email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 22 สับสน

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 สับสน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 39

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ส.ค. 2564 05:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 สับสน
แบบอักษร

ตอนที่ 22 

โดย แยมขนมปัง 

 

 

 

#FHANDEE 

บนโลกใบนี้นอกจากคำว่าอาย ยังมีคำนิยามศัพท์ใดที่บรรยายความหมายได้มากกว่าคำคำนี้บ้างครับ เพราะสิ่งที่ผมทำลงไปมันยิ่งกว่าน่าอายจนผมไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนอยู่แล้ว ตั้งแต่ผมเกิดมาไม่คิดว่าตัวเองต้องมาทำเรื่องขายขี้หน้าเท่านี้มาก่อน เหล้านี่มันช่างอันตรายกว่าที่ผมคิดมาก อย่าได้หวังเลยว่าชีวิตนี้ผมจะดื่มของแบบนั้นเข้าไปอีก แค่คิดผมก็ขยาดแล้ว 

ความทรงจำของผมในคืนนั้นหลังจากที่ผมดื่มเข้าไปมันไม่ได้กลับมาร้อยเปอร์เซ็น ผมจำได้แค่ว่าผมเล่นเกมกับเพื่อนของทะเล แล้วดื่มเหล้าเข้าไปหลายแก้ว หลังจากนั้นผมก็วาร์ปเลย แต่ก็ใช่ว่าจะจำอะไรไม่ได้ทั้งหมด แม้ว่าหลังจากตื่นขึ้นมาผมจะมึนงงเล็กน้อย แต่เพียงแค่ได้เห็นหน้าทะเล เห็นสภาพในบ้านบีกันโดยเฉพาะ...ห้องครัว ภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นมันก็ดันฉายขึ้นมาในหัวของผมทันที  

 

"ลุงหล่อมากจริง ๆ นะ" 

"เก่งงงง...ลุงเก่ง ลุงพูดเพราะ ๆ กับฝัน" 

"อ้ะ!...ละ...ลุงจะทำอะไร" 

ลุง! ลุง! ลุง! ลุง!!!! $%^&*&*&^$@$* 

 

ผมอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาด ถ้าจะลืมทั้งทีทำไมถึงไม่ลืม ๆ ไปให้หมดเลยนะ จะนึกขึ้นมาได้ทำไมเนี่ย โอ๊ยยยไอ้ฝันดี!!! 

ตั้งแต่วันนั้น ผมก็พยายามหลบหน้าทะเลตลอด เพราะอายเกินกว่าจะสู้หน้าเขา ถึงแม้ในห้องเรียนผมยังคงนั่งกับทะเล แต่น้อยครั้งมากที่ผมจะหันไปสบตาคนข้าง ๆ ทะเลก็เหมือนกันตัวดีเลย ถึงแม้เขาจะไม่ได้พูดล้อเลียนผมเป็นคำพูด แต่ไอ้สายตากับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเวลาที่หันมามองผมนี่สิ ดูยังไงก็รู้ว่ากำลังเย้ยหยันผมอยู่ ทำไมผมถึงได้ทำเรื่องหน้าอับอายแบบนั้นลงไปนะ บ้าที่สุด 

"ฝันดีร้อนเหรอ หน้าแดงเชียว" เสียงของพี่ท้องฟ้าและมือของพี่เขาที่ยื่นผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อสองข้างขมับของผมดึงผมหลุดจากภวังค์ 

"อะ...เอ่อ นิดหน่อยครับ" ผมเอ่ยตอบ พี่ท้องฟ้าก็ไม่ได้ถามอะไรผมต่อ 

"ฝันดี เมื่อไหร่หัวหน้าจะมาเนี่ย พวกฉันร้อนจะตายอยู่แล้วนะ เข้าไปรอในห้างไม่ได้เหรอ" มะนาวพูดขึ้นพลางยกมือพัดหน้าเรียกลม ซึ่งหัวหน้าที่มะนาวพูดถึง หมายถึงเปเปอร์หัวหน้าห้องของพวกเราเอง 

"แต่เปอร์ส่งข้อความมาบอกเราว่าใกล้จะถึงแล้วนะ รออีกแป๊บเถอะ" ผมพูดบอกไป เพื่อนสาวของผมทั้งหลายก็หน้ามุ่ยกันไปตามระเบียบคงเพราะพวกเธอร้อนมากจริง ๆ 

ตอนนี้ผม พี่ท้องฟ้า และสี่สาวเพื่อนสนิทของผมกำลังยืนโดดเด่นกันอยู่ตรงหน้าห้างสรรพสินค้าเพื่อรอเปเปอร์ที่กำลังตามมา วันนี้พวกเรานัดกันมาซื้อของเพื่อเตรียมไปเข้าค่ายตามที่ได้คุยกันเอาไว้เมื่อคราวก่อน ความจริงผมกะจะมากับกลุ่มเพื่อนเท่านั้น แต่บังเอิญตอนที่ผมกำลังจะออกจากบ้านพี่ท้องฟ้าจะออกมาซื้อของที่ห้างพอดี พี่เขาเลยชวนให้มาด้วยกันเสียเลย ซึ่งผมก็ไม่ติดอะไรอยู่แล้ว 

พวกเรายืนรอเปเปอร์เกือบสิบนาที ในที่สุดชายร่างสูงที่พวกเราเฝ้ารอก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแต่ไกล พร้อมกับข้าวตู เพื่อนสนิทของเปเปอร์ ซึ่งก็เรียนอยู่ห้องเดียวกับผม ที่ได้มารู้จักกันก็เพราะเปเปอร์แนะนำให้รู้จัก ด้วยความเป็นกันเองของข้าวตู เลยทำให้เขาสนิทกับกลุ่มของผมได้อย่างรวดเร็ว  

แต่เอ๊ะ วันนี้เปเปอร์ดูไม่เหมือนเปเปอร์ที่ผมเจออยู่ทุกวันเลยแฮะ เหมือนมีอะไรเปลี่ยนไปเลย... 

"เฮ้ยโทษทีนะ พอดีเราต้องแวะไปรับไอ้ข้าวตูน่ะ บ้านมันโคตรไกล" เปเปอร์พูดบอกสลับเสียงหอบหายใจแรง เหงื่อผุดซึมเต็มหน้าบ่งบอกว่าเขารีบวิ่งมาขนาดไหน 

"ไอ้เหี้ยเปอร์ มึงไม่ต้องมาโทษกูเลยน่ะสัด มึงแม่งเสือกมารับกูช้า กูแต่งตัวเสร็จตั้งนานแล้ว" ข้าวตูหันไปโวยวายใส่เปเปอร์ ทำเอาพวกผมยิ้มขำกัน เพราะมันช่างไม่เข้ากับข้าวตูเลย มันน่ะเป็นผู้ชายตัวเล็กหน้าหวานไม่ต่างกับผมเลยด้วยซ้ำ แต่อย่าให้มันพูดนะ สัตว์สีขานี่คลานออกมาเต็มเลยล่ะ หน้าสวยแต่โคตรทำตัวห้าว แถมเวลามีใครชมว่ามันน่ารัก มันนี่กำหมัดจะกระโดดซัดหน้าคนคนนั้นเลยล่ะ ห้าวเป้งไม่สมตัวต้องยกให้ข้าวตูมันเลย 

"โอ๊ยยย พวกแกค่อยไปทะเลาะกันต่อในห้างได้ไหม พวกฉันร้อนจนเหงื่อท่วมตัวหมดแล้วเนี่ย" ตุ๊กตาพูดขึ้นห้ามทัพ พวกเราทั้งแปดคนจึงย้ายตัวกันเดินเข้ามาภายในห้าง 

เพียงแค่เท้าเดินผ่านประตูทางเข้าห้าง ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของพวกเราทันที เรียกรอยยิ้มจากสาว ๆ ที่ก่อนหน้านี้เอาแต่ยืนหน้ายุ่งบ่นว่าร้อน ๆ ๆ ดูท่าพวกเธอคงจะอารมณ์ขึ้นแล้ว 

"นี่เดี๋ยวไปหาข้าวเที่ยงกินกันก่อนปะ แล้วค่อยไปเดินซื้อของ" โบว์เสนอขึ้น เพราะกว่าจะรวมตัวกันครบก็เที่ยงพอดี 

"อืม เอางั้นก็ได้ ทุกคนว่าไง" จินตอบรับแล้วหันมามองทุกคนอย่างขอความคิดเห็น 

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย 

หลังจากได้ข้อสรุป พวกเราทั้งกลุ่มจึงพากันเดินหาร้านที่จะฝากท้องในมื้อนี้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยที่คนแปดคนจะมีความเห็นตรงกัน คนนั้นก็อยากกินร้านนี้ คนนี้ก็อยากกินร้านนั้น แต่ก็ไม่อยากแยกกันทานเพราะไหน ๆ ก็มาเที่ยวด้วยกันแล้ว นี่สินะความวุ่นวายของการที่มาเที่ยวกับคนกลุ่มมาก แต่ผมว่ามันก็สนุกและมีสีสันไปอีกแบบ พวกเราใช้เวลาในการเดินหาร้านอาหารที่ถูกใจเกือบยี่สิบนาที ในที่สุดก็ทนต่อความหิวไม่ไหวเลยรีบเดินเข้าร้านที่ใกล้ที่สุดในตอนนี้อย่างตัดปัญหา จึงทำให้มื้อนี้เรามาจบกันที่ร้านสเต๊ก  

เมื่อพวกเรานั่งลง พนักงานสาวหน้าหมวยก็เดินเข้ามารับออเดอร์ แต่ละคนนี้เปิดเมนูกันมือสั่นด้วยความหิว ปากก็พูดสั่งอาหารไปเรื่อย ๆ ราวกับจะเหมาร้าน ผมว่ามีหวังอาหารเหลื่อเกลื่อนโต๊ะแน่แบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามความหิวโหยก็ชนะทุกอย่างอยู่ดี  

"เอาแค่นี้ก่อนค่ะ" มะนาวที่สั่งอาหารเสร็จเป็นคนสุดท้าย ส่งเมนูคืนให้เด็กเสิร์ฟที่จดรายการอาหารเสร็จก็เดินออกไป 

"อีนาว มึงไม่ควรพูดบอกแค่นี้นะ แม่ง สั่งอย่างกับจะเลี้ยงคนทั้งห้าง" ตุ๊กตาพูดแขวะมะนาว 

"ก็กูหิวนี่ เพราะหัวหน้าเลยมาช้า รับผิดชอบด้วยการเป็นแฟนเราเดี๋ยวนี้" มะนาวพูดขึ้นด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด แต่ก็เรียกเสียงหัวเราะจากคนในโต๊ะได้เป็นอย่างดี 

"แหม พอเห็นหัวหน้ามันถอดแว่นหน่อย มึงก็อ่อยเลยนะ" ตุ๊กตาแขวะมะนาวเป็นรอบที่สอง 

ซึ่งก็ตามที่พวกเธอพูดบอกนั่นแหละ สิ่งที่ผมสงสัยในตอนแรกว่าเปเปอร์มีบางอย่างเปลี่ยนไป นั่นก็คือแว่นตาแว่นหนาที่เขามักจะสวมใส่อยู่ตลอด แต่ตอนนี้กลับไม่มีให้เห็น แถมยังตัดผมใหม่ ทำให้พวกเราได้เห็นใบหน้าเต็ม ๆ ของเปเปอร์สักที ซึ่งผมบอกได้เลยว่าหล่อมาก ถึงจะหล่อคนละแบบกับพี่ท้องฟ้า แต่ถ้าสาว ๆ คนไหนได้เห็นเปเปอร์ลุคนี้เป็นต้องเหลียวหลังแน่นอน 

"เออนี่หัวหน้า แล้วอะไรดลใจให้ถอดแว่นเนี่ย อยู่โรงเรียนเดียวกันมาตั้งนาน พึ่งจะเคยเห็นหัวหน้าถอดแว่นก็ครั้งนี้" โบว์ถาม 

"มันไม่ได้ตั้งใจจะถอดหรอก" ข้าวตูเป็นฝ่ายพูดขึ้น "แต่เพราะวันก่อนมันดันโง่เดินสะดุดบันไดบ้านเรา หน้ามันเลยคว่ำลงไปจูบพื้นแว่นแตกกระจาย เราเห็นว่าไหน ๆ แว่นมันก็พังแล้ว เราเลยจัดการโมดิฟายมันใหม่ เป็นไงแจ่มปะ" ข้าวตูเชิดหน้ายิ้มภูมิใจในตัวเองเสียเหลือเกิน หลังจากที่เพื่อนสาวของผมพากันปรบมือกราวเชิดชูข้าวตูมัน 

"แต่เราติดนิดเดียว ถ้าเปลี่ยนแฟชั่นการแต่งตัวของหัวหน้าได้นี่หล่อระดับพี่ท้องฟ้าเลยนะเนี่ย" โบว์พูดขึ้นบ้าง ถ้าพูดถึงเรื่องสไตล์การแต่งตัวของเปเปอร์ ผมบอกได้เลยว่าไม่มีใครสู้ได้ กางเกงยืนสีเขียวขี้ม้าคู่กับเสื้อยืดสีเหลืองลายดอกทานตะวัน ถ้าไม่ใช่เปเปอร์ ไม่มีใครแต่งออกมาได้แบบนี้หรอกนะ 

"ตีปากอีโบว์ ห้ามเอาพี่ท้องฟ้าไปเทียบกับใครเด็ดขาด พี่ท้องฟ้าน่ะหล่อที่สุดแล้ววววว" ตุ๊กตาลากเสียงยาวพลางหันมาส่งตาปิ้ง ๆ ให้พี่ท้องฟ้าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผม ซึ่งพี่เขาก็เพียงแค่ยิ้มขำเท่านั้นไม่ได้ว่าอะไร 

"น้อย ๆ หน่อยตุ๊กตา พี่เขานั่งอยู่ตรงนี้นะ ไม่เก็บอาการเลยนะมึง" มะนาวพูดเหน็บตุ๊กตาไม่จริงจังนัก 

"จะต้องให้เก็บอาการอะไรอีกล่ะ ไหน ๆ ก็ได้มาสนิทกับพี่ท้องฟ้าทั้งทีจะกักไว้ทำไม" ตุ๊กตาพูดยิ้ม ๆ แล้วหันมามองพี่ท้องฟ้า "พี่รู้ไหม ว่าพวกเราน่ะเป็นแฟนคลับของพี่นะคะ แบบปลื้นพี่สุด ๆ เลยอะ"  

พี่ท้องฟ้าส่ายหน้ายิ้มขำ ผมแอบเห็นพวกสาว ๆ หันไปยิ้มกรี๊ดกร๊าดกัน คงเพราะแพ้ทางร้อยยิ้มของพี่ท้องฟ้า แต่ผมเข้าใจนะ ขนาดผมเองยังเคยแพ้ทางรอยยิ้มแบบนี้เลย 

เดี๋ยวนะ เคยงั้นเหรอ ทำไมผมถึงใช้คำว่าเคยในเมื่อตอนนี้ผมก็ยังแพ้ทางพี่ท้องฟ้าอยู่นะ หรือว่าตอนนี้ผมจะไม่ได้แพ้ทางรอยยิ้มของพี่ท้องฟ้าแล้ว แต่ถ้าผมไม่แพ้ทางรอยยิ้มของพี่ท้องฟ้า แล้วผมจะไปแพ้ทางรอยยิ้มของใครได้ 

 

"เอ่อ...ระ...เราไม่เห็นจะ...จำอะไรได้เลย" 

"จำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ เหรอครับเด็กชายฝันดี..." ประโยคล้อเลียนที่เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม 

 

กึก! 

ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในหู ใบหน้าที่ฉายรอยยิ้มล้อเลียนยังติดอยู่ในภาพจำ ทำไมจู่ ๆ ผมถึงได้ไปนึกถึงเรื่องในตอนนั้นได้ล่ะ นี่ผมยังเมาอยู่เหรอ แต่มันก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ หรือแอลกอฮอล์มันไหล่เข้าไปอยู่ในสมองของผม ในหัวผมถึงได้มีแต่หน้าของทะเลตอนยิ้มเต็มไปหมด ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ 

ผมสะบัดหัวไล่ภาพหลอน ก่อนจะยกแก้วน้ำเปล่าที่ตั้งอยู่ตรงหน้าขึ้นมาดื่ม อึ่ก อึ่ก อึ่ก เพื่อดับความร้อนในตัวจนหมดแก้ว ไม่เว้นแม้แต่น้ำแข็ง ผมก็จัดการกรอกเข้าปากกัดทุกก้อนไม่ว่าจะก้อนเล็กก้อนใหญ่เล่นเอาผมเสียวฟัน 

"โห ฝันดีแกหิวขนาดนั้นเลยเหรอ ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย อะ แกจะเอาน้ำฉันไปอีกแก้วก็ได้นะ" จินพูดพลางเลื่อนแก้วน้ำของเธอมาให้ผม นั่นจึงทำให้ผมพึ่งจะรู้ตัวว่าตอนนี้สายตาของเพื่อน ๆ ทุกคนจ้องมองมาที่ผมแม้กระทั่งพี่ท้องฟ้าเองก็เช่นกัน 

"อะ...เอ่อ ไม่เป็นไรจิน เอ่อ...เอ้อ ไหน ๆ ก็มาเที่ยวด้วยกันทั้งที เรามาถ่ายรูปกันเถอะ" ผมเปลี่ยนเรื่อง 

"นั่นดิ พวกเรายังไม่เคยถ่ายรูปด้วยกันเลย มา ๆ เดี๋ยวเราถือกล้องเอง แด่มิตรภาพของพวกเรา" เปเปอร์พูดบอกก่อนจะยกโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วยื่นไปข้างหน้า ทุกคนก็พากันหันไปมองกล้องของเปเปอร์ ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่ทุกคนหันไปให้ความสนใจกับการถ่ายรูป  

พวกเราถ่ายรูปกันได้ไม่นานนักเด็กเสิร์ฟหน้าหมวยคนเดิมก็นำเมนูอาหารแต่ละจานที่พวกเราสั่งไปทยอยออกมาเสิร์ฟ ในที่สุดอาหารที่สั่งไปก็ถูกนำมาเสิร์ฟไว้บนโต๊ะของพวกเราจนครบ แต่ละคนนี่ตาลุกวาวน้ำลายแทบหก และไม่ต้องรอให้ใครเปิดพิธีแต่อย่างใด ทุกคนก็ต่างลงมือจัดการอาหารตรงหน้าด้วยความหิวโหยจนดูน่ากลัว เรียกได้ว่าไม่มีใครแพ้ใครเลยล่ะ แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังกินกันอย่างจริงจัง ผมกลับวุ่นอยู่กับสเต๊กเนื้อตรงหน้า ที่มันช่างหั่นยากหั่นเย็นเสียเหลือเกิน มันจะเหนียวไปไหนเนี่ย 

พรึ่บ 

"เดี๋ยวพี่หั่นให้"  

"เอ่อ..." 

จานและมีดหันสเต๊กของผมถูกรุ่นพี่ข้างกายแย่งไปจัดการให้ แม้ผมจะรู้สึกเกรงใจ แต่ก็พูดปฏิเสธไม่ทัน เพราะตอนนี้พี่ท้องฟ้าลงมือหั่นเนื้อสเต๊กให้ผมเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำให้ผมแล้ว พี่เขาหั่นออกมาได้ชิ้นเรียงสวยได้อย่างง่ายมาก ๆ เมื่ออยู่ในมือของพี่ท้องฟ้า นี่พี่เขาจะเก่งทุกด้านเลยหรือไงกัน 

"อะ เรียบร้อยแล้ว" พี่ท้องฟ้าเลื่อนจานกลับมาให้ผม 

"ขอบคุณนะครับ" พี่เขาเพียงยิ้มรับ ผมเลยได้ลงมือทานสเต๊กของตัวเองเสียที ซึ่งระหว่างที่ทาน พี่ท้องฟ้าก็จะคอยหยิบนั่นส่งนี่ ตักโน่นให้ผมอยู่ตลอด พอผมทานเลอะ ก็ค่อยส่งกระดาษทิชชูให้ เรียกได้ว่าถ้าเรื่องดูแลเอาใจใส่คงต้องยกให้พี่ท้องฟ้าเลยจริง ๆ ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าพี่เขาทำให้ผมนึกถึงพ่อ ตอนนี้ผมก็ยังคิดแบบนั้นนะ พี่ท้องฟ้าคล้ายพ่อผมมากจริง ๆ 

มื้อนี้คงเป็นอีกมื้อหนึ่งที่ผมกินได้อย่างมีความสุขมาก กินกันไปแย่งกันไป ส่วนเรื่องเสียงนี่ไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าไม่มีโต๊ะไหนในร้านไม่หันมามองโต๊ะของพวกเรา ด้วยว่าเสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวที่ดังก้องร้าน จนผมแอบเกรงใจคนในร้าน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่อยากขัดความสุขของเพื่อน ๆ เห็นทุกคนยิ้ม ทุกคนหัวเราะ ผมก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มจะหัวเราะตาม  

"ฝันดี เดี๋ยวพี่ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ" พี่ท้องฟ้าหันมากระซิบบอกผม 

ผมพยักหน้า 

พี่ท้องฟ้าลุกเดินออกไป ซึ่งแผ่นหลังพี่เขาไม่ทันจะพ้นสายตาของผมด้วยซ้ำ เพื่อนตัวดีทั้งหลายก็พากันวางส้อมวางมีดพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย แล้วต่างหันมาจ้องผมเป็นตาเดียวเล่นเอาผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง 

"ฝันดี แกบอกความจริงพวกเรามาเดี๋ยวนี้นะ" มะนาวพูดขึ้นเปิดเรื่อง แต่ผมกลับไม่เข้าใจสิ่งที่เธอถาม 

"ความจริงอะไรเหรอ"  

"ก็ความจริงที่ว่า แกกับพี่ท้องฟ้าคบกันแล้วไง" ตุ๊กตาพูดขึ้นบ้าง แต่นั่นยิ่งทำให้ผมขมวดคิ้วเข้าไปใหญ่ 

"จะบ้าเหรอ เราไม่ได้คบกับพี่ท้องฟ้าสักหน่อย"  

"อย่า ๆ อย่ามา...พวกฉันดูออกนะ" โบว์พูดขึ้นอีกคน 

"ดู? ดูอะไรออก" 

"คือเอาแค่วันนี้ก่อนนะ" ผมหันไปมองมะนาวเมื่อเธอพูดขึ้นมาอีกครั้ง "ตอนที่ยืนรอหัวหน้าตรงหน้าห่าง พี่เขาก็ซับเหงื่อให้แก กลัวว่าแกจะร้อน ทั้งที่พวกฉันเนี่ยยืนกันตัวเปียกหมดแล้ว ไม่เห็นพี่เขาจะถามถึง" 

"อาจเป็นเพราะพี่ท้องฟ้ายังไม่ค่อยสนิทกับพวกแกหรือเปล่า" ผมพูดตามในสิ่งที่ผมคิด 

"แล้วเรื่องที่พี่เขาหันเนื้อสเต๊กให้แกล่ะ ไหนจะคอยหยิบนั่นนี่ให้แกตลอด คอยดูแลไม่ห่าง" ตุ๊กตาเป็นฝ่ายพูด 

"เราก็แค่หั่นสเต๊กไม่ได้ แล้วก็ไอ้นั่นนี่ที่พี่เขาหยิบให้เราตลอดก็เพราะเราหยิบไม่ถึงไง" ผมยังคงแก้ต่าง จนเพื่อน ๆ กรอกตาใส่ผม  

"อะงั้นเอาเมื่อกี้เลย สด ๆ ร้อน ๆ ตอนพี่เขาจะไปเข้าห้องน้ำ ทำไมต้องกระซิบกระซาบบอกแกคนเดียวด้วย ทั้งที่ก็นั่งกันอยู่ตั้งหลายคน พูดบอกมาเลยไม่ได้หรือไง" ตุ๊กตายังจี้ถามผมไม่หยุด 

"ก็เพราะว่า..." 

"โอ๊ยยยย แกเลิกอ้างสักทีเถอะฝันดี แถจนสีข้างถลอกหมดแล้วน่ะ" มะนาวโวยแทรกขึ้นมาไม่ทันที่ผมจะได้แก้ต่างต่อให้จบ  

"แกอย่าว่าพวกฉันอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ แต่แฟนฉันน่ะ ยังดูแลใส่ใจฉันได้ไม่เท่ากับที่พี่ท้องฟ้าใส่ใจแกเลยฝันดี นี่ขนาดพวกฉันยังไม่ได้พูดถึงทุก ๆ วันที่ผ่านมา ที่พี่เขาค่อยมารับมาส่งแกนะ ไม่มีเพื่อนบ้านคนไหน เขาจะใจดีกับเพื่อนบ้านด้วยกันได้ถึงขนาดนี้หรอก" เพื่อนสาวของผมต่างพยักหน้าเห็นด้วยกันสิ่งที่โบว์พูด ส่วนผมก็นิ่งเงียบคิดตามที่พวกเธอบอก 

"ถ้าแกคบกับพี่ท้องฟ้าจริง ๆ บอกพวกเราได้นะเว้ย พวกเราโอเค แถมยินดีกับแกด้วย" จินพูดขึ้นอีกคน 

"เราไม่ได้โกหกหรือปิดบังจริง ๆ นะ แต่เรากับพี่ท้องฟ้าไม่ได้คบกันจริง ๆ"  

เพื่อน ๆ ของผมเงียบไปแล้วหันไปมองหน้ากันอย่างครุ่นคิด 

"หรือว่าพี่ท้องฟ้าจะแอบชอบฝันดี" ครั้งนี้เป็นข้าวตูที่พูดขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าสิ่งที่ข้าวตูพูดจะจุดประกายความคิดของสาว ๆ กลุ่มผม 

"ฉันว่าเป็นเหมือนที่ข้าวตูพูดแน่นอน พี่เขาชอบแกชัวร์ฝันดี" มะนาวพูด 

"โอ๊ยอิจฉาอ่าาาา อยากเป็นคนที่พี่ท้องฟ้าแอบชอบบ้าง" อยู่ ๆ ตุ๊กตาก็ย่นจมูกโอดครวญขึ้นมา 

"นั่นสิ แกทำบุญด้วยอะไรเนี่ยยยย ทำไมโชคดีแบบนี้" มะนาวโอดครวญอีกคน 

"ว่าแต่แกเถอะฝันดี ถ้าพี่ท้องฟ้าแอบชอบแกจริง ๆ แล้วแกล่ะ แกชอบพี่เขาหรือเปล่า" จินเป็นคนถาม 

ผมเงียบไปครู่หนึ่ง 

ผมชอบพี่ท้องฟ้าหรือเปล่างั้นเหรอ... 

ชอบสิ ผมชอบพี่เขาตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ตอนนี้ก็ยังชอบ...หรือเปล่านะ 

"บนโลกใบนี้ ใครไม่ตกหลุมรักพี่ท้องฟ้า ไม่โง่ก็ต้องบ้าอะ" มะนาวพูด 

"เราไงไม่ได้ตกหลุมรักพี่ท้องฟ้า" เปเปอร์ที่เอาแต่เป็นผู้ฟัง พูดขึ้นมาบ้าง 

"เราด้วย เราก็ไม่ได้ตกลงตกหลุมรักที่ท้องฟ้าสักหน่อย" ข้าวตูพูด 

"ก็แกสองคนเป็นผู้ชาย ไม่นับสิ" ตุ๊กตาพูดกลับไป พวกผู้หญิงก็ต่างพยักหน้าเห็นด้วย แต่เดี๋ยวนะ... 

"แต่เราก็เป็นผู้ชายนะ" ผมแก้มตุ่ยปากมุ่ยใส่พวกเธอ ที่ชะงักหันมายิ้มแห้งให้ผม 

"แฮะ ๆ โทษทีว่ะ พวกฉันลืมไปเลย แต่แกเป็นผู้ชายน่ารักไงงงง" ตุ๊กตาพูดแก้ความ "และผู้ชายน่ารักอย่างแกก็เหมาะกับพี่ท้องฟ้านะ ถึงฉันจะไม่อยากยอมรับเพราะความอิจฉาก็เถอะ" 

ผมได้แต่ส่ายหน้ากับพวกเธอที่คิดกันไปเป็นตุเป็นตะ อย่างพี่ท้องฟ้าน่ะเหรอจะมาชอบเด็กอย่างผม พี่เขาน่ะ ท้องฟ้าสมชื่อเลยล่ะ ถึงแม้ผมจะเคยแอบหวังให้พี่เขามาชอบผมก็เถอะ แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นไปได้ 

"นี่เห็นมีคนต่อยกันในห้องน้ำชายด้วย" 

"จริงเหรอวะ ใครมันจะบ้ามาต่อยกันในห้องน้ำห้าง" 

เสียงของชายหนุ่มสองคนเดินพูดคุยกันเข้ามาในร้าน เรียกสายตาของพวกเราทั้งโต๊ะให้หันไปมอง ไม่ใช่เพราะพวกเขาหล่อเหลาราวโอปป้าเกาหลี แต่เป็นเพราะบทสนทนาของพวกเขาต่างหากที่ดึงความสนใจของพวกเรา 

"พี่ท้องฟ้าไปเข้าห้องน้ำไม่ใช่เหรอ" โบว์พูดขึ้น 

"นั่นสิ จะว่าไปพี่เขาก็ไปตั้งนานแล้วนะ ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย" มะนาวพูดอีกคน 

"หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพี่เขา" ตุ๊กตาพูดด้วยสีหน้าเครียด ๆ  

จากสิ่งที่ผมได้ยินจากชายแปลกหน้าเมื่อครู่ และสิ่งที่เพื่อน ๆ พูดทำให้ผมเริ่มวิตกกังวลและเป็นห่วงพี่ท้องฟ้าขึ้นมา 

"เดี๋ยวเราไปตามพี่ท้องฟ้าที่ห้องน้ำก่อนนะ" ผมพูดบอกพร้อมทั้งลุกจากเก้าอี้ 

"พวกฉันไปด้วย" มะนาวพูดแล้วตั้งท่าจะลุกตามผม 

"พวกเธอรออยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวเรากับข้าวตูไปเป็นเพื่อนฝันดีเอง" เปเปอร์เอ่ยบอกก่อนจะลุกจากเก้าอี้พร้อมกับข้าวตู พวกผู้หญิงก็พยักหน้ารับ เราสามคนจึงเดินออกมาจากร้าน 

ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่ห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด โดยที่มีเปเปอร์กับข้าวตูเดินมาด้วย จนมาถึงทางเข้าห้องน้ำ ที่ตอนนี้กำลังมีคนยืนมุงอยู่ที่หน้าห้องน้ำชาย 

"ขอทางหน่อยครับ" ผมที่กำลังจะเดินเข้าไป ก็ถูกรปภ. ของห้างสรรพสินค้าเดินแทรกเข้าไปเสียก่อน ผมจึงเดินไปรวมกลุ่มกับเหล่าไทยมุง 

ผัวะ! พลั่ก! ผัวะ! 

"ไอ้สัดมึงต่อยกูเหรอ ไอ้ขี้เสือก!" 

ผัวะ! พลั่ก! ผัวะ! 

"เฮ้ยทำอะไรกันน่ะ แยกเลย ๆ!!!" 

เกิดความชุลมุนขึ้นภายในห้องน้ำ เสียงกราดด่าอย่างกระโชกโฮกฮาก พร้อมเสียงที่ทำให้รู้ว่าคนด้านในกำลังลงไม้ลงมือกันอยู่ ดังก้องจนได้ยินออกมานอกห้องน้ำ ซึ่งฟังจากเสียงคงไม่ต่ำกว่าห้าคน ผมพยายามจะเดินหาพี่ท้องฟ้าในกลุ่มไทยมุง เผื่อว่าพี่เขาจะยืนดูเหตุการณ์อยู่ แต่ผมกลับไม่เจอพี่เขา ผมจึงพยายามเขย่งตัว ชะเง้อคอดูว่าพี่ท้องฟ้าอยู่ในห้องน้ำหรือเปล่า แต่ด้วยคนจำนวนมาก และผมก็ตัวเล็กเสียเหลือเกิน จึงทำให้มองอะไรไม่เห็นเลย แต่เสียงในห้องน้ำเหมือนจะเงียบลงหลังจากที่ลุงรปภ. เข้าไปเคลียร์สถานการณ์ 

"เฮ้ยนั่นมันพี่ท้องฟ้านี่" เปเปอร์พูดขึ้น  

ผมพยายามชะเง้อมองตาม ซึ่งก็ทำให้ผมชะงัก เมื่อเห็นว่าพี่ท้องฟ้าอยู่ในห้องน้ำ แถมยังอยู่ในวงของอันธพาลที่ลุงรปภ. พึ่งเข้าไปจับแยกอีก ผมไม่รอช้ารีบฝ่าฝูงชนเข้าไปหาพี่ท้องฟ้าทันที 

"ไหนเกิดอะไรขึ้น" ลุงรปภ.ถาม 

"พอดีผมมาเข้าห้องน้ำ แล้วเห็นว่าคนกลุ่มนี้กำลังรุมกระทืบคนนั้นอยู่น่ะครับ ผมก็เลยเข้ามาห้าม แต่พวกเขาไม่พอใจ เลยมาเล่นงานผมด้วย" พี่ท้องฟ้าเล่าเรื่องแล้วชี้นิ้วไปทางชายคนหนึ่งที่นั่งกุมท้องอยู่กับพื้นห้องน้ำ ใบหน้านี่บูดเบี้ยวเต็มไปด้วยรอยเลือดรอยช้ำราวกับคนพึ่งโดนกระทืบเหมือนที่พี่ท้องฟ้าบอก 

"ไอ้ขี้เสือกมึงหุบปากไปเลยนะ!!" ชายคนที่ถูกลุงรปภ.จับไว้พูดโวยวายพร้อมทั้งชี้หน้าเหมือนจะพุ่งเข้าหาพี่ท้องฟ้าไม่หยุด นัยน์ตาจ้องมองไปที่พี่ท้องฟ้าอย่างเอาเรื่อง 

"พี่เป็นอะไรหรือเปล่า" ผมที่เข้ามาถึงตัวพี่ท้องฟ้าก็รีบเอ่ยถามทันที ซึ่งพอพี่เขาหันมามองผมก็ทำให้ผมต้องชะงักตาเบิกกว้าง เมื่อตอนนี้ใบหน้าหล่อของพี่ท้องฟ้า มีบาดแผลตรงมุมปากและรอยช้ำตรงโหนกแก้มให้เห็นเด่นชัด 

"นี่มึง..." ชายคนที่ชี้หน้าด่าพี่ท้องฟ้าก่อนหน้านี้ กลับมาชี้หน้าผมแล้วขมวดคิ้วมองราวกับรู้จักกับผมอย่างนั้นแหละ ทั้งที่ผมไม่เคยเจอเขามาก่อน 

"ไป ๆ เป็นเด็กเป็นเล็กหัดทำตัวเป็นนักเลง แบบนี้ก็ไปโรงพักเลย" ลุงรปภ. ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบลากกลุ่มนักเลงทั้งห้าคนออกไปจากห้องน้ำ 

"ทำไมไม่เอาไอ้เหี้ยนั่นไปด้วยล่ะลุง! มันก็ต่อยผมเหมือนกันนะ!! แม่งเอ๊ยฝากไว้ก่อนเถอะไอ้ขี้เสือก!!" ชายคนนั้นโวยวายออกไปตลอดทางที่ลุงรปภ.ลากเขาออกไป แต่ดูจากสายตาที่เขามองพี่ท้องฟ้า คงจะแค้นพี่ท้องฟ้าน่าดู 

ความสงบกลับมาอีกครั้ง กลุ่มไทยมุงสลายหลังจากที่ลุงรปภ.เข้ามาเคลียร์สถานการณ์แล้วพาตัวพวกนักเลงออกไปจนหมด เหลือเพียงพี่พวกเรา กับชายที่โดนรุมกระทืบเท่านั้น 

"ขอบคุณมากนะพี่ ที่ช่วยผม ถ้าพี่ไม่เข้ามาช่วยพวกไอ้เมฆกระทืบผมตายคาห้องน้ำแน่"  

"อืม ไม่เป็นไร วันหลังก็ระวังหน่อยแล้วกัน" 

"ครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ" 

หลังจากได้ขอบคุณพี่ท้องฟ้า ชายคนนั้นก็เดินออกไป 

"เจ็บไหม" ผมใช้มือจับปลายคางของพี่ท้องฟ้า ก่อนจะขยับไปมาเพื่อสำรวจบาดแผลบนหน้าพี่เขา 

"พี่ไม่เป็นอะไรมากหรอก พี่วิ่งเขามาหาหมัดหาเท้าเองน่ะ หึหึ" พี่ท้องฟ้าพูดติดตลก แต่ก็ไม่ทำให้ผมหายกังวลอยู่ดี 

"พี่ท้องฟ้าสุดยอดเลยพี่ ห้าต่อหนึ่งเลยนะนั่น" เปเปอร์พูดขึ้น ซึ่งก็จริง นักเลงพวกนั้นมีถึงห้าคน แถมแต่ละคนดูน่ากลัวทั้งนั้น พี่ท้องฟ้าได้แผลมาเล็กน้อยแค่นี้ก็ถือว่าอัศจรรย์มากแล้ว 

"ไอ้พวกเมื่อกี้กูรู้จัก ไอ้ตัวหัวหน้าที่ปากดีน่ะ มันชื่อไอ้เมฆ เป็นเด็กโรงเรียนนิวิทย์ พวกมันแม่งอัธพาลดี ๆ นี่เอง ชอบมีเรื่องต่อยตีไปทั่ว แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกล้ามากระทืบคนถึงในห้างแบบนี้" ข้าวตูพูดบอก "พี่ก็ระวังไว้หน่อยแล้วกัน ไอ้พวกเหี้ยนั่นมันเก่งเรื่องลอบกัด ดูท่ามันจะเคืองพี่เอามาก ๆ ด้วย" 

ยิ่งได้ยินที่ข้าวตูบอก ผมก็ยิ่งเป็นห่วงพี่ท้องฟ้า 

"ไม่มีอะไรมากหรอก เรากลับไปที่ร้านกันเถอะ ป่านนี้สาว ๆ คงรอกันแย่แล้ว" พี่ท้องฟ้าพูดตัดบท เราเลยไม่ได้คุยอะไรกันต่อก่อนจะพากันเดินกลับมาที่ร้าน ทว่าตอนนี้เพื่อน ๆ ของผมจ่ายเงินและออกมายืนรอกันตรงหน้าร้านแล้ว ซึ่งพอทุกคนเห็นรอยแผลบนใบหน้าของพี่ท้องฟ้าก็พากันตกใจยกใหญ่ ถึงขั้นจะรวมตัวกันไปเอาคืนคนชื่อเมฆที่กล้ามาทำใบหน้าหล่อ ๆ ของพี่ท้องฟ้ามีรอยแผล 

"พวกแกไปซื้อของกันก่อนเถอะ เดี๋ยวเราพาพี่ท้องฟ้าไปทำแผลก่อน แล้วเดี๋ยวตามไป" ผมพูดบอกเพื่อน ๆ ถึงแม้ว่าพี่ท้องฟ้าจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ผมก็กังวลใจเกินกว่าจะปล่อยให้แผลพี่เขาเป็นแบบนั้น 

"อื้ม เอางั้นก็ได้ เดี๋ยวถ้ามีของจำเป็นอะไรที่ต้องใช้เหมือนกัน พวกฉันจะซื้อไว้ให้แกก่อนแล้วกัน ถ้าเสร็จแล้วยังไงโทรมานะ"  

ผมพยักหน้าตอบรับมะนาว 

เพื่อน ๆ กลุ่มผมและเปเปอร์กับข้าวตูจึงเดินไปซื้อของที่จะเอาไปค่ายกันก่อน ส่วนผมกับพี่ท้องฟ้าก็เดินแยกมาที่ร้านขายยาภายในห้าง หลังจากซื้ออุปกรณ์ทำแผลเสร็จ ผมกับพี่เขาก็มานั่งลงบนโต๊ะสำหรับให้ลูกค้าในห้างได้นั่งพัก เพื่อจะทำแผลให้พี่เขา 

"เจ็บหน่อยนะครับ" ผมพูดบอกก่อนจะเอาสำลีที่ป้ายยายื่นไปทาแผลตรงมุมปากของพี่ท้องฟ้าอย่างเบามือที่สุด ไม่นานผมก็ทำแผลให้พี่ท้องฟ้าจนเสร็จ 

"ฝันดีนี่มือเบาเหมือนกันนะเนี่ย เป็นหมอได้เลย" พี่ท้องฟ้าพูดยิ้ม ๆ 

"ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ว่าแต่พี่เถอะ คิดยังไงถึงเดินเข้าไปหาหมัด"  

"ก็เห็นคนโดนทำร้ายอยู่ต่อหน้าต่อตา จะไม่ให้พี่เข้าไปช่วยได้ยังไง" คนดีก็ยังเป็นคนดีสินะ 

"แต่พี่ก็น่าจะมาตามให้คนอื่นไปช่วย ก็เห็นอยู่ว่าพวกนั้นอยู่กันตั้งหลายคน นี่ถ้าพวกเขามีอาวุธจะทำยังไง"  

"หึหึ..." จู่ ๆ พี่ท้องฟ้าก็หัวเราะขึ้นมา ทำเอาผมงุนงง ที่ผมพูดไปมีอะไรน่าขำงั้นเหรอ 

"พี่หัวเราะอะไร" 

"ก็หัวเราะเรานั่นแหละ" ผมขมวดคิ้ว "รู้ไหม ว่าเราน่ะบ่นเหมือนแม่พี่เลย"  

ผมถึงกับหน้าเหวอ 

"ฝันไม่ได้บ่นสักหน่อย แค่พูดให้ฟังต่างหาก" 

"โอเค ๆ"  

แล้วพี่ท้องฟ้าก็ยังคงนั่งหัวเราะผม ราวกับว่าเมื่อกี้พี่เขาไม่ได้ไปเจอเรื่องอันตรายมา ผมล่ะเชื่อพี่เขาเลย แต่พี่เขาก็ทำให้ผมหัวเราะตามไปด้วย ทำให้เราสองคนนั่งหัวเราะกันอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่ไม่มีอะไรตลกสักหน่อย 

หมับ! 

แขนของผมถูกกระชากอย่างแรงจนตัวผมถลาเข้าไปปะทะอกแกร่งของใครบางคน ซึ่งพอผมเงยหน้าขึ้นไปมองก็เป็นต้องชะงักตาเบิกกว้างแทบจะตลกไม่ออก เมื่อสายตาของผมประสานเข้ากับสายตาคู่ดุดันแววตาวาวโรจน์ที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี 

ทะเลมาได้ยังไง  

ทะเลมาที่นี่ได้ยังไงกัน... 

"ทะ...ทะเล" ผมเรียกชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงติดขัด เพราะสัมผัสได้ถึงคลื่นโทสะบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของทะเล 

"กูโทรมาทำไมไม่รับ" ทะเลถามเสียงเข้มแลดูน่ากลัวจนผมไม่กล้าสู้สายตาของเขา 

"ทะเล...ทะเลโทรมาหาเราตอนไหนเหรอ" 

"กูโทรหามึงเป็นร้อยสาย!! มึงยังมาถามกูอีกเหรอว่ากูโทรหามึงตอนนไหน!!" เสียงตะคองลั่นที่แฝงไปด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวทำเอาผมก้มหน้าสะดุ้งโหยงตกใจกลัว มือแกร่งที่จับแขนของผมอยู่ก็เพิ่มแรงบีบแน่นขึ้นจนผมเจ็บ 

ผมรีบล้วงหยิบโทรศัพท์ของตัวเองที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมาด้วยมือที่สั่นระริก พอเปิดหน้าจอขึ้นมาดูก็เห็นว่ามีสายจากทะเลที่โทรเข้ามาเกือบ 70 สายที่ผมไม่ได้รับ 

"คะ...คือเราปิดเสียงโทรศัพท์ไว้ เราไม่ได้ยินน่ะ" 

"มึงไม่ได้ยินหรือมึงจงใจไม่รับสายกูเพราะจะพลอดรักกับไอ้ท้องฟ้ากันแน่ฮะ!!" ทะเลตะคอกใส่หน้าผมอีกครั้งรอบนี้ทำผมยืนตัวแข็งกลัวจนอกสั่นขวัญแขวน เบ้าตาร้อนผ่าวไปหมด ผู้คนในห้างสรรพสินค้าเริ่มหันมาสนใจพวกเรา ด้วยคงคิดว่าพวกเราจะมีเรื่องกัน 

"แกใจเย็นก่อนทะเล แล้วก็ปล่อยฝันดีด้วย แขนฝันดีแดงหมดแล้ว แกไม่เห็นหรือไงว่าฝันดีเจ็บ" พี่ท้องฟ้าพูดขึ้นแล้วจะเข้ามาดึงตัวผม แต่ทะเลก็เบี่ยงตัวผมให้มายืนหลบอยู่ด้านหลังเขาแทน 

"มึงไม่ต้องมาเสือกไอ้ท้องฟ้า กูจะทำอะไรมัน จะบีบแขนมันให้หัก มันก็เรื่องของกู มึงไม่มีสิทธิ์มายุ่ง" 

"แล้วแกมีสิทธิ์อะไรถึงไปทำกับฝันดีแบบนี้" พี่ท้องฟ้าถามกลับ 

"ทำไมกูจะไม่มีสิทธิ์ ในเมื่อกูเป็น..." ทะเลพูดสวนขึ้นมาทันควันแต่กลับพูดไม่จบประโยค แล้วเขาก็เงียบไป 

"แกเป็นอะไร" พี่ท้องฟ้าถามย้ำ 

ทะเลเงียบไปครู่หนึ่ง 

"เรื่องของกู อย่าเสือก" ทะเลพูดกลับไปแค่นั้น ก่อนจะหันมาหาผม "ส่วนมึงน่ะ กลับกับกูเดี๋ยวนี้" 

"เอ่อ...คะ...คือ..." ผมได้แต่อ้ำอึ้ง ไม่กล้าบอกออกไปว่าต้องไปซื้อของกับเพื่อนต่อ เพราะกลัวว่าทะเลจะโมโหไปมากกว่านี้ 

"ฝันดียังกลับไม่ได้ น้องมันต้องไปซื้อของเตรียมไปค่าย" พี่ท้องฟ้าพูดขึ้นมาแทนผม ทะเลจึงหันไปมองหน้าพี่เขา 

"กูจะพามันกลับเดี๋ยวนี้...มึงน่ะ" ทะเลชี้หน้าพี่ท้องฟ้า "อย่าได้คิดตามมายุ่งล่ะ ถ้ามึงไม่อยากให้กูก่อเรื่องวุ่นวายในห้าง มึงรู้ใช่ไหมว่ากูทำจริงแน่"  

ทะเลพูดจบก็กระชากลากผมตามเขาออกไปทันที ผมที่ไม่มีแรงและความกล้าที่จะขัดขืน จึงจำยอมเดินตามทะเลไป โดยที่พี่ท้องฟ้าก็ไม่ได้เอ่ยห้ามเหมือนครั้งแรก แต่ก็ยังคงมองตามหลังมาด้วยสายตาเป็นห่วง จนทะเลลากผมมาถึงรถมอเตอร์ไซต์ของเขาที่จอดอยู่ 

ปึก! 

"โอ๊ย!" ผมนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ เมื่อทะเลเหวี่ยงตัวของผมชนเข้ากับรถของเขา 

ทะเลชี้หน้าผมย้ำ ๆ ด้วยดวงตาที่เข้มขึ้นแลดูน่ากลัว เขาขบกรามแน่นจนสันกรามขยับให้รู้ว่าตอนนี้ทะเลกำลังโมโหมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเหมือนกำลังอดกลั้นไว้ 

"ระ...เราขอโทษที่ไม่ได้รับสาย เราไม่ได้ตั้งใจ แต่เราไม่ได้ยินจริง ๆ" ผมรีบเอ่ยขอโทษอีกครั้ง เผื่อทะเลจะเย็นลงบ้าง 

"มึงวอนตีนกูใช่ไหมไอ้ฝันดี มึงวอนตีนกูใช่ไหมฮะ!" ทะเลพูดเสียงเข้ม 

"เราเปล่า...แต่เราไม่ได้ตั้งใจจะไม่รับสายทะเลจริง ๆ ฮึ่ก" ผมพูดเสียงแผ่ว เบ้าตาที่ร้อนผ่าวก่อนหน้านี้ค่อย ๆ ปล่อยน้ำใส ๆ ออกมาจากดวงตาจนผมต้องก้มหน้ายกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา  

"แล้วมึงจะร้องไห้ทำเหี้ยอะไรเนี่ย!" ทะเลตะคอกถามผมอีกครั้ง ทำเอาผมสะดุ้งอีกแล้ว 

"ฮึ่ก...เราก็ไม่ได้...ฮึ่ก...อยากร้องไห้...ฮึ่ก...แต่น้ำตามันไหลออกมาเอง...ฮึ่ก" ผมพูดพลางพยายามยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา แต่น้ำตามันก็ไม่หยุดไหลสักที ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงร้องไห้ ผมแค่ตกใจที่จู่ ๆ ทะเลก็มาตะคอก ๆ ใส่ผมไม่หยุด แล้วน้ำตามันก็ไหลมาเอง 

ผมยังคงยืนก้มหน้าร้องไห้จนตัวสั่น ทั้งที่พยายามกลั้นไว้ให้มันหยุดไหล ส่วนทะเลก็ยืนมองผมร้องเงียบ ๆ ไม่ได้พูดด่าหรือตะคอกใส่ผมเหมือนในตอนแรก แต่ก็ยังมองผมตาแข็งกร้าวไม่วางตา ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหันมามองพวกเราแล้วหันไปซุบซิบกันใหญ่ แต่ทั้งผมและทะเลก็ไม่ได้หันไปให้ความสนใจ เราต่างฝ่ายต่างเงียบ โดยไม่มีใครพูดออกมาก่อน 

ทะเลถอนหายใจเฮือกหนึ่ง 

"มึงมาทำอะไรที่นี่" จู่ ๆ ทะเลก็ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นลงจากในตอนแรก ผมจึงเงยหน้าขึ้นมามองเขาทั้งน้ำตา 

"ฮึ่ก...เรามาซื้อของที่จะไปเข้าค่ายคุณธรรม...ฮึ่ก...เราไม่ได้มากับพี่ท้องฟ้าสองคนนะ...ฮึ่ก...เพื่อน ๆ เราก็มาด้วย...ฮึ่ก" ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องบอกทะเลไปด้วยว่าผมไม่ได้มากับพี่ท้องฟ้าสองต่อสอง แต่ผมก็แค่อยากบอกให้เขารู้ 

"กูรู้อยู่แล้วว่ามึงไม่ได้มากับมันสองคน กูเห็นที่ไอ้เปเปอร์มันลงรูปที่พวกมึงถ่ายด้วยกันที่ร้านอาหารในห้าง" ผมพอจะคาดเดาได้แล้วว่าทะเลตามมาหาผมถึงที่นี่ได้ยังไง 

แล้วทำไม ทำไมเขาต้องตามผมมาด้วยล่ะ 

หรือมันเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้นนะ 

"แล้วเพื่อนมึงไปไหนหมด ทำไมมึงถึงไปนั่งยิ้มเริงร่าอยู่กับมันสองคน" ทะเลถามต่อ 

"พอดีมีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อย...ฮึ่ก...พี่ท้องฟ้าเลยมีแผล เราก็แค่แวะทำแผลให้พี่ท้องฟ้า...ฮึ่ก...แล้วให้เพื่อนคนอื่นไปซื้อของก่อน แล้วเดี๋ยวเราก็จะตามไปรวมกับคนอื่น" 

"แล้วมันหน้าที่กงการอะไรของมึงที่ต้องไปทำแผลให้มัน" ทะเลพูดขึ้นเสียงเข้มอีกครั้ง ทำให้น้ำตาของผมที่พอจะกลั้นไว้ได้ เริ่มตีตื้นขึ้นมาอีกรอบ ผมยืนเม้มปาก บีบมือแน่น ไม่ได้พูดตอบอะไร เพราะถึงพูดอะไรไป ทะเลก็ไม่พอใจอยู่ดี 

ทะเลถอนหายใจเฮือกใหญ่กว่าเดิม 

"วันหลังเวลากูโทรมึงต้องรับสายกูทุกสาย จะไปไหนมาไหนก็ต้องบอกกู และที่สำคัญห้ามอยู่กับไอ้ท้องฟ้าสองต่อสอง เข้าใจไหม"  

ผมขมวดคิ้วงุน ไม่ได้ตอบในทันที เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่ทะเลสั่ง ไอ้ที่บอกว่าให้รับสายทุกสายผมยังพอเข้าใจ แต่ไอ้การที่ให้ผมรายงานเขาทุกครั้งที่ผมจะไปไหนมาไหน และเรื่องที่ห้ามอยู่กับพี่ท้องฟ้า อันนี้ผมไม่เข้าใจจริง ๆ แต่ก็ไม่กล้าถามออกไป 

"กูถามว่าเข้าใจไหม!"  

"ขะ...เข้าใจแล้ว...เราเข้าใจแล้ว" แม้ภายในใจจะไม่ได้เข้าใจเหมือนที่ปากพูด แต่ผมก็ต้องตอบรับไปก่อน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายฉุนเฉียวไปมากกว่านี้ 

"ถ้าเข้าใจก็เลิกร้องไห้ได้แล้ว กูรำคาญ มึงไม่อายคนอื่นบ้างหรือไง แม่ง โตเป็นควายแล้วยังมายืนร้องไห้หน้าห้างอีก" ทะเลพูดบ่นผม ผมจึงยกคอเสื้อยืดของตัวเองขึ้นพยายามเช็ดน้ำตาออกให้หมดจากทั้งสองพวงแก้ม  

ทะเลจิ๊ปากเหมือนจะไม่พอใจอะไรอีกแล้ว 

"มึงนี่ชอบทำอะไรขัดตากูตลอด" 

กึก 

"...." ผมชะงักนิ่ง แทบไม่กล้าขยับตัว เมื่อจู่ ๆ ทะเลก็ขยับเข้ามาหาผม ก่อนที่จะใช้ปลายนิ้วหนาเกลี่ยน้ำตาออกจากสองข้างแก้มของผม ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือแกร่งแผ่ซ้านไปทั่วทั้งพวงแก้มของผม แทบจะลามไปทั้งตัว ขนาดทะเลเอามือออกไปแล้ว สัมผัสอุ่นจากมือของเขา ก็ยังคงติดอยู่ที่แก้มผมอยู่เลย 

"ยังจะยืนเอ๋ออยู่อีก ขึ้นรถสิ กูจะพากลับบ้าน" เสียงทะเลเรียกสติของผมกลับมา 

"แต่เรายังไม่ได้ซื้อของ..." ผมพูดขมุบขมิบไม่เต็มเสียงนัก 

"เดี๋ยวกูค่อยพามาซื้อเองพรุ่งนี้ จบนะ"  

ไม่จบก็ต้องจบ หากทะเลพูดปิดประโยคไม่ให้ผมต่อบทขนาดนั้นแล้ว สุดท้ายผมจึงต้องยอมเขาไม่ต่างกับที่เคยยอมเหมือนครั้งก่อน ๆ 

มันน่าแปลกมากที่ก่อนหน้านี้ผมยิ้มหัวเราะมาตลอดทั้งวัน แต่อยู่ ๆ กลับต้องมายืนร้องไห้เสียน้ำตา แม้ตอนนี้ผมจะสบายใจขึ้นบ้างแล้ว ที่ทะเลไม่ได้ดุผมเหมือนในตอนแรก แต่มันก็ทำให้ผมรู้ว่า อะไรมันไม่แน่นอน โดยเฉพาะความรู้สึกของคน ยิ้มได้ก็ร้องไห้ได้ สุขใจได้ ก็ทุกข์ใจได้เช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น ถึงแม้คนที่ทำให้ผมต้องเสียน้ำตาคือคนตรงหน้า คนที่กำลังขับรถพาผมกลับบ้าน คนที่ผมกำลังจ้องมองแผ่นหลังของเขาอยู่ในตอนนี้ ผมกลับไม่รู้สึกโกรธเขาเลยสักนิด ความรู้สึกของคนเรานี่มันช่างเข้าใจยาก ชวนน่าสับสนจริง ๆ เลยนะ 

. 

. 

. 

สับสน งุงงง วุ่นวายใจ จะทำยังไงดีล่ะจ๊ะหนูฝันดี 

ตอนหน้าแจมจะพาทุกคนไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรมกัน เตรียมนุ่งขาว ห่มขาวรอได้เลยจ้า 

ขอบคุณที่มาติดตามและรออ่านผลงานของแจมนะคะ 

1 คอมเมนต์ดี ๆ = ร้อยกำลังใจ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว