facebook-icon

ขอบคุณนักอ่านที่รักทุกคน

ชื่อตอน : ตอนที่ 62

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 483

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ส.ค. 2564 19:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 62
แบบอักษร

ตอนที่ 62 

เวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบครึ่งค่อนคืน ภาคินใช้เวลานานพอสมควรเพื่อนัดแนะแผนการทั้งหมดกับว่าที่แม่ยาย

ซึ่งพราวภัสสรยังคงทำตัวปกติจนกระทั่งเช้าของอีกวัน เช้าวันใหม่ที่เงียบสงบของบ้านนอกทำให้เจ้าของร่างบอบบาง ต้องลุกขึ้นมาสูดอากาศแสนสดชื่น นานเท่าไหร่แล้วที่หญิงสาวไม่ได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้

ลมหนาวที่ผัดผ่านมากระทบผิวสร้างความหนาวเหน็บ จนต้องลูบไล้ต้นแขนขาวผ่องของตัวเองอย่างแผ่วเบา

“มนต์มายืนทำอะไรตรงนี้ลูก อากาศหนาวจะตายเข้าไปข้างในเถอะ วันนี้แม่ทำอาหารที่มนต์ชอบทั้งนั้นเลยนะ”

สิ้นประโยค คนเป็นแม่ไม่รอฟังคำตอบ พราวภัสสรเดินนำหน้าเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้ดาริกายืนมองแผ่นหลังบางที่เธอเคยสวมกอดในวัยเด็ก ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปีพราวภัสสรก็ยังเหมือนเดิม หล่อนเป็นแม่ที่ดีมาตลอด หน้าที่ดูแลลูกพราวภัสสรไม่เคยทำบกพร่อง ภาพของหญิงสูงวัยเบื้องหน้ายิ่งกระตุ้นให้หยาดน้ำตาเอ่อไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

ดาริกาลูบท้องพร้อมส่งเสียงสะอื้นแผ่วเบา หญิงสาวไม่รู้ด้วยซ้ำจะเป็นแม่ที่ดีได้เท่าพราวภัสสรหรือไม่? เธอสามารถเลี้ยงดูเด็กที่อยู่ในท้อง ให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีได้หรือเปล่า?

เธอถูกประคบประหงมด้วยความรักความห่วงใยมาตลอด และหลายต่อหลายครั้งที่เธอไม่เคยเข้าใจว่าทำไมพราวภัสสรต้องด่า ต้องว่า ต้องคอยทำโทษเวลาที่เธอผิด

กี่ครั้งแล้วที่ต้องเสียน้ำตาเพราะคำด่าทอของแม่ จนกระทั่งวันนี้ดาริกาถึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งในความห่วงใยที่คนเป็นแม่พยายามมอบให้ หล่อนต้องเก่งขนาดไหนถึงสอนให้ลูกของตัวเองเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่เข้มแข็ง

การเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

“ตัวเล็กของแม่…แม่สัญญาว่าจะเป็นแม่ที่ดีของลูกให้ได้…อึก” ดาริกาใช้หลังมือปาดคราบน้ำตา สูดลมหายใจเข้าปอดเนิบช้า เม้มริมฝีปากบางเข้าหากันแล้วจัดการกับความรู้สึกของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ

ก้าวขาเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับบนสีหน้า

“ยัยมนต์วันนี้เราไปเที่ยวงานวัดกันไหม?” ดาริกาผงกหัวเพื่อมองเจ้าของเสียงพูด ใบหน้าหวานแฝงด้วยความสงสัย คิ้วเรียวเล็กขมวดเป็นปม

เท่าที่จำความได้ งานวัดในหมู่บ้านไม่มีมานานมากแล้ว เนื่องจากเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่มีผู้อยู่อาศัยราวสิบหลังคาเรือนน่าจะได้ เวลาจะไปเที่ยวงานวัดสักทีต้องถ่อสังขารไปที่หมู่บ้านอื่นตลอด

“งานงัดเหรอ? เดี๋ยวนี้หมู่บ้านเรามีจัดงานวัดด้วยเหรอแม่”

“มนต์ไปอยู่กรุงเทพซะนานคงยังไม่รู้ หมู่บ้านเราเพิ่งเริ่มจัดงานวัดช่วงหลังนี่แหละ แม่ได้ยินมาว่าผู้ใหญ่บ้านเขาอยากโปรโมทให้หมู่บ้านเราเป็นสถานที่ท่องเที่ยว”

คำตอบของพราวภัสสรคลายความสงสัยเกือบทั้งหมด หมู่บ้านเล็กๆที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ หากวันหนึ่งต้องกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเธอก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด เพราะความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้น มันเหมาะและควรค่าเพื่อให้คนอื่นได้มาสัมผัส

“ตกลงแกจะไปไหมยัยมนต์”

“ถ้าพวกแกอยากไปฉันมีสิทธิ์ปฏิเสธด้วยเหรอ?” กัสจังฉีกยิ้มหวาน มองหน้าดาริกาตาเป็นประกายหล่อนรีบตักอาหารเข้าปากเพื่อรีบไปแต่งตัวสำหรับเที่ยวงานวัดในค่ำคืนนี้

“ยัยมนต์แกมาใส่ชุดเดรสสีขาวตัวนี้เร็ว” ชุดเดรสขาวยาวคลุมเข่าแขนตุ๊กตาถูกวางบนเตียง กัสจังรีบดันตัวดาริกาให้ไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ ซึ่งทั้งคู่ดูกระตือรือร้นจนเธอรู้สึกแปลกใจ

แค่ไปงานวัดทำไมต้องแต่งตัวสวยขนาดนี้?

“พวกแกเป็นอะไรเนี่ย ทำไมต้องให้ฉันแต่งตัวสวยแบบนี้ห๊ะ?”

“ผัวไม่อยู่ทั้งที มึงต้องแต่งสวยให้ผู้มองหน่อยสิอีมนต์ เดี๋ยวพอคลอดลูกก็กลายเป็นป้าแก่ๆแล้ว” ดาริกาถอนหายใจขณะก้มหยิบชุดเดรสขึ้นมาถือ ดวงตาคู่งามจ้องมองเพื่อนตาเขม็ง

“ตอนอยู่ในท้องมึงแอบแดกรกแม่หรือไงอีกัส คลอดออกมาปากหมาฉิบหาย”

“หื้อ…อีมนต์เดี๋ยวกูตบคว่ำเลย โชคดีที่มึงท้องนะกูเลยไม่ทำเห็นแกหลาน” กัสจังยักคิ้วหลิ่วตา หันหน้ากลับมาแลบลิ้นใส่ดาริกาแล้วรีบวิ่งออกจากห้องทันที

“อีกัสแม่งกวนตีน”

พลอยประภาที่ยืนดูเหตุการณ์อดขำออกมาไม่ได้ ท่าทางของกัสจังหมั่นไส้จนน่าเตะ นานแล้วที่ทั้งสามไม่ได้พูดแซวหยอกล้อกันแบบนี้ ทำให้หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตกว่าจะได้มาเป็นเพื่อนกันเคยเกลียดขี้หน้ากันมาก่อนทั้งนั้น

ในค่ำคืนที่สาดส่องไปด้วยแสงดาวระยิบระยับ

ร่างบอบบางในชุดเดรสขาวราวกับเจ้าหญิง เดินตามหลังผู้เป็นแม่และเพื่อนที่ดูมีความสุขจนออกนอกหน้านอกตา ดาริกาหันมองข้างทางด้วยความสับสน ในใจของเธอมีแต่คำถาม

เมื่อยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ยิ่งไม่มีวี่แววของงานวัด 

“แม่ค่ะ เราจะไปงานวัดกันไม่ใช่เหรอทำไมแม่พามาท้ายตลาดล่ะ” สถานที่แห่งนี้ดาริกาจำมันได้ดี เธอเหลือบมองถนนเส้นยาวอยู่ครู่ใหญ่ ภาพของเด็กหนุ่มคนนั้นยังไม่เคยจางหาย

หากมีเขาอยู่ข้างๆคงจะดีกว่านี้

“มนต์จำที่นี่ได้ไหมลูก วันนั้นแม่เกือบเสียมนต์ไปถ้าหากผู้ชายคนนั้นไม่ช่วยชีวิตมนต์ไว้ แม่ไม่รู้เลยวันนี้แม่จะเป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีหนูสักคนแม่คงจะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน” พราวภัสสรก้าวเดินอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาสีเทาจ้องมองใบหน้าลูกสาวไม่วางตา หล่อนใช้ฝ่ามือหนาแตะสัมผัสหน้าท้องของเธอเบาๆ

“ก้อนเนื้อที่มีลมหายใจในท้องของหนูคือหลานของแม่ใช่ไหม?” ดาริกายืนนิ่งราวกับหิน ตาสวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ พลันน้ำตาร่วงไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว

ความรู้สึกผิดประดังประเดเข้ามาดุจพายุมรสุม เธอไม่สามารถกลั้นเสียงสะอื้นได้อีกต่อไป แทบอยากก้มลงกราบเท้าผู้เป็นแม่ ที่ทำให้ท่านต้องเสียใจกับความผิดพลาดครั้งนี้

“แม่ค่ะ มนต์ขอโทษ…ฮือ…อึก มนต์ขอโทษที่ปล่อยให้ตัวเองท้อง แม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง?มนต์ขอโทษนะแม่”

“มนต์รอถามผู้ชายคนนั้นแล้วกันว่าแม่รู้เรื่องของหนูได้ยังไง” ตอนนี้ในสมองของเธอมีเพียงความว่างเปล่า ครั้นหันหน้ามองเพื่อนสาวสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงรอยยิ้มหวานเท่านั้น

คิ้วเรียวสวยผูกเป็นปม ดาริกายกมือขึ้นจับขมับของตัวเองแล้วนวดเบาๆ จนกระทั่งแสงไฟบนถนนสาดส่องพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายราวกับว่ามีคนคอยควบคุม เธอจึงหลุดออกจากวังวนความคิดของตัวเอง

ดาริกาหรี่ตามองเจ้าของร่างสูงที่ยืนอยู่บนถนน แม้บริเวณนั้นมีแสงไฟเพียงรำไรทว่าเธอจำเขาได้ เพียงได้เห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยหญิงสาวก็รู้ทันทีว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร

ใช่! เขาคือภาคิน 

 

มาแว้วววว มาแว้ววว มาช้าอย่าพึ่งโกรธกันนร่า เมื่อวันพฤหัสไรท์ไปฉัดวัคซีนมา คิดถึงพี่คินกันไหมทุกคน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว