสั่งน้ำปั่นกับเหล่าบรรดาชายหนุ่มหน้าตาดีต่อ  

  

             “แล้วพี่ล่ะครับรับอะไรดีหรือถ้าคิดไม่ออกรับผมไปแทนก็ได้นะ” 

  

             “เกินไปไอ้สัสเกินไป!” 

  

             ชายหนุ่มสูงยาวเข่าดีคนเดิมเอ่ยแซวผมอย่างอมยิ้มแถมส่งสายตาที่สนใจผมมาให้อย่างโจ่งแจ้ง ผมเมื่อโดนเอ่ยแซวก็อดที่จะเผลอยิ้มออกมาให้กับวิธีจีบของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ไม่ได้และหากให้เดาจากสายตาบรรดากลุ่มนักศึกษาชายตรงหน้าน่าจะอยู่ประมาณปีสองไม่เกินจากนี้แน่นอน  

  

             ก่อนที่พวกเราจะกินเวลาลูกค้าคนอื่นด้านหลังผมจึงรีบสั่งเพื่อไม่ให้ยืนอยู่ตรงนี้นาน อีกเหตุผลหนึ่งก็คืออยากจะซื้อให้เสร็จก่อนที่ขุนศึกจะเดินกลับมาเพราะขืนยังยืนอยู่ท่ามกลางผู้ชายหนุ่มมากหน้าหลายตามีหวังรายนั้นต้องหาเรื่องทะเลาะอีกแน่ 

  

             “ได้แล้วครับบลูฮาวายโซดา ว่าแต่พี่สนใจรับคนทำไปด้วยไหม เลี้ยงง่ายไม่ดื้อแถมขี้อ้อนอีกนะพี่” 

  

             ผมช้อนสายตาขึ้นมองยิ้ม ๆ โดยไร้ซึ่งการตอบกลับและยื่นแขนหวังไปคว้าแก้วน้ำที่สั่งไว้จากคนขายหน้าเดิม แต่แก้วกลับถูกยึดไว้ไม่ปล่อยให้ผมรับได้ง่าย ๆ แถมยังเอ่ยแซวอย่างไม่ยอมแพ้ราวกับจะแซวจนกว่าผมจะเล่นด้วย เสียงโห่ร้องแซวดังเกรียวกราวขึ้นไม่หยุดยิ่งชายสูงโปร่งตรงหน้าเอ่ยประโยคเมื่อครู่ก็ยิ่งพาลให้เสียงโห่แซวดังขึ้นไปอีกหลายขุมโดยที่แขนผมยังค้างไว้ในท่าเดิม  

  

             แต่ในจังหวะนั้นเองวงแขนกว้างจากด้านหลังก็โผล่เข้าคล้องคอผมอย่างถือวิสาสะ สายตาผมหลุบต่ำมองนาฬิกาข้อมือที่คุ้นเคยก็ถึงกับเดาได้ไม่ยากว่าเป็นใคร แถมเจ้าตัวยังก้มลงฝังจูบบริเวณขมับโชว์แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอีกต่างหาก ส่วนกลุ่มชายหนุ่มที่กำลังยืนแซวผมเมื่อครู่ก็เงียบลงทันควันพากันแยกย้ายไปกันคนละทิศคนละทางเมื่อเจอสายตาของขุนศึกจ้องมาอย่างเอาเรื่อง 

  

             “เสร็จหรือยัง” 

  

             “…” 

  

             ด้วยความสูงของขุนศึกที่สูงกว่าผมมากทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของรูปประโยคที่เอื้อนเอ่ยถามผมเสียงแข็ง สายตาดุดันมองไปยังคนขายน้ำด้วยสีหน้านิ่งและหากให้ผมเดาตอนนี้ในใจขุนศึกคงเดือดไม่น้อย เมื่อผมเห็นพฤติกรรมทางสีหน้าแววตาของสามีก็หวังจะเอื้อมไปคว้าแก้วน้ำจากเด็กหนุ่มนักศึกษา แต่ด้วยความมือไวของขุนศึกจึงยื่นไปคว้าแก้วให้แทนพร้อมกับเงินจ่ายให้เสร็จสรรพและพาผมเดินออกไปจากหน้าร้านโดยไม่รอเงินทอน  

  

             “เผลอไม่ได้! กูเผลอให้มึงอยู่คนเดียวไม่ได้เลย! นี่ก็อีกคนซ้อโดนแซวทำไมยังยืนเฉยไม่คิดจะทำอะไรบ้างหยก!” 

  

             เมื่อเดินออกมาได้ไกลพอสมควรและบริเวณทางเดินค่อนข้างโล่งคนไม่ค่อยเบียดเสียดเหมือนโซนอาหารตอนแรก ร่างสูงที่เดินขนาบข้างด้านขวาถึงกับเอ่ยมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะดูจากสีหน้าแววตาถ้าขุนศึกสามารถระเบิดความโมโหได้เจ้าตัวคงทำไปแล้ว 

  

             “ไม่เห็นจะต้องทำอะไรเลยนะเฮีย ซ้อมีคนเข้ามาขายขนมจีบก็แสดงว่าซ้อของหยกมีตัวเลือกเยอะ…เยอะแบบเฮียคาดไม่ถึงเลยล่ะ เฮียจะได้รู้ไงว่าอย่าทำให้ซ้อของหยกเสียใจเพราะถ้าเฮียเผลอเมื่อไหร่คนอื่นเสียบแทนที่เฮียแน่…นี่ถือว่าหยกเตือนแล้วนะ!” 

              

             หยกหันมาพูดกับขุนศึกด้วยสายตามองค้อนสุดขีด เมื่อประโยคที่หยกพูดนั้นเหมือนจะสะกิดต่อมเรื่องในอดีตที่ร่างสูงข้างกายทำไว้จนทำให้เจ้าตัวถึงกับออกอาการสะดุ้ง ผมเอี้ยวหน้าหันไปยกยิ้มมุมปากให้เมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนมีประวัติอันโชกโชนกับเรื่องราวในอดีตและถ้าจะให้ไล่เลียงเป็นชาติก็น่าจะยังไม่จบ เมื่อบรรยากาศเริ่มวกวนเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องแย่ ๆ ผมจึงรีบตัดบทพาตัวเองเดินตรงไปยังโซนสัตว์เลี้ยงที่ตอนนี้มีเสียงร้องของสุนัขดังระงมไปทั่วสองข้างทาง 

  

             “โฮ่ง ๆๆ!!” 

  

             ร้านหมาแมวเปิดเรียงรายตลอดสองฟากฝั่งสายตาผมไล่มองสัตว์สี่ขาด้วยความเอ็นดู สองเท้าย่างกายเดินตรงเข้าไปหาเจ้าลูกสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังนอนหงายท้องอยู่ในกรงอย่างไม่สนใจกับสิ่งรอบข้าง ตัวผมเดินเข้าไปหาเพื่อเชยชมอารมณ์สุนทรีย์ในการหลับนอนอย่างสบายใจโดยมีเพียงพัดลมแบตเตอรี่ตัวเล็กคอยพัดให้เท่านั้น 

  

             น่าสงสารจังคงจะร้อนน่าดู… 

  

             เมื่อผมเดินเข้ามาใกล้กรงสีดำเปลือกตาที่เคยปิดสนิทกลับสะดุ้งเบิกกว้างขึ้น ดวงตาใสกลมโตจ้องมองด้านบนพร้อมกับหาวหนึ่งที หลังจากนั้นเจ้าสุนัขตัวน้อยขนสีน้ำตาลแดงก็เหล่สายตามองมายังผมอย่างกวน ๆ เมื่อผมเห็นสีหน้าเมื่อครู่ก็ทำเอาขำพรืดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่  

  

             “สนใจสอบถามได้นะพี่ ไซบีเรียนตัวนี้เหลือตัวสุดท้ายแล้วนะ ถ้าพี่สนใจลองคุยกับผมได้” 

  

             เสียงพนักงานเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นผมยืนจ้องมองเจ้าไซบีเรียนตาฟ้าตรงหน้าอยู่พักใหญ่ สายตาผมจับจ้องไปยังเจ้าลูกสุนัขสี่ขาตัวน้อยที่ยังคงเหล่ตามองมายังผมในท่านอนหงายราวกับบ่งบอกให้ผมได้รับรู้ว่าสายตาผมนั้นกำลังรบกวนการนอนของมันอยู่ ความน่ารักน่าเอ็นดูทำให้ผมเกิดอยากได้เจ้าตรงหน้ากลับบ้านด้วยเสียดื้อ ๆ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ขุนศึกเดินเข้ามาโอบไหล่ผมเบา ๆ เมื่อเห็นว่าผมมายืนอยู่หน้าร้านสัตว์เลี้ยงนานสองนาน 

  

             “อยากได้หรือไง” 

  

             ขุนศึกก้มลงถามข้างหูเมื่อเห็นอาการของผมที่ยืนจ้องมองเจ้าไซบีเรียนไม่ขยับตัวไปไหน ผมเอี้ยวหน้ายิ้มให้คนข้างกายและพยักหน้าแทนคำตอบ  

  

             “อายุกี่เดือน มีใบเพ็ดไหม” 

  

             “สามเดือนครับพี่ มีใบเพ็ดครบครับ คนมาถามเยอะนะแต่ยังไม่มีใครเอา ราคาตัวนี้สูงด้วยเพราะตาฟ้าพันธุ์ดีผมรับประกันด้วยชื่อร้านของผมเลย” 

  

             ขุนศึกเงยหน้าขึ้นถามชายร่างท้วมเกี่ยวกับรายละเอียดเจ้าสุนัขหน้าตามึน ๆ ที่ตอนนี้ได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปอีกรอบเป็นที่เรียบร้อย ขุนศึกเดินเข้าไปคุยรายละเอียดด้านในต่อส่วนผมก็ยืนยิ้มมองเจ้าสี่ขาขี้เซาที่กำลังจะเป็นสมาชิกตัวใหม่ของบ้านในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า  

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “ลุกขึ้นมาทำกับข้าวอีกแล้ว ทำไมไม่ปลุกกู” 

  

             วงแขนกว้างของขุนศึกสอดเข้าโอบเอวผมด้านหลังและก้มลงฝังจูบลงบนขมับผมไปหนึ่งที สาเหตุที่ผมตื่นเช้าวันนี้เพราะต้องลงมาดูแลสมาชิกใหม่ที่กำลังเดินสำรวจกลิ่นไปทั่วบ้านตามสัญชาตญาณของสัตว์เมื่อมาอยู่ต่างที่ต่างถิ่นโดยมีพี่หวานเป็นพี่เลี้ยง ส่วนเมื่อคืนหลังจากกลับมาจากงานพอมาถึงบ้านก็ต้องตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นบ้านหลังใหญ่สำหรับสมาชิกใหม่ถูกจัดวางไว้อย่างเสร็จสรรพ บ้านที่เดินระบบแอร์สุดพรีเมียมไว้รองรับเจ้าสุนัขให้ชุ่มฉ่ำเล่นเพราะสุนัขพันธุ์นี้จะอยู่ที่ร้อนนานไม่ได้และทุกสิ่งอย่างถูกเนรมิตขึ้นมาด้วยฝีมือของขุนศึกอีกตามเคย 

  

             “กูไม่ได้ทำ พี่หวานเข้ามาทำให้ตั้งแต่เช้า กูแค่ยกมาอุ่นอีกที” 

  

             ผมเอี้ยวหน้าบอกผู้เป็นสามีที่ตอนนี้วางคางมาเกยบนไหล่ ไม่ว่าจะขยับไปทางซ้ายหรือขยับไปทางขวาร่างสูงด้านหลังก็เกาะติดผมแน่นอย่างกับปลิง 

  

             “ทำไมมาเช้า ปรกติมาแปดโมงไม่ใช่หรือไง” 

  

             เสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับก้มลงสูดดมกลิ่นกายบริเวณซอยคอผมอย่างเคยชิน ผมหดคอหนีแล้วเบี่ยงตัวหวังยกถาดข้าวต้มเดินตรงไปยังโต๊ะแต่ทว่าขุนศึกกลับแย่งไปถือไว้เสียเอง 

  

             “มาดูบูบู้ พาบูบู้เดินเล่นตอนเช้าจะได้คุ้นเคยกับบ้าน” 

  

             หลังจากที่เมื่อคืนนั่งคิดชื่อให้กับสมาชิกใหม่ของบ้านกับขุนศึกคิดแล้วคิดอีกกว่าจะออกมาเป็นชื่อบูบู้ได้ก็นั่งงมหาชื่อกันอยู่นานโขและกว่าที่เราทั้งคู่จะได้นอนกันก็ต้องนั่งเฝ้าเจ้าบูบู้ให้หลับอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่จัดเตรียมไว้ให้ นั่งกันหลายชั่วโมงก็ไม่สัมฤทธิผลจนต้องพากันหอบขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกันทั้งสามชีวิตไปโดยปริยาย 

  

             ในระหว่างที่เดินเคียงคู่ไปพร้อม ๆ กับขุนศึกด้วยฝีเท้าที่เชื่องช้ากว่าปรกติเพราะตั้งแต่เช้าผมตื่นมาก็รู้สึกเหนื่อยล้าตัวไปหมด แทบไม่มีแรงจะลุกออกจากหมอนต้องนอนหลับตาอยู่พักใหญ่กว่าจะปรับสภาพร่างกายให้คงที่ได้และตอนนี้อาการเหนื่อยคล้ายจะเป็นลมก็ยังไม่หายไปจากตัวผมเสียด้วย 

  

             “เป็นอะไรทำไมหน้าซีด ไม่สบายหรือเปล่า” 

  

             “เหนื่อยเวียนหัว…” 

  

             “คับฟ้า!...” 

  

             ถาดอาหารถูกวางลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็วก่อนที่ขุนศึกจะรีบปรี่เข้ามาประคองตัวผมไว้เมื่อผมกำลังหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม สายตาผมพร่ามั่วลมหายใจเหนื่อยหอบและใจสั่นราวกับโลกทั้งใบของผมไม่เป็นปรกติ วงแขนแกร่งขุนศึกรีบช้อนตัวอุ้มผมขึ้นในท่าเจ้าสาวและเร่งฝีเท้าเดินตรงไปวางร่างบนโซฟาห้องนั่งเล่นด้วยอาการตื่นตระหนกตกใจ 

  

             “ใครอยู่แถวนี้บ้าง!! เข้ามาในนี้หน่อยเร็ว!!” 

  

             เปลือกตาผมปิดลงเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้มันช่างทรมานไม่น้อย ภาพทุกอย่างดำมืดสนิทเพราะหากลืมตามันจะมีอาการแบบเมื่อครู่ทันที ผมฝืนนอนอย่างแน่นิ่งแต่ประสาทสัมผัสทางเสียงยังได้ยินทุกอย่างชัดเจน ได้ยินแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าของพี่หวานที่กำลังวิ่งเข้ามาในบ้านและยื่นยาดมจ่อบริเวณโพรงจมูกเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะให้ทุเลาลง  

  

             “ศิลป์แกเรียกอาหมอให้เข้ามาดูอาการเมียฉันตอนนี้เลย! ส่วนงานวันนี้ฉันกับเมียไม่เข้าบริษัทถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญโยนให้ลลินจัดการไปแต่ถ้ามีเอกสารด่วนแกเอามาให้ฉันที่บ้าน” 

  

             “ไม่ต้อง! ไม่ต้องเรียกอาหมอมา!” 

  

             เมื่อได้ยินบทสนทนาของขุนศึกที่กำลังจะเรียกอาหมอผมจึงรีบตะโกนห้ามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เปลือกตาที่เคยปิดสนิทค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้าและอาการวิงเวียนศีรษะยังคงไม่หายไปไหน ขุนศึกเมื่อเห็นว่าผมสามารถลืมตาขึ้นเองได้ก็รีบเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นแล้วคว้าฝ่ามือใหญ่คว้ามือผมไปจูบ สายตาขุนศึกษามองอย่างเป็นกังวลและตกใจไม่น้อยฉายแววออกมาให้ผมเห็น  

  

             “ทำไมถึงไม่ให้อาหมอมา ถ้ามึงไม่สบายอาหมอจะได้ตรวจแล้วเอายาให้มึงกิน” 

  

             “ไม่ กูไม่เป็นอะไรแค่เวียนหัวนิดหน่อยเดี๋ยวก็หาย” 

  

             “มึงอย่ามาดื้อกับกูเวลานี้นะคับฟ้า หน้ามึงซีดตั้งแต่เช้าแล้วยังจะไม่ให้อาหมอมาดูอีก ศิลป์แกโทรเรียกอาหมอ บอกอาการของฉันเมียไปแล้วบอกอาหมอด้วยว่ามาเร็วได้ยิ่งดี” 

  

             “รับทราบครับท่านประธาน” 

  

             เมื่อร่างสูงตรงหน้ายังดื้อดึงจะโทรเรียกอาหมอเข้ามาตรวจผม อาการคล้ายกับโดนขัดใจปะทะเข้ามาในความรู้สึกจนทำให้ผมถึงกับชักมือออกจากการกอบกุมมือของผู้เป็นสามีอย่างไม่สบอารมณ์ เปลือกตาที่เคยเปิดถูกปิดลงอีกครั้งและครั้งนี้ผมเลือกจะเบือนหน้าหนีขุนศึกอย่างตั้งใจ  

  

             “คับฟ้ามึงอย่าเป็นแบบนี้กับกู ไม่สบายแล้วไม่ให้อาหมอตรวจมึงจะหายไหม” 

  

             “…” 

  

             ไร้การโต้ตอบใด ๆ มีเพียงการขยับร่างกายเพื่อตะแคงหันตัวเข้าหาเบาะโซฟาแทนคำตอบ การกระทำของผมเป็นสัญญาณตัดบทให้ขุนศึกได้รับรู้ด้วยตัวเองว่าผมกำลังไม่สบอารมณ์อย่างหนัก ทุกอย่างนิ่งเงียบไปหลายนาทีก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ของคนที่กำลังนั่งจ้องมองผมอยู่ด้านข้าง ถึงแม้ว่าตัวผมจะหลับตาอยู่ก็ตามแต่ผมก็ยังสามารถรับรู้และสัมผัสได้เหมือนเดิม 

  

             “…” 

  

             “ศิลป์ไม่ต้องโทร หวานไปเตรียมข้าวมาตั้งไว้ตรงนี้แล้วจัดยาตามอาการให้เมียฉัน เร็ว…” 

  

             เมื่อความเงียบปกคลุมนานเข้าสุดท้ายขุนศึกก็ต้องยอมพ่ายแพ้ให้กับผมและภารกิจที่จะให้อาหมอมาตรวจก็เป็นอันล้มเหลว ผมนอนแน่นิ่งสักพักใหญ่ก่อนที่ฝ่ามือหยาบกร้านของผู้เป็นสามีจะเอื้อมลงมาลูบหัวผมอย่างเบามือ ขุนศึกก้มลงฝังจูบบริเวณขมับด้านซ้ายผมด้วยความเป็นห่วงแล้วเลื่อนหน้าเข้ามากระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงแผ่ว 

  

           “ไม่เรียกก็ไม่เรียก ไม่ขัดใจแล้ว…” 

  

 

 

----------------- 

สีหน้าและความรู้สึกไรต์ที่เขียนเรื่องราวของเฮียกับซ้อ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว